LOGIN“คุณหนูข้าไม่ได้เป็นอะไร แต่คนอื่นต่างหากที่กำลังจะเป็น...” นางรีบกล่าวลาเถ้าแก่หวังพลันหมุนกายจากไปอย่างรวดเร็วทิ้งให้เถ้าแก่หวังมองตามด้วยสายตาไม่เข้าใจ
สุดยอดอาหารสี่อย่าง อันได้แก่ หูฉลาม รังนก อุ้งตีนหมี และเป๋าฮื้อล้วนเป็นของดี รังนกนั้นเปรียบดั่งทองคำขาวและเป็นของโปรดปรานของฮ่องเต้ ทำให้ขุนนางใหญ่น้อยต่างนิยมชมชอบ ไม่เว้นแม้กุ้ยไป๋เทียน นอกจากจะช่วยเสริมพละกำลัง เสริมสมรรถภาพทางปอด ยังเชื่อกันว่าต่อต้านความชรา ด้วยเหตุนี้ หากท่านอัครเสนาบดีต้องเดินทางไปต่างเมือง เขามักนำรังนกกลับมาที่จวนเสมอ แต่คนที่กินรังนกได้ในจวนนี้มีเพียงสามคนเท่านั้น ย่อมต้องเป็นกุ้ยไป๋เทียน หม่าอี้หวาซึ่งเป็นฮูหยินใหญ่ และกุ้ยเหมยลี่คุณหนูใหญ่
ร่างอรชรอ้อนแอ้นแต่แฝงไว้ด้วยแววตาซุกซนเฉลียวฉลาด ในมือถือถ้วยกระเบื้องเคลือบสีน้ำเงินขาวเนื้อแกร่งที่น้ำเคลือบทำจากเถ้าถ่านและหินฟันม้า ภายในถ้วยเคลือบเต็มไปด้วยรังนกต้มกับน้ำตาลกรวดผสมโสมและพุทราจีนที่นางลงมือปรุงอย่างสุดฝีมือ ของด้านในถ้วยยังอุ่นมือ ส่งกลิ่นหอมหวน นางถนอมมันอย่างดี ระมัดระวังทุกฝีก้าว
ฮุ่ยชิงได้ยินเสียงเอะอะโวยวายของฮูหยินใหญ่ก็เบ้หน้า วันนี้แม่ใหญ่อยู่ในชุดสีเขียวปีกแมลงทับ เสียงเอะอะนั้นดังมาก่อนตัว คงมีใครไปบอกว่าเห็นนางแถวนี้ ขณะที่เท้าเล็กๆ รีบเดินกำลังจะเลี้ยวไปทางเรือนเล็กของมารดากลับต้องหยุดชะงักเมื่อถูกคนทั้งสามมาขวางหน้าเอาไว้ ด้านหลังของหม่าอี้หวาคือสาวใช้สองคนที่จ้องมองคุณหนูรองอย่างไม่ยำเกรง
“หยุดนะนังตัวดี ที่แท้เจ้าไม่ได้อยู่ในห้องครัวแต่แอบมาอู้แถวนี้เอง” น้ำเสียงตวาดของหม่าอี้หวาพลันทำให้นางตื่นตระหนกเกือบจะทำถ้วยรังนกตก
“แม่ใหญ่! ท่านตามหาข้าหรือเจ้าคะ”
ดวงตาเรียวเล็กที่มีร่องรอยของตีนกาจ้องไปที่ถ้วยกระเบื้องเคลือบเขม็ง พลันเพลิงโทสะกลับพวยพุ่ง
“แล้วนี่ถ้วยอะไร” กุ้ยฮูหยินมองนางอย่างดูแคลน ยิ่งเห็นร่างเล็กสีหน้าถอดสีอย่างมีพิรุธ ในถ้วยคงไม่ใช่แค่น้ำแกงธรรมดา
หม่าอี้หวาปรายตาสองสาวใช้ข้างกาย พวกนางต่างรู้งานตรงเข้ารวบตัวคุณหนูรองเอาไว้ ถ้วยกระเบื้องเคลือบที่ใส่รังนกมาถึงสามในสี่ถ้วย ถูกหัวหน้าแม่ไก่สกุลกุ้ยแย่งเอาไปถือไว้แล้วมองนางด้วยแววตาสมเพช
ฮุ่ยชิงถูกผลักเต็มแรงให้นั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น ร่างเล็กเอ่ยขึ้นอย่างอ่อนแรง
“แม่ใหญ่ท่านจะทำอะไร...”
“หุบปาก! นังตัวดีไม่ต้องพูดมาก หลักฐานคาตา เจ้าขโมยของยังกล้าปฏิเสธอีกหรือ”
“ข้าไม่ได้ขโมย”
เพียะ
คำพูดของฮุ่ยชิงกลืนหายไปในลำคอ เมื่อฝ่ามือหนึ่งฟาดลงบนแก้มฉ่ำด้วยเลือดฝาดอย่างเต็มแรงจนใบหน้าสวยแช่มช้อยสะบัดไปตามแรง ฮุ่ยชิงรู้สึกชาหนึบไปทั่วหน้า
หม่าอี้หวาแสยะยิ้ม แค่เห็นหน้าเจื่อนๆ ของฮุ่ยชิง นางก็หมั่นไส้เต็มทน แล้วยิ่งเห็นถ้วยรังนก นางไม่อาจเก็บอาการบันดาลโทสะไว้ได้อีกเพราะรู้ถึงจุดประสงค์เพียงเดินผ่านตรงนี้ไปได้ก็ถึงเรือนของนังแพศยาที่ยังอยู่ร่วมจวนให้ตำใจ
“นังหัวขโมย เจ้าตั้งใจขโมยรังนกถ้วยนี้ไปให้แม่เจ้ากินใช่หรือไม่ มักใหญ่ใฝ่สูงเกินตัวจริงๆ ของพวกนี้ใช่ของที่พวกเจ้าแม่ลูกจะมาหยิบฉวยไปกินได้หรือ”
ที่ล้มลงไปก็จุกพอแรง นางจึงไม่คิดพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืนหรือเถียงกลับ ฮุ่ยชิงก้มหน้ายอมรับ นางรู้ดีว่าบิดาไม่อยู่ แม่ใหญ่ต้องจ้องเล่นงานนางอยู่แล้ว เรื่องถูกตบไม่ใช่ครั้งแรก หากนางคิดต่อสู้แม่ใหญ่ สาวใช้ในเรือนใหญ่จะถูกสั่งให้ช่วยกันรุมทำร้ายนาง
“เจ้าค่ะ ข้าผิดไปแล้ว ข้าแค่อยากให้ท่านแม่ได้กินของดีๆ บ้างเท่านั้น ท่านแม่กำลังป่วย แต่อาหารที่ส่งไปถึงเรือนท่านแม่มีเพียงเศษผัก แล้วแบบนี้เมื่อไรท่านแม่จะหายจากอาการป่วย”
นิ้วชี้ที่มีแหวนหยกสวมอยู่ดันหน้าผากของฮุ่ยชิงออกห่างอย่างแรง “นังตัวดี สกุลกุ้ยเราปรานีหญิงแพศยาอย่างแม่เจ้า ไม่ขับไล่ออกนอกจวนนับว่าท่านอัครเสนาบดีเมตตาพวกเจ้าสองแม่ลูกมาแล้ว เจ้ามีแม่เป็นนางหญิงชั่ว แพศยา แล้วเจ้าจะเป็นลูกกตัญญูได้หรือ”
คำพูดถากถางเสียงหัวเราะเย้ยหยันทำให้มือเล็กที่กำอยู่แล้วยิ่งกำแน่นกว่าเดิม นางย่อมเจ็บแค้นเป็นธรรมดา แต่เมื่อมองรอบตัวแล้ว หากนางบันดาลโทสะลุกขึ้นตบแม่ใหญ่สักฉาด แล้วถีบสักสองทีให้ล้มหน้าคะมำ นางคงได้รับความสะใจอยู่ไม่น้อย ทว่าหลังจากนั้นคงเป็นนางเองที่ย่อยยับ ส่วนแม่ของนางคงได้รับเคราะห์กรรมนี้ไปด้วย เรื่องนี้ย่อมได้ไม่คุ้มเสีย สู้นิ่งเสียดีกว่า
เอาชนะผู้อื่นได้นั้นแข็งแกร่ง ข่มใจตัวเองได้นั้นคือผู้ยิ่งใหญ่
หม่าอี้หวายิ้มหยันเมื่อเห็นร่างเล็กเอาแต่ซ่อนหน้าเนื้อตัวสั่นเทา ฮุ่ยชิงคงจะเกรงกลัวอำนาจของนางเหมือนแม่ของมันที่ไม่เคยปกป้องลูกได้ ทำให้นางคิดอยากจะตบอีกสักสองฉาด
นางหารู้ไม่ว่าอาการแบบนั้นฮุ่ยชิงกำลังสั่นสู้ สู้ด้วยวิธีของนาง ตามแบบฉบับของนาง
ใบหน้าอ่อนเยาว์ที่ก้มซ่อนหน้า หาได้กลัวเกรงแต่กำลังลอบยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
สักวันข้าจะต้มแม่ไก่สกุลกุ้ยกิน
ฮุ่ยชิงลอบประเมินสถานการณ์ตรงหน้าแล้วพร่ำบ่นอยู่ในใจ หากนางใจร้ายสักนิด ฮูหยินใหญ่คงลาโลกไปแล้ว ฮูหยินใหญ่เกลียดนางแต่กลับชื่นชอบอาหารที่นางเป็นคนลงมือปรุง ความน่าสมเพชของแม่ใหญ่ทำให้นางได้แต่ลอบถอนใจ
เกลียดข้าแต่มองรังนกในชามที่ข้าปรุงตาเป็นมัน
ฮุ่ยชิงเงยหน้าขึ้นมองถ้วยเคลือบใบนั้นราวกับแสนเสียดาย หม่าอี้หวาหันไปสบตาอย่างรู้กันกับสาวใช้คนสนิทแต่ยังคงเชิดหน้าไว้อย่างถือตัว ดวงตาของสาวใช้คนสนิทเปล่งประกายน่ากลัว จมูกงุ้ม ปากหนา สาวใช้ผู้นี้ ฮูหยินใหญ่ซื้อตัวมาได้ปีกว่าแต่ทำงานถูกใจ โดยเฉพาะงานกลั่นแกล้งกาฝากสองแม่ลูก
หม่าอี้หวาตวัดสายตามองร่างบอบบางตรงหน้าแล้วสั่งเสียงเข้ม “หลิ่งอี้ ลากนางออกไปโบย โทษฐานขโมยรังนกของท่านอัครเสนาบดี”
“ฮูหยินใหญ่จะให้ข้าโบยนางสักกี่ไม้เจ้าคะ”
ไม่ถึงห้าไม้รูปร่างอ้อนแอ้นอย่างนางคงเจ็บหนักปางตาย เผลอๆ อาจสลบไปตั้งแต่สามไม้แรก
“หากข้าไม่สั่งหยุด เจ้าห้ามเลิกโบยนาง” สิ้นเสียงคำสั่ง สาวใช้หลิ่งอี้ก้าวออกมาใช้สายตาจ้องคุณหนูรองตาเขม็งอย่างไร้ความเกรงใจ ราวกับคุณหนูรองเป็นลูกกระต่ายน้อยเคราะห์ร้าย หลิ่งอี้ตรงเข้ามาหมายลากจะคุณหนูรองไปทำโทษตามที่ฮูหยินใหญ่สั่งการ
ทว่าเสียงอ่อนหวานจากร่างเล็กดังขึ้นอย่างแผ่วเบา
“แม่ใหญ่เจ้าคะ ท่านได้กลิ่นหอมมาจากห้องครัวหรือไม่เจ้าคะ”
อาหารที่ขึ้นโต๊ะแต่ละวันมีของดีนับสิบอย่างแต่ของที่แม่ใหญ่โปรดปรานที่สุดนั้นคือขาหมูน้ำแดงกลิ่นหอมฉุย เนื้อยุ่ยๆ ละลายในปาก ในเมืองเกาซานแห่งนี้ ไม่มีผู้ใดที่ตุ๋นขาหมูน้ำแดงอร่อยเทียมนาง ฮูหยินใหญ่เคยหลุดปากพูดออกมา
สูตรที่นางเคยทำขึ้นโต๊ะจนแม่ใหญ่ติดใจเห็นแล้วตะเกียบสั่น คีบไม่หยุดจนท่านพ่อมองหน้ามาแล้ว เป็นสูตรเดียวกับที่ห้องเครื่องในวังหลวงทำขึ้นโต๊ะเสวยฮ่องเต้ เพราะตระกูลฟากมารดานางหลายคนทำงานและมีตำแหน่งใหญ่โตในห้องเครื่อง
“กลิ่นขาหมูน้ำแดง วันนี้เจ้าปรุงขาหมูน้ำแดงขึ้นตั้งโต๊ะหรือนังตัวดี”
“ไม่เพียงแต่ขาหมูน้ำแดงเท่านั้น ข้ายังเตรียมอกไก่น้ำข้นไว้ขึ้นโต๊ะ พรุ่งนี้ข้าก็ตั้งใจจะตุ๋นเอ็นกวางที่ท่านสี่จวนสกุลหวังนำมาฝากท่านพ่อ”
“พอไม่ต้องพูดแล้ว”
เจิ้งอี้เหยียนดวงตาดำมืดด้วยความขุ่นมัวเสด็จพ่อรู้ว่าเขากำลังหลบเลี่ยงเรื่องอะไร แล้วคิดใช้ไม้แข็งบังคับกันทางอ้อม“เสด็จพ่อรู้เรื่องที่ข้าแต่งงานกับสตรีในเกาซานแล้วใช่หรือไม่”“ฝ่าบาททราบเรื่องนี้แล้วพ่ะย่ะค่ะ”ฮุ่ยชิงได้ยินก็พลันร่างกายแข็งค้างไปหมด “องค์ชายรอง!” นางครางออกมา ขอบตาแดงก่ำจู่ๆน้ำตาก็เห่อล้อมขึ้นมาคลอเบ้าตาแล้วไหลลงอาบแก้มทั้งสอง สิ่งที่นางคิดมาตลอดเป็นจริงแล้ว ตอนนั้นนางสงสัยว่าเหตุใดเขาจึงมีชุดคลุมมังกรห้าเล็บ และยังเมื่อสองวันก่อนนางเข้าไปเก็บแท่นหมึกและกระดาษในห้องทำงาน พบว่าเอกสารถูกเขียนค้าง มีลายเส้นแตกต่างกับใบสั่งของครั้งก่อนๆ ที่ถูกเก็บภายในห้องทำงาน คนเราจะลายมือเปลี่ยนได้มากขนาดนั้นเชียวหรือวันนี้นางได้รับคำตอบแล้ว ท่าทีแปลกๆ ที่หลายครั้งทำให้นางรู้สึกสับสนเขาไม่ใช่หยางต้าหลง... แล้วเขาคือใคร ที่ผ่านมานางใช้ชีวิตอยู่กับใครร่างเล็กเดินออกไปจากที่หลบซ่อนด้วยหัวใจเต้นระรัว ทั้งที่จริงเดินไม่กี่ก้าวก็ถึงเขาแล้วแต่เหตุใดดูห่างไกลนัก หรือหัวใจกำลังเจ็บปวดจ
“เจ้าเป็นแมวหรือไง ถูอยู่ได้ เดี๋ยวเอาหน้าถูแขนข้าบ้าง ถูแผงอกข้าบ้าง จะเอายังไง”“ยังไงก็ได้เจ้าค่ะ แล้วแต่ท่านพี่แล้วกัน”“แน่นะ ที่พูดมา อย่างไรก็ได้?” ดวงตาแสนเจ้าเล่ห์วาบขึ้นทันทีฮุ่ยชิงเอาหน้ามาซบที่แผ่นอกอีกแล้ว นางเหมือนลูกแมวน้อยแบบที่เขาว่าไม่มีผิด แต่เขาเกลียดแมว มันชอบคลอเคลียทำให้รำคาญ แต่เหตุใดจึงไม่รำคาญเมียตัวน้อย และมือน้อยๆที่บังอาจซุกซนนัก ล้วงผ่านเสื้อเข้าไปลูบไล้ไปถึงแผงอก ยิ่งทำนิ่งไม่พูดอะไรเหมือนนางคงได้ใจ ทั้งซบและซุกอยู่อย่างนั้น‘เดี๋ยวข้าจะตัดมือเจ้าให้ ชอบลูบดีนัก อย่าให้ข้าลูบกลับบ้าง’เจิ้งอี้เหยียนกุมอำนาจทั้งกองทัพ ชื่อเสียงของเขาสะท้านแผ่นดิน ลาดไหล่กำยำแฝงด้วยกลิ่นอายทระนงโอบล้อมร่างบอบบางเอาไว้ เขาทนกับความรู้สึกส่วนลึกไม่ไหวจับนางเงยหน้าขึ้นแล้วก้มลงจุมพิตริมฝีปากนางที่หวานล้ำยิ่งกว่ารสหวานของลูกท้อ ดวงตาคมมองนางอย่างรักใคร่เอ็นดู“แต่งให้ข้าแล้วเจ้าเป็นของข้า ข้าเองก็ไม่คิดทอดทิ้งเจ้า จงจำเอาไว้นอกจากข้าใครก็รังแกเจ้าไม่ได้ ตบตีเจ้าไม่ได้” พูดไ
ผ่านไปหนึ่งก้านธูป ดวงจันทร์ที่โผล่พ้นเงาดำของเมฆออกมาเวลานี้สาดแสงสว่างลงมาทำให้เรือนร่างเล็กรีบสาวเท้าเข้าไปใกล้ร่างสูงที่ยืนมองเรือนร้าง พลันชะงักเมื่อได้ยินเสียงก้าวสวบๆ ตามมาด้านหลัง นางจึงหยุดแล้วมอง“ท่านพี่! ท่านพี่เองหรือเจ้าคะ”“หากไม่ใช่ข้า แล้วเจ้าคิดว่าเป็นใคร”“เมื่อครู่ข้าเห็นเงาอะไรผ่านไปมาอยู่ใต้ต้นกุ้ยฮวา หรือข้าตาฝาด”นางคงตาฝาดไปกระมัง เมื่อครู่นางเห็นเงาแถวใต้ต้นกุ้ยฮวาที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง ฮุ่ยชิงไม่สนใจเงานั้นอีก ตอนนี้เรื่องที่สำคัญคืออยากทำให้คนตรงหน้าหายโกรธ นางชักเท้าเข้าไปใกล้ ในสวนมีแต่เขากับนาง แสงจันทร์ในคืนเดือนแรมสาดส่องลงมาบางเบาทำให้เห็นเสี้ยวหน้าหล่อเหลาราวกับเทพเซียนเจิ้งอี้เหยียนรับรู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ นางไม่ได้ตาฝาดมีองครักษ์เสื้อแพรของเสด็จพ่อ หรือองครักษ์เงาข้ารับใช้ของเขากันแน่ แต่เวลานี้ไปหลบตรงไหนเสียเล่าสตรีงามนั้นทำให้บุรุษลุ่มหลง แต่สตรีอ่อนน้อมช่างเอาอกเอาใจย่อมทำให้สามีรู้สึกสุขสงบอย่างแท้จริง เรื่องขุ่นข้องหมองใจในคืนนี้ นางควรรีบสร้างควา
ฮุ่ยชิงขมวดคิ้ว นางได้ยินเขาแทนตัวเองด้วยคำว่าองค์... แต่ความโกรธเกรี้ยวที่มีต่อกันตอนนี้ทำให้นางไม่ทันได้ถามออกไปไม่มีครั้งใดที่บุรุษตรงหน้าจะตะเบ็งเสียงใส่นาง รสชาติฝาดขมทะลักขึ้นมาในใจ หยาดน้ำตากำลังรื้นขึ้นมาถึงดวงตา นางไม่เคยคิดนอกใจเขา เหตุใดต้องปรักปรำนางด้วย แต่นางนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก ทำไมจึงละเมอเรียกชื่อเถียนหลิงอย่างที่เขากล่าวหาแต่สถานการณ์ในเวลานี้ต่างคนต่างโมโห เขาเกรี้ยวกราดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ขืนนางยืนอยู่ตรงนี้คงได้ตีกันตาย ร่างบอบบางตัดสินใจหมุนกลับไปทางประตูทางออกของเรือน แล้วคิดว่าจะหนีไปตั้งหลักก่อน รออารมณ์เย็นกันทั้งสองฝ่ายแล้วค่อยกลับมาพูดจากันดีๆแค่เพียงนางหันหลังให้เขา ใบหน้าคมคายกลับสะท้อนให้เห็นถึงความเจ็บปวดราวกับมีดาบข้าศึกกำลังแทงหัวใจเขาอยู่“ฮุ่ยชิง นั่นเจ้าจะไปไหน”ร่างเล็กสะดุ้งเฮือก หยุดยืนอยู่กับที่เสียงเขาก็ยังตวาดไล่หลังมาอีก “เดี๋ยวนี้เจ้าอวดดีกล้าเดินหนีข้าแล้วหรือ ชักบังอาจเกินไปแล้ว”ได้ยินคำพูดเช่นนี้ร่างเล็กรีบสาวเท้าหนีคนอารมณ์ร้าย เวลานี้ค่ำแล้วบ่าวไพร่ต
เมื่อถึงสำนักคุ้มภัย ฮุ่ยชิงเดินตามร่างกำยำเข้าไปที่เรือนอย่างรวดเร็ว นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาถึงเงียบขรึมมาตลอดทาง ระหว่างทางนางพูดด้วยเขาก็ตอบเพียงสั้นๆ พอถึงเรือนฮุ่ยชิงรีบตามเขาเข้าไปในเรือน“ท่านพี่คงหิวมาก วันนี้ท่านอยากกินอะไรเจ้าคะ ข้าจะรีบเข้าครัวปรุงสำรับให้” แม้จะมีบ่าวไพร่เต็มเรือนแต่อาหารของสามีนางมักจะเป็นผู้ลงมือปรุงเองคนที่ยืนไพล่หลังพูดขึ้นเสียงทุ้มห้าว “ไม่ต้องทำ ข้าไม่อยากกิน”“แล้วท่านพี่ไม่หิวแล้วหรือเจ้าคะ” ในเมื่อตอนอยู่หน้ากรมอาญาท่าทางเขาหิวจนหงุดหงิด คนถามเริ่มรู้สึกถึงแรงกดดันบางอย่างน้ำเสียงถูกกดต่ำด้วยอารมณ์ไม่พอใจแต่เจ้าตัวก็พยายามฝืนพูดด้วยน้ำเสียงปกติ “เจ้ารู้จักรองแม่ทัพเถียนหลิงนานแล้วหรือ เหตุใดดูสนิทสนมกันนัก” เพียงแค่เขาปล่อยนกพิราบสื่อสารขึ้นฟ้าในระหว่างที่เดินทางกลับ เมื่อถึงประตูทางเข้าสำนักคุ้มภัยเขาได้คำตอบแล้วว่าชายที่ฮุ่ยชิงคุยด้วยสีหน้ายิ้มแย้มนั้นคือรองแม่ทัพเถียนหลิง บุรุษผู้นั้นมากด้วยฝีมือ กำลังก้าวหน้าอย่างมากในกองทัพหญิงสาวเม้มริมฝ
“ข้าเพิ่งกลับเข้าเมืองมาได้เพียงสองวัน”“พี่เถียนหลิงท่านเรียกข้าคุณหนูรอง ตอนนี้ข้าไม่ได้เป็นคุณหนูรองแล้วนะเจ้าคะ”เถียนหลิงขมวดคิ้วเข้ม “หมายความว่ายังไงหรือ” เขาไม่ได้กลับเข้าเมืองนาน มีอะไรที่เขาพลาดไปฮุ่ยชิงหน้าแดง “เวลานี้ข้าเป็นฮูหยินน้อยสกุลหยางแล้ว ข้าแต่งงานกับท่านประมุขหยางต้าหลง”“จริงหรือ ข้ายินดีด้วย นับว่าเหมาะสมกันแล้ว”“แล้วท่านเล่า ถูกสั่งย้ายกลับเข้าเมืองแล้วหรือเจ้าคะ”“ข้าถูกหัวหน้าสำนักตรวจการเรียกตัวมาสอบสวน”“ใต้เท้าซ่งเรียกท่านมาสอบสวน” คิ้วของนางขมวด เท่าที่นางพอรู้และสัมผัสได้ คนผู้นี้เป็นคนจิตใจดี ใจคอกว้างขวางไม่น่าจะทำเรื่องทุจริตในกองทัพให้ใต้เท้าซ่งเรียกตัวมาสอบสวนได้นี่นาเห็นสีหน้าเป็นกังวลของนาง เถียนหลิงกลับหัวเราะราวกับเขาไม่ทุกข์ร้อน ก็เขาไม่ได้ทำผิดเหตุใดต้องกังวล“เห็นท่านยิ้มได้แบบนี้คงรับมือใต้เท้าซ่งผู้เถรตรงได้ไม่ยาก คงไม่มีอะไรให้ท่านต้องวิตกกังวล”“







