FAZER LOGINหม่าอี้หวาแม้จะพยายามรักษาเรือนร่าง แต่ตะเกียบของนางไวกว่าใครทุกคน ทุกครั้งยามฮุ่ยชิงตุ๋นขาหมูน้ำแดงขึ้นโต๊ะหม่าอี้หวาจะกินจนหมด ยามนี้จมูกเจ้ากรรมของนางกลับได้กลิ่นหอมชวนน้ำลายสอทำให้ท้องนางร้องจ๊อกๆ กลิ่นของน้ำซุปคละเคล้ากับเครื่องเทศ นางจำได้ดียามคีบเนื้อของมันวางลงในปากนั้นแทบจะละลายทันที
ฮุ่ยชิงเห็นสายตาโกรธเคืองของฮูหยินใหญ่เมื่อครู่ผ่อนลงจึงรีบรายงานเสียงหวาน “เมื่อเช้า สาวใช้ไปตลาด นางได้ขาหมูมา ขาอวบอ้วน ข้าเห็นว่าแม่ใหญ่ชอบกินเลยเอามาตุ๋นกับสมุนไพรด้วยไฟอ่อนๆ หากท่านสั่งโบยข้า เห็นทีวันนี้ข้าคงไม่มีเรี่ยวแรงปรุงขาหมูขึ้นตั้งโต๊ะให้ท่าน ช่างน่าเสียดายขาหมูเหล่านั้นที่ต้องถูกเททิ้งไป”
ครั้งหนึ่งนางป่วยหนัก หม่าอี้หวาอยากกินขาหมูจึงให้สาวใช้ปรุง แต่แล้วกลับต้องเททิ้งทั้งหม้อเพราะไม่ถูกปากอย่างที่ฮุ่ยชิงทำ
ฮูหยินใหญ่เหลือกตาใส่นางทีหนึ่ง “นังตัวแสบ เจ้าคิดว่าคนอย่างข้าเห็นแก่กินนักหรือไง ถึงได้เอาของกินมาล่อ”
แต่มันก็ใช้ได้ผลไม่ใช่หรือเจ้าคะ
ดวงตาตื่นตระหนกอย่างชัดเจน นางเงยหน้าขึ้นมองอย่างเจ็บปวด “ข้าไม่กล้าคิดเช่นนั้นเจ้าค่ะ”
หม่าอี้หวามองฮุ่ยชิงที่นั่งกองอยู่ที่พื้นแล้วเหยียดยิ้ม ไม่ทันสังเกตถึงความเจ้าเล่ห์ที่ซ่อนอยู่ในสายตา เมื่อเห็นหลิ่งอี้กำลังจะกระชากฮุ่ยชิงไปรับโทษ นางกลับเสียดายขาหมูที่ต้องเททิ้งเพราะหาสาวใช้มีฝีมือดีกว่าฮุ่ยชิงไม่ได้
“ช้าก่อนหลิ่งอี้ ปล่อยมันเข้าครัวไป แต่สั่งสาวใช้ให้คุมนางให้ดี วันนี้ไม่ต้องส่งสำรับให้ฮุ่ยหลิง ลูกประพฤติชั่ว แม่ก็ต้องรับโทษตามไปด้วย” ดวงตานางเจิดจ้าขึ้นวูบหนึ่งเมื่อมองรังนกในมือ
“ฮุ่ยชิง เจ้าอยากให้แม่เจ้าลิ้มรสรังนกถ้วยนี้ใช่หรือไม่”
ฮุ่ยชิงเงยหน้าขึ้นประสานสายตาอย่างอ้อนวอน “เจ้าค่ะ หากท่านแม่ได้กินอาหารดีๆ อาการของนางจะต้องดีขึ้น”
มุมปากของหัวหน้าแม่ไก่หยักขึ้นเป็นรอยยิ้มอย่างคิดใคร่ครวญ “เจ้าช่างมีความกตัญญู แต่รังนกถ้วยนี้มันคู่ควรกับข้าไม่ใช่หญิงชั่วแพศยาแบบแม่เจ้า”
สิ้นเสียงตวาด นางกำลังหิวอยู่พอดีแล้วอยากกลั่นแกล้งฮุ่ยชิงจึงตักรังนกสีอำพันกินจนหมดถ้วยต่อหน้าฮุ่ยชิง ยิ่งเห็นสายตาแสนเสียดายที่มองนางกินรังนกอย่างเอร็ดอร่อย รสมือนางดีอยู่ เมื่อรังนกหมดถ้วย หม่าอี้หวากลับรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นแล้วตวาดไล่ร่างเล็กให้กลับไปทำงานในครัว
แค่พ้นสายตาสาวใช้เรือนใหญ่ที่เฝ้าอยู่หน้าห้องครัว ฮุ่ยชิงยกมือทาบอกแล้วโก่งคออาเจียนออกมาจนหมด เจียวมี่สาวใช้คนสนิทที่คอยช่วยเหลือนางรีบเข้ามาลูบหลังให้นาง แล้วยิ้มกริ่มที่มุมปาก สาวใช้เรือนใหญ่ยืนเฝ้าอยู่หน้าห้องครัว พวกนางมักไม่เข้ามาในครัวเพราะเกรงจะถูกไหว้วานให้หั่นผัก หั่นเนื้อ ใบหน้าแย้มยิ้มก้มไปกระซิบกระซาบแล้วยัดถุงผ้าใส่ในมือคุณหนูรอง
“คุณหนูรองเจ้าคะ น้ำปัสสาวะเด็กที่ใช้ต้มไข่ในหม้อหายไปไหนหมดเจ้าคะ”
มุมปากบนใบหน้าอ่อนเยาว์หยักขึ้นทีละนิดๆ แล้วหันกลับมามองหน้าสาวใช้คนสนิทพร้อมรอยยิ้มซุกซน ส่วนหนึ่งอยู่ในรังนกที่ถือไปแต่แม่ใหญ่แย่งกินจนหมดถ้วย ส่วนหนึ่งนางมองไปที่เตาไฟ ภายในหม้อมีขาหมูอวบอ้วนตุ๋นกับเครื่องยาจีนอย่างดี ส่งกลิ่นหอมฟุ้งยั่วน้ำลาย
“ข้าแค่เสียดายน้ำที่เหลือจากการต้มไข่ เลยเอามาปรุงเป็นขาหมูน้ำแดงให้แม่ใหญ่ ข้ากตัญญูต่อนาง เจ้าต้องชื่นชมข้าจึงจะถูก”
เจียวมี่ลอบนำรังนกต้มน้ำตาลกรวดอย่างดีไปให้ฮุ่ยหลิงในช่วงที่คุณหนูของนางล่อหลอกถ่วงเวลาฮูหยินใหญ่เอาไว้ วันนี้ฮุ่ยหลิงได้กินรังนก อาการอิดโรยไร้เรี่ยวแรงคงจะค่อยๆ ดีขึ้น
“คุณหนูรอง! ท่านช่างร้ายกาจนัก”
รอยยิ้มบนใบหน้าทะเล้นแววตาซุกซนเมื่อครู่เลือนหายไป “คนร้ายกาจอย่างหัวหน้าแม่ไก่สกุลกุ้ยสมควรโดนแบบนี้แล้ว” ฮุ่ยชิงแบมือ ในมือมีต่างหูหยกหุ้มทองรงหูหลู่ข้างหนึ่ง เจียวมี่จำได้ว่าฮูหยินใหญ่ชอบต่างหูคู่นี้มาก เพราะนายท่านมอบให้ฮูหยินใหญ่เป็นของขวัญเมื่อหลายปีก่อน วันนั้นสาวใช้ในจวนได้รับรังนกคนละถ้วยทั่วทุกคน
ท่ามกลางความสงสัยของเจียวมี่ เมื่อเห็นสิ่งนั้นในมือคุณหนูรองจึงเอ่ยถามเสียงเบา “ต่างหูของฮูหยินใหญ่ คุณหนูไปเอามาได้อย่างไรเจ้าคะ หากนางรู้เข้าท่านต้องถูกเล่นงานแน่”
“ตอนที่นางตบข้า มันหล่นมา ข้าจึงเก็บไว้ ข้าคืนนางแน่ แต่จะคืนแบบไหนเจ้าคอยดูก็แล้วกัน” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ระบายทั่วใบหน้า
“คุณหนูรองคิดจะทำอะไรหรือเจ้าคะ”
ฮุ่ยชิงยิ้มแย้มน่ารัก มุมปากยกขึ้นอย่างน้อยๆ พลันแปรเปลี่ยนเป็นสีหน้าเด็ดเดี่ยว “แล้วข้าจะบอกเจ้าทีหลัง เจ้ารีบไปตักขาหมูขึ้นโต๊ะให้แม่ใหญ่ก่อน เดี๋ยวนางจะโมโหหิว อาละวาดใส่เจ้าอีก”
สำนักคุ้มภัยเป่าจินจง
ในเมืองเกาซาน แคว้นจ้าว ไม่มีใครไม่รู้จักสำนักคุ้มภัยเป่าจินจง เพราะเป็นสำนักคุ้มภัยที่ยิ่งใหญ่ และได้รับความน่าเชื่อถือจากคนในเมืองเป็นอย่างมาก ถ้าหากใครต้องการส่งสินค้า จดหมาย ของล้ำค่าไปยังต่างเมือง หรือสถานที่ใดในแคว้นจ้าวก็ต่างวางใจได้ว่าสิ่งของล้ำค่าเหล่านั้นจะไปถึงมือผู้รับอย่างปลอดภัย สำนักคุ้มภัยเป่าจินจงก่อตั้งมากว่าสามชั่วอายุคน ตอนนี้มาถึงรุ่นที่สามแห่งตระกูล
คุณชายใหญ่หยางต้าหลงหรือประมุขแห่งสำนักคุ้มภัยรุ่นที่สาม เป็นชายหนุ่มรูปงาม อายุ25ปี ใบหน้าหล่อเหลาราวกับหยกสลัก รูปร่างไม่ต้องกล่าวถึงเพราะงามสง่าราวเทพสรรค์สร้าง แต่ยังไม่มีฮูหยิน จนบิดามารดาต่างเป็นห่วงกลัวว่าคุณชายใหญ่ผู้จะดำรงตำแหน่งหัวหน้าตระกูลคนต่อไปจะไร้ซึ่งทายาทสืบสกุลซึ่งเป็นการผิดต่อบรรพบุรุษ เป็นเรื่องที่ให้อภัยไม่ได้
ทว่าคุณชายใหญ่ก็หาได้สนใจไม่ คุณชายใหญ่ยังยึดหลัก
บุปผางามไม่เคลื่อนผ่าน ดินฟ้าไม่เลื่อนสลาย
คุ้มภัยเป็นหลัก เรื่องรักเป็นรอง
ความคิดที่ว่าทำงานก่อน ส่วนแต่งงานมีบุตรไว้ทีหลัง ทำให้ท่านผู้เฒ่าทั้งสองคือท่านหยางจงหมิงอดีตประมุขสำนักคุ้มภัยและฮูหยินผู้เฒ่าต่างปวดหัว ยกมือกุมขมับกันวันละหลายรอบเพราะเป็นห่วงกลัวว่าตระกูลหยางสายหลักจะหมดผู้สืบสกุล แต่ก็ไม่อยากถึงขั้นบังคับให้คุณชายใหญ่ต้องแต่งงาน
“ท่านพ่อท่านแม่โปรดวางใจ ยังไงข้าก็ต้องแต่งฮูหยินแน่นอน หากแต่ข้ายังไม่คิดแต่งตอนนี้”
“ยังไม่แต่งตอนนี้แล้วจะแต่งเมื่อไรกันเล่า อายุอานามของเจ้าปีนี้ก็25แล้วนะต้าหลง”
หยางต้าหลงนิ่งเงียบ ก่อนเงยหน้าขึ้นตอบมารดา “เมื่อไรก็เมื่อนั้นขอรับท่านแม่”
“ต้าหลงแม่อยากตายจริงๆ ชายหนุ่มรุ่นเดียวกับเจ้าแต่งอนุกันไปไม่รู้กี่คนแล้ว เจ้ายังไม่ยอมแต่งใครเขาเข้าบ้านสักคน แต่งเถอะนะ”
หลายวันนี้เขารู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจ การเป็นชายไร้เมียมันน่ารังเกียจนักหรือไง ถึงได้เคี่ยวเข็ญให้เขาแต่งงานทุกครั้งที่พบหน้า
“แม่อยากตายเหลือเกิน สกุลหยางสายหลักของเราจะไร้ผู้สืบต่อ แม่รู้สึกผิดกับบรรพชนยิ่งนัก”
“ท่านแม่ยังตายไม่ได้ขอรับ หากท่านตายข้าจะไม่ยอมแต่งฮูหยินเข้าบ้าน ข้าจะอยู่เป็นโสด นั่นเท่ากับตระกูลหยางสายหลักจะไม่มีทายาทสืบสกุล หากแต่ท่านแม่บำรุงร่างกายให้แข็งแรง ข้าจะรีบหาฮูหยินแต่งเข้าบ้าน”
“ภายในปีนี้ได้หรือไม่” ฮูหยินผู้เฒ่าต่อรอง
“ข้าขอคิดดูก่อน”
“ปีนี้ก็แล้วกัน แม่รอไม่ไหว แม่มีของดีให้เจ้า” นางพูดแล้วพลางยื่นไข่ต้มสามฟองของดีที่เถ้าแก่หลงสหายของนางมอบมาให้
“ไข่ต้ม ท่านแม่นำไข่ต้มมาให้ข้า”
“ช่วยข้าด้วยเถอะ” ไม่คิดเลยว่าคนมีฝีมืออย่างเขาจะพลาดได้ถึงเพียงนี้เพราะความไม่ระวังจึงถูกจู่โจมทั้งที่ท่านประมุขสั่งให้เตรียมพร้อมตลอดเวลา“ข้าช่วยท่าน แต่ท่านต้องซื้อสมุพนไพรของข้า”นางเป็นคนประเภทไหนกัน เสียสติ ฟั่นเฟือน หรือเป็นคนดีที่มีแผนการร้ายเขามองนางไม่ออก สีหน้าคึกคักดูมีชิวิตชีวาไม่เกรงกลัวเลือดที่ไหลทะลักของฮุ่ยชิงชี้ไปที่ตะกร้าสีหน้านางเต็มไปด้วยความหวัง“ข้าขายไม่แพง”หน้าสิ่วหน้าขวานกลางคนเข่นฆ่ากันแม่นางน้อยคนนี้ยังคิดขายสมุนไพรของนาง “ตกลงซื้อก็ซื้อ ช่วยข้าเถอะ”นางพูดไปเรื่อยเปื่อยเพื่อไม่ให้เขาเผลอมองบาดแผล ทั้งที่มือทำแผลและฉีกสมุนไพรไม่หยุด “สมุนไพรของข้าเก็บมาสดใหม่ มันจะช่วยให้แผลของท่านดีขึ้น”มารดาของนางเป็นบุตรสาวของหมอเทวดา ท่านตาของนางไม่สนใจเรื่องการทำอาหารอย่างคนในตระกูลจึงเรียนรู้เรื่องสมุนไพรอย่างแตกฉาน มารดาพร่ำสอนเสมอว่ารู้วิชาแพทย์ไว้เพื่อช่วยเหลือคน หาไม่แล้ววิชาแพทย์ก็ไร้ประโยชน์แต่น่าแปลกโรคที่มารดานางเป็นกลับยังรักษาไม่หายน่าจะเป็นเพราะมารดาของนางตรอมใจมานานเกินไปฮุ่ยชิงเลิกคิดถึงเรื่องมารดา แล้วเร่งโปะยาสมุนไพรพันแผลเสร็จ ก็วิ่งไปช่วยเหลือบุร
หยางต้าหลงยกมือปาดเหงื่อ คุ้มครองความปลอดภัยคนครั้งนี้นับว่าเป็นอีกงานหนึ่งที่ต้องเสี่ยงชีวิต แต่เมื่อรับงานมาแล้วก็ต้องยอม ดวงตาเฉียบคมกวาดมองศิษย์ในสำนักคุ้มภัย บาดเจ็บไปห้าคน ล้มตายไปหนึ่งคน ยังเหลือต่อสู้กับพวกโจรอีกสี่คน แต่โจรมีมากถึงยี่สิบคนต่อให้พวกเขามีปีกก็ยากจะบินหนี พวกคนคุ้มภัยที่บ้านเจ้าสาวที่จ้างมาต่างหากต่างตายเกลื่อนดังใบไม้ปลิดปลิวไปหมดหยางต้าหลงยืนอยู่กลางวงล้อมโจรป่าท่าทางเด็ดเดี่ยว ใบหน้าหล่อเหลายังสงบนิ่ง ไม่มีแวววิตกพาดผ่าน เขาเหลือบตาเพียงนิดเดียว มองให้แน่ใจว่าเจ้าสาวยังอยู่ในเกี้ยวอย่างปลอดภัยไม่มีโจรป่าคนไหนไปยุ่ง แค่นี้เขาก็พอใจแล้ว คนยังไม่ตายนับว่างานยังสำเร็จอยู่“เจ้ายอมแพ้พวกเราเถอะท่านประมุขหยาง สิบต่อหนึ่งยังไงท่านก็เอาชนะเราไม่ได้”หยางต้าหลงเดาว่าคนที่พูดน่าจะเป็นลูกพี่ของพวกมัน เขาแค่นยิ้มเย็นชาครั้งหนึ่ง แต่แค่นั้นก็ทำให้คนมองขนคอตั้งชัน“ว่ายังไง ยอมแพ้เถอะ ส่งตัวเจ้าสาวกับสมบัติมาให้พวกเราเดี๋ยวนี้”“พวกสมองสุกร ตาสุนัข ข้าไม่มีวันให้ในสิ่งที่พวกเจ้าต้องการ ต่อให้พวกเจ้ามามากกว่านี้ข้าก็ไม่กลัว” หยางต้าหลงถีบตัวขึ้นกลางอากาศอย่างรวดเร็ว ปลายเท
เนื่องจากไม่สามารถเหนี่ยวรั้งความสนใจของบุตรชายให้อยากออกเรือนแต่งคุณหนูสกุลใหญ่ทั้งหลายมาเป็นสะใภ้ได้ บางทีหากหยางต้าหลงได้ชิมไข่ต้มสูตรพิเศษที่บุรุษหนุ่มในเกาซานที่ต่างหามากินกัน เลือดในกายหนุ่มของเขาอาจจะถวิลหาความอ่อนนุ่มของสตรี“นี่มันไข่อะไรหรือขอรับ กลิ่นหอมแปลกๆ”นางชำเลืองมอง เกรงลูกชายจะไม่กิน “กินสิ เจ้ากินให้หมดก่อนแล้วแม่จะเล่าให้ฟัง”หยางต้าหลงดมดูรู้สึกกลิ่นของไข่หอมดี แต่เขาไม่ใช่นักชิม เมื่อดมอีกทีทำให้นึกถึงไข่ต้มโสม‘คงเป็นไข่ต้มโสม’เรื่องที่เขาใส่ใจมากที่สุดคือการฝึกปรือวรยุทธ์ เรื่องกินนั้นหาได้สนใจ กินอะไรท้ายสุดแล้วมันก็ไปรวมกันในท้อง“กินเถอะ เจ้ากินแล้วจะต้องติดใจ”เมื่อถูกคะยั้นคะยอมากๆเข้า เขาก็ยอมตามใจมารดา เมื่อไข่เข้าไปในปากรสชาติเค็มปะแล่มแต่ก็ชวนกินทำให้เขากินใบแรกและกินใบที่สองสามตามเข้าไปจนหมด “ไข่ต้มกับใบชาหรือขอรับท่านแม่รสชาติดีนัก งั้นข้าจะกินให้หมด”ฮูหยินผู้เฒ่าสีหน้าเหมือนกลืนยาขมเห็นหยางต้าหลงกินอย่างเอร็ดอร่อยแล้วขมคอแทน“ไข่นี่ไม่ได้ถูกต้มกับใบชา”“ถ้าเช่นนั้นกลิ่นหอมแปลกนั่นเป็นสมุนไพรชนิดใด หรือจะนำไปต้มกับโสม แต่กลิ่นไม่คล้ายโสม”“ไม่ใช่โ
หม่าอี้หวาแม้จะพยายามรักษาเรือนร่าง แต่ตะเกียบของนางไวกว่าใครทุกคน ทุกครั้งยามฮุ่ยชิงตุ๋นขาหมูน้ำแดงขึ้นโต๊ะหม่าอี้หวาจะกินจนหมด ยามนี้จมูกเจ้ากรรมของนางกลับได้กลิ่นหอมชวนน้ำลายสอทำให้ท้องนางร้องจ๊อกๆ กลิ่นของน้ำซุปคละเคล้ากับเครื่องเทศ นางจำได้ดียามคีบเนื้อของมันวางลงในปากนั้นแทบจะละลายทันทีฮุ่ยชิงเห็นสายตาโกรธเคืองของฮูหยินใหญ่เมื่อครู่ผ่อนลงจึงรีบรายงานเสียงหวาน “เมื่อเช้า สาวใช้ไปตลาด นางได้ขาหมูมา ขาอวบอ้วน ข้าเห็นว่าแม่ใหญ่ชอบกินเลยเอามาตุ๋นกับสมุนไพรด้วยไฟอ่อนๆ หากท่านสั่งโบยข้า เห็นทีวันนี้ข้าคงไม่มีเรี่ยวแรงปรุงขาหมูขึ้นตั้งโต๊ะให้ท่าน ช่างน่าเสียดายขาหมูเหล่านั้นที่ต้องถูกเททิ้งไป”ครั้งหนึ่งนางป่วยหนัก หม่าอี้หวาอยากกินขาหมูจึงให้สาวใช้ปรุง แต่แล้วกลับต้องเททิ้งทั้งหม้อเพราะไม่ถูกปากอย่างที่ฮุ่ยชิงทำฮูหยินใหญ่เหลือกตาใส่นางทีหนึ่ง “นังตัวแสบ เจ้าคิดว่าคนอย่างข้าเห็นแก่กินนักหรือไง ถึงได้เอาของกินมาล่อ”แต่มันก็ใช้ได้ผลไม่ใช่หรือเจ้าคะดวงตาตื่นตระหนกอย่างชัดเจน นางเงยหน้าขึ้นมองอย่างเจ็บปวด “ข้าไม่กล้าคิดเช่นนั้นเจ้าค่ะ”หม่าอี้หวามองฮุ่ยชิงที่นั่งกองอยู่ที่พื้นแล้วเหยียด
“คุณหนูข้าไม่ได้เป็นอะไร แต่คนอื่นต่างหากที่กำลังจะเป็น...” นางรีบกล่าวลาเถ้าแก่หวังพลันหมุนกายจากไปอย่างรวดเร็วทิ้งให้เถ้าแก่หวังมองตามด้วยสายตาไม่เข้าใจสุดยอดอาหารสี่อย่าง อันได้แก่ หูฉลาม รังนก อุ้งตีนหมี และเป๋าฮื้อล้วนเป็นของดี รังนกนั้นเปรียบดั่งทองคำขาวและเป็นของโปรดปรานของฮ่องเต้ ทำให้ขุนนางใหญ่น้อยต่างนิยมชมชอบ ไม่เว้นแม้กุ้ยไป๋เทียน นอกจากจะช่วยเสริมพละกำลัง เสริมสมรรถภาพทางปอด ยังเชื่อกันว่าต่อต้านความชรา ด้วยเหตุนี้ หากท่านอัครเสนาบดีต้องเดินทางไปต่างเมือง เขามักนำรังนกกลับมาที่จวนเสมอ แต่คนที่กินรังนกได้ในจวนนี้มีเพียงสามคนเท่านั้น ย่อมต้องเป็นกุ้ยไป๋เทียน หม่าอี้หวาซึ่งเป็นฮูหยินใหญ่ และกุ้ยเหมยลี่คุณหนูใหญ่ร่างอรชรอ้อนแอ้นแต่แฝงไว้ด้วยแววตาซุกซนเฉลียวฉลาด ในมือถือถ้วยกระเบื้องเคลือบสีน้ำเงินขาวเนื้อแกร่งที่น้ำเคลือบทำจากเถ้าถ่านและหินฟันม้า ภายในถ้วยเคลือบเต็มไปด้วยรังนกต้มกับน้ำตาลกรวดผสมโสมและพุทราจีนที่นางลงมือปรุงอย่างสุดฝีมือ ของด้านในถ้วยยังอุ่นมือ ส่งกลิ่นหอมหวน นางถนอมมันอย่างดี ระมัดระวังทุกฝีก้าวฮุ่ยชิงได้ยินเสียงเอะอะโวยวายของฮูหยินใหญ่ก็เบ้หน้า วันนี้แม่ใ
เมืองเกาซาน แคว้นจ้าวห่างจากกำแพงวังสูงตระหง่านไม่เกินสามสิบลี้ เลี้ยวผ่านถนนซือเป่าที่คึกคักตั้งแต่รุ่งสางจนกระทั่งอาทิตย์ลับขอบฟ้า ถนนเส้นนี้มีทั้งโรงเตี๊ยม โรงน้ำชาที่แย่งกันผุดขึ้นในยามกลางคืน แสงจากไฟโคมแข่งกันแย่งแสงจากดวงดาวมองดูสว่างไสว ทิ้งระยะห่างมาอีกสองหัวมุมถนน จวนใหญ่โตตั้งตระหง่านกินบริเวณเนื้อที่กว้างขวาง เจ้าของจวนคืออัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายนามว่า ‘กุ้ยไป๋เทียน’เรือนใหญ่และเรือนเล็กที่ตั้งอยู่รวมกันล้อมรอบด้วยต้นไม้มงคลมากมาย ทั้งกุ้ยฮวา ปลูกแซมด้วยสามสหายแห่งเหมันต์ ไผ่ สน และเหมย เพื่อให้เป็นสิริมงคลแก่จวนและผู้เป็นนายเรือน ทุกจวนได้รับการดูแลอย่างดีเพราะมีบ่าวไพร่ใช้สอยนับร้อยทว่าเรือนเล็กหลังหนึ่งที่ไม่ได้ตั้งโดดเด่นนัก ด้านหลังสวนสมุนไพรกลับไร้การเหลียวแล แม้แต่หลังคาที่มีรอยรั่วจนทุกคราที่ฝนตกรั่วซึมลงไปเปียกชื้นเครื่องนอน กลับไม่เคยมีคำสั่งให้ปรับปรุงซ่อมแซม ร่างอรชรอ้อนแอ้น กิริยาแช่มช้อยนุ่มนวล มองซ้ายมองขวา ไม่เห็นมีบ่าวไพร่จากเรือนใหญ่ผ่านไปมาทางนี้นางจึงวิ่งกลับมาที่หน้าต่าง คว้าตะกร้าสานด้วยไม้ไผ่ภายในบรรจุไข่ต้มที่ปรุงขึ้นพิเศษไว้เต็มตะกร้าแล้วค่อยๆ แง้มบา







