LOGINหม่าอี้หวาแม้จะพยายามรักษาเรือนร่าง แต่ตะเกียบของนางไวกว่าใครทุกคน ทุกครั้งยามฮุ่ยชิงตุ๋นขาหมูน้ำแดงขึ้นโต๊ะหม่าอี้หวาจะกินจนหมด ยามนี้จมูกเจ้ากรรมของนางกลับได้กลิ่นหอมชวนน้ำลายสอทำให้ท้องนางร้องจ๊อกๆ กลิ่นของน้ำซุปคละเคล้ากับเครื่องเทศ นางจำได้ดียามคีบเนื้อของมันวางลงในปากนั้นแทบจะละลายทันที
ฮุ่ยชิงเห็นสายตาโกรธเคืองของฮูหยินใหญ่เมื่อครู่ผ่อนลงจึงรีบรายงานเสียงหวาน “เมื่อเช้า สาวใช้ไปตลาด นางได้ขาหมูมา ขาอวบอ้วน ข้าเห็นว่าแม่ใหญ่ชอบกินเลยเอามาตุ๋นกับสมุนไพรด้วยไฟอ่อนๆ หากท่านสั่งโบยข้า เห็นทีวันนี้ข้าคงไม่มีเรี่ยวแรงปรุงขาหมูขึ้นตั้งโต๊ะให้ท่าน ช่างน่าเสียดายขาหมูเหล่านั้นที่ต้องถูกเททิ้งไป”
ครั้งหนึ่งนางป่วยหนัก หม่าอี้หวาอยากกินขาหมูจึงให้สาวใช้ปรุง แต่แล้วกลับต้องเททิ้งทั้งหม้อเพราะไม่ถูกปากอย่างที่ฮุ่ยชิงทำ
ฮูหยินใหญ่เหลือกตาใส่นางทีหนึ่ง “นังตัวแสบ เจ้าคิดว่าคนอย่างข้าเห็นแก่กินนักหรือไง ถึงได้เอาของกินมาล่อ”
แต่มันก็ใช้ได้ผลไม่ใช่หรือเจ้าคะ
ดวงตาตื่นตระหนกอย่างชัดเจน นางเงยหน้าขึ้นมองอย่างเจ็บปวด “ข้าไม่กล้าคิดเช่นนั้นเจ้าค่ะ”
หม่าอี้หวามองฮุ่ยชิงที่นั่งกองอยู่ที่พื้นแล้วเหยียดยิ้ม ไม่ทันสังเกตถึงความเจ้าเล่ห์ที่ซ่อนอยู่ในสายตา เมื่อเห็นหลิ่งอี้กำลังจะกระชากฮุ่ยชิงไปรับโทษ นางกลับเสียดายขาหมูที่ต้องเททิ้งเพราะหาสาวใช้มีฝีมือดีกว่าฮุ่ยชิงไม่ได้
“ช้าก่อนหลิ่งอี้ ปล่อยมันเข้าครัวไป แต่สั่งสาวใช้ให้คุมนางให้ดี วันนี้ไม่ต้องส่งสำรับให้ฮุ่ยหลิง ลูกประพฤติชั่ว แม่ก็ต้องรับโทษตามไปด้วย” ดวงตานางเจิดจ้าขึ้นวูบหนึ่งเมื่อมองรังนกในมือ
“ฮุ่ยชิง เจ้าอยากให้แม่เจ้าลิ้มรสรังนกถ้วยนี้ใช่หรือไม่”
ฮุ่ยชิงเงยหน้าขึ้นประสานสายตาอย่างอ้อนวอน “เจ้าค่ะ หากท่านแม่ได้กินอาหารดีๆ อาการของนางจะต้องดีขึ้น”
มุมปากของหัวหน้าแม่ไก่หยักขึ้นเป็นรอยยิ้มอย่างคิดใคร่ครวญ “เจ้าช่างมีความกตัญญู แต่รังนกถ้วยนี้มันคู่ควรกับข้าไม่ใช่หญิงชั่วแพศยาแบบแม่เจ้า”
สิ้นเสียงตวาด นางกำลังหิวอยู่พอดีแล้วอยากกลั่นแกล้งฮุ่ยชิงจึงตักรังนกสีอำพันกินจนหมดถ้วยต่อหน้าฮุ่ยชิง ยิ่งเห็นสายตาแสนเสียดายที่มองนางกินรังนกอย่างเอร็ดอร่อย รสมือนางดีอยู่ เมื่อรังนกหมดถ้วย หม่าอี้หวากลับรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นแล้วตวาดไล่ร่างเล็กให้กลับไปทำงานในครัว
แค่พ้นสายตาสาวใช้เรือนใหญ่ที่เฝ้าอยู่หน้าห้องครัว ฮุ่ยชิงยกมือทาบอกแล้วโก่งคออาเจียนออกมาจนหมด เจียวมี่สาวใช้คนสนิทที่คอยช่วยเหลือนางรีบเข้ามาลูบหลังให้นาง แล้วยิ้มกริ่มที่มุมปาก สาวใช้เรือนใหญ่ยืนเฝ้าอยู่หน้าห้องครัว พวกนางมักไม่เข้ามาในครัวเพราะเกรงจะถูกไหว้วานให้หั่นผัก หั่นเนื้อ ใบหน้าแย้มยิ้มก้มไปกระซิบกระซาบแล้วยัดถุงผ้าใส่ในมือคุณหนูรอง
“คุณหนูรองเจ้าคะ น้ำปัสสาวะเด็กที่ใช้ต้มไข่ในหม้อหายไปไหนหมดเจ้าคะ”
มุมปากบนใบหน้าอ่อนเยาว์หยักขึ้นทีละนิดๆ แล้วหันกลับมามองหน้าสาวใช้คนสนิทพร้อมรอยยิ้มซุกซน ส่วนหนึ่งอยู่ในรังนกที่ถือไปแต่แม่ใหญ่แย่งกินจนหมดถ้วย ส่วนหนึ่งนางมองไปที่เตาไฟ ภายในหม้อมีขาหมูอวบอ้วนตุ๋นกับเครื่องยาจีนอย่างดี ส่งกลิ่นหอมฟุ้งยั่วน้ำลาย
“ข้าแค่เสียดายน้ำที่เหลือจากการต้มไข่ เลยเอามาปรุงเป็นขาหมูน้ำแดงให้แม่ใหญ่ ข้ากตัญญูต่อนาง เจ้าต้องชื่นชมข้าจึงจะถูก”
เจียวมี่ลอบนำรังนกต้มน้ำตาลกรวดอย่างดีไปให้ฮุ่ยหลิงในช่วงที่คุณหนูของนางล่อหลอกถ่วงเวลาฮูหยินใหญ่เอาไว้ วันนี้ฮุ่ยหลิงได้กินรังนก อาการอิดโรยไร้เรี่ยวแรงคงจะค่อยๆ ดีขึ้น
“คุณหนูรอง! ท่านช่างร้ายกาจนัก”
รอยยิ้มบนใบหน้าทะเล้นแววตาซุกซนเมื่อครู่เลือนหายไป “คนร้ายกาจอย่างหัวหน้าแม่ไก่สกุลกุ้ยสมควรโดนแบบนี้แล้ว” ฮุ่ยชิงแบมือ ในมือมีต่างหูหยกหุ้มทองรงหูหลู่ข้างหนึ่ง เจียวมี่จำได้ว่าฮูหยินใหญ่ชอบต่างหูคู่นี้มาก เพราะนายท่านมอบให้ฮูหยินใหญ่เป็นของขวัญเมื่อหลายปีก่อน วันนั้นสาวใช้ในจวนได้รับรังนกคนละถ้วยทั่วทุกคน
ท่ามกลางความสงสัยของเจียวมี่ เมื่อเห็นสิ่งนั้นในมือคุณหนูรองจึงเอ่ยถามเสียงเบา “ต่างหูของฮูหยินใหญ่ คุณหนูไปเอามาได้อย่างไรเจ้าคะ หากนางรู้เข้าท่านต้องถูกเล่นงานแน่”
“ตอนที่นางตบข้า มันหล่นมา ข้าจึงเก็บไว้ ข้าคืนนางแน่ แต่จะคืนแบบไหนเจ้าคอยดูก็แล้วกัน” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ระบายทั่วใบหน้า
“คุณหนูรองคิดจะทำอะไรหรือเจ้าคะ”
ฮุ่ยชิงยิ้มแย้มน่ารัก มุมปากยกขึ้นอย่างน้อยๆ พลันแปรเปลี่ยนเป็นสีหน้าเด็ดเดี่ยว “แล้วข้าจะบอกเจ้าทีหลัง เจ้ารีบไปตักขาหมูขึ้นโต๊ะให้แม่ใหญ่ก่อน เดี๋ยวนางจะโมโหหิว อาละวาดใส่เจ้าอีก”
สำนักคุ้มภัยเป่าจินจง
ในเมืองเกาซาน แคว้นจ้าว ไม่มีใครไม่รู้จักสำนักคุ้มภัยเป่าจินจง เพราะเป็นสำนักคุ้มภัยที่ยิ่งใหญ่ และได้รับความน่าเชื่อถือจากคนในเมืองเป็นอย่างมาก ถ้าหากใครต้องการส่งสินค้า จดหมาย ของล้ำค่าไปยังต่างเมือง หรือสถานที่ใดในแคว้นจ้าวก็ต่างวางใจได้ว่าสิ่งของล้ำค่าเหล่านั้นจะไปถึงมือผู้รับอย่างปลอดภัย สำนักคุ้มภัยเป่าจินจงก่อตั้งมากว่าสามชั่วอายุคน ตอนนี้มาถึงรุ่นที่สามแห่งตระกูล
คุณชายใหญ่หยางต้าหลงหรือประมุขแห่งสำนักคุ้มภัยรุ่นที่สาม เป็นชายหนุ่มรูปงาม อายุ25ปี ใบหน้าหล่อเหลาราวกับหยกสลัก รูปร่างไม่ต้องกล่าวถึงเพราะงามสง่าราวเทพสรรค์สร้าง แต่ยังไม่มีฮูหยิน จนบิดามารดาต่างเป็นห่วงกลัวว่าคุณชายใหญ่ผู้จะดำรงตำแหน่งหัวหน้าตระกูลคนต่อไปจะไร้ซึ่งทายาทสืบสกุลซึ่งเป็นการผิดต่อบรรพบุรุษ เป็นเรื่องที่ให้อภัยไม่ได้
ทว่าคุณชายใหญ่ก็หาได้สนใจไม่ คุณชายใหญ่ยังยึดหลัก
บุปผางามไม่เคลื่อนผ่าน ดินฟ้าไม่เลื่อนสลาย
คุ้มภัยเป็นหลัก เรื่องรักเป็นรอง
ความคิดที่ว่าทำงานก่อน ส่วนแต่งงานมีบุตรไว้ทีหลัง ทำให้ท่านผู้เฒ่าทั้งสองคือท่านหยางจงหมิงอดีตประมุขสำนักคุ้มภัยและฮูหยินผู้เฒ่าต่างปวดหัว ยกมือกุมขมับกันวันละหลายรอบเพราะเป็นห่วงกลัวว่าตระกูลหยางสายหลักจะหมดผู้สืบสกุล แต่ก็ไม่อยากถึงขั้นบังคับให้คุณชายใหญ่ต้องแต่งงาน
“ท่านพ่อท่านแม่โปรดวางใจ ยังไงข้าก็ต้องแต่งฮูหยินแน่นอน หากแต่ข้ายังไม่คิดแต่งตอนนี้”
“ยังไม่แต่งตอนนี้แล้วจะแต่งเมื่อไรกันเล่า อายุอานามของเจ้าปีนี้ก็25แล้วนะต้าหลง”
หยางต้าหลงนิ่งเงียบ ก่อนเงยหน้าขึ้นตอบมารดา “เมื่อไรก็เมื่อนั้นขอรับท่านแม่”
“ต้าหลงแม่อยากตายจริงๆ ชายหนุ่มรุ่นเดียวกับเจ้าแต่งอนุกันไปไม่รู้กี่คนแล้ว เจ้ายังไม่ยอมแต่งใครเขาเข้าบ้านสักคน แต่งเถอะนะ”
หลายวันนี้เขารู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจ การเป็นชายไร้เมียมันน่ารังเกียจนักหรือไง ถึงได้เคี่ยวเข็ญให้เขาแต่งงานทุกครั้งที่พบหน้า
“แม่อยากตายเหลือเกิน สกุลหยางสายหลักของเราจะไร้ผู้สืบต่อ แม่รู้สึกผิดกับบรรพชนยิ่งนัก”
“ท่านแม่ยังตายไม่ได้ขอรับ หากท่านตายข้าจะไม่ยอมแต่งฮูหยินเข้าบ้าน ข้าจะอยู่เป็นโสด นั่นเท่ากับตระกูลหยางสายหลักจะไม่มีทายาทสืบสกุล หากแต่ท่านแม่บำรุงร่างกายให้แข็งแรง ข้าจะรีบหาฮูหยินแต่งเข้าบ้าน”
“ภายในปีนี้ได้หรือไม่” ฮูหยินผู้เฒ่าต่อรอง
“ข้าขอคิดดูก่อน”
“ปีนี้ก็แล้วกัน แม่รอไม่ไหว แม่มีของดีให้เจ้า” นางพูดแล้วพลางยื่นไข่ต้มสามฟองของดีที่เถ้าแก่หลงสหายของนางมอบมาให้
“ไข่ต้ม ท่านแม่นำไข่ต้มมาให้ข้า”
เจิ้งอี้เหยียนดวงตาดำมืดด้วยความขุ่นมัวเสด็จพ่อรู้ว่าเขากำลังหลบเลี่ยงเรื่องอะไร แล้วคิดใช้ไม้แข็งบังคับกันทางอ้อม“เสด็จพ่อรู้เรื่องที่ข้าแต่งงานกับสตรีในเกาซานแล้วใช่หรือไม่”“ฝ่าบาททราบเรื่องนี้แล้วพ่ะย่ะค่ะ”ฮุ่ยชิงได้ยินก็พลันร่างกายแข็งค้างไปหมด “องค์ชายรอง!” นางครางออกมา ขอบตาแดงก่ำจู่ๆน้ำตาก็เห่อล้อมขึ้นมาคลอเบ้าตาแล้วไหลลงอาบแก้มทั้งสอง สิ่งที่นางคิดมาตลอดเป็นจริงแล้ว ตอนนั้นนางสงสัยว่าเหตุใดเขาจึงมีชุดคลุมมังกรห้าเล็บ และยังเมื่อสองวันก่อนนางเข้าไปเก็บแท่นหมึกและกระดาษในห้องทำงาน พบว่าเอกสารถูกเขียนค้าง มีลายเส้นแตกต่างกับใบสั่งของครั้งก่อนๆ ที่ถูกเก็บภายในห้องทำงาน คนเราจะลายมือเปลี่ยนได้มากขนาดนั้นเชียวหรือวันนี้นางได้รับคำตอบแล้ว ท่าทีแปลกๆ ที่หลายครั้งทำให้นางรู้สึกสับสนเขาไม่ใช่หยางต้าหลง... แล้วเขาคือใคร ที่ผ่านมานางใช้ชีวิตอยู่กับใครร่างเล็กเดินออกไปจากที่หลบซ่อนด้วยหัวใจเต้นระรัว ทั้งที่จริงเดินไม่กี่ก้าวก็ถึงเขาแล้วแต่เหตุใดดูห่างไกลนัก หรือหัวใจกำลังเจ็บปวดจ
“เจ้าเป็นแมวหรือไง ถูอยู่ได้ เดี๋ยวเอาหน้าถูแขนข้าบ้าง ถูแผงอกข้าบ้าง จะเอายังไง”“ยังไงก็ได้เจ้าค่ะ แล้วแต่ท่านพี่แล้วกัน”“แน่นะ ที่พูดมา อย่างไรก็ได้?” ดวงตาแสนเจ้าเล่ห์วาบขึ้นทันทีฮุ่ยชิงเอาหน้ามาซบที่แผ่นอกอีกแล้ว นางเหมือนลูกแมวน้อยแบบที่เขาว่าไม่มีผิด แต่เขาเกลียดแมว มันชอบคลอเคลียทำให้รำคาญ แต่เหตุใดจึงไม่รำคาญเมียตัวน้อย และมือน้อยๆที่บังอาจซุกซนนัก ล้วงผ่านเสื้อเข้าไปลูบไล้ไปถึงแผงอก ยิ่งทำนิ่งไม่พูดอะไรเหมือนนางคงได้ใจ ทั้งซบและซุกอยู่อย่างนั้น‘เดี๋ยวข้าจะตัดมือเจ้าให้ ชอบลูบดีนัก อย่าให้ข้าลูบกลับบ้าง’เจิ้งอี้เหยียนกุมอำนาจทั้งกองทัพ ชื่อเสียงของเขาสะท้านแผ่นดิน ลาดไหล่กำยำแฝงด้วยกลิ่นอายทระนงโอบล้อมร่างบอบบางเอาไว้ เขาทนกับความรู้สึกส่วนลึกไม่ไหวจับนางเงยหน้าขึ้นแล้วก้มลงจุมพิตริมฝีปากนางที่หวานล้ำยิ่งกว่ารสหวานของลูกท้อ ดวงตาคมมองนางอย่างรักใคร่เอ็นดู“แต่งให้ข้าแล้วเจ้าเป็นของข้า ข้าเองก็ไม่คิดทอดทิ้งเจ้า จงจำเอาไว้นอกจากข้าใครก็รังแกเจ้าไม่ได้ ตบตีเจ้าไม่ได้” พูดไ
ผ่านไปหนึ่งก้านธูป ดวงจันทร์ที่โผล่พ้นเงาดำของเมฆออกมาเวลานี้สาดแสงสว่างลงมาทำให้เรือนร่างเล็กรีบสาวเท้าเข้าไปใกล้ร่างสูงที่ยืนมองเรือนร้าง พลันชะงักเมื่อได้ยินเสียงก้าวสวบๆ ตามมาด้านหลัง นางจึงหยุดแล้วมอง“ท่านพี่! ท่านพี่เองหรือเจ้าคะ”“หากไม่ใช่ข้า แล้วเจ้าคิดว่าเป็นใคร”“เมื่อครู่ข้าเห็นเงาอะไรผ่านไปมาอยู่ใต้ต้นกุ้ยฮวา หรือข้าตาฝาด”นางคงตาฝาดไปกระมัง เมื่อครู่นางเห็นเงาแถวใต้ต้นกุ้ยฮวาที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง ฮุ่ยชิงไม่สนใจเงานั้นอีก ตอนนี้เรื่องที่สำคัญคืออยากทำให้คนตรงหน้าหายโกรธ นางชักเท้าเข้าไปใกล้ ในสวนมีแต่เขากับนาง แสงจันทร์ในคืนเดือนแรมสาดส่องลงมาบางเบาทำให้เห็นเสี้ยวหน้าหล่อเหลาราวกับเทพเซียนเจิ้งอี้เหยียนรับรู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ นางไม่ได้ตาฝาดมีองครักษ์เสื้อแพรของเสด็จพ่อ หรือองครักษ์เงาข้ารับใช้ของเขากันแน่ แต่เวลานี้ไปหลบตรงไหนเสียเล่าสตรีงามนั้นทำให้บุรุษลุ่มหลง แต่สตรีอ่อนน้อมช่างเอาอกเอาใจย่อมทำให้สามีรู้สึกสุขสงบอย่างแท้จริง เรื่องขุ่นข้องหมองใจในคืนนี้ นางควรรีบสร้างควา
ฮุ่ยชิงขมวดคิ้ว นางได้ยินเขาแทนตัวเองด้วยคำว่าองค์... แต่ความโกรธเกรี้ยวที่มีต่อกันตอนนี้ทำให้นางไม่ทันได้ถามออกไปไม่มีครั้งใดที่บุรุษตรงหน้าจะตะเบ็งเสียงใส่นาง รสชาติฝาดขมทะลักขึ้นมาในใจ หยาดน้ำตากำลังรื้นขึ้นมาถึงดวงตา นางไม่เคยคิดนอกใจเขา เหตุใดต้องปรักปรำนางด้วย แต่นางนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก ทำไมจึงละเมอเรียกชื่อเถียนหลิงอย่างที่เขากล่าวหาแต่สถานการณ์ในเวลานี้ต่างคนต่างโมโห เขาเกรี้ยวกราดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ขืนนางยืนอยู่ตรงนี้คงได้ตีกันตาย ร่างบอบบางตัดสินใจหมุนกลับไปทางประตูทางออกของเรือน แล้วคิดว่าจะหนีไปตั้งหลักก่อน รออารมณ์เย็นกันทั้งสองฝ่ายแล้วค่อยกลับมาพูดจากันดีๆแค่เพียงนางหันหลังให้เขา ใบหน้าคมคายกลับสะท้อนให้เห็นถึงความเจ็บปวดราวกับมีดาบข้าศึกกำลังแทงหัวใจเขาอยู่“ฮุ่ยชิง นั่นเจ้าจะไปไหน”ร่างเล็กสะดุ้งเฮือก หยุดยืนอยู่กับที่เสียงเขาก็ยังตวาดไล่หลังมาอีก “เดี๋ยวนี้เจ้าอวดดีกล้าเดินหนีข้าแล้วหรือ ชักบังอาจเกินไปแล้ว”ได้ยินคำพูดเช่นนี้ร่างเล็กรีบสาวเท้าหนีคนอารมณ์ร้าย เวลานี้ค่ำแล้วบ่าวไพร่ต
เมื่อถึงสำนักคุ้มภัย ฮุ่ยชิงเดินตามร่างกำยำเข้าไปที่เรือนอย่างรวดเร็ว นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาถึงเงียบขรึมมาตลอดทาง ระหว่างทางนางพูดด้วยเขาก็ตอบเพียงสั้นๆ พอถึงเรือนฮุ่ยชิงรีบตามเขาเข้าไปในเรือน“ท่านพี่คงหิวมาก วันนี้ท่านอยากกินอะไรเจ้าคะ ข้าจะรีบเข้าครัวปรุงสำรับให้” แม้จะมีบ่าวไพร่เต็มเรือนแต่อาหารของสามีนางมักจะเป็นผู้ลงมือปรุงเองคนที่ยืนไพล่หลังพูดขึ้นเสียงทุ้มห้าว “ไม่ต้องทำ ข้าไม่อยากกิน”“แล้วท่านพี่ไม่หิวแล้วหรือเจ้าคะ” ในเมื่อตอนอยู่หน้ากรมอาญาท่าทางเขาหิวจนหงุดหงิด คนถามเริ่มรู้สึกถึงแรงกดดันบางอย่างน้ำเสียงถูกกดต่ำด้วยอารมณ์ไม่พอใจแต่เจ้าตัวก็พยายามฝืนพูดด้วยน้ำเสียงปกติ “เจ้ารู้จักรองแม่ทัพเถียนหลิงนานแล้วหรือ เหตุใดดูสนิทสนมกันนัก” เพียงแค่เขาปล่อยนกพิราบสื่อสารขึ้นฟ้าในระหว่างที่เดินทางกลับ เมื่อถึงประตูทางเข้าสำนักคุ้มภัยเขาได้คำตอบแล้วว่าชายที่ฮุ่ยชิงคุยด้วยสีหน้ายิ้มแย้มนั้นคือรองแม่ทัพเถียนหลิง บุรุษผู้นั้นมากด้วยฝีมือ กำลังก้าวหน้าอย่างมากในกองทัพหญิงสาวเม้มริมฝ
“ข้าเพิ่งกลับเข้าเมืองมาได้เพียงสองวัน”“พี่เถียนหลิงท่านเรียกข้าคุณหนูรอง ตอนนี้ข้าไม่ได้เป็นคุณหนูรองแล้วนะเจ้าคะ”เถียนหลิงขมวดคิ้วเข้ม “หมายความว่ายังไงหรือ” เขาไม่ได้กลับเข้าเมืองนาน มีอะไรที่เขาพลาดไปฮุ่ยชิงหน้าแดง “เวลานี้ข้าเป็นฮูหยินน้อยสกุลหยางแล้ว ข้าแต่งงานกับท่านประมุขหยางต้าหลง”“จริงหรือ ข้ายินดีด้วย นับว่าเหมาะสมกันแล้ว”“แล้วท่านเล่า ถูกสั่งย้ายกลับเข้าเมืองแล้วหรือเจ้าคะ”“ข้าถูกหัวหน้าสำนักตรวจการเรียกตัวมาสอบสวน”“ใต้เท้าซ่งเรียกท่านมาสอบสวน” คิ้วของนางขมวด เท่าที่นางพอรู้และสัมผัสได้ คนผู้นี้เป็นคนจิตใจดี ใจคอกว้างขวางไม่น่าจะทำเรื่องทุจริตในกองทัพให้ใต้เท้าซ่งเรียกตัวมาสอบสวนได้นี่นาเห็นสีหน้าเป็นกังวลของนาง เถียนหลิงกลับหัวเราะราวกับเขาไม่ทุกข์ร้อน ก็เขาไม่ได้ทำผิดเหตุใดต้องกังวล“เห็นท่านยิ้มได้แบบนี้คงรับมือใต้เท้าซ่งผู้เถรตรงได้ไม่ยาก คงไม่มีอะไรให้ท่านต้องวิตกกังวล”“







