Mag-log in“ช่วยข้าด้วยเถอะ” ไม่คิดเลยว่าคนมีฝีมืออย่างเขาจะพลาดได้ถึงเพียงนี้เพราะความไม่ระวังจึงถูกจู่โจมทั้งที่ท่านประมุขสั่งให้เตรียมพร้อมตลอดเวลา
“ข้าช่วยท่าน แต่ท่านต้องซื้อสมุพนไพรของข้า”
นางเป็นคนประเภทไหนกัน เสียสติ ฟั่นเฟือน หรือเป็นคนดีที่มีแผนการร้ายเขามองนางไม่ออก สีหน้าคึกคักดูมีชิวิตชีวาไม่เกรงกลัวเลือดที่ไหลทะลักของฮุ่ยชิงชี้ไปที่ตะกร้าสีหน้านางเต็มไปด้วยความหวัง
“ข้าขายไม่แพง”
หน้าสิ่วหน้าขวานกลางคนเข่นฆ่ากันแม่นางน้อยคนนี้ยังคิดขายสมุนไพรของนาง “ตกลงซื้อก็ซื้อ ช่วยข้าเถอะ”
นางพูดไปเรื่อยเปื่อยเพื่อไม่ให้เขาเผลอมองบาดแผล ทั้งที่มือทำแผลและฉีกสมุนไพรไม่หยุด
“สมุนไพรของข้าเก็บมาสดใหม่ มันจะช่วยให้แผลของท่านดีขึ้น”
มารดาของนางเป็นบุตรสาวของหมอเทวดา ท่านตาของนางไม่สนใจเรื่องการทำอาหารอย่างคนในตระกูลจึงเรียนรู้เรื่องสมุนไพรอย่างแตกฉาน มารดาพร่ำสอนเสมอว่ารู้วิชาแพทย์ไว้เพื่อช่วยเหลือคน หาไม่แล้ววิชาแพทย์ก็ไร้ประโยชน์แต่น่าแปลกโรคที่มารดานางเป็นกลับยังรักษาไม่หายน่าจะเป็นเพราะมารดาของนางตรอมใจมานานเกินไป
ฮุ่ยชิงเลิกคิดถึงเรื่องมารดา แล้วเร่งโปะยาสมุนไพรพันแผลเสร็จ ก็วิ่งไปช่วยเหลือบุรุษอีกสามคนที่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกกระบี่แทงเช่นกัน แต่แผลสาหัสไม่เท่ากัน คนที่ได้รับบาดเจ็บที่ช่องท้องคนนั้นสาหัสที่สุดแล้ว ส่วนคนอื่นๆถูกแทงตามลำตัวและแขนขา ซึ่งนางก็ฉีกชายกระโปรงออกจนร่นขึ้นมาเกือบถึงหัวเข่าแล้ว
“กระโปรงข้าขาดวิ่นแบบนี้ เห็นทีท่านพ่อพบเข้าคงนึกว่าข้าไปฟัดกับ...” นางหยุดพูดแล้วลงมือช่วยคนต่อ
“ขอบคุณแม่นางมาก ข้าขอทราบชื่อท่านได้หรือไม่” บุรุษคนสุดท้ายที่บาดเจ็บที่แขนและขาถาม
“ข้าชื่อกุ้ยฮุ่ยชิง”
ฮุ่ยชิงบอกได้แค่นั้นก็ต้องรีบหันไปมองด้านหลัง เพราะตอนนี้เสียงฟาดฟันดังใกล้เข้ามา นางหันไปก็เห็นบุรุษใบหน้าหล่อเหลาคร้ามคมคนนั้นที่ไล่นางให้หนีไปกำลังขับเคี่ยววิทยายุทธ์กับโจรป่า ต่อสู้กันอย่างไม่มีใครยอมใคร หมายมาดจะเอาชีวิตอีกฝ่ายให้ได้
ฮุ่ยชิงรีบประคองคนป่วยที่ขวางการต่อสู้หลบ แม้จะยากลำบากแต่ก็ทำให้พ้นวิถีการต่อสู้ที่ดุเดือด
หยางต้าหลงเกือบเสียสมาธิเพราะเห็นแม่นางน้อยจอมยุ่งคนนั้นเข้ามาช่วยคนในสำนักของเขา ใจนางเด็ดนักไม่เกรงกลัว แต่เพียงแวบเดียวหยางต้าหลงก็เรียกสมาธิกลับคืนมา
“วันนี้คือวันตายของเจ้า” โจรป่าคำราม
หยางต้าหลงยิ้มเย็น เขาชี้ปลายกระบี่เมฆาเคลื่อนไปที่คนพูด “อย่ามัวแต่พูดมาก ถ้าอยากฆ่าข้าก็รีบเข้ามา”
ฮุ่ยชิงได้ยินคำพูดที่ทั้งสองพูดกันแล้วในใจหนาวเหน็บ กลัวโจรป่าจะฆ่านางด้วยอีกคน นางเอ่ยเบาๆ “ข้าไม่เกี่ยวนะข้าแค่ผ่านมา”
“แม่นางกุ้ยไม่ต้องกลัว ท่านประมุขของเราฝีมือเก่งกาจที่สุดต่อให้มีคนนับร้อยเข้ามาพร้อมกัน เขาต้องเอาชนะโจรป่าได้แน่” ชายที่นางช่วยไว้กล่าว
“ท่านแน่ใจใช่ไหม ข้าไม่อยากตายอยู่ที่นี่”
“อืม แน่ใจ ถ้าข้าระมัดระวังมากกว่านี้เรื่องนี้คงไม่เกิด”
ฮุ่ยชิงมองไปที่การต่อสู้เบื้องหน้า เห็นคนที่คาดว่าน่าจะเป็นท่านประมุขของพวกเขากำลังรุกไล่ใส่โจรป่าไม่หยุด กระบวนท่าที่ใช้ต่อสู้นั้นรวดเร็วดุจสายลมเคลื่อน กระบี่ก็บางคมจนมองไม่ทัน นางจ้องมองตาไม่กะพริบเพราะไม่เคยเห็นใครใช้วิชาตัวเบาและมีวิทยายุทธ์ล้ำเลิศเช่นนี้มาก่อน
“เห็นไหมท่านเจ้าสำนักของเราฝีมือไร้เทียมทาน”
โจรป่าถอยร่นจนหลังติดต้นไม่ใหญ่ สุดท้ายตั้งรับไม่ไหวถูกกระบี่แทงทะลุอก เลือดสดๆพุ่งกระจายออกมา โจรป่าตาเบิกกว้างสุดขีดก่อนจะสิ้นลมหายใจไปตรงนั้น
หยางต้าหลงชักกระบี่ออกหมุนตัวกลับ ฮุ่ยชิงที่มองเห็นเหตุการณ์ต่อสู้ตรงหน้ายังตะลึงตะลานไม่หายตกใจ นางมองเขาปากอ้าตาค้าง
“โหดมาก”
ร่างเล็กเผลอคราง พลันขนลุกชันทั่วทั้งร่าง
หยางต้าหลงทันเห็นสายตาของนาง “เจ้าช่วยศิษย์ของข้าเอาไว้ ขอบคุณแม่นางมาก”
“มะ ไม่เป็นไร” ความตกใจที่เห็นคนตายอยู่ตรงหน้านางจึงตอบเขาไปมั่ว “อย่าลืมซื้อสมุนไพรของข้าด้วย”
วันนี้เขาคงไม่ได้พานพบเพียงโจรแต่พบแม่ค้าหน้าเลือด
หยางต้าหลงแทบไม่เชื่อหูหญิงสาวคนนี้แปลกพิกล เขาปรายตามองนางอย่างเฉยชา สายตาของเขาทำให้ฮุ่ยชิงรู้สึกว่าตัวที่เล็กอยู่แล้วของนางถูกกดให้ต่ำเตี้ยเรี่ยดินลงไปอีก
“สมุนไพรของเจ้าราคาเท่าไหร่ เท่านี้พอหรือไม่” เขาหยิบถุงเงินออกมาจากนั้นโยนให้นาง
นางรับถุงเงินหนักอึ้งไว้ได้ทันแล้วเผยผลิยิ้มดุจดอกท้อ “ข้าลืมพกถุงเงินมาคงไม่มีทอน” ฮุ่ยชิงมองถุงเงินที่พอใจแล้วพร้อมจะจากไปทันที
หยางต้าหลงมองร่างเล็กที่วิ่งหายไปอย่างรวดเร็วพลางสูดลมหายใจเข้าลึก เขาส่ายหน้าก่อนจะผ่อนลมหายใจออกช้าๆ “วันนี้วันซวยอะไรข้าถึงถูกปล้นถึงสองรอบ”
หยางต้าหลงมีอาการบาดเจ็บ แต่ก็ฝืนทรงตัวเดินไปที่เกี้ยวเจ้าสาว ฮุ่ยชิงจะเดินจากไปแต่สายตาของนางดีมาก ทันเห็นเลือดไหลซึมจากอกเสื้อของหยางต้าหลง นางละล้าละลังสุดท้ายจึงย้อนกลับมา
‘เห็นแก่เงินของท่านที่ให้มามากพอหรอกนะ’
หยางต้าหลงเดินไปที่เกี้ยว เมื่อม่านเปิดออกจึงเห็นว่าในเกี้ยวมีเจ้าสาวในชุดแต่งงานสีแดงนั่งตัวสั่นอยู่มุมหนึ่ง หยางต้าหลงถามขึ้น
“แม่นางปลอดภัยดีหรือไม่”
“ขะ ข้าปลอดภัยดี แต่ว่าแม่นมกับสาวใช้ของข้าล่ะ” ระหว่างที่พูดนั้นเจ้าสาวก็ยังไม่ได้เปิดผ้าคลุมหน้าออกแต่ฮุ่ยชิงที่เดินมาสมทบด้วยใกล้ๆกันก็จับได้ว่าน้ำเสียงของคนในชุดเจ้าสาวนั้นสั่นพร่านางคงจะกลัวมากเหมือนนาง
“พวกเขาตายหมดแล้ว ตอนนี้เหลือแต่แม่นางคนเดียว”
“ตายหมดแล้ว!”
เจ้าสาวเงียบนิ่งไปด้วยความตกใจปนหวาดกลัว ส่วนหยางต้าหลงก็หน้าซีดขาวขึ้นจากบาดแผลที่มีเลือดไหลซึมไม่หยุด ฮุ่ยชิงเห็นว่าพระอาทิตย์ใกล้จะตกแล้ว นางควรจะกลับเสียทีแล้วทิ้งเรื่องทั้งหมดไว้ให้ผู้ชายตรงหน้าจัดการไม่เกี่ยวกับคนผ่านมาอย่างนางสักนิด
หยางต้าหลงหันไปเห็น “เจ้าควรกลับไปตั้งแต่เมื่อครู่แล้วไม่ใช่หรือ” พูดจบหยางต้าหลงก็ใช้กระบี่ยันตัวเองไว้ มือยกปิดหน้าอกที่มีเลือดไหลออกมาจากชุดผ้าฝ้ายเนื้อดีสีขาว
“ข้าไม่กลับเพราะข้าเห็นว่าท่านเองก็ได้รับบาดเจ็บ” ฮุ่ยชิงบอก นางอยากจะกลับบ้าน ทำเป็นไม่สนใจคนบาดเจ็บแต่ความดีที่กดลึกเอาไว้มันโผล่ออกมาทุกที
“ข้าไม่เป็นอะไรมาก” หยางต้าหลงกัดฟันบอก เมื่อครู่เขารับมือโจรป่าสิบต่อหนึ่ง ย่อมเสียพลังไปมาก
“ช่วยข้าด้วยเถอะ” ไม่คิดเลยว่าคนมีฝีมืออย่างเขาจะพลาดได้ถึงเพียงนี้เพราะความไม่ระวังจึงถูกจู่โจมทั้งที่ท่านประมุขสั่งให้เตรียมพร้อมตลอดเวลา“ข้าช่วยท่าน แต่ท่านต้องซื้อสมุพนไพรของข้า”นางเป็นคนประเภทไหนกัน เสียสติ ฟั่นเฟือน หรือเป็นคนดีที่มีแผนการร้ายเขามองนางไม่ออก สีหน้าคึกคักดูมีชิวิตชีวาไม่เกรงกลัวเลือดที่ไหลทะลักของฮุ่ยชิงชี้ไปที่ตะกร้าสีหน้านางเต็มไปด้วยความหวัง“ข้าขายไม่แพง”หน้าสิ่วหน้าขวานกลางคนเข่นฆ่ากันแม่นางน้อยคนนี้ยังคิดขายสมุนไพรของนาง “ตกลงซื้อก็ซื้อ ช่วยข้าเถอะ”นางพูดไปเรื่อยเปื่อยเพื่อไม่ให้เขาเผลอมองบาดแผล ทั้งที่มือทำแผลและฉีกสมุนไพรไม่หยุด “สมุนไพรของข้าเก็บมาสดใหม่ มันจะช่วยให้แผลของท่านดีขึ้น”มารดาของนางเป็นบุตรสาวของหมอเทวดา ท่านตาของนางไม่สนใจเรื่องการทำอาหารอย่างคนในตระกูลจึงเรียนรู้เรื่องสมุนไพรอย่างแตกฉาน มารดาพร่ำสอนเสมอว่ารู้วิชาแพทย์ไว้เพื่อช่วยเหลือคน หาไม่แล้ววิชาแพทย์ก็ไร้ประโยชน์แต่น่าแปลกโรคที่มารดานางเป็นกลับยังรักษาไม่หายน่าจะเป็นเพราะมารดาของนางตรอมใจมานานเกินไปฮุ่ยชิงเลิกคิดถึงเรื่องมารดา แล้วเร่งโปะยาสมุนไพรพันแผลเสร็จ ก็วิ่งไปช่วยเหลือบุร
หยางต้าหลงยกมือปาดเหงื่อ คุ้มครองความปลอดภัยคนครั้งนี้นับว่าเป็นอีกงานหนึ่งที่ต้องเสี่ยงชีวิต แต่เมื่อรับงานมาแล้วก็ต้องยอม ดวงตาเฉียบคมกวาดมองศิษย์ในสำนักคุ้มภัย บาดเจ็บไปห้าคน ล้มตายไปหนึ่งคน ยังเหลือต่อสู้กับพวกโจรอีกสี่คน แต่โจรมีมากถึงยี่สิบคนต่อให้พวกเขามีปีกก็ยากจะบินหนี พวกคนคุ้มภัยที่บ้านเจ้าสาวที่จ้างมาต่างหากต่างตายเกลื่อนดังใบไม้ปลิดปลิวไปหมดหยางต้าหลงยืนอยู่กลางวงล้อมโจรป่าท่าทางเด็ดเดี่ยว ใบหน้าหล่อเหลายังสงบนิ่ง ไม่มีแวววิตกพาดผ่าน เขาเหลือบตาเพียงนิดเดียว มองให้แน่ใจว่าเจ้าสาวยังอยู่ในเกี้ยวอย่างปลอดภัยไม่มีโจรป่าคนไหนไปยุ่ง แค่นี้เขาก็พอใจแล้ว คนยังไม่ตายนับว่างานยังสำเร็จอยู่“เจ้ายอมแพ้พวกเราเถอะท่านประมุขหยาง สิบต่อหนึ่งยังไงท่านก็เอาชนะเราไม่ได้”หยางต้าหลงเดาว่าคนที่พูดน่าจะเป็นลูกพี่ของพวกมัน เขาแค่นยิ้มเย็นชาครั้งหนึ่ง แต่แค่นั้นก็ทำให้คนมองขนคอตั้งชัน“ว่ายังไง ยอมแพ้เถอะ ส่งตัวเจ้าสาวกับสมบัติมาให้พวกเราเดี๋ยวนี้”“พวกสมองสุกร ตาสุนัข ข้าไม่มีวันให้ในสิ่งที่พวกเจ้าต้องการ ต่อให้พวกเจ้ามามากกว่านี้ข้าก็ไม่กลัว” หยางต้าหลงถีบตัวขึ้นกลางอากาศอย่างรวดเร็ว ปลายเท
เนื่องจากไม่สามารถเหนี่ยวรั้งความสนใจของบุตรชายให้อยากออกเรือนแต่งคุณหนูสกุลใหญ่ทั้งหลายมาเป็นสะใภ้ได้ บางทีหากหยางต้าหลงได้ชิมไข่ต้มสูตรพิเศษที่บุรุษหนุ่มในเกาซานที่ต่างหามากินกัน เลือดในกายหนุ่มของเขาอาจจะถวิลหาความอ่อนนุ่มของสตรี“นี่มันไข่อะไรหรือขอรับ กลิ่นหอมแปลกๆ”นางชำเลืองมอง เกรงลูกชายจะไม่กิน “กินสิ เจ้ากินให้หมดก่อนแล้วแม่จะเล่าให้ฟัง”หยางต้าหลงดมดูรู้สึกกลิ่นของไข่หอมดี แต่เขาไม่ใช่นักชิม เมื่อดมอีกทีทำให้นึกถึงไข่ต้มโสม‘คงเป็นไข่ต้มโสม’เรื่องที่เขาใส่ใจมากที่สุดคือการฝึกปรือวรยุทธ์ เรื่องกินนั้นหาได้สนใจ กินอะไรท้ายสุดแล้วมันก็ไปรวมกันในท้อง“กินเถอะ เจ้ากินแล้วจะต้องติดใจ”เมื่อถูกคะยั้นคะยอมากๆเข้า เขาก็ยอมตามใจมารดา เมื่อไข่เข้าไปในปากรสชาติเค็มปะแล่มแต่ก็ชวนกินทำให้เขากินใบแรกและกินใบที่สองสามตามเข้าไปจนหมด “ไข่ต้มกับใบชาหรือขอรับท่านแม่รสชาติดีนัก งั้นข้าจะกินให้หมด”ฮูหยินผู้เฒ่าสีหน้าเหมือนกลืนยาขมเห็นหยางต้าหลงกินอย่างเอร็ดอร่อยแล้วขมคอแทน“ไข่นี่ไม่ได้ถูกต้มกับใบชา”“ถ้าเช่นนั้นกลิ่นหอมแปลกนั่นเป็นสมุนไพรชนิดใด หรือจะนำไปต้มกับโสม แต่กลิ่นไม่คล้ายโสม”“ไม่ใช่โ
หม่าอี้หวาแม้จะพยายามรักษาเรือนร่าง แต่ตะเกียบของนางไวกว่าใครทุกคน ทุกครั้งยามฮุ่ยชิงตุ๋นขาหมูน้ำแดงขึ้นโต๊ะหม่าอี้หวาจะกินจนหมด ยามนี้จมูกเจ้ากรรมของนางกลับได้กลิ่นหอมชวนน้ำลายสอทำให้ท้องนางร้องจ๊อกๆ กลิ่นของน้ำซุปคละเคล้ากับเครื่องเทศ นางจำได้ดียามคีบเนื้อของมันวางลงในปากนั้นแทบจะละลายทันทีฮุ่ยชิงเห็นสายตาโกรธเคืองของฮูหยินใหญ่เมื่อครู่ผ่อนลงจึงรีบรายงานเสียงหวาน “เมื่อเช้า สาวใช้ไปตลาด นางได้ขาหมูมา ขาอวบอ้วน ข้าเห็นว่าแม่ใหญ่ชอบกินเลยเอามาตุ๋นกับสมุนไพรด้วยไฟอ่อนๆ หากท่านสั่งโบยข้า เห็นทีวันนี้ข้าคงไม่มีเรี่ยวแรงปรุงขาหมูขึ้นตั้งโต๊ะให้ท่าน ช่างน่าเสียดายขาหมูเหล่านั้นที่ต้องถูกเททิ้งไป”ครั้งหนึ่งนางป่วยหนัก หม่าอี้หวาอยากกินขาหมูจึงให้สาวใช้ปรุง แต่แล้วกลับต้องเททิ้งทั้งหม้อเพราะไม่ถูกปากอย่างที่ฮุ่ยชิงทำฮูหยินใหญ่เหลือกตาใส่นางทีหนึ่ง “นังตัวแสบ เจ้าคิดว่าคนอย่างข้าเห็นแก่กินนักหรือไง ถึงได้เอาของกินมาล่อ”แต่มันก็ใช้ได้ผลไม่ใช่หรือเจ้าคะดวงตาตื่นตระหนกอย่างชัดเจน นางเงยหน้าขึ้นมองอย่างเจ็บปวด “ข้าไม่กล้าคิดเช่นนั้นเจ้าค่ะ”หม่าอี้หวามองฮุ่ยชิงที่นั่งกองอยู่ที่พื้นแล้วเหยียด
“คุณหนูข้าไม่ได้เป็นอะไร แต่คนอื่นต่างหากที่กำลังจะเป็น...” นางรีบกล่าวลาเถ้าแก่หวังพลันหมุนกายจากไปอย่างรวดเร็วทิ้งให้เถ้าแก่หวังมองตามด้วยสายตาไม่เข้าใจสุดยอดอาหารสี่อย่าง อันได้แก่ หูฉลาม รังนก อุ้งตีนหมี และเป๋าฮื้อล้วนเป็นของดี รังนกนั้นเปรียบดั่งทองคำขาวและเป็นของโปรดปรานของฮ่องเต้ ทำให้ขุนนางใหญ่น้อยต่างนิยมชมชอบ ไม่เว้นแม้กุ้ยไป๋เทียน นอกจากจะช่วยเสริมพละกำลัง เสริมสมรรถภาพทางปอด ยังเชื่อกันว่าต่อต้านความชรา ด้วยเหตุนี้ หากท่านอัครเสนาบดีต้องเดินทางไปต่างเมือง เขามักนำรังนกกลับมาที่จวนเสมอ แต่คนที่กินรังนกได้ในจวนนี้มีเพียงสามคนเท่านั้น ย่อมต้องเป็นกุ้ยไป๋เทียน หม่าอี้หวาซึ่งเป็นฮูหยินใหญ่ และกุ้ยเหมยลี่คุณหนูใหญ่ร่างอรชรอ้อนแอ้นแต่แฝงไว้ด้วยแววตาซุกซนเฉลียวฉลาด ในมือถือถ้วยกระเบื้องเคลือบสีน้ำเงินขาวเนื้อแกร่งที่น้ำเคลือบทำจากเถ้าถ่านและหินฟันม้า ภายในถ้วยเคลือบเต็มไปด้วยรังนกต้มกับน้ำตาลกรวดผสมโสมและพุทราจีนที่นางลงมือปรุงอย่างสุดฝีมือ ของด้านในถ้วยยังอุ่นมือ ส่งกลิ่นหอมหวน นางถนอมมันอย่างดี ระมัดระวังทุกฝีก้าวฮุ่ยชิงได้ยินเสียงเอะอะโวยวายของฮูหยินใหญ่ก็เบ้หน้า วันนี้แม่ใ
เมืองเกาซาน แคว้นจ้าวห่างจากกำแพงวังสูงตระหง่านไม่เกินสามสิบลี้ เลี้ยวผ่านถนนซือเป่าที่คึกคักตั้งแต่รุ่งสางจนกระทั่งอาทิตย์ลับขอบฟ้า ถนนเส้นนี้มีทั้งโรงเตี๊ยม โรงน้ำชาที่แย่งกันผุดขึ้นในยามกลางคืน แสงจากไฟโคมแข่งกันแย่งแสงจากดวงดาวมองดูสว่างไสว ทิ้งระยะห่างมาอีกสองหัวมุมถนน จวนใหญ่โตตั้งตระหง่านกินบริเวณเนื้อที่กว้างขวาง เจ้าของจวนคืออัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายนามว่า ‘กุ้ยไป๋เทียน’เรือนใหญ่และเรือนเล็กที่ตั้งอยู่รวมกันล้อมรอบด้วยต้นไม้มงคลมากมาย ทั้งกุ้ยฮวา ปลูกแซมด้วยสามสหายแห่งเหมันต์ ไผ่ สน และเหมย เพื่อให้เป็นสิริมงคลแก่จวนและผู้เป็นนายเรือน ทุกจวนได้รับการดูแลอย่างดีเพราะมีบ่าวไพร่ใช้สอยนับร้อยทว่าเรือนเล็กหลังหนึ่งที่ไม่ได้ตั้งโดดเด่นนัก ด้านหลังสวนสมุนไพรกลับไร้การเหลียวแล แม้แต่หลังคาที่มีรอยรั่วจนทุกคราที่ฝนตกรั่วซึมลงไปเปียกชื้นเครื่องนอน กลับไม่เคยมีคำสั่งให้ปรับปรุงซ่อมแซม ร่างอรชรอ้อนแอ้น กิริยาแช่มช้อยนุ่มนวล มองซ้ายมองขวา ไม่เห็นมีบ่าวไพร่จากเรือนใหญ่ผ่านไปมาทางนี้นางจึงวิ่งกลับมาที่หน้าต่าง คว้าตะกร้าสานด้วยไม้ไผ่ภายในบรรจุไข่ต้มที่ปรุงขึ้นพิเศษไว้เต็มตะกร้าแล้วค่อยๆ แง้มบา







