บทที่ 3
คุ้นๆ
สายวันต่อมา
ครืด~ ครืด~
สมาร์ตโฟนราคาแพงที่วางอยู่บนเตียงกว้างสั่นเตือนสายโทรเข้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เจ้าของห้องจะเดินออกจากห้องน้ำมาพอดี ช่วงขายาวก้าวเดินมาหยุดที่ปลายเตียงนอน ก่อนจะคว้าเอาเครื่องมือสื่อสารที่กำลังสั่นเตือนขึ้นมาดู
“อืม” อคิณกดรับสายทันทีเมื่อเห็นรายชื่อผู้โทรเข้า ‘manmek’ เพราะมันโทรมาเวลานี้แสดงว่ามีเรื่องด่วน
[กูวานมึงไปเอารายงานที่ห้องกูให้หน่อย เมื่อเช้ากูลืมหยิบมา เดี๋ยวตอนบ่ายคาบของอาจารย์วิภาพวกเราจะซวย] ปลายสายรีบบอกความต้องการในทันที เพราะหากไม่มีรายงานส่งมีหวังได้ตกกันยกกลุ่มแน่ๆ
“แล้วกูจะเข้าห้องมึงได้ไง กูไม่ได้มีคีย์การ์ด”
เสียงทุ้มถามกลับไป
[มีคนอยู่ห้อง มึงไปกดกริ่งได้เลย] ม่านเมฆตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงหอบเหนื่อย เหมือนมันกำลังวิ่งอยู่
“เออๆ เดี๋ยวกูไป” พูดจบก็กดวางสายก่อนจะโยนมือถือลงบนเตียงนอน ร่างสูงร้อยเก้าสิบที่มีเพียงผ้าขนหนูพันรอบเอวสอบเอาไว้อย่างหมิ่นเหม่เดินตรงไปยังโต๊ะเครื่องแป้งที่อยู่เยื้องเตียงนอนเพื่อทาครีมบำรุงผิว ก่อนจะเดินไปสวมเสื้อผ้าเพื่อเตรียมไปมหาลัย
ดีนะที่วันนี้เขามีเรียนบ่ายพอดี ม่านเมฆเลยไม่ต้องขับรถไปกลับหลายรอบ
ว่าแต่มันบอกว่ามีคนอยู่ห้อง
มันกับ.....
ไม่หรอกมั้ง มันจะกล้าเหรอ?
เป็นเพื่อนกันมานานขนาดนั้นมันคงไม่กล้ามั้ง
ไม่รู้ว่าตัวเองกลายเป็นคนขี้เสือกเรื่องชาวบ้านตั้งแต่เมื่อไหร่ รึว่าเขาติดนิสัยนี้มาจากไอ้ฟ็อกซ์กันนะ อคิณรีบสะบัดความอยากรู้อยากเห็นเรื่องของเพื่อนสนิทออกจากสมอง ก่อนจะรีบแต่งตัวออกจากห้องเพื่อไปเอาของที่มันสั่งเอาไว้
ไม่นานนักหนุ่มลูกครึ่งญี่ปุ่นก็เดินมาหยุดอยู่หน้าห้องของม่านเมฆ เขากับมันพักอยู่ชั้นเดียวกันจึงใช้เวลาไม่นานนักเดินมาที่ห้องของอีกฝ่าย
ห้อง806
ปิ้งป่อง~
เสียงกริ่งหน้าห้องดังขึ้นเรียกให้คนขี้เซาที่ทำงานจนดึกดื่นถูกปลุกขึ้นมาจากห้วงนิทรา ร่างเล็กที่กำลังนอนขดตัวมุดผ้าห่มผืนหนาขยับตัวบิดไปมาเล็กน้อยเมื่อถูกรบกวนจากเสียงเตือนหน้าห้อง
“อาตี๋ทำไมไม่ใช้คีย์การ์ดนะ” พิมพ์ดาวงัวเงียขี้ตาลุกขึ้นนั่งก่อนจะใช้มือขยี้หัวอย่างหงุดหงิด คิ้วเรียวขมวดมุ่นเข้าหากันเล็กน้อยเมื่อการนอนที่แสนหอมหวานเมื่อครู่ถูกชะงักลงกลางคัน
“ไหนมันบอกว่ามีคนอยู่ ยังไม่เห็นแมวสักตัวมาเปิดเลยเถอะ” เสียงทุ้มบ่นพึมพำกับตัวเอง ก่อนที่จะตัดสินใจกดกริ่งหน้าห้องอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ ถ้าไม่มีใครมาเปิดเขาจะได้โทรไปบอกไอ้เพื่อนตัวดีได้ว่าเขามาแล้วแต่ไม่เจอใคร
แต่ทว่า......
“มาแล้วค่า~” เสียงยืดยานกึ่งประชดตอบกลับเสียงกริ่งหน้าประตูที่ดังขึ้นเป็นครั้งที่สาม อินฟลูสาวรีบเดินตรงมายังประตูหน้าห้องพร้อมกับใบหน้าสวยหงิกงอเพราะนอนไม่พอ ก่อนที่จะปรับสีหน้าให้เป็นปกติราวกับสับสวิทต์แล้วจึงเปิดประตูห้องออก
กลิ่นนี้อีกแล้ว....
คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อยเมื่อกลิ่นที่คุ้นเคยลอยมาแตะปลายจมูกรั้นๆ ของเธอ ดวงตาคู่สวยมองคนตรงหน้าประตูที่ยืนอยู่ด้วยความแปลกใจ
ไม่ใช่น้องชายของเธอ
แล้วเขาเป็นใครกันล่ะ?
คนตรงหน้าสวมกางเกงยีนส์ฟอกสีพอดีตัวเข้ากับรองเท้าผ้าใบแบรนด์ดัง แต่ที่น่าแปลกคือเขาสวมเสื้อฮู้ดสีดำแล้วยังสวมแมสก์สีดำปิดบังใบหน้าไว้อีก
ท่าทางน่าลึกลับเป็นบ้า
อคิณมองผู้หญิงตรงหน้าด้วยความแปลกใจจนคิ้วเข้มของเข้าขมวดเข้าหากันอย่างไม่รู้ตัว
เธออีกแล้ว....
แล้วเป็นอะไรกับไอ้เมฆ?
อย่าบอกนะ......
แล้วไอ้เมฆมันทำแบบนี้กับมีนได้ไงวะ? ....
สายตาคมเลื่อนมองคงตัวเล็กตรงหน้าที่สวมเพียงเสื้อยืดโอเวอร์ไซส์ ถ้าเดาไม่ผิดน่าจะเป็นเสื้อของเพื่อนสนิทเขาอย่างไอ้เมฆเองนั่นแหละ
แต่เดี๋ยวนะ....
แล้วทำไมถึงโนบราออกมาแบบนี้?
แล้วกางเกงได้ใส่รึเปล่า?
เพราะความยาวของเสื้อมันคลุมต้นขาอ่อนของเธอเอาไว้พอดี จนเขาไม่อยากเดาเลยว่าภายใต้เสื้อยืดตัวนั้นเธอได้สวมใส่อะไรไว้รึเปล่า
จู่ๆ ความคิดเลวทรามต่ำช้าก็ผุดขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
อ่า....เชี่ยแล้วไอ้คิณ
คิดเหี้ยไรวะเนี่ย
เหมือนพิมพ์ดาวจะไล่ทันความคิดของชายหนุ่มตรงหน้า เธอรีบยกแขนสองข้างขึ้นมากอดอกเอาไว้กันจุกสองข้างโผล่หน้าไปทักทายแขกผู้มาเยือน
ถึงจะเยือนไปแล้วก็เถอะ เพราะมัวแต่รีบลุกตามเสียงกริ่งเลยทำให้เผลอไม่ทันได้ใส่บรา
ตอนนี้ใบหน้าสวยเริ่มร้อนผ่าวลามไปถึงใบหู เพราะสายตาของคนตรงหน้าที่สะท้อนคลื่นความคิดบางอย่างออกมาเพียงเสี้ยววิก่อนที่จะหายไป
“เมฆให้มาเอารายงานที่วางอยู่บนชั้นรองเท้าครับ”
หนุ่มลูกครึ่งญี่ปุ่นรีบบอกเหตุผลที่เขามายืนอยู่ตรงนี้ให้คนตัวเล็กรับรู้ เพราะกลัวเธอเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นพวกโรคจิต ก็ตอนนี้สีหน้าและแววตาของเธอกำลังบอกเขาว่าเธอคิดแบบนั้นอยู่
“อ่า แปปนะ” พิมพ์ดาวหมุนตัวไปดูตรงชั้นรองเท้าข้างประตูตามที่คนตัวโตตรงหน้ากล่าวอ้าง และมันก็มีสิ่งที่เขาบอกจริงๆ นั่นแหละ
เธอรีบคว้าสมุดรายงานสามเล่มนั้นแล้วยื่นมันให้เขาทันที เมื่อได้รับสิ่งที่ต้องการแล้ว เจ้าของส่วนสูงหนึ่งร้อยเก้าสิบก็หมุนตัวเตรียมจะเดินไปตามโถงทางเดิน เพราะเขามีเรียนพร้อมกับพวกม่านเมฆและฟ็อกซ์
แต่ทว่า....
เสียงหวานที่เอ่ยขึ้นทำให้ปลายเท้าต้องชะงักกลางคัน
“เอ่อ...น้องคะ” พิมพ์ดาวเรียกสรรพนามแทนเขาออกมาเพราะเดาได้ว่าคนตรงหน้าน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับน้องชายของเธอเป็นแน่
ก็บอกว่าตี๋เล็กให้มาเอาของนี่นา
งั้นแสดงว่าคงต้องเป็นเพื่อนกัน
“ครับ?” ผู้ถูกเรียกหันหน้ากลับมามองเจ้าของเสียงที่ยืนอยู่หน้าประตูห้อง ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามอย่างชัดเจน
“พี่ว่า.....” คนอายุมากกว่าเว้นวรรคประโยคเอาไว้ ราวกับว่าไม่แน่ใจที่จะเอ่ยถามออกมาดีรึเปล่า
เธอกำลังสงสัยว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าเคยเจอกับเธอมาก่อนรึเปล่า เขาใช่คนเดียวกันกับที่เดินชนเธอเมื่อสองวันก่อนมั้ย
หลากหลายคำถามประดังประเดเข้ามารัวๆ
“ครับ?” คนถูกถามย้ำขึ้นอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าหยุดพูดไป ใบหน้าสวยแสดงความประหม่าออกมาเล็กน้อย กลีบปากจิ้มลิ้มเม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรงราวกับกำลังชั่งใจอะไรสักอย่าง
ถ้าไม่ใช่แกหน้าแหกเลยนะยัยดาว
“เอ่อ....ไม่มีอะไร” ในที่สุดเธอก็เลือกที่จะไม่ถามต่อ เพราะเกรงว่าถ้าถามไปแล้วไม่ใช่แบบที่คิด เธออาจจะหน้าแตกหมอไม่รับเย็บก็เป็นได้
เมื่อเห็นว่าพี่คนสวยตรงหน้าไม่ถามอะไรต่อ อคิณก็รีบหมุนตัวเดินตรงไปยังลิฟต์ทันที เพราะหากมัวแต่ยืนมองหน้าสวยๆ อยู่อย่างนั้น มีหวังคงได้ติดเอฟกันเรียงตัวแน่ๆ
ช่วงบ่าย
ณ.มหา’ ลัย
ภายในคลาสเรียนของอาจารย์วิภาที่ขึ้นชื่อว่าเป็นอาจารย์ที่โหดที่สุด สามหนุ่มเพื่อนสนิทนั่งเรียงกันอยู่ทางด้านหลังสุดของห้อง
อคิณนั่งอยู่ตรงกลางระหว่างฟ็อกซ์กับม่านเมฆ ในขณะที่อาจารย์กำลังสอนเข้าสู่เนื้อหาสำคัญ สมองของหนุ่มลูกครึ่งญี่ปุ่นนั้นกลับไม่ได้จดจ่ออยู่ที่หน้าจอโปรเจคเตอร์ที่กำลังฉายเนื้อหาเลยสักนิด
ย้อนไปเมื่อสองปีก่อน
ณ.Zenith-bar
เจ้าของผับวัยยี่สิบปีกำลังยืนเช็คเมนูเครื่องดื่มกับลูกน้องอย่างจริงจัง อคิณในโหมดทำงานนั้นดูจริงจังจนน่าเกรงขามกว่าตอนปกติหลายเท่า
เพราะว่าเขาขอยืมทุนจากโอโต้ซัง (พ่อ) มาเปิดกิจการนี้ ถ้าเทียบกับวัยรุ่นญี่ปุ่นโดยทั่วไปแล้วในวัยนี้เขาควรจะต้องทำงานได้แล้ว แต่เมื่อมาอยู่ในประเทศไทยการศึกษาจึงต้องมาก่อน
เขาจึงเลือกที่จะเรียนไปด้วยแล้วก็มีธุรกิจเป็นของตัวเองไปด้วย เพราะการที่เรียนไปด้วยทำงานไปด้วยก็ไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรงสักเท่าไหร่
จริงๆ แล้วพ่อของอคิณก็อยากให้ลูกชายจริงจังกับการเรียนไปแค่ทางเดียว แต่เพราะความที่เด็กหนุ่มไฟแรงอยากทำสามอย่างไปพร้อมๆ กัน ทั้งแข่งรถ เปิดผับและเรียน คนเป็นบิดาจึงไม่ได้ว่าอะไรหากลูกชายของเขาทำมันได้ดีโดยไม่มีเรื่องไหนด้อยไปกว่ากัน
และอคิณเองก็พิสูจน์ให้บิดาเห็นแล้วว่าเขาสามารถทำหลายอย่างไปพร้อมกับการเรียนได้ เพราะหลังจากเปิดผับมาได้ปีกว่าๆ ก็สามารถคืนทุนให้ผู้เป็นพ่อได้ครบทุกบาทไม่มีตกหล่น
โซนวีไอพีของผับมีสองสาวเพื่อนสนิทวัยยี่สิบสี่ปีกำลังนั่งดริ้งค์กันอย่างออกรสออกชาติ
“ตาแกแล้วยัยนัท” เสียงของพิมพ์ดาวเอ่ยบอกเมื่อรอบนี้ผู้ที่ต้องเล่นเกมส์kings cup คือนัทเพื่อนสาวสุดที่รักของเธอ
ใบหน้าสวยของผู้พูดเริ่มขึ้นซับสีระเรื่อเล็กน้อยลามไปยังใบหูขาวเนื่องจากฤทธิ์แอลกอฮอล์
“ได้เลยค่า~” เพราะด้วยความที่ดื่มไปหลายช็อต เสียงของเธอจึงหวานแข่งกับดวงตาที่กำลังหวานเยิ้มปานน้ำผึ้งเดือนห้า มือเล็กยื่นไปหากองไพ่ตรงหน้า ก่อนจะเลือกหยิบใบที่คิดว่าดีที่สุดขึ้นมา
มุมปากเล็กยกยิ้มขึ้นมาอย่างร้ายกาจ ทำให้พิมพ์ดาวเดาได้เลยว่าเพื่อนรักของเธอจับได้ไพ่อะไร
เหี้ยแล้วสิดาว...
เพราะรู้ดีว่าเพื่อนของเธอนั้นชอบเล่นอะไรแผลงๆ อยู่เรื่อย แล้วยิ่งไพ่คิงอยู่ในมือมันแล้ว ไม่แคล้วที่เธอต้องได้ทำอะไรไม่คาดคิดเป็นแน่
จากประสบการณ์การเป็นเพื่อนกันมาสิบปีบอกเธอแบบนั้น
“หึๆๆ”
นั่นไง....
สายตาร้ายกาจบวกกับเสียงหัวเราะราวกับนางร้ายในละครหลังข่าว ทำเอาเธอถึงกับเสียวสันหลังวาบทั้งที่ยังไม่รู้คำสั่งเลยสักนิด