เข้าสู่ระบบอากาศในเมลเบิร์นไม่เหมือนประเทศไทย แต่ละวันของที่นี่อุณหภูมิอาจต่างกันเป็นสิบองศาเซลเซียสเพียงแค่เปลี่ยนช่วงเวลาจากเช้าตรู่ไปจนถึงเย็น ทว่าหนึ่งปีกับอีกหกเดือนที่ลูกนกปีกหักเช่นปาฏลีตัดสินใจโบยบินอย่างทุลักทุเลจากบ้านเกิดเมืองนอนมาเพื่อเยียวยาปีกหัก ๆ และเริ่มต้นชีวิตใหม่ในต่างแดน ทำให้คุ้นชินกับอุณหภูมิซึ่งปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วด้วยมีพื้นเพเป็นคนภาคเหนือ ต่างจากอะตอมที่เกิดในเมลเบิร์น ลูกสาวหล่อนเหมือนเด็กออสเตรเลียคนอื่น ๆ ตรงที่ปรับตัวเข้ากับอากาศของที่นี่ได้ดีตั้งแต่เกิด ผู้ใหญ่อย่างกรัณย์เสียด้วยซ้ำที่ไม่ชินกับอากาศหนาว ๆ
“วันนี้หนาวกว่าเมื่อวาน” เขาบอกเมื่อออกจากห้องนอนซึ่งเพิ่งวางลูกลงบนเตียง อะตอมร่าเริงยามซื้อของ แต่เมื่อถึงห้องพักกลับหลับปุ๋ยราวกดปิดสวิตช์สิ้นสุดการทำงาน
“ค่ะ พยากรณ์อากาศก็บอกไว้แบบนั้น”
เมื่อเช้าตอนตื่นนอนหากหยั่งรู้ได้ว่าอีกห้าชั่วโมงถัดมากรัณย์จะมีน้ำมูกไหลและเสียงอู้อี้ขนาดนี้ ปาฏลีจะคัดค้านตอนเขาชวนไปนั่งร้านกาแฟ รวมถึงเดินซูเปอร์มาเก็ตซึ่งหล่อนเป็นตัวตั้งตัวตี เขาเริ่มมีอาการตั้งแต่เดินฝ่าอากาศหนาวจากร้านกาแฟไปยังซูเปอร์มาเก็ต อาการดีขึ้นพักหนึ่งเมื่อเลือกซื้อของเพราะในตัวอาคารมีฮีตเตอร์ แต่น้ำมูกเริ่มไหลเมื่อลงจากรถแท็กซี่แล้วขึ้นมายังอะพาร์ตเมนต์
“ดูเหมือนฮีตเตอร์ในแท็กซี่ที่เรานั่งมาจะไม่อุ่นเท่าไร”
“คุณโอมพักผ่อนน้อย ก็เลยป่วยง่ายค่ะ” คิ้วเขาขมวด ราวกับจะถามหล่อนว่ารู้ได้อย่างไร
“แซเวียร์ ?”
“ค่ะ แซเวียร์เปรย ๆ ว่าช่วงนี้คุณโอมตอบอีเมลตอนตีสองตีสามของที่ไทยค่ะ” แซเวียร์คือผู้ช่วยมือดีที่กรัณย์ไว้ใจและมอบหมายให้ดูแลงานในออสเตรเลีย หล่อนเจอหนุ่มออสซี่รูปร่างบึกบึนแต่ท่าทางใจดีทุกครั้งที่กรัณย์นัดคุยงาน และบังเอิญเจอข้างนอกบ้างเป็นครั้งคราวตามซูเปอร์มาเก็ตหรือไม่ก็ทางเดินริมถนนเนื่องจากอะพาร์ตเมนต์ของแซเวียร์ตั้งอยู่บนถนนเส้นตัดกับถนนซึ่งเป็นที่ตั้งของอะพาร์ตเมนต์ที่กรัณย์ซื้อไว้เพื่อเป็นบ้านให้หล่อนกับอะตอม
“คงไม่ใช่แค่เปรย”
“มีตัดพ้อเรื่องแก้งานนิด ๆ หน่อย ๆ ค่ะ” หากแซเวียร์รู้ว่าหล่อนสารภาพกับกรัณย์เกือบหมด ยามเจอกันต้องกุมขมับและบ่นเป็นหมีกินผึ้งแน่เชียว
“ยุ่งไม่เข้าเรื่อง”
“เขาเป็นห่วงคุณโอมแค่นั้นเองค่ะ”
“ระหว่างที่ผมไม่อยู่ แซเวียร์เอาเรื่องเครียด ๆ อะไรใส่หัวกวางอีกหรือเปล่า”
“ไม่มีค่ะ เจอกันทีไรก็ชวนอะตอมเล่น ไม่มีเวลาคุยเรื่องคุณโอมให้ฟังเท่าไร”
และเช่นกัน เป็นหล่อนอีกนั่นละที่ไม่ละลาบละล้วงถาม สามทุ่มของทุกวันตามเวลาประเทศไทย กรัณย์วิดีโอคอลมาหาหล่อนกับลูกซึ่งตรงกับช่วงเย็นของเมลเบิร์น หากแซเวียร์ไม่เผลอหลุดปากเรื่องอีเมล คงไม่มีทางรู้ว่าพ่อของลูกนอนดึก
“รอเดี๋ยวนะคะ กวางหยิบยาให้”
“ผมไม่ขี้โรคขนาดนั้น”
“กลัวอะตอมจะติดหวัดจากคุณโอมต่างหากค่ะ” ทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับลูกมาเป็นที่หนึ่ง ปาฏลีจึงมักยกลูกขึ้นอ้าง อย่างเช่นครั้งนี้ซึ่งต้องการให้เขากินยา
กรัณย์รับแก้วน้ำดื่มและยาจากมือปาฏลีอย่างว่าง่าย เขาโยนเจ้าเม็ดสีขาวเข้าปากแบบส่ง ๆ ก่อนกระดกน้ำลงคออึก ๆ จนเกลี้ยงแก้ว ชายหนุ่มไม่ใช่คนกินยายาก เพียงแค่ไม่ชอบและไม่อยากผูกมิตรกับมันสักเท่าไร
“ผมต้องปรับตัวอีกนาน”
ปาฏลีกำแก้วน้ำจนเส้นเลือดปูดขึ้นบนหลังมือชัดเจน อีกนานอย่างนั้นหรือ นานของเขากับนานของหล่อนเท่ากันหรือเปล่า
“กวางกับอะตอมต้องอยู่ที่นี่ถึงเมื่อไรคะ” หญิงสาวพยายามข่มความรู้สึกน้อยใจระคนหวั่นใจ แล้วรวบรวมความกล้าถามเขาด้วยน้ำเสียงปกติที่สุด กรัณย์ไม่เคยผิดสัญญาไม่ว่าเรื่องใด ๆ เว้นแต่การกลับไทยของลูกกับหล่อนที่ถูกเลื่อนถึงสองครั้งสองคราจนคนรอชักท้อและไม่กล้าคาดหวังอะไรอีก ประโยคที่เขาเอ่ยขึ้น พอจะบอกได้ว่าอาจยาวนานกว่าปีหน้า
ปาฏลีค่อย ๆ ทรุดตัวนั่งลงบนโซฟาเมื่อตระหนักได้ว่ากำลังยืนค้ำหัวชายหนุ่ม ไร้เรี่ยวแรงนำแก้วน้ำที่กรัณย์ดื่มจนหมดกลับไปไว้ในห้องครัวซึ่งรีโนเวตเป็นครัวปิด แบ่งแยกจากห้องนั่งเล่นชัดเจนเพื่อให้สามารถทำอาหารไทยได้อย่างมั่นใจว่ากลิ่นจะไม่กำจายทั่วห้องพัก ระยะเวลาที่หล่อนกับเขารู้จักกัน มากพอ ๆ กับระยะเวลาที่เท้าหล่อนเหยียบย่างลงบนท่าอากาศยานเมลเบิร์น ทัลลามารีน เท่ากับว่าชีวิตใหม่ซึ่งเกิดขึ้นที่นี่มีเขาอยู่ด้วยในทุก ๆ ช่วงเวลา
“กวางเหลือเรียนอีกนานเท่าไร”
เขากำลังตอบไม่ตรงคำถาม แต่ปาฏลีให้กำลังใจตัวเองว่าทุกคำพูดที่ออกจากปากคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมากกว่าหล่อนกว่าหนึ่งรอบและเป็นผู้ชายที่กุมบังเหียนกิจการหลายกิจการ ล้วนกลั่นกรองมาแล้วอย่างดี
“แปดเดือนค่ะ” หลักสูตรวิชาชีพ[1] ด้านการออกแบบเสื้อผ้าที่ลงเรียนกินเวลาสิบแปดเดือน ปาฏลีพักการเรียนไว้กลางคันเมื่อเรียนได้สิบเดือนด้วยเหตุผลที่ว่าแพ้ท้องอย่างหนัก ตั้งแต่รู้ว่าท้องหล่อนพยายามทำสองหน้าที่คือนักเรียนในวิทยาลัยกับอุ้มท้อง ในที่สุดก็พบว่าสองหน้าที่ไปด้วยกันไม่ได้ เมื่อเลือกได้เพียงหนึ่ง ลูกจึงมาก่อนสิ่งอื่นใด หากกลับเมืองไทยในเวลานี้ วุฒิการศึกษามีเพียงแค่มัธยมหกเท่านั้น หล่อนสามารถหางานอะไรทำได้บ้าง ในยุคที่แม้แต่จบปริญญาตรีก็ดูจะน้อยเกินไป
ปาฏลีนึกถึงช่วงเวลาก่อนตัดสินใจมาใช้ชีวิตในเมลเบิร์น ในวัยสิบห้าปีหล่อนสูญเสียพ่อแม่และย่าพร้อมกัน ความเสียใจหาใช่เพียงหนึ่ง แต่คูณไปถึงสามตามจำนวนคนที่หล่อนรัก ผู้เป็นป้าซึ่งมีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดมากที่สุดรับหล่อนไปอยู่ด้วย ถึงอย่างนั้นเด็กสาวที่เพิ่งผ่านร้อนผ่านหนาวมาเพียงสิบห้าปีก็มองออกว่าท่านไม่ยินดีเท่าไรนัก ชีวิตคือการเดินทางอย่างแท้จริง ป้าใช้ชีวิตในกรุงเทพมหานคร หล่อนจำต้องย้ายจากเมืองเหนือเข้ามาเรียนในเมืองกรุง ช่วงเวลาคาบเกี่ยวทำให้เรียนช้าหนึ่งปี เคราะห์ซ้ำกรรมซัดอีกครั้งเมื่อเรียนจนจบมัธยมศึกษาปีที่หก หล่อนต้องหาเงินเรียนต่อเองจึงเรียนช้าไปอีกหนึ่งปี กว่าจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยอายุก็สิบเก้า
ที่ที่เป็นที่ของเรา ที่นั่นเราจะมีตัวตน ปาฏลีไม่เคยมีตัวตนในบ้านป้าเพราะที่นั่นไม่ใช่ที่ของหล่อน ป้าปักใจว่าพ่อกับแม่เป็นคนทำให้ย่าตาย ทุกคำพูดและทุกการกระทำของป้าจึงเปรียบดังทัณฑ์ที่ลงโทษหล่อน แม้พี่ ๆ ลูกของป้าไม่แสดงออกว่ารังเกียจ แต่การที่ไม่ได้โตมาด้วยกันทำให้ขาดความผูกพันและความห่วงใย ในแต่ละอาทิตย์คุยกันแทบนับพยางค์ได้ทั้งที่ห้องนอนติดกัน
[1] หลักสูตรวิชาชีพ (Diploma) มีระยะเวลาในการศึกษาแตกต่างกัน เช่น ๑๒ เดือน ๑๘ เดือน ๒๔ เดือน ตามสาขาและสถาบันการศึกษา
ผู้หญิงทุกคนมีความตระหนี่ซ่อนอยู่ในตัว ตลาดมีของสดของแห้งมากมายที่สามารถนำมาเป็นวัตถุดิบสำหรับประกอบอาหารไทย แถมราคาถูกกว่าในซูเปอร์มาเก็ต หากซื้อหลายอย่างก็ประหยัดเงินได้หลายดอลลาร์ออสเตรเลีย ปาฏลีไม่เรื่องมากเรื่องอาหารการกิน แต่หล่อนยังคงเป็นคนไทยที่กินอาหารไทยมากกว่าอาหารพื้นถิ่นของที่นี่ การปรุงอาหารเองจึงเป็นเรื่องจำเป็น“ไม่เป็นไรค่ะ ไม่หนักเลย กวางถือได้ คุณโอมถือของเยอะแล้ว”“แน่ใจ”“อะตอมตัวหนักกว่าของในถุงผ้าตั้งเยอะค่ะ”“ถ้าไม่ไหวต้องรีบบอก”“ค่ะ กวางจะรีบบอก”หล่อนอุ้มแค่ถุงผ้าบรรจุผลไม้ ส่วนเขามีตั้งหลายอย่าง เป็นต้นว่าเนื้อสัตว์ ผักสด แต่ของเท่านี้สำหรับผู้ชายคงไม่หนักมากเท่าไร กรัณย์ทำเหมือนมันไม่มีน้ำหนักเลยด้วยซ้ำ แถมเขายังเดินไวกว่าหล่อน จะว่าไป การจากบ้านเกิดมาไกลบังคับให้หล่อนต้องปรับตัวกับอะไรหลายอย่างในชีวิต อยู่เมืองไทยไม่เคยพกถุงผ้าหากต้องออกจากบ้านเพื่อจับจ่ายใช้สอย แต่เมื่อมาอยู่ที่นี่ ถุงผ้าคือของที่ขาดไม่ได้ และหล่อนมีหลายใบในกระเป๋าสะพายข้างเดินคุยกันไป มองวิถีชีวิตของผู้คนรอบข้างกันไป ทั้งคู่ก็มาหยุดตรงป้ายรอรถ ตั้งแต่คลอดลูกปาฏลีไม่ชินนักสำหรับการไปไหน
“หมด ? หมดได้ยังไงกันคะ” ก็คราวก่อน ก่อนที่เขาจะบินกลับไทย หล่อนยังเห็นมันมีในลิ้นชักตั้งหลายกล่อง“ต้องให้ย้ำหรือเปล่าว่าตั้งแต่คืนแรกที่มาถึง ผมจัดให้กวางคืนละกี่รอบ บางทีอาจต้องรวมช่วงกลางวันเข้าไปด้วย เพราะกวางย้ำให้สวมเสื้อกันฝนทุกครั้ง”“ไม่ต้องแล้วค่ะ กวางรู้แล้ว”ปาฏลีเห็นถึงข้อเสียของการไม่มีผ้าห่มผืนเล็ก ๆ บนโซฟาก็คราวนี้ นอกจากหมอนอิง หล่อนไม่ชอบให้มีสิ่งอื่นใดบนโซฟา เพราะนอกจากกินพื้นที่ ยังทำให้ความน่ามองของห้องลดลงหลายระดับ แต่ตอนนี้อยากหยิบผ้าห่มมาคลุมตัวนัก หล่อนไม่มีอาภรณ์ใด ๆ ติดกาย มือไม้ก็ดูเล็กเกินไปหากใช้ปกปิดทรวงอกและของสงวนที่กรัณย์กำลังจด ๆ จ้อง ๆ คำพูดเขาทำหล่อนอาย แต่ยังไม่เท่าความอายซึ่งเกิดจากการที่สายตาเฉียบคมกำลังมองด้วยอารมณ์ที่หล่อนเองก็รู้ว่ามีเพียงวิธีเดียวที่ทำให้อารมณ์นี้สงบลงได้...และถ้าหากตาไม่ฝาด หล่อนเห็นรอยยิ้มจากเขา“แสดงว่าอนุญาตให้ผมไปต่อ”“แต่เราไม่มี...”“ประจำเดือนเพิ่งหมดไม่ใช่หรือ ระยะปลอดภัย”“ค่ะ”ปาฏลีเออออไปด้วย รู้ทั้งรู้ว่าแม้การนับวันแบบหน้าเจ็ดหลังเจ็ดเป็นหนึ่งในวิธีคุมกำเนิด แต่จริง ๆ แล้วไม่มีวิธีไหนได้ผลเต็มหนึ่งร้อยเปอร์เซ
กรัณย์ไม่ฟังเสียงห้าม คราวนี้จริงจังมากกว่าเมื่อครู่ ปาฏลีเลิกปัดป้องคงรู้ว่าถึงห้ามอย่างไรก็ไม่เป็นผล หล่อนครางฮือ สองมือกอดไหล่เขา ลองอยู่สองสามแบบชายหนุ่มจึงรู้ว่าต้องใช้วิธีไหนน้ำนมถึงออกจากอก...นี่เพิ่งเริ่มต้น การเดินทางยังอีกยาวไกล“รสจืด ๆ มัน ๆ หวานปะแล่มติดปลายลิ้น” เขาบอกราวกับกำลังรีวิวรสอาหารอย่างไรอย่างนั้น กรัณย์ทำหน้าที่แทนเครื่องปั๊มนมกับอกข้างขวาของคนตัวเล็ก มือนวดอกอีกข้างอย่างแผ่วเบาให้ปาฏลีผ่อนคลาย“อื้ออออออ”“แบบนี้ดีไหม” เขาผละออกเพื่อถาม“ไม่ดีค่ะ” ไม่ดีแน่ ๆ เขาดูดไม่เหมือนลูกดูดสักหน่อย และหล่อนมั่นใจว่ากรัณย์ไม่หยุดแค่นี้ นั่นไงเล่า ปากเขาป้วนเปี้ยนกับอกหล่อนอีกแล้ว แบบนี้เรียกว่าใครช่วยงานใครกันแน่ “คุณโอม เดี๋ยวอะตอมตื่นนะคะ”“ผมจะทำเวลา”“แต่กวางไม่ชินค่ะ” เมื่อคืนหล่อนแทบหมดแรง กรัณย์ทำงานหนักทว่าไม่เคยละเลยเรื่องบนเตียง เขาเคยพูดว่ามันคือการกระชับความสัมพันธ์ในรูปแบบหนึ่ง และเขาใส่ใจกับทุก ๆ การกระทำ อย่างน้อยก็ทำให้ปาฏลีรู้สึกว่าหล่อนเป็นแม่ของลูก หาใช่ที่ระบายความใคร่“ไม่ชินไม่แปลก เพราะเป็นครั้งแรก ผมไม่เคยช่วยกวางปั๊มนมเลยสักครั้ง”แน่ละ ครั้งนี้
ปาฏลีหวีดร้องยามร่างลอยหวือ สองแขนกอดคอกรัณย์แน่นโดยอัตโนมัติด้วยกลัวตก โล่งใจขึ้นมาหน่อยเมื่อไม่ได้จุ๊มปุ้กลงบนพื้นอย่างที่นึกกลัว หล่อนกำลังใช้ตักเขาเป็นที่นั่งแทนโซฟา ส่วนเครื่องปั๊มนมที่หวงนักหวงหนาหล่นไปอยู่บนพื้นพรม ปัญหาอยู่ที่มันกระแทกลงบนโต๊ะแข็ง ๆ ก่อนตกลงบนพื้นนิ่ม เจ้าเครื่องซึ่งตอนซื้อพนักงานขายการันตีว่าเป็นรุ่นที่ดีที่สุดและทนทานที่สุดแยกออกเป็นหลายส่วนเผยให้เห็นชิ้นส่วนและแผงวงจรต่าง ๆ ภายใน เท่านี้ก็รู้แล้วว่าไม่สามารถนำกลับมาใช้งานได้อีก“เล่นอะไรคะ พังแล้วแน่ ๆ”“ไว้ผมดูให้” เขารวบร่างเล็กแน่นขึ้น กันไม่ให้ก้มลงหยิบชิ้นส่วนเหล่านั้น“ดูยังไงคะ คุณโอมซ่อมเป็นด้วยหรือ กวางว่ามันเสียแล้วแน่ ๆ ถึงจะซ่อมได้แต่น่าใช้งานได้อีกแค่แป๊บเดียว กระแทกแรงขนาดนั้น”“ไว้อะตอมตื่น เราค่อยไปซื้อใหม่”“แต่กวางจำเป็นต้องใช้ตอนนี้ค่ะ” จำไม่ได้แล้วว่าเก็บที่ปั๊มนมแบบสุญญากาศไว้ที่ไหน และอีกอย่างเวลาต้องการหาอะไรสักอย่างมักหาไม่เจอ น่าจะต้องบีบน้ำนมด้วยมือแน่แล้ว ซึ่งหล่อนเคยลองและพบว่าเจ็บเอาการ“โทรให้แซเวียร์ซื้อเข้ามาตอนนี้เป็นไง”เขาคว้าโทรศัพท์ขึ้นเตรียมต่อสาย ทว่าปาฏลีห้ามไว้ทัน ขอ
“งานมีปัญหาหรือคะ” เมื่ออยู่กับความคิดของตนแล้วทำให้ใจเป็นทุกข์ จึงชวนคุยเสียคนถูกถามละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์แล้วมองปาฏลี คิ้วขมวดยุ่ง“กวางไม่เคยถามเรื่องงาน”“ก็...” ไม่เคยถาม ไม่ใช่ไม่อยากรู้ หรือหล่อนก้าวก่ายชีวิตเขามากเกินไป แต่ทั้งหมดทั้งมวลกลั่นจากความห่วงใยล้วน ๆ“ก็อะไร”“ก็...พักนี้คุณโอมไม่ปกติค่ะ” ปาฏลียอมบอกในที่สุด กรัณย์อาจเคยเป็นนักข่าวมาก่อน หล่อนไม่เคยปกปิดความรู้สึกกับเขาได้เกินหนึ่งวัน ชายหนุ่มมีวิธีมากมายที่ทำให้คู่สนทนาคายคำพูด“ไม่ปกติยังไง”“หลาย ๆ อย่างทำให้กวางพอจะปะติดปะต่อได้ว่าคุณโอมเครียดเรื่องงานค่ะ และก็...” น้ำเสียงหวานน่าฟังเงียบไปครู่หนึ่งเพื่อช่างใจ และผลจากการไตร่ตรองด้วยระยะเวลาอันสั้นคือควรพูดในตอนนี้ ไม่เช่นนั้นแล้วอาจไม่มีโอกาสพูดประเด็นนี้อีก “คุณโอมยังไม่ให้อะตอมกับกวางกลับไทย”เขาหยิบหมอนอิงที่กั้นระหว่างตนกับหล่อนวางอีกฝั่ง คอมพิวเตอร์พกพาถูกกำจัดให้ห่างกายเป็นลำดับถัดมา“ขยับมานั่งใกล้ ๆ”หญิงสาวนิ่งอยู่หลายวินาที จนกรัณย์ตบฝ่ามือบนที่ว่างเบา ๆ แทนการพูดซ้ำ ปาฏลีจึงขยับชิดเขาโดยที่เครื่องปั๊มนมยังวางอยู่บนตัก ท่อนขาเขากับหล่อนแนบชิด แม
การตัดสินใจครั้งสำคัญเกิดขึ้นกับปาฏลีเมื่ออายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์ คำถามมากมายจากคนรอบข้างซึ่งไม่รู้ปูมหลังครอบครัวพุ่งเข้าใส่ราวดอกธนู เหตุใดหล่อนจึงทิ้งชีวิตที่กำลังไปได้สวยในมหาวิทยาลัยอันดับต้น ๆ ของประเทศที่คะแนนสอบเข้าสูงลิบ ปาฏลีตอบเพียงว่าต้องการเรียนต่อที่ออสเตรเลียซึ่งช่วงหนึ่งในวัยเด็กเคยใช้ชีวิตกับพ่อแม่ในมหาวิทยาลัยที่ประเทศไทย หล่อนเรียนดีและเป็นดาวคณะที่เพียงเอ่ยชื่อก็มีคนรู้จัก หนึ่งปีที่เรียกแทนตัวเองว่านิสิตทำให้ค้นพบว่าเลือกเรียนถูกทาง วันลาออก แม้แต่อาจารย์ที่ปรึกษายังลังเลที่จะจรดปลายปากกาอนุมัติ ทว่าสุดท้ายแล้วหล่อนก็พ้นจากสภาพนิสิตโดยสมบูรณ์ ป้าไม่ขัดข้องเลยสักนิด ท่านจองตั๋วเครื่องบินและพาไปทำวีซ่าด้วยซ้ำเมื่อหล่อนขอออกจากบ้านเพื่อเดินตามทางของตัวเอง นั่นเพราะท่านได้ทรัพย์สินทั้งหมดของย่ากับพ่อแม่ซึ่งตกทอดมาถึงหล่อน จากการอ้างว่าเป็นค่าบุญคุณตลอดห้าปี และเป็นหล่อนเองที่ยกสิ่งเหล่านั้นให้ท่านเพื่อตัดปัญหา อีกนัยหนึ่งคือตัดขาดจากกันและไม่มีอะไรต้องเกี่ยวข้องกันอีก...นับจากวันนั้น ปาฏลีคือผู้หญิงตัวคนเดียว ไม่มีครอบครัว ไม่มีญาติ หญิงสาวมีเพียงเงินประกันชีวิตขอ







