FAZER LOGIN"สิ่งที่เธอต้องทำตอนนี้ก็คือ"มัดแสยะริมฝึกปาก "..เอาปืนปืนที่ซ่อนไว้ออกมาวางซะ...แล้วเดินมาข้างหน้า "
"แล้วถ้าไม่ทำตามละ"สะวันนาหยั่งเชิงอีก
"ถ้าไม่ทำตามนะเหรอ..."
มัดหรี่ตาอย่างถือไฟเหนือกว่า ก่อนจะเค้นเสียงคล้ายคำรามออกมา
"เห็นจะต้องเชือดคอไอ้กะเหรี่ยงเฒ่านี่!"
สะวันนาโกรธจัดแววตาประกายกร้าวแต่ก็ยังพอมีกำลังใจถามกลับไปเสียงเครียดเพื่อต่อเวลา
"แล้วไงอีก"มัดใช้สายตาลวนลามหญิงสาวอย่างกักขฬะก่อนจะแสยะปากบอก
"เธอจัดการมัดมือมัดเท้าเจ้าลีซอนี่ชะ เราจะได้ขึ้นไปช้างบนหาความสุขกันซักสองสามชั่วโมง ถ้าเธอทำตัวดี ๆ ฉันอาจจะไม่ฆ่าไอ้เฒ่าทิ้ง"
ความโกรธพุ่งขึ้นถึงขีดสุด ทำให้สะวันนาลืมหมดทุกสิ่งทุกอย่าง เธอกระชากปืนออกจากที่ซ่อนจ่อปืนเล็งตรงมาที่หัวของมัด ลัมซี
"เอาเลย ไอ้ขยะ!" เอ่ยท้าทายมัดด้วยเสียงลอดไรฟัน
"แต่ถ้าแกอยากจะฆ่าลีซอก็เชิญ...ต้องขอบอกว่า ก่อนที่ร่างของลีซอจะล้มลงถึงพื้น กูยิงกลางหว่างตามึงแน่นอน"
ร่างของมัดเกร็งขึ้นพร้อมเสียงร้องครางทั้งที่ไม่ได้หันหน้ากลับไปมองเจ้าของเสียง
"ไอ้พัตร!"
เพราะมันสัมผัสถึงปลายปืนที่จ่อตรงท้ายทอย ความเชื่อมั่นของมันแทบหายไปจนหมดสิ้น สีหน้าเคร่งเครียดก่อนที่จะเอาเสียงหัวเราะมากลบอย่างว้าวุ่น
"กูน่าจะระวังตัวว่ามึงก็ต้องอยู่แถว ๆ นี้เหมือนกัน"
มัดอยากจะหนีจากสถานการณ์ที่คับขันนี้ไปให้เร็วที่สุด เมื่อโดนประกบตัวจากด้านหลังที่น่ากลัวและยากจะต่อสู้ป้องกันตัว ทำให้มัดจำต้องปล่อยแขนของชายแก่ ก่อนจะขยับตัวยิ้มหวาด ๆ และเอ่ยว่า
"ดูเหมือนเธอจะเอาชนะฉันได้อีกแล้วนะ สะวันนา"
แต่ดูเหมือนมัดจะรู้ตัวว่ายังไม่พ้นภัยจึงเอ่ยบอกต่อด้วยท่าทีและน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป
"ตอนนี้เราน่าจะวางอาวุธลงเสียก่อน แล้วก็มานั่งดื่มกัน เรื่องบาดหมางก็หายกันไง"
มัดพูดหว่านล้อมเพื่อหาวิธีเอาตัวรอดแบบตื่น ๆ
"เข้าใจพูดนะมึง..."บริพัตรพูดเสียงห้าวและสั้น
ขณะนั้นเองลีซอ ได้ลากขาที่เจ็บห่างออกมาจากไอ้โจรร้าย แล้วมานั่งลงที่เก้าอี้ตัวหนึ่ง จับแขนข้างที่ถูกบิดจนเจ็บอยู่ไปมา สะวันนาชำเลืองมองและเอ่ยถามคนสนิททั้งที่ปากกระบอกปืนในมือของเธอยังไม่ยอมละจากร่างของมัด
"ไม่เป็นไรมากนะลีซอ"
ชายแก่ยิ้ม แม้ว่าจะเจ็บปวด แต่เขาก็พึมพำเบา ๆ เพื่อให้เจ้านายสบายใจ
"ไม่เท่าไหร่หรอกครับคุณหนู มันเข้ามาทางด้านหลังตอนผมอยู่ในครัว ไม่ทันจะรู้ตัว ...แต่ ไม่ต้องห่วงคนแก่อย่างลีซอหรอกครับ"
สะวันนาหันมาสบตากับบริพัตรที่มีสีหน้าเครียดดุดัน เขายักไหล่กว้าง ปืนถูกลดลงมาเล็งอยู่กลางหลังของมัด ก่อนที่จะเอ่ยด้วยสีหน้าครุ่นคิด
"กูไม่เคยฆ่าคนอย่างเลือดเย็นมาก่อน คิดว่าครั้งนี้ มันคงจะเป็นครั้งแรกเสียที"
"อะไรกัน!"
มัดร้องเสียงหลง เพราะมันรู้จักนิสัยของหนุ่มร่างสูงใหญ่ราวยักษ์ปักหลั่นแบบใจนักเลงของบริพัตรดี เขาไม่เคยฆ่าใครโดยไม่มีอาวุธ หรือมีหนทางสู้ บริพัตรเป็นนักเลงและนักฆ่าที่พร้อมจะรับหน้าศัตรูขย่างตรงไปตรงมามากที่สุด เอาจริงที่สุด คำไหนคือคำนั้น และเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงด้านแม่นปืนที่สุด เป็นเจ้าของสถานที่พนันที่นักเลงหลายซุ้มเข้าไปรวมตัวกันที่นั่น เขาสร้างตัวตนขึ้นมาด้วยตัวของเขาเองจนเป็นที่จับตามองของเจ้าพ่อหลายซุ้ม ต่างก็อยากได้บริพัตรเข้ามาอยู่ในวงล้อของตนเองหากแต่ชายหนุ่มหน้าตาดีร่างยักษ์คนนี้ก็ไม่เคยเอียงข้าง มัดจึงตระหนักดีว่าคนคนนี้หนักแน่นมั่นคงเพียงไหนล้อเล่นคงไม่เป็นผล
"กูปล่อยไอ้เฒ่ากะเหรี่ยงแล้ว จะเอายังไงกับกูอีกล่ะ"
บริพัตรยิ้มเครียด นัยน์ตาจ้องมองมันอย่างรู้พิษสงของอีกฝ่ายดี
"เพราะมึงไม่ต้องการจะเจอระยะเผาขนมากกว่าละมั้ง"
ชายหนุ่มกระแทกปากกระบอกปืนที่กลางหลังของมัดหนักลงไปอีก
"ถ้ากูไม่อยู่กับสะวันนาด้วยที่นี่ กูจะต้องเป็นคนส่งมึงไปอยู่กับยมบาลเอง..รู้ไว้ซะด้วยว่า..กูคิดอยากจะยิงปลิดวิญญาณมึงทุกเมื่ออยู่แล้ว...อย่านึกว่ากูไม่รู้ว่ามึงมาวุ่นวายที่นี่เมื่อคราวก่อนนั่นด้วย กูไม่ยิงทิ้งก็บุญแล้วไอ้มัด!"
"พัตรมึงไม่ได้อยากทำอย่างนั้นจริง ๆ หรอก"
มัดโต้ตอบอย่างร้อนรน พยายามที่จะพูดหาทางเอาตัวรอดให้ตัวเอง
"ทำไมมึงต้องทำแบบนั้นด้วย" ทำใจดีสู้เสือ "เรารู้จักกันมานานตั้งแต่มึงยังเด็กอยู่เลยนะเป็นเพื่อนเล่นกันอยู่เลย กูไม่คิดจะทำร้ายจริงจังอะไรหรอก" มัดทำเป็นยิ้มใจเย็น
"แล้วสะวันมาก็อยู่ที่นี่มาแต่เด็กจนโต ใคร ๆ ก็แวะมาทั้งนั้น กูเองก็แวะมาดูบ้าง แต่ไม่คิดจะทำเลยเถิดอะไรหรอกนะแค่เป็นห่วงสะวันนา มึงคงไม่ถือโทษกูนะที่ลืมตัวเผลอไปหน่อย"
สะวันนาตาลุกวาบ ขบกรามแน่น
"มึงก็ช่างมีปากหมา ๆ นี่จำนรรจาจังนะไอ้มัด" บริพัตรสวนคำพูดน่ากลัว
"ลองทำอะไรแบบเมื่อตะกี้อีก หัวมึงกระจุยแน่ "สะวันนาเน้นคำ "ฉันจะเป็นคนยัดกระสุนใส่หัวให้เอง"
"แล้วถ้าสะวันนายิงพลาดละก็..."
บริพัตรเสริมขึ้นด้วยเสียงมาดร้ายแต่เย็นยะเยือก
"รับประกันได้เลยว่า...กูจะตามล่ามึงให้เหมือนกับมึงแค่หมานำเชื้อโรคตัวหนึ่ง แล้วกูจะตามล่ามึงอย่างไม่มีวันพลาดด้วยเข้าใจไหม"
"เข้าใจสิ " มัดตอบหยั่งเชิง "เข้าใจว่าพวกมึงก็เป็นฆาตรกรโหดทั้งพี่ทั้งน้อง กล้าทำร้ายฆ่าคนที่เขาหมดหนทางสู้"
"หุบปากซะ!"สะวันนาตัดบทอย่างสะอิดสะเอียน
"วางมีดนั่นลงได้แล้วมัด"เสียงของบริพัตรเย็นยะเยือก " แล้วมึงก็ไปให้พ้นจากที่นี่ ก่อนที่กูจะเปลี่ยนใจด้วย"
"ไม่มีคำว่าเพื่อนสมัยเก่าก่อนเลยใช่ไหมวะ?"มัดรีบสวนประโยคถาม
"แล้วตลอดเวลาที่ผ่านมา...มึงว่ามึงมีงั้นเรอะ?"บริพัตรย้อนเสียงเย็น
"ถ้ามึงอยากมีชีวิตกลับไป มึงวางมีดแล้วหันกลับเดินออกไปตอนนี้ มัด!"
เสียงบริพัตรเย็นเฉียบ เด็ดขาด ทำให้มัดปล่อยมีดตกลงพื้นใกล้ตัวอย่างเสียไม่ได้ แต่ก็ต้องจำใจทำตามคำสั่งแล้วยืนนิ่งอยู่อึดใจแต่เมื่อปลายกระบอกปืนกระแทกจากข้างหลังมาอีกหนึ่งครั้งทำให้มันตัดสินใจจะต้องออกไปจากที่นี่ เมื่อบริพัตรให้มันเป็นทางเดียวที่จะรอดคือรีบ ออกไปจากที่นี่ตามคำสั่งของชายหนุ่ม เพราะนักเลงย่อมรู้ใจนักเลงเกิดเปลี่ยนใจขึ้นมาอีกก็ไม่มีทางจะได้ก้าวออกไปจากที่นี่ได้อีกเลย
"ไปให้พ้น ๆ ไม่ต้องหันมามองอีก!" สะวันนาตวาดเสียงดัง
มัดสะอึกหันหลังเดินกลับออกไปทางเดิม แต่ยังไม่ทันจะก้าวเท้าถึงทางเชื่อมรอยต่อกับครัว มีดพกที่มันปล่อยตกที่พื้นนั้นก็ปลิวหวือปักลงตรงประตูทางเชื่อมระหว่างโถงกับครัวดังฉึก! ทำเอามัดผงะถอยออกมานิดหนึ่งพร้อมหันมามองด้านหลังจากที่มาของมีด
"คงไม่อยากรู้หรอกนะว่าใครเป็นคนปามีดส่งทาง..."สะวันนายิ้มเหี้ยมเกรียม
"อย่ามาให้ฉันเห็นหน้าอีก"
มัดรีบหันหลังเดินเร็ว ๆ ออกนอกบ้านแล้วหายไปความมืด บริพัตรเดินไปดึงมีดออกจากที่ปักบนผนัง ก่อนจะหันมาเอ่ยเสียงเครียด
"มันต้องกลับมาอีกแน่...เธอรู้ดีใช่ไหม?"
"ใช่! แล้วฉันก็ยอมรับด้วยว่า คราวหน้าฉันอาจจะไม่โชคดีอย่างคราวนี้ก็ได้"
สะวันนาพึมพำไม่กล้าสบสายตาของบริพัตรทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้อย่างคนหมดแรงและโล่งใจในเวลาเดียวกัน ก็เพราะคิดทบทวนแล้วว่าการที่ถูกมัดเข้าจู่โจมได้ง่ายอย่างนี้ ทำให้หญิงสาวหวาดหวั่นยิ่งนัก สะวันนาเคยทำให้มัดเสียหน้าและโมโหมานับครั้งไม่ถ้วน และครั้งนี้ก็ทำให้เห็นเด่นชัดว่ามัดจะไม่ยอมแพ้เด็ดขาด มันจะต้องกลับมาอีก
แล้วสักวันหนึ่ง..สะวันมาถึงกับสะท้าน ถ้าบริพัตรไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วย เธออาจจะต้องเผชิญกับเรื่องเศร้าที่ไม่น่ายินดีนั่นเลย เพียงเพราะความหัวดื้อของเธอเอง และที่น่าสลดใจ ลีซอผู้กตัญญูต่อตระกูลของเธอมาตลอดอาจจะตายด้วย หญิงสาวถอนหายใจยาวๆ ไม่อยากคิดถึงผลที่เธอจะต้องได้รับจากน้ำมือของมัด
บริพัตรพูดถูก ไม่มีประโยชน์ที่จะให้ความทระนงมาทำลายตัวเองแบบนี้ สะวันนาเบือนหน้ามามองบริพัตรอย่างชั่งใจแววตาสับสน
"พี่คิดจะอยู่นานสักแค่ไหน?"
"นานเท่าที่จะกล่อมให้เธอหยุดทำตัวเป็นยายลาโง่ได้เสียที"
เขาตอกกลับขบกรามแน่นจนขึ้นสันนูนเห็นเด่นชัดดวงตาอันคมกล้าจ้องมองใบหน้านวลไม่ยอมให้ละสายตาไปไหนได้ จนสะวันมาหันมาทางลีรอ แล้วก็ต้องพบกับแววตาที่มอบให้เธอเป็นผู้ตัดสินใจกับปัญหาในครั้งนี้ มันยิ่งทำให้หญิงสาวถึงกับเย็นยะเยือก นี่ตัวเธอเกือบจะปล่อยให้ชายแก่ผู้จงรักภักดีต้องเอาชีวิตมาแลกกับความป่าเถื่อนของเจ้ามัดเสียแล้วหรือ?
สีซอเป็นเหมือนกับคนในครอบครัวของสะวันด้วยเช่นกัน นับตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ เท่าที่เธอจำได้ เมื่อแม่ของเธอเองต้องยุ่งวุ่นวายอยู่กับการดูแลกิจการอันสืบทอดมาจากคุณตา ลีซอก็เข้ามาคอยต้อนรับแขกซึ่งแวะเวียนมาพักโรงแรมของตระกูลภูมิสารรค์...
ไม่สินะ! ต้องเรียกว่าโรงเตี้ยมถึงจะถูก ก็เห็นคุณตาว่าอย่างนั้นนี่นา...."
ตอนนั้นลูก ๆ ของลีซอ คือ ซอเมียง, หลีเฟย ซึ่งมีอายุไล่เลี่ยกันกับสะวันนาและบริพัตรจะห่างกันก็ไม่กี่ปี อยู่ในความอุปการะของครอบครัวเธอด้วย เพราะภรรยาของลีซอเสียชีวิตไปหลายปีก่อนหน้านั้น แม่ของสะวันนาจึงต้องคอยให้ความรักความอบอุ่นแก่เด็กทุกคนอย่างเสมอภาค ขณะที่ลีซอเป็นเหมือนพ่อของพวกเรา เขาเป็นจอมเผด็จการที่ใจดี มีความยุติธรรม
เมื่อสะวันนาโตขึ้นแม่จึงเป็นผู้ชี้แจงให้ฟังว่า...ที่จริงแล้วลีซอคือลูกน้องของ "อนันตชัย" พ่อของเธอเอง แต่เธอมักจะโต้เถียงกับมารดาว่าเป็น "ทาส" มากกว่ากระมัง เพราะแม่บอกกับเธอว่าลีซอมาจากป้าลึก เป็นคนอีกเผ่าหนึ่ง ไม่ใช่เป็นคนเก่าแก่ของคุณตาอย่างที่ใคร ๆ เข้าใจ แต่พ่อของเธอต่างหากซื้อตัวเขามา เพื่อเป็นผู้นำทางเข้าไปในป่าลึก ทั้งที่ลีซอไม่ค่อยจะเต็มใจนัก
"วันนา...ทีหลังอย่ามาพูดอย่างนี้อีกนะ เดี๋ยวลีซอได้ยินไม่ดี"
แม่ของเธอชอบเรียกชื่อตัวท้ายเป็นชื่อเล่นของเธอบอกว่าเป็นชื่อไทยเหลือเกิน แม่จึงเรียก "วันนา" จนติดปากต่างจากบริพัตรที่เรียกชื่อตัวหน้าของเธอจนติดปากเช่นกัน ส่วนคนที่เติบมาด้วยกันและคนในละแวกเดียวกันมักเรียกชื่อเธอตามคุณตาที่ตั้งให้ตั้งแตกแรกคลอดว่า “ซาน่า” เป็นชื่อที่ออกเสียงตามเผ่าของเธอ ส่วนชื่อเต็มแม่บอกว่าพ่อเป็นคนตั้งให้เธอไม่เคยปลื้มเลย กับการมีหลายชื่อ แต่เธอชอบที่สุดคือชื่อที่คุณตาตั้งให้ คุณตามักจะเรียกว่า “ซาน่าแก้มแดง” เธอยังคงจดจำรอยยิ้มที่เมตตาอบอุ่นพร้อมน้ำเสียงที่อ่อนโยนของคุณตาได้ไม่เคยลืมจนบัดนี้แม้คุณตาจะจากไปนานแล้วก็ตาม
หลังอาหารมื้อนั้น นวลปรางค์ได้ก้าวเข้าสู่ห้องรับรองแขกอันโอ่อ่าของคุ้มวิจิตร แสงไฟระยับจากโคมระย้าสาดกระทบกรอบรูปทองเหลืองใบใหญ่ที่แขวนเด่นอยู่บนผนังไม้สัก หล่อนสะดุดตากับภาพใบหน้าอ่อนใสของหญิงสาวคนหนึ่งในนั้นจนอดใจไม่ไหวที่จะเอ่ยปากถามคำตอบจากเจ้าของคุ้มผู้ทรงอำนาจทำให้นวลปรางค์รู้ว่า เธอคือ ‘การเวก’ ลูกสาวคนเดียวของตระกูลกุลวงศ์ หญิงสาวผู้เพียบพร้อมที่กำลังศึกษาอยู่ต่างประเทศ และกำลังจะเดินทางกลับมาในไม่ช้า... หลังจากที่ ‘ยิ่งใหญ่’ ผู้เป็นหลานชายเดินทางนำร่องกลับมาก่อนแล้วนวลปรางค์ปลีกตัวออกจากห้องรับรอง มุ่งหน้ากลับห้องพักตามระเบียงทางเดินที่เริ่มทอดเงาสลัว หล่อนเพิ่งแจ้งความประสงค์กับคนเก่าแก่ของคุ้มว่าต้องการคนนำทางสำหรับวันพรุ่งนี้ และได้รับคำมั่นเป็นมั่นเหมาะว่าจะจัดการให้เรียบร้อย"อุ๊ย! คุณพระช่วย!"นวลปรางค์สะดุ้งสุดตัวจนแผ่นหลังเกือบชนผนัง เมื่อร่างสูงใหญ่ของยิ่งใหญ่โผล่พรวดออกมาจากประตูห้องหนึ่งที่เปิดผางออกสู่ทางเดิน เขายังคงอยู่ในชุดเดิมกับเมื่อหัวค่ำ นัยน์ตาคู่นั้นวาวระยับในความมืดสลัว"คุณทำให้ฉันตกใจนะคะ" นวลปรางค์ยกมือทาบอก หัวใจยังเต้นรัวด้วยความตระหนก หล่อนตวัดสา
ในค่ำคืนเดียวกันนั้น... ห่างไกลออกไปจากผืนป่ารกชัฏอันหนาวเหน็บ ที่คุ้ม “การเวก” ณ พิกัดใจกลางงาสวรรค์ ผืนดินทำเลทองที่ใหญ่โตและร่มรื่นที่สุดในแถบนี้ เป็นที่รู้กันดีในหมู่ผู้ทรงอิทธิพลว่าที่แห่งนี้มีสิ่งใดที่ชวนให้เกรงขามและลึกลับเกินกว่าที่คนนอกจะกล้าย่างกรายเข้ามาหากแต่สำหรับ ‘นวลปรางค์’ แล้ว หญิงสาวกลับไม่เคยมีความรู้สึกยำเกรงหรือหวาดกลัวเลยสักนิด แม้ว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกในการมาเยือนคุ้มการเวกก็ตามทีทำไมจะต้องกลัว! เธอบอกกับตัวเองพลางยกมือขึ้นจัดแต่งปอยผมสลวย เมืองนอกเมืองนาก็ไปมามากจนเจนโลกแล้ว เรื่องตื่นเต้นแค่นี้ไม่เห็นจะต้องแคร์อะไร สำหรับเธอแล้ว ความกลัวเป็นเรื่องของคนอ่อนแอ แต่คนอย่างนวลปรางค์รู้ดีว่าความสิเน่หาและรูปโฉมต่างหากคืออาวุธที่ร้ายกาจที่สุด มารยาหญิงที่เปี่ยมเสน่ห์และสามารถเป็นที่สมใจของบุรุษผู้กุมอำนาจได้... นั่นแหละคือสิ่งที่ผู้หญิงหลายคนปรารถนาอยากจะเป็นอยากเป็นที่หนึ่งเพียงคนเดียวของเขาทั้งโลกด้วยซ้ำ!เธอก้าวเดินอย่างมาดมั่นไปตามระเบียงไม้สักทองหลังใหญ่ แสงไฟจากโคมระย้าดวงโตสะท้อนผิวเนียนละเอียดของเธอให้ดูผุดผ่องเหนือใครในค่ำคืนนี้ จนกระทั่งเสียงทุ้มพร่าขอ
เวลาล่วงเลยผ่านไปจนถึงยามดึก เปลวไฟจากกองไฟเริ่มมอดลงเหลือเพียงถ่านแดงๆ อากาศรอบกายพลันลดฮวบลงจนความหนาวเหน็บยะเยือกคืบคลานเข้ามา อริยะที่นั่งเฝ้ายามอยู่ขยับตัวลุกขึ้น ขยับไปที่ถุงนอนหนาซึ่งเขาเปิดอ้ารอไว้ ชายหนุ่มหันไปมองร่างบางที่นอนขดตัวสั่นงันงกอยู่บนผืนผ้าใบห่างออกไป"มานอนที่ถุงนอนนี่มา" อริยะเอ่ยปากเรียก เสียงทุ้มต่ำราบเรียบแฝงความจริงจัง"ไม่! ฉันนอนตรงนี้ได้!"สะวันนาปฏิเสธทันควันโดยไม่ลืมตา เสียงใสสั่นสะท้านด้วยความหนาว แต่ความดื้อรั้นและทิฐิในใจทำให้เธอไม่อยากยอมก้มหัวให้คนที่เพิ่งแกล้งเธอไปเมื่อหัวค่ำ"อย่าอวดเก่งน่ะสะวันนา ยามดึกในป่านี้มันหนาวมาก หนาวจนเธอทนไม่ไหวหรอก"อริยะเตือนเสียงเข้ม สายตาคมกริบมองร่างที่พยายามขดจนตัวกลมเพื่อสร้างความอบอุ่นให้ตัวเอง "ถ้าเธอไม่ลุกมาดีๆ คราวนี้ฉันจะเดินไปอุ้ม... แล้วอย่าหาว่าฉันไม่เตือน"เขาลุกขึ้นทำให้สะวันนาเบิกตากว้างกลัวที่เขาพูดว่าจะอุ้ม แต่ชายหนุ่มเดินไปที่กองไฟสุมฟืนเข้าไว้อีกเพื่อไล่ความเหน็บหนาวและสัตว์ป้ายามค่ำคืน“ฉันไม่นอนในถุงนอนนั่นเด็ดขาด...”“แต่เธอจำเป็นต้องง้อมันนะคนสวย”อริยะลากเสียงทุ้มต่ำพลางทรุดตัวลงนั่งข้างถุง
ความมืดมิดโรยตัวเข้าปกคลุมผืนป่าอย่างรวดเร็วราวกับมีใครนำม่านดำผืนใหญ่มาสวมทับ เสียงแมลงกลางคืนเริ่มส่งเสียงระงมขับเน้นความวังเวงรอบค่ายพักแรมชั่วคราว มีเพียงแสงสีส้มจากกองไฟที่อริยะก่อขึ้นเท่านั้นที่ช่วยให้ความอบอุ่นและขับไล่ความมืดออกไปได้บ้าง ชายหนุ่มเดินกลับมานั่งลงฝั่งตรงข้ามของสะวันนา ขยับตัวหยิบห่อเสบียงแห้งที่หยิบติดมือมาจากค่ายของมัดลัมซีเปิดออก กลิ่นเค็มปร่าและกลิ่นอับของเนื้อตากแห้งลอยโชยออกมาทันที อริยะแบ่งเนื้อชิ้นหนึ่งยื่นให้หญิงสาวที่นอนหน้างออยู่บนผืนผ้า"เอ้า... กินซะ จะได้มีแรง"สะวันนายื่นมือมอมแมมไปรับมาอย่างเสียไม่ได้ แต่พอหยิบชิ้นเนื้อแห้งกรังขึ้นมาดูใกล้ ๆ ใบหน้าหวานก็เหยเกลงทันที เธอพลิกเนื้อก้อนแข็งพังพาบชิ้นนั้นไปมาด้วยสายตาสะอิดสะเอียน ความเหนียวและเนื้อสัมผัสที่ดูหยาบกระด้างจนแทบไม่เหมือนอาหาร ทำให้เธอรู้สึกพะอืดพะอมจนแทบกลืนน้ำลายไม่ลง"จะให้ฉันกินไอ้ก้อนแข็ง ๆ เหมือนเศษไม้กลิ่นเน่า นี่จริง ๆ เหรอ..." สะวันนาพึมพำ เสียงแผ่วลงด้วยความขยาดอริยะที่กำลังเคี้ยวเนื้อแห้งในปากอย่างหน้าตาเฉยเหลือบสายตาขึ้นมอง ดวงตาคมกริบเป็นประกายวิบวับพราวระยับเมื่อเห็นท่าทางของ
สายลมแรงปะทะใบหน้าจนเส้นผมกระจุยกระจาย ทว่าสิ่งเดียวที่สะวันนาโฟกัสได้ในตอนนี้คือแผ่นหลังกว้างของอริยะที่ควบม้าอยู่เบื้องหน้า มือทั้งสองข้างของเธอถูกพันธนาการด้วยเชือกดิบอย่างหนา ปลายเชือกผูกรั้งโยงติดกับอานม้าอย่างแน่นหนา ทำเอาเธอต้องคอยเกร็งตัวทรงตัวบนหลังม้าขยับตามแรงดึงรั้งจูงนำไปตามเส้นทางรกชัฏหลังจากควบม้าตะลุยฝ่าความวิบากมาครึ่งค่อนวัน อริยะเริ่มชะลอความเร็วของม้าลงเมื่อเข้าสู่ดงไม้ทึบ ชายหนุ่มเอี้ยวตัวกลับมามองร่างบางที่กระเทือนอยู่บนหลังม้าตามหลังเขามาติดๆ สายตาคมกริบกวาดมองใบหน้าเนียนใสที่บัดนี้ขึ้นสีระเรื่อเพราะแดดเผาและหยาดเหงื่อ"เก่งนี่... ไม่บ่นสักคำ"อริยะเอ่ยชม เสียงทุ้มต่ำลากยาวเนือยๆ ทว่าแฝงความรู้สึกทึ่งในความอึดของหญิงสาวอย่างปิดไม่มิดสะวันนาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตวัดสายตากลมโตคู่สวยมองค้อนเขาเขม็ง เธอเม้มปากอิ่มตึงแน่นพยายามฝืนอาการเจ็บแปลบที่ข้อมือเนื่องจากถูกเชือกเสียดสี"บ่นไปแล้วนายจะยอมแก้เชือกมัดมือให้ฉันไหมล่ะ"หญิงสาวสวนกลับ เสียงใสยังติดแววประชดประชันและดื้อดึง "ก็รู้ว่าบ่นไปก็เหนื่อยเปล่า ฉันเก็บแรงไว้คอยทรงตัวไม่ให้ตกม้าคอหักตายกลางป่าดีกว่า"อริยะหัว
แสงแดดยามเช้า ส่องผ่านกิ่งไม้หนาทึบลงมาเป็นเส้นตรง ผืนป่าลึกเริ่มตื่นจากการหลับใหลด้วยเสียงนกกาที่พากันบินออกจากรัง พวกมันส่งเสียงร้องก้องกังวานไปทั่วบริเวณ ผสมกับเสียงแมลงตัวเล็กตัวน้อยและเสียงจักจั่นที่กรีดร้องรับอรุณ ลมหมาวจางหายไปแล้ว เหลือเพียงความเย็นสบายและความชื้นของน้ำค้างที่เกาะอยู่บนใบบอนใหญ่อริยะ ตื่นขึ้นมาก่อนเป็นคนแรก เขาขยับกายลุกขึ้นอย่างแผ่วเบาเพราะกลัวว่าจะทำคนข้างกายตื่น ชายหนุ่มเดินไปดับถ่านไฟที่ยังเหลือควันกรุ่น จากนั้นก็เริ่มลงมือเก็บข้าวของอย่างคล่องแคล่ว เขาม้วนผ้าห่มผืนหนา ดับกองไฟจนสนิท และนำกระเป๋าเสบียงทุกลูกไปมัดรัดเข้ากับอานม้าจนแน่นหนาชายหนุ่มเดินวุ่นทำโน่นทำนี่อยู่รอบ ๆ บริเวณพักแรมด้วยความเงียบเชียบที่สุดเพราะยังอยากให้สะวันนาได้นอนต่ออย่างเต็มตา หากแต่ทางด้านสะวันนานั้นเธอยังคงนอนนิ่งอยู่บนพื้นดิน ไม่ขยับนอจากขยับเปลือกตาเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง ร่างกายของเธอปวดเมื่อยและเหนื่อยล้ามากเพราะไม่ได้นอนหลับเต็มอิ่มมานานหลายวันตั้งแต่มัดพาหนีมา สะวันนากระพริบตาถี่ ๆ เพื่อไล่ความมึนงงออกจาหัว เมื่อสติเริ่มกลับมาครบถ้วน หญิงส
‘จันทร์จวง’ แม่ม่ายสาวผู้ทรงเสน่ห์และเต็มไปด้วยเขี้ยวเล็บ หล่อนไม่ใช่เพียงเจ้าของคอกม้า แต่ยังเป็นผู้กว้างขวางที่มีหูตาอยู่แทบทุกหัวระแหงของ ‘งาสวรรค์’ แห่งดอยช้างเผือก ด้วยการเปิดห้องหับราคาถูกให้คนยากจนและเหล่านักแสวงโชคได้พักพิง ทำให้หล่อนเข้าถึงเครือข่ายข้อมูลจากคนทุกระดับชั้น ตั้งแต่กรรมกรไปจน
"แกน่ะจัดการกันเอง เลิศมันเข้านอกออกในที่นั่นจนรู้ทางหนีทีไล่หมดแล้ว ทั้งรูปเป้าหมาย ทั้งที่อยู่ก็อยู่ในมือแกหมด จะต้องให้ไปชี้เป้าบ้าบออะไรอีก!"เขานิ่งไปอึดใจเพื่อสงบสติอารมณ์ก่อนจะย้ำคำขาด "จำไว้... ต่อจากนี้พวกแกจัดการกันเอง อย่าให้เรื่องลามมาถึงตัวฉันเด็ดขาด ส่วนเรื่องเงิน... ฉันจ่ายไม่อั้นถ้
ความเงียบปกคลุมโต๊ะได้ไม่นาน วิสกี้ขวดใหม่ก็ถูกส่งมาถึง มัดโบกมือไล่บริกรออกไปก่อนจะรับหน้าที่รินเหล้าส่งให้ทั้งสองด้วยตัวเอง ทว่าแขกแปลกหน้ากลับแสดงท่าทีรังเกียจอย่างเห็นได้ชัด เขามองดูแก้วที่ขุ่นมัวด้วยรอยนิ้วมือพลางพึมพำลอดไรฟันเสียงกร้าว“ผมคิดว่าเราจะคุยกันเป็นส่วนตัวเสียอีก!” เขาหันไปตวาดใส่เ
ความเคืองแค้นยังคงสุมอยู่ในอกของ มัด ลัมชี ตลอดสองวันเต็มบนหลังม้า ระหว่างทางจาก ‘ภูสวรรค์’ มุ่งหน้าสู่ “ดอยช้างเผือก” ถิ่นที่เขาคุ้นเคยเสียยิ่งกว่าบ้านเกิดท่ามกลางความสับสนวุ่นวายของร้านรวงและบ้านเรือนที่ดูมอซอ ไม่ได้ใหญ่โตตระการตาอย่างเมืองบางกอก แต่นี่คือแหล่งทำมาหากินที่ทำให้เขามีตัวตน เป็นที่







