تسجيل الدخولจอมทัพไม่ได้ตอบโต้ทันที เขามองอาคมอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเลื่อนสายตาไปยังซองสีน้ำตาลบนโต๊ะ “ถ้าอย่างนั้น ตอนนี้เรามีหลักฐานสามส่วนที่เชื่อมโยงกันได้ ทั้งคำสั่ง 19-041 ทะเบียนที่ถูกแก้ไขหลังเกิดเหตุไฟไหม้ และซองที่พีระกิตตั้งใจส่งมาให้ฉัน” “แต่ยังไม่มีอะไรยืนยันว่าใครเป็นคนสั่งให้เผาห้องนั้น” แพรมุกเสริม “ใช่” จอมทัพพยักหน้า “และฉันไม่อยากให้เราเสียเวลาไล่ตามคนผิดอีกเหมือนที่ผ่านมา” คำพูดนั้นทำให้อาคมเงยหน้าขึ้นมองเขา “แกหมายความว่าอย่างไร?” จอมทัพสบตาอีกฝ่าย สีหน้าเคร่งขรึม “สิบสองปีที่ผ่านมา ฉันเชื่อว่ามัตซึโตะเป็นคนอยู่เบื้องหลังเหตุไฟไหม้ เพราะหลักฐานทุกชิ้นชี้ไปที่เขา แต่ตอนนี้เรารู้แล้วว่ามีคนแก้ไขทะเบียนหลังเกิดเหตุ และลบชื่อของบุคคลต้องสงสัยออกไปอย่างจงใจ ถ้ามัตซึโตะเป็นคนทำจริง เขาก็ต้องมีเหตุผลที่เกี่ยวข้องกับบุคคลคนนั้น แต่ถ้าไม่ใช่...คนที่จัดฉากให้หลักฐานชี้ไปหาเขาก็ยังลอยนวลอยู่” อาคมนิ่งไป สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด “แกคิดว่ามีคนใช้มัตซึโตะเป็นแพะรับบาปหรือ?” “ฉันยังไม่สรุปแบบนั
ถึงอย่างนั้น ข้อมูลนี้ก็ทำให้ความเข้าใจเดิมของพวกเขาสั่นคลอนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ “อาคม” จอมทัพถามเสียงเข้ม “แกบอกว่ากำลังตรวจสอบ แล้วตอนนี้แกอยู่ที่ไหน?” “โกดัง 073 ฉันกำลังค้นทะเบียนต้นฉบับที่เหลืออยู่” “รอฉันอยู่ที่นั่น อย่าเพิ่งเคลื่อนย้ายเอกสารหรือส่งต่อให้ใคร” “ได้” จอมทัพวางสาย ก่อนหันมาหาแพรมุก “เราไปโกดังกัน” หญิงสาวพยักหน้า แต่ก่อนจะขึ้นรถ เธอกลับเอ่ยขึ้นเบาๆ “จอมทัพคะ ถ้าบุคคลนั้นไม่ได้ถูกบันทึกว่าเสียชีวิตในคืนนั้น แล้วทำไมฉันถึงมีความทรงจำว่าตัวเองตายในกองไฟ?” จอมทัพมองเธออยู่ครู่หนึ่ง “ฉันยังตอบไม่ได้ แต่เราต้องแยกสิ่งที่เอกสารบอกออกจากสิ่งที่เธอจำได้ก่อน” เขาเปิดประตูรถให้เธอ “ทะเบียนอาจบอกว่าไม่มีการบันทึกการเสียชีวิต แต่มันไม่ได้พิสูจน์ว่าเธอไม่เคยเผชิญเหตุร้ายในคืนนั้น ส่วนความทรงจำของเธอก็อาจมีรายละเอียดที่เรายังเข้าใจไม่ครบ เราต้องหาหลักฐานมาประกอบกัน”แพรมุกก้าวขึ้นรถอย่างเงียบงัน เป็นครั้งแรกที่เธอเริ่มมองเห็นเส้นทางที่จะนำไปสู่คำตอบ แม้จะยังไม่รู้ว่าปลายทางของม
เสียงของจอมทัพดึงแพรมุกกลับมาสู่ปัจจุบัน หญิงสาวเงยหน้ามองเขา ก่อนคลี่กระดาษแผ่นเล็กในมือออกอีกครั้ง “ฉันกำลังคิดว่า ถ้าคนที่เขียนข้อความนี้รู้เรื่องในคืนนั้นจริง ทำไมถึงไม่บอกความจริงกับเราตรงๆ คะ ทำไมต้องทิ้งเบาะแสให้เราตามหาไปทีละอย่างด้วย” จอมทัพเหลือบมองข้อความบนกระดาษ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบขรึม “เพราะเขาอาจไม่สามารถพูดความจริงออกมาได้โดยตรง หรือไม่ก็มีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้ต้องเก็บหลักฐานเหล่านี้ไว้จนถึงเวลาที่เหมาะสม” “แล้วถ้าเขาเป็นคนเดียวกับที่พาฉันมาขังไว้ในห้องทำงานของคุณล่ะคะ?” “เราก็ต้องหาคำตอบว่าเขาต้องการให้เธอเห็นอะไร” แพรมุกเม้มริมฝีปาก ความจริงแล้วสิ่งที่ทำให้เธอหวาดกลัวไม่ใช่การถูกขังอยู่ในห้องนั้น แต่เป็นความรู้สึกประหลาดที่เกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อได้เห็นหลักฐานเกี่ยวกับเหตุไฟไหม้ ราวกับทุกคนต่างกำลังรอให้เธอจำบางอย่างได้ ยกเว้นตัวเธอเองที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรเริ่มต้นจากตรงไหน “จอมทัพคะ คุณคิดมั้ยว่า ทำไมพ่อของฉันถึงต้องรับรองเอกสารฉบับนั้น?” “ฉันคิดว่ามีสองเรื่องที่เราต้องแยกออกจากกัน” เ
เขาวางเอกสารลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง สายตาคมเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวด้วยใบหน้าที่อ่านความรู้สึกไม่ออก แพรมุกจ้องลึกในดวงตาของเขาพลางก้มมองลงบนเอกสาร “ตลอดสิบสองปีที่ผ่านมา ฉันเชื่อว่ามัตซึโตะเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังเหตุไฟไหม้ เพราะหลักฐานที่ฉันได้รับชี้ไปทางนั้น แต่ตอนนี้เรายังไม่มีหลักฐานเพียงพอจะยืนยันว่าใครเป็นคนออกคำสั่งจริงๆ กันแน่” แพรมุกมองเอกสารอีกครั้ง นั่นหมายความว่าทั้งเธอและจอมทัพต่างเคยยึดถือเรื่องราวที่อาจมีข้อมูลไม่ครบถ้วน “แล้วใครกันแน่ที่เป็นคนอยู่เบื้องหลังเรื่องราวบ้าๆ นี้กันแน่ล่ะคะ?” “เราต้องหาตัวตนของคนคนนั้นให้ได้ก่อน” “แล้วคุณล่ะจอมทัพ...คิดว่าเป็นฉันหรือเปล่า?” จอมทัพไม่ได้ตอบในทันที เขาหยิบเอกสารขึ้นมาอ่านซ้ำอีกครั้ง ก่อนมองข้อความที่ระบุชื่อภายหลังของเธอ “ชื่อของเธออยู่ในเอกสารนั่นก็จริงแพร แต่ฉันยังยืนยันไม่ได้ว่า คนอยู่เบื้องหลังนั่นคือพ่อเธอหรือใครกันแน่ เพราะเราต้องหาหลักฐานที่ชัดเจนกว่านี้” แพรมุกพยักหน้า แม้ความสงสัยจะยังคงอยู่ แต่เธอเริ่มเข้าใจแล้วว่าการรีบสรุปอาจทำให้พวกเขาเดินผิดทางอีกครั้ง
แพรมุกจ้องข้อความบนกระดาษอยู่นาน ความรู้สึกเย็นวาบแล่นผ่านแผ่นหลังอย่างช้าๆ เธอไม่รู้ว่าใครเป็นคนเขียน ไม่รู้ว่าข้อความนี้ถูกทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อไร และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนเขียนต้องการช่วยเธอหรือกำลังพยายามชี้นำให้เธอเข้าใจผิด แต่สิ่งหนึ่งที่เธอรู้คือ ชื่อของจอมทัพไม่ควรปรากฏอยู่ในคำเตือนนี้โดยไม่มีเหตุผลหรืออย่างน้อย คนที่เขียนก็ต้องการให้เธอสงสัยในตัวเขา แพรมุกพับกระดาษเก็บไว้ ก่อนหยิบเทปบันทึกเสียงขึ้นมาพลิกดู บนตัวเทปมีรหัสเดียวกับเอกสารที่เธอเพิ่งอ่านจบ 19-041 เธอไล้นิ้วผ่านตัวเลขเหล่านั้นอย่างครุ่นคิด หากเทปม้วนนี้เกี่ยวข้องกับคำสั่งเดียวกัน มันอาจมีคำตอบที่เธอต้องการ แต่ห้องทำงานแห่งนี้ไม่มีเครื่องเล่นเทป และเธอก็ไม่รู้ว่าควรออกไปจากที่นี่ได้อย่างไร แพรมุกหันไปทางประตูแล้วลองบิดลูกบิดอีกครั้ง ล็อกอยู่ เธอทุบประตูสองครั้ง ก่อนตะโกนเรียกคนด้านนอก แต่ไม่มีเสียงตอบกลับ “บ้าจริง...” เธอกัดริมฝีปาก พยายามไม่ปล่อยให้ความตื่นตระหนกเข้าครอบงำอีกครั้ง จากนั้นจึงนำเทปเก็บใส่กระเป๋า วางเอกสารกลับลงบนโต๊ะ และหยิบรูปถ่ายผู้หญิงที่มีใบหน
เสียงกระซิบนั้นดังซ้ำอยู่ในหัว ราวกับเจ้าของเสียงกำลังยืนอยู่ข้างหลังเธอ ทั้งที่ภายในห้องทำงานมีเพียงความเงียบงัน แพรมุกหลับตาแน่น ยกมือกดขมับ พยายามควบคุมลมหายใจที่เริ่มติดขัด ใครกันเป็นคนพูดประโยคนั้น แล้วเหตุใดคนคนนั้นจึงรู้ว่าเธอจะกลับมาที่นี่อีก เธอจำใบหน้าไม่ได้ จำเหตุการณ์ในคืนนั้นไม่ได้ทั้งหมด แต่มีสิ่งหนึ่งที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ในความทรงจำอันแตกกระจัดกระจายของเธอ ก่อนที่เธอจะตายในกองไฟ มีใครบางคนพยายามพาเธอออกไปจากห้องนี้ ส่วนคนที่ยืนถือซองสีน้ำตาลอยู่ท่ามกลางเปลวไฟนั้นเป็นใคร เธอยังตอบไม่ได้ แพรมุกค่อยๆ ลืมตา ก้มมองรูปถ่ายในมืออีกครั้ง ก่อนพลิกมันกลับไปด้านหน้า หญิงสาวในภาพสวมชุดสีอ่อน ชายกระโปรงเปื้อนเขม่าควัน ข้อมือซ้ายมีรอยแผลไหม้ และดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างที่เธอไม่เคยเห็นจากตัวเองในกระจก เธอเคยฝันถึงใบหน้านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ไม่เคยคิดเลยว่าสิ่งที่เห็นในฝันอาจไม่ใช่แค่ความฝัน แพรมุกวางรูปถ่ายลงอย่างระมัดระวัง แล้วหันไปสำรวจเอกสารในลิ้นชัก เธอไม่ต้องการจมอยู่กับความทรงจำที่ยังจับต้นชนปลายไม่ได้อีกต่อไป หากคน







