登入“เจ้าค่ะ”เจียงโย่วหนิงรับคำอย่างว่าง่ายทว่าในใจยังคงอยากรู้อยากเห็น จึงอดมิได้ที่จะลอบมองซ้ายขวาเป็นระยะ ลอบพิจารณานางกำนัลและขันทีที่เดินผ่านไปมา อีกทั้งยังมองดูสถาปัตยกรรมอันโอ่อ่าตระการตาในวังหลวงงานเลี้ยงปีใหม่จัดขึ้นที่ตำหนักต้าชิ่งเจียงโย่วหนิงเดินตามหลังนางหาน คุกเข่าโขกศีรษะถวายบังคมฮ่องเต้และฮองเฮา ตลอดจนทำความเคารพไทเฮาตามธรรมเนียมอย่างเคร่งครัดจากนั้นจึงนั่งลงหน้าโต๊ะเตี้ยตามที่นางหานจัดแจงไว้ที่นั่งในงานเลี้ยงแบ่งแยกชายหญิงอย่างชัดเจนที่นั่งฝั่งบุรุษอยู่ทางซ้าย ฝั่งสตรีอยู่ทางขวา หันหน้าเข้าหากันนางเห็นจ้าวหยวนเช่อนั่งตัวตรงอยู่ตรงตำแหน่งแรกสุดทางฝั่งซ้ายมือหากมิใช่บัลลังก์มังกรแล้ว ตำแหน่งนั้นก็นับว่ายิ่งใหญ่ที่สุดแม้แต่องค์ชายยังมิได้นั่งตำแหน่งนั้น ย่อมเห็นได้ชัดว่าฮ่องเต้ทรงไว้วางพระทัยในตัวเขาเพียงไรถัดลงมาจึงจะเป็นที่นั่งของเหล่าองค์ชายเจียงโย่วหนิงจำไม่ได้ว่าใครเป็นใคร เห็นเพียงว่าฝั่งนั้นมีที่นั่งว่างอยู่หนึ่งที่ตั้งแต่ต้นจนจบ นางมิกล้าเงยหน้าขึ้นมองฮ่องเต้แม้แต่ปราดเดียว ด้วยเกรงว่าจะเสียกิริยาหน้าพระพักตร์จนต้องทิ้งชีวิตน้อย ๆ ของตนไป อีก
นางประคองก้อนตำลึงทองไว้ในมือพลางเหม่อมองอยู่นานสุดท้าย นางก็นำก้อนตำลึงทองเล็ก ๆ นั้นใส่กลับเข้าไปในถุงหอม ลากหีบออกมา แล้ววางถุงหอมรวมไว้กับกองสิ่งของที่จ้าวหยวนเช่อมอบให้จากนั้นจึงเดินออกไปห้องด้านนอกเพื่อเก็บเงินอั่งเปาที่อู๋มามาให้มา แล้วนำไปสอดไว้ใต้หมอนอย่างทะนุถนอม……วันที่สองเดือนอ้าย ยามพลบค่ำเรือนเยาเยว่เจียงโย่วหนิงนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งฟางเฟยวุ่นวายอยู่กับการแต่งหน้าทำผมให้นาง “คุณหนู เครื่องประดับเหล่านี้จะสวมทั้งหมดเลยหรือไม่เจ้าคะ?”นางเรียงชุดเครื่องประดับหยกสีชมพูเป็นแถวให้เจียงโย่วหนิงดู“เลือกมาสักสองชิ้นก็พอ”เจียงโย่วหนิงปรายตามอง ในใจเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้มประการแรกคือนางไม่ชอบสวมใส่อาภรณ์ชุดนี้ที่จ้าวหยวนเช่อเตรียมไว้ให้ ประการที่สองคือการเข้าวังในวันนี้ ก็ไม่รู้ว่าจะต้องไปเป็นอนุขององค์ชายองค์ใดเข้าจริง ๆ หรือไม่ในใจนางหวาดหวั่นพรั่นพรึง หากถูกเลือกขึ้นมาจริง ๆ นางย่อมไม่มีโอกาสได้ปฏิเสธเลยฟางเฟยปักปิ่นให้นางพลางทำหน้าตื่นตะลึง “คุณหนู ท่านสวมชุดนี้แล้วงดงามเหลือเกินเจ้าค่ะ”เสื้อผ้าและเครื่องประดับล้วนเป็นสีชมพูอ่อนหวาน เมื่อสวมเข้า
เจียงโย่วหนิงดิ้นรน หันหน้าขวับหมายจะเอ่ยปาก“ชู่ว รีบดูสิ”จ้าวหยวนเช่อปิดริมฝีปากนางไว้ แล้วประคองใบหน้านางให้หันไปมองนอกหน้าต่างชั่วขณะที่เจียงโย่วหนิงช้อนตามอง ดอกไม้ไฟสว่างไสวหลายสายพลันสาดแสงเจิดจ้าอาบย้อมผืนฟ้า และส่องสว่างกระทบดวงหน้างดงามหมดจดของนางในเวลาเดียวกันประกายแสงหลากสีสันเบ่งบานประชันโฉม ราวกับทางช้างเผือกร่วงหล่นสู่แดนดิน ประดับประดาผืนฟ้าสลัวยามรัตติกาลให้กลายเป็นภาพวาดอันงดงามที่แสนพลิ้วไหว“เจียงโย่วหนิง ขอให้ปีใหม่นี้แคล้วคลาดปลอดภัย วสันตฤดูมีแต่ความสิริมงคล”จ้าวหยวนเช่อแนบริมฝีปากกระซิบแผ่วเบาที่ข้างหูนางเจียงโย่วหนิงใจเต้นโครมครามดั่งรัวกลอง อดมิได้ที่จะเบิกตาดำขลับฉ่ำน้ำหันกลับไปมองเขาสองเท้าคล้ายเหยียบย่างอยู่กลางอากาศ ราวกับกำลังตกอยู่ในห้วงฝัน เบื้องหน้าคล้ายมีกลีบดอกไม้ร่วงหล่นลงมานับไม่ถ้วน กระทั่งลมหายใจยังไม่กล้าสูดเข้าออก ด้วยเกรงว่าจะปลุกตนเองให้ตื่นจากความฝันอันงดงามนี้เขามีมุมที่อ่อนโยนละมุนละไมเช่นนี้เชียวหรือ?“ท่านควรจะพูดอันใดกับข้าหรือ?”ท่ามกลางแสงไฟที่สว่างวาบสลับมืดมิด หว่างคิ้วของเขาคล้ายมีรอยยิ้มพาดผ่านเจียงโย่วหนิงรวบร
“คิดว่าข้าจะทำอันใดหรือ?”เขากระซิบถามนางเสียงแผ่วทั้งสองอยู่ใกล้ชิดกัน น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำกังวาน ฟังดูแฝงแววคลุมเครืออยู่หลายส่วนความแดงระเรื่อบนใบหน้าของเจียงโย่วหนิงที่เพิ่งจางหายไปพลันเห่อขึ้นมาอีกครา กระทั่งใบหูก็ยังร้อนผ่าวเขามักจะเป็นเช่นนี้เสมอ!นางต้องการเช่นนั้นหรือ? นางถูกเขากระทำจนหวาดกลัวไปหมดแล้วต่างหากมิใช่เพราะเขากระทำเกินไปหรอกหรือ เอะอะก็…นิ้วเรียวยาวของจ้าวหยวนเช่อจับสายคาดชุดของนางอีกครา แล้วค่อย ๆ ดึงออกสายคาดชุดเส้นนั้นราวกับผูกติดอยู่บนใจนาง พอเขาดึง หัวใจของนางก็กระตุกวูบนางรีบดึงอาภรณ์มาปิดบังอย่างลุกลี้ลุกลน “ข้าจัดการเอง”การกระทำของเขามักทำให้นางอกสั่นขวัญแขวนเสมอนางไม่กล้าเสี่ยงหากเขาใช้กำลังบังคับนางจริง ๆ นางก็ไม่อาจขัดขืนได้จ้าวหยวนเช่อจับมือนางไว้ แล้วแกะสายคาดชุดของนางออกทีละเส้นอาภรณ์ตัวนอกถูกถอดออก เหลือเพียงเสื้อตัวในสีขาวงาช้างรู้สึกหนาวอยู่บ้างเจียงโย่วหนิงอดมิได้ที่จะกอดตัวเองแล้วหดตัวเข้าหากันนางมิกล้าขัดขืนเกรงว่าหากทำให้เขาขุ่นเคืองจะยิ่งแย่ไปกันใหญ่จ้าวหยวนเช่อใช้เท้าเกี่ยวเตาถ่านเข้ามาใกล้ หยิบเสื้อคอตั้ง
“จ้าวอวี้เหิง ระดูของข้ามา... ท่านทำมิได้ ทำมิได้...”ด้วยความร้อนรน เจียงโย่วหนิงนึกถึงข้ออ้างที่ตนคิดเตรียมไว้ก่อนหน้านี้ได้ จึงโพล่งออกไปในทันทีนางร้องไห้พลางรวบกระชับอาภรณ์ของตน และยื่นมือออกไปผลักไสเขาจ้าวหยวนเช่อมักจะคอยตามพัวพันนางอยู่เสมอยามที่นางอยู่เพียงลำพังและว่างเว้นจากสิ่งใด ก็มักจะคิดฟุ้งซ่านไปเรื่อยเปื่อย เคยคิดเอาไว้ว่าหากตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ นางควรจะปฏิเสธเขาอย่างไรดีหากระดูมา เขาคงมิอาจขืนใจนางได้อีกเพียงแต่ไม่รู้ว่าเขาจะเชื่อหรือไม่?ท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวาย จ้าวหยวนเช่อคล้ายจะรับฟังคำพูดของนาง จึงหยุดการกระทำลงในทันใดเจียงโย่วหนิงได้ยินเสียงหอบหายใจของเขาอย่างชัดเจนนางตัวแข็งทื่ออยู่กับที่มิกล้าขยับเขยื้อน แม้แต่เสียงสะอื้นไห้ก็มิกล้าส่งเสียงลอดออกมาแม้แต่น้อยเขาเห็นนางเป็นสิ่งใดกันแน่?ตัวแทนของซูอวิ๋นชิงหรือ? ภรรยานอกสมรสของเขา? หรือสตรีบำเรออารมณ์กัน?ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใด นางล้วนไม่ยินยอมพร้อมใจทั้งสิ้น“จริงหรือ?”จ้าวหยวนเช่อขยับเข้ามาใกล้ สองมือประคองศีรษะของนางไว้ นิ้วหัวแม่มือลูบไล้ใบหูของนางแผ่วเบา พลางหลุบดวงตาอันดำขลับมองลงมาน้
จ้าวหยวนเช่อรวบร่างของนางเข้าสู่อ้อมกอดจากทางด้านหลังแผงอกกำยำแนบชิดกับแผ่นหลังของนาง แม้จะมีเสื้อผ้าขวางกั้น แต่นางกลับสัมผัสได้ถึงความร้อนผ่าวจากกายเขา“ท่าน...”เจียงโย่วหนิงเพิ่งจะเอ่ยปากจ้าวหยวนเช่อก็บีบปลายคางนาง บังคับให้นางหันหน้ากลับมาเขาหลุบตาลง แล้วประทับจุมพิตลงบนริมฝีปากนางจากทางด้านหลังด้วยท่วงท่าเช่นนี้ ทำให้นางมิอาจขัดขืนได้เลยแม้แต่น้อยเขาทั้งคลอเคลียและดูดดึงอย่างล้ำลึกลมหายใจของนางหอบถี่ ทั่วทุกอณูรายล้อมไปด้วยกลิ่นโกฐชฎามังสีจากกายเขา ผสมผสานกับกลิ่นสุราผลไม้จาง ๆนางไร้สิ้นเรี่ยวแรงจะต่อต้าน ศีรษะมึนงงและดำดิ่งลึกลงไปฝ่ามือใหญ่ลูบไล้ไปตามไหปลาร้า ก่อนจะแหวกสาบเสื้อแล้วเลื่อนต่ำลงเสียงครางประท้วงแผ่วเบาเล็ดลอดออกจากลำคอของเจียงโย่วหนิงนางคว้าข้อมือเขาไว้ ทว่ามิอาจหยุดยั้งเขาได้ทุกคราที่เขาจุมพิตนาง สองมือก็ราวกับสูญเสียการควบคุม เคลื่อนไหวไปเองโดยธรรมชาติ…นางราวกับถูกสูบเรี่ยวแรงไปจนหมดสิ้น ทำได้เพียงพิงบานประตูไว้เพื่อมิให้ร่างอ่อนระทวยล้มพับลงไป“ชิงชิง มอบให้ข้าเถิด”ริมฝีปากของจ้าวหยวนเช่อแนบชิดติดใบหู น้ำเสียงแหบพร่าแฝงความเว้าวอนลึกซ
นางเม้มริมฝีปาก เซื่องซึมไม่พูดอันใดตระกูลใหญ่เช่นจวนเจิ้นกั๋วกง เพื่อแสดงให้เห็นว่าบุตรสาวในเรือนนั้นล้ำค่า จึงจะไม่แพร่งพรายชื่อของบุตรสาวออกไปโดยง่ายแต่นางไม่ใช่บุตรสาวแท้ ๆลึกลงไปในใจของนางรู้สึกว่าตนเองเป็นแค่สตรีธรรมดาผู้หนึ่งที่ไม่อาจธรรมดาไปได้กว่านี้อีกแล้ว ยามอยู่ข้างนอก ผู้อื่นถาม
หลังจากเจียงโย่วหนิงรับปาก ก็คิดจะลุกขึ้นแล้วขอตัวนางหานลุกขึ้นแล้วหยิบเครื่องประดับสองสามชิ้นออกมา “เจียงโย่วหนิงเป็นผู้หญิงที่คนแรกในครอบครัวพวกเราที่ไปดูตัว เลือกมาสักชิ้นไว้ใส่พรุ่งนี้เถิด”เจียงโยว่หนิงหลุบตามองปิ่นปักผมที่อยู่บนโต๊ะ กล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ที่เรือนของข้ามี”
หวังเยี่ยนหลิงร้องไห้อย่างน่าเวทนา คิดว่าคงล้มลงมาอย่างแรงจ้าวหยวนเช่อลงมาจากม้า ทุกคนก็ลงจากม้าตามเขาด้วยเจียงโย่วหนิงก้าวไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง นางรู้วิชาแพทย์เล็กน้อย เดิมทีคิดจะไปข้างหน้าเพื่อดูตรวจดูทว่าคิดอยู่ชั่วครู่ สุดท้ายก็ชะงักฝีเท้าหวังเยี่ยนหลิงคงไม่เชื่อนาง หากนางไปเร็วเกินไป ในทา
“ไม่กลัวถูกขังในศาลบรรพบุรุษ แล้วกลัวไม้ตีมือหรือไม่?”จ้าวหยวนเช่อมือไพล่หลังเดินออกมาจากหลังฉากกั้น ดวงตาใสกระจ่างจ้องจ้าวเชียนหัว แววตาแผ่ซ่านความเยือกเย็น“ท่านซื่อจื่อ!”สาวใช้บ่าวหญิงเฒ่าคุกเข่าเต็มพื้นเจียงโย่วหนิงหน้าซีดจ้องมองจ้าวหยวนเช่อ ในใจเต็มไปด้วยความหวาดกลัว แม้เขาจะไม่อยู่ในต







