LOGINเพราะถึงอย่างไรเฟิงลี่ก็ไม่มีความผิดจากการที่สามีนางไปรักไปชอบจนอยากรับเป็นอนุให้นางช้ำใจอยู่ทุกวันเช่นนี้
หากแต่เรื่องนั้นหลิวอี้กลับเห็นต่าง เขาส่ายหน้าน้อยๆ แล้วรีบเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เรื่องไม่ง่ายดายปานนั้น”
เห็นภรรยาเผยสีหน้าไม่ยินยอมเพิ่มมากขึ้น หลิวอี้รีบดึงนางมากอดอย่างรักใคร่ พลางโน้มน้าวต่อไป
“การเข้าถึงบุคคลสูงศักดิ์แม้ไม่ง่ายดายและยากที่จะทำให้พวกเขาเชื่อถือในทันทีทว่าก็มิใช่ว่าจะไม่เป็นไปไม่ได้ เพียงแต่” หลิวอี้ถอนหายใจ “เฮ้อ...เจ้าไม่เข้าใจเส้นทางการค้าที่ยิ่งใหญ่”
จิ่วเม่ยได้ฟังพลันกะพริบตา นางไม่เข้าใจจริงๆ นี่นา
หลิวอี้รีบพูดต่อ “หากข้าได้เฟิงลี่เป็นภรรยาอีกคนของข้า แล้วค่อยเปิดเผยความจริงออกไปต่อท่านอ๋องว่าเฟิงลี่คือวีรสตรีที่แท้จริงของพระองค์ บุญคุณช่วยชีวิตพระองค์ยังอยู่ตรงนี้อีกคน ยามนั้นเฟิงลี่ที่เป็นคนของข้าแล้ว และยังเป็นคนของท่านอ๋องด้วยในภายหลัง การค้าของสกุลหลิวย่อมเจริญเติบโตขยายกิจการได้อย่างรวดเร็วและยิ่งใหญ่ไร้ที่สิ้นสุด เพราะได้อำนาจล้นฟ้าของท่านอ๋องช่วยค้ำจุนปะไร”
จิ่วเม่ยจึงเข้าใจได้ในที่สุด ได้ยินสุ้มเสียงแฝงความยินดีของสามีดังขึ้นอีกว่า
“ทีนี้ เจ้าคงเห็นดียินยอมให้เฟิงลี่เป็นภรรยาอีกคนของข้าได้แล้วใช่ไหม?”
หญิงสาวไร้คำใดจะเอ่ย หากนางไม่ยินยอมนั่นย่อมมิใช่การเป็นเพียงแค่สตรีจิตใจคับแคบเท่านั้น หากแต่เป็นถึงภรรยาที่ขัดขวางความเจริญก้าวหน้าในอาชีพการงานของสามี
ทั้งยังอาจจะเป็นตัวโชคร้ายทำลายการค้าของตระกูล
เมื่อเรื่องราวเป็นเช่นนี้ มีเพียงแต่ต้องพยักหน้ารับเท่านั้น
“เจ้าค่ะ ท่านพี่”
หลิวอี้ให้รู้สึกโล่งใจนัก เขารักสตรีไม่ผิดจริงๆ
“อาเม่ยคนดี เจ้าเป็นฮูหยินที่เข้าใจสามีที่สุด”
จิ่วเม่ยอมยิ้ม หลิวอี้ยิ่งยิ้มกว้างพลางเอื้อมมือขึ้นมาลูบเรือนผมเรียบลื่นนุ่มมือของภรรยา “มาเถอะ เข้านอนกัน”
หญิงสาวช้อนตามองชายหนุ่ม เห็นแววตาของเขากรุ้มกริ่มปานนั้น คำชวนเข้านอน คงมิใช่แค่นอนหลับเสียแล้ว
จิ่วเม่ยแย้มยิ้มอ่อนหวาน สีหน้าเผยความขัดเขิน
หลิวอี้ไม่รอช้า เขาลุกขึ้นยืนแล้วโน้มตัวลงโอบอุ้มภรรยา ก่อนพาเดินไปที่เตียงอย่างเร็ว ปลดผ้าม่านลงอย่างไว
เสียงเสียดสีของเสื้อผ้าเกิดขึ้นชั่วครู่หนึ่ง จากนั้นพลันถูกแทนที่ด้วยเสียงครวญครางอันแสนรัญจวนและเย้ายวนใจ
ไม่นานก็แปรเปลี่ยนเป็นเสียงหอบกระเส่าสลับคลอเคล้ากับเสียงคล้ายสะอื้นไห้และเสียงหอบครางทุ้มต่ำ
หลังผ่านพ้นช่วงเวลาอันแสนสุขสมถึงขีดสุด ฝ่ายบุรุษถอนกายร้อนผ่าวจากเนื้อนุ่มอุ่นชื้นและพลิกตัวหลับลึกไปแล้ว ทว่าฝ่ายสตรีกลับลืมตาตื่นขึ้นมาช้าๆ
ไม่มีใครรู้ว่านางกำลังคิดการณ์ใด…
วันรุ่งขึ้น
บนเตียงอุ่น หลิวอี้ตื่นขึ้นมาก็พลิกกายบอกรักภรรยาด้วยความร้อนเร่าอีกหนึ่งรอบใหญ่ ก่อนลุกขึ้นแต่งกายหอมกรุ่นเตรียมตัวออกจากบ้านไปตรวจร้านค้าดั่งเช่นปกติ
เขามีความคิดจะเผด็จศึกกับเฟิงลี่ให้ได้ในคืนนี้ จึงบอกกล่าวถึงความต้องการให้จิ่วเม่ยช่วยเหลืออย่างเต็มที่ตามตรง สั่งให้นางจัดการเด็กสาวคืนนี้ชนิดนอนทอดกายรอเขาในห้องเลย เมื่อเขากลับมาจะได้ผ่อนคลายทันที
แต่จิ่วเม่ยกลับยับยั้งความคิดเช่นนั้นของสามี เนื่องจากเป็นสตรีด้วยกัน นางจึงไม่ต้องการหักหาญน้ำใจเฟิงลี่ เพราะรู้ดีถึงนิสัยใจร้อนวู่วามไม่ยอมคนของอีกฝ่าย ดีไม่ดีอาจมีคนตาย และคนนั้นอาจเป็นหลิวอี้ สามีของนางเอง
ทว่าต่อให้ไม่มีใครตาย แต่หากกระทำการบังคับฝืนใจ อาจเป็นการผิดต่อสตรีที่นางบอกกับใครๆ ว่ารักใคร่ดุจน้องสาว ชื่อเสียงได้เสียหายกันพอดี
หญิงสาวเอ่ยปลอบสามีอย่างใจเย็นว่า “ท่านพี่ใจเย็นเถิด นอกจากไม่ได้ผล ยังจะหมดสิทธิ์ครอบครองตลอดไป เพราะเฟิงลี่จะไม่ไว้ใจใครอีกแล้ว แม้แต่ตัวข้าที่นางเคารพรักมาโดยตลอด หากไม่รอบคอบ อาจมีเรื่องถึงทางการ ถ้าเป็นอย่างนั้นแย่แน่”
หลิวอี้ขมวดคิ้วนึกขัดใจไม่น้อย เขาอยากได้เฟิงลี่เต็มที ไม่อยากรอแล้ว สมควรวางยารัญจวนร่านราคะจะได้กลืนกินทันที
คราวนี้แม้ว่าจิ่วเม่ยจะเข้าใจสีหน้าของสามี แต่ยังคลี่ยิ้มเอาใจหาได้ขัดเคือง เพียงกล่าวต่อเสียงนุ่ม “อีกไม่กี่เดือนเท่านั้น เฟิงลี่ก็จะอายุสิบหกปี พร้อมออกเรือนอย่างถูกต้อง มิสู้ให้ข้าช่วยจัดการเกลี้ยกล่อมนาง ใช้เวลาไม่กี่เดือนนี้อย่างระมัดระวัง ข้าจะทำดีกับนางทุกวิถีทาง เพื่อชักจูงให้นางรักท่านจากใจจริง และยิ่งเคารพข้ามากกว่าเดิม ชีวิตสามคนสามีภรรยาหลังจากนี้จะได้ไม่อึดอัดจนเกินไป เมื่อเฟิงลี่พบกับท่านอ๋องจนความจริงเปิดเผย ทั้งอำนาจและทรัพย์สินเงินทองจะได้ไม่ไปไหน เฟิงลี่ย่อมต้องนำทั้งหมดมามอบให้เราอย่างใจกว้าง ไร้ข้อกังขาใดๆ”
เจ้าสาวถูกจับประคองเดินออกมาอย่างเนิบนาบเชื่องช้า นางก้าวเท้าด้วยกิริยานุ่มนวลอ่อนโยนอ๋องหนุ่มเห็นนางยังคงมีท่าทีปกติเรียบร้อยไร้วี่แววขัดขืนก็ลอบถอนหายใจเบาๆเจิ้งเซียวเล่อจ้องมองเจ้าสาวของเขาจนแขกเหรื่อในงานถึงกับอมยิ้มอย่างกลั้นไม่อยู่ บางคนยังกระซิบเจือเสียงหัวเราะว่า‘เจี้ยนอ๋องทรงหลงรักเจ้าสาวของเขาปานนี้เชียว?’ท่ามกลางบรรยากาศอันเป็นมหามงคล ผู้คนต่างมองว่าเจี้ยนอ๋องผู้นี้กลายเป็นพยัคฆ์ร้ายผู้หื่นกระหายในรักไปแล้วสายตาร้อนแรงแฝงแววหยอกเย้าของเหล่าผู้คนล้วนส่งมาไม่ถึงอ๋องหนุ่ม เพราะเขายังคงจ้องมองเพียงเจ้าสาวของตนกระทั่งนางถูกพาขึ้นเกี้ยวโดยบุรุษผู้มีความสำคัญต่อวังฝูอ๋องซึ่งทำหน้าที่ส่งสตรีออกเรือนเขาก็ยังคงจ้องมองอยู่อย่างไม่วางตาเมื่อแน่ใจว่าเรียบร้อยดีแล้วเจิ้งเซียวเล่อจึงหมุนตัวเดินไปขึ้นหลังม้า ควบเหยาะย่างอยู่ข้างๆ เกี้ยวเจ้าสาวไม่ห่างท่าทางของเจ้าบ่าวทำเอาสายตาแขกเหรื่อยิ่งร้อนแรง ใบหน้าร้อนผ่าว กระซิบกระซาบด้วยประโยคคล้ายคลึงกันว่าหวงแหนปานนั้น หลังเข้าหอเจ้าสาวจะเดินได้ไหมหนอ รอฟังข่าวตั้งครรภ์ในลำดับต่อไปได้เลยดนตรีบรรเลงอยู่นานท่ามกลางขบวนสีแดงยาวเหยียดก่อนที่เ
ทางฝั่งเจ้าบ่าวบนหลังอาชานำขบวนแม้ใบหน้าหล่อเหลายังคงเย็นชาไม่เผยอารมณ์ออกมา หากแต่ใครไหนเลยจักล่วงรู้ว่าในอกแกร่งแอบพะวงอยู่ไม่น้อยเนื่องจากก่อนแต่งงานเพียงวันเดียว จางฉวนสืบได้ว่า แท้จริงแล้วหยี่ซินผู้นั้นร้ายกาจไม่เบา เจ้าเล่ห์กว่าที่คาดการณ์นางจับตัวน้องสาวฝาแฝดแล้วคุมขังเอาไว้ เพื่อบังคับให้ขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวของเขาในวันนี้ เห็นได้ชัดว่าผู้น้องฝาแฝดนางนั้นมิได้เต็มใจร่วมมือหลอกลวงเขาแต่อย่างใดในใจของอ๋องหนุ่มให้รู้สึกร้อนรุ่มอย่างประหลาด... สิ่งนี้ทำให้เจิ้งเซียวเล่อรู้สึกเสียใจอย่างมากที่จับคนงามมาทรมานตั้งหลายวันแม้ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชายังคงนิ่งเฉยไม่เผยอารมณ์ ทว่าฝ่ามือใต้แขนเสื้อกลับกำแน่น อ๋องหนุ่มขมวดคิ้วเคร่งเครียด คิดเพียงต้องการชดใช้ความผิดให้อีกฝ่ายอย่างสาสมนางจะตีเขาก็ได้ เขาพร้อมยืดอกรับอย่างไม่อิดออด ขอแค่นางให้อภัยเขาก็พอ...ขบวนยิ่งใหญ่ส่งเสียงแห่งความมงคลดังสนั่นสั่นแผ่นดิน กระทั่งเจิ้งเซียวเล่อเดินทางมาถึงหน้าประตูใหญ่ของวังฝูอ๋อง เขาจึงได้คลายความพะวงเมื่อลงจากหลังม้าแล้วถือโอกาสฟังคำกระซิบรายงานอันรวดเร็วจากจางฉวนที่มายืนรออยู่ทางด้านหลังคล
แผนการของซือเร่อมิได้ซับซ้อน หากแต่ต้องละเอียดรอบคอบถึงขั้นใจร้ายแน่นอนว่าหากให้น้องสาวฝาแฝดสวมรอยแต่งงานแทน ตำแหน่งท่านหญิงหยี่ซินย่อมตกไปอยู่ที่เฟิงลี่อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ส่วนซือเร่อต้องหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยแล้วจะอยู่อย่างไร? ชีวิตที่เหลือมิต้องอยู่อย่างหลบซ่อน เร่ร่อนไปเรื่อยหรือ เช่นนั้นก็สมควรไปรับตัวเฟิงลี่มาอย่างเปิดเผย เสนอให้ท่านพ่อบุญธรรมยกเฟิงลี่ให้องค์ชายรองผู้นั้นตามตรงทว่าท่านพ่อบุญธรรมจะเห็นชอบหรือไม่?เฟิงลี่จะยินยอมหรือเปล่า?องค์ชายรูปงามจะยินดีหรือไร?ความจริงเรื่องผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเมื่อครั้งนั้นเล่าจะถูกเปิดเผยด้วยหรือไม่?ฐานะหน้าตา อำนาจบารมี น้ำหนักในใจของท่านอ๋อง รวมถึงการยกย่องชื่นชมและความยำเกรงของชาวประชาที่มีให้นางเสมอมาจะไม่สูญสิ้นไปด้วยหรือไร?ทุกสิ่งนี้คือปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะสองเรื่องสุดท้ายคือเรื่องร้ายแรงที่สุด ซือเร่อให้นึกหวาดกลัวยิ่งนักเช่นนั้นก็มีวิธีเดียวคือแต่งงานแบบสวมรอยแทนเท่านั้น และเพื่อป้องกันเฟิงลี่มาแทนที่ตนซึ่งเป็นถึงท่านหญิง รอให้พิธีแต่งงานเสร็จสิ้น แปรสภาพไม้เป็นเรือ เปลี่ยนข้าวสารเป็นข้าวสุก มิอาจย้อนคืนเสียก่อน นางค่อยปรา
“แต่ว่าน้องรองของข้ามิใช่สุภาพชนสักเท่าใด ยิ่งมิใช่คนดีอะไร บางทีพวกเราอาจดูเบาเขาเกินไปก็เป็นได้ แค่พิธีกราบไหว้ฟ้าดินจะมีผลกับเขาหรือไม่?”หญิงสาวมิได้วิตกกังวล นางกล่าวเสียงนุ่มหวานละมุน “รัชทายาทไม่ต้องห่วงเพคะ น้องสาวของหม่อมฉันได้รับ ‘ยาสั่ง’ ควบคุมได้กระทั่งจิตวิญญาณ ต่อให้อยู่ต่อหน้าท่านพ่อบุญธรรมก็ยังไม่แน่ว่าจะแยกแยะออกว่านางมิใช่หม่อมฉัน และที่สำคัญ กว่านางจะได้สติครบครันก็ล่วงเข้าสามเดือนหลังจากเข้าหอแล้ว ความสัมพันธ์ลึกซึ้งยิ่ง ไม้ได้กลายเป็นเรือแล้วไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ ไม่แน่ว่าในท้องของนางอาจมีอ๋องน้อยก่อร่างสร้างตัวจนแข็งแรง หากเจี้ยนอ๋องจะทรงส่งคืนคงไม่แคล้วถูกประณามจนไม่มีที่ยืนในแผ่นดิน” ดวงเนตรงามฉายแววเจ้าเล่ห์ทอประกายพร่างพราย นางเสริมอีกว่า “เมื่อถึงเวลาที่หม่อมฉันออกมาเปิดเผยตัวตน ต่อให้เป็นท่านพ่อบุญธรรมก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้เช่นกัน” คำตอบของสตรีข้างกายส่งผลให้เจิ้งซงหยวนพึงพอใจ เขายกยิ้มอบอุ่นเอื้อมมือไปโอบเอวบางเพื่อแนบชิดเหมือนที่เคยพลางเอ่ยชื่นชมด้วยเส้นเสียงทุ้มนุ่ม“หยี่ซินของข้าช่างปราดเปรื่องยิ่งนัก เช่นนี้ล่ะถึงจะเหมาะสมต่อตำแหน่ง
การแต่งงานของเหล่าเชื้อพระวงศ์ต้าเจิ้งไม่สำคัญว่าพี่ต้องแต่งก่อนน้อง แต่สำคัญที่ความเหมาะสมอันสูงสุดตามช่วงเวลาในสายตาของผู้อาวุโสที่มีอำนาจแห่งราชวงศ์กำหนดการแต่งงานขององค์ชายคนรองแห่งราชวงศ์เจิ้งทำให้สตรีทั่วเมืองหลวงนึกเสียดายไม่น้อยพวกคุณหนูสูงส่งหลายตระกูลถึงกับร่ำไห้น้ำตานองหน้าปานฟ้าถล่มแผ่นดินทลายไม่มีที่ให้หยัดยืนอีกต่อไปโชคดีที่ได้ผู้อาวุโสในจวนคอยปลอบใจ พวกนางจึงมิได้ร่ำไห้เสียใจจนตีอกชกหัวอยู่นานเท่าใดนัก เพราะได้คำผู้ใหญ่เตือนสติว่ายังมีองค์ชายใหญ่ผู้เป็นถึงรัชทายาทเหลืออยู่ทั้งคนตำแหน่งพระชายาเอกในรัชทายาทเป็นสิ่งที่สตรีชนชั้นสูงต่างเฝ้าถวิลหาและหมายปอง มิรู้ได้ว่าใครจะเป็นผู้โชคดีนางนั้นหลังจากท่านหญิงหยี่ซินเข้าพิธีปักปิ่นเป็นที่เรียบร้อย ข้างขึ้นแปดค่ำเดือนสิบสองฤกษ์งามยามดีครองคู่มีสุขมากสมบัติ เกี้ยวสีแดงสดแปดคนหามก็เคลื่อนตัวมารับนางถึงวังฝูอ๋องขบวนแต่งงานยาวเหยียดตระการตาอันเป็นมหามงคลระหว่างเจี้ยนอ๋องเจิ้งเซียวเล่อกับท่านหญิงหยี่ซินยิ่งใหญ่อลังการและหรูหราโดดเด่นสมฐานะอันสูงส่งแห่งพวกเขาทั้งสองเห็นช่อบุปผาแพรไหมสีแดงสดโดดเด่นพร้อมบุรุษรูปโฉมสง่างามผู้เป็น
อ๋องหนุ่มไม่รู้ว่าสิ่งที่เฟิงลี่กระทำลงไปล้วนเป็นเพราะสัญชาตญาณในจิตใต้สำนึก หาได้มีสติล่วงรู้อันใดไม่หลังจากนั้น งานบ่าวไพร่ทั่วไปล้วนตกอยู่ในมือของเฟิงลี่เจิ้งเซียวเล่อสั่งให้นางทำงานชั้นต่ำทุกอย่าง ปรารถนาเห็นนางทรมานอย่างอารมณ์ดี“หน้าที่ของภรรยาก็เช่นนี้ ต้องปรนนิบัติสามีให้ดี จงรู้ไว้”ทว่าเพิ่งสิ้นคำข่มขู่ทุ้มต่ำทรงพลัง กลับเห็นคนงามทำงานหนักด้วยท่าทางสบายๆ มิได้ลำบากอันใดอ๋องหนุ่มให้นึกอึ้ง จึงสั่งเพิ่มงานให้นางมากกว่าเดิมผลที่ได้รับคือ เฟิงลี่ยังคงไม่รู้สึกรู้สา นางสามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายได้ดี คล่องแคล่วว่องไว ไม่รู้สึกทุกข์ร้อนใดๆ ไม่ว่าจะเป็นซักผ้า ฝ่าฟืน แบกถังน้ำ แบกไม้ เชือดไก่ แล่เนื้อวัว กระทั่งขุดรูเพื่อดึงอสรพิษร้ายอย่าง ‘งู’ มาต้มน้ำแกงยังทำได้ดียิ่งเจิ้งเซียวเล่อให้รู้สึกหงุดหงิดเหลือเกินพลบค่ำมาเยือน โถงเรือนสว่างไสวดุจยามทิวาท่ามกลางบรรยากาศเย็นฉ่ำ เสียงดนตรีบรรเลงในทำนองไพเราะเสนาะโสต สะกดใจคนฟังอย่างประหลาดทั้งที่ทำงานหนักมาทั้งวัน แต่เฟิงลี่กลับมิได้พักผ่อน นางถูกพาตัวมาร่วมชมความครึกครื้นรื่นเริงกับบรรยากาศร่ำสุราเคล้าเสีย







