เข้าสู่ระบบเฟิงลี่ได้ฟังก็นิ่งอึ้ง เบิกตากลมโตมองคนป่วยไม่กะพริบ ได้ยินหานไต้ไอโคลกเพราะกล่าวคำยาวเหยียดเกินไป จึงรีบเอ่ย
“ท่านตา ข้าไม่มีทางเนรคุณทิ้งท่านไปเจ้าค่ะ”
ชายชราคลี่ยิ้มอ่อนแรง ใช้พลังที่เหลือน้อยเต็มทีพยายามมองเด็กหญิงด้วยสองตาพร่ามัว “เด็กโง่...ยามนี้ข้าจะตายอยู่แล้ว ยังจะกล้ารั้งเจ้าเอาไว้หรือ? หลายปีที่ผ่านมา ลำบากเจ้าแล้ว”
“ท่านตา...”
เด็กหญิงร้องไห้โฮ
หานไต้หวนระลึกถึงเฟิงลี่ตั้งแต่วัยเด็กน้อยกระทั่งยามนี้ที่มีอายุสิบสี่ปี ทุกวันนางต้องทนลำบากยากไร้ ไม่ได้กินดีอยู่ดี
บางทียังต้องแบกเขาที่เป็นบุรุษตัวโตหลบเสือร้ายหิวโซ หลบสุนัขป่าอันธพาล บางคืนยังไม่ได้นอนหลับสบายอย่างที่ควร เพราะต้องคอยไล่งูพิษและสัตว์ร้ายทุกชนิดที่เลื้อยเข้ามาในที่พัก
ชายชรายิ่งคิดยิ่งปวดใจ
ในอดีต เพราะเคยก่ออาชญากรรม เคยปล้นชิงฆ่าคน จนถูกตามล่าจากคนของทางการได้รับบาดเจ็บภายในเรื้อรัง จึงไม่อาจเลือกใช้ชีวิตเยี่ยงคนปกติอยู่ในที่ชุมชน จำต้องหลบเร้นซ่อนกายในป่าเขาพงไพรอย่างมิดชิด มิให้ผู้ใดหาตัวเจอ
ทว่าก็ยังเก็บเด็กทารกทั้งสองซึ่งเป็นธิดาของหญิงที่เขาแอบรักมาเลี้ยงดู หวังใช้ประโยชน์ในบั้นปลาย ไม่อยากตายอย่างอนาถเดียวดาย
ด้วยเหตุผลทั้งหลาย เขาจึงเห็นแก่ตัว...
ท่ามกลางเสียงสะอื้นไห้ของเด็กหญิง ชายชรากำลังหลั่งน้ำตาเป็นสายเลือดอยู่ในอกลึกๆ เขาเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“เฟิงลี่...หลังจากข้าตาย...เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องทนลำบากในหุบเขาเพียงลำพัง จงออกตามหาพี่สาวของเจ้า ข้ามั่นใจว่านางได้เศรษฐีชุบเลี้ยงเป็นอย่างดี มีชีวิตสุขสบาย โดยอาศัยความชอบของเจ้าอย่างไร้ยางอาย แต่อย่าได้โกรธเคืองนางเพราะคนเราย่อมมีความเห็นแก่ตัว เจ้าเองก็อย่าได้ใจกว้างจนเกินไปนัก จงไปทวงสิ่งที่ควรเป็นของเจ้าคืนมา แล้วหาบุรุษที่พึ่งพาได้สักคนแต่งงานเสีย มนุษย์เราไม่ว่าชายหรือหญิง การอยู่คนเดียวชั่วชีวิตนับว่าลำบากยิ่ง ต้องทนเหน็บหนาวโดดเดี่ยวกระทั่งถึงวัยชรา และสิ่งสำคัญที่สุดก็คือการมีบุตร เจ้าต้องมีบุตร เข้าใจไหม?”
เด็กสาวพยักหน้าทั้งน้ำตา การอยู่ในป่าคนเดียวเป็นเรื่องที่นางไม่ปรารถนาเช่นกัน
หลังจากนั้นเพียงสามวัน หานไต้ก็สิ้นใจลงอย่างสงบ เฟิงลี่จึงทำศพให้อย่างดีก่อนเดินทางออกจากป่ามาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านซึ่งตั้งห่างจากหุบเขาเหลิ่งซานไม่มาก
นางมีความรู้เรื่องสมุนไพรจึงขอทำงานที่โรงหมอ
ท่านหมอมีภรรยาหนึ่งคนและบุตรสาวอีกเพียงหนึ่งคน เมื่อเพิ่มเฟิงลี่มาหนึ่งคน เพิ่มตะเกียบอีกหนึ่งคู่ จึงมิใช่ปัญหา
และที่สำคัญเด็กสาวขยันขันแข็งยิ่ง ทำงานทุกอย่างโดยไม่เกี่ยงงอน ตั้งแต่แบกน้ำ ผ่าฟืน ซักผ้า กวาดลานบ้าน ทำอาหาร จนถึงเป็นผู้ช่วยท่านหมอ เรียกได้ว่าแบ่งเบาภาระงานของทุกคนในบ้านได้เหลือเชื่อ นางจึงเป็นที่รักของทุกคนอย่างไร้ข้อกังขา
ทุกสิบห้าวัน เฟิงลี่จะขอวันหยุดกับท่านหมอหนึ่งวันเพื่อออกตามหาพี่สาว แต่ยังคงไร้วี่แววและข่าวคราว เด็กสาวจึงพำนักอยู่โรงหมอ ช่วยท่านหมอหาสมุนไพรและแยกแยะเคี่ยวยา มีความสุขตามอัตภาพให้ผ่านไปแต่ละวัน
บุตรสาวของท่านหมอมีนามว่า จิ่วเม่ย ปีนี้อายุสิบเจ็ดปี
จิ่วเม่ยรักและเอ็นดูเฟิงลี่มาก นางมักจะออกจากบ้านเพื่อช่วยเฟิงลี่ตามหาพี่สาวอย่างใจกว้างมากน้ำใจ
ยังมีชายหนุ่มอีกคนนามว่าหลิวอี้คอยช่วยเหลืออีกแรง
จิ่วเม่ยและหลิวอี้แท้จริงคือคู่หมั้นกัน
พวกเขามีกำหนดการแต่งงานในอีกสามเดือนข้างหน้า มีแผนการเอาไว้ว่าหลังแต่งงานจะย้ายไปอยู่อีกเมืองอย่างถาวร
เมืองนั้นใกล้เมืองหลวง สะดวกต่อการสืบทอดร้านรวงของสกุลหลิวที่มีมากมายนับไม่ถ้วน
เช่นนั้นเถ้าแก่โรงหมอจึงมีแผนการเช่นกัน เขามีความคิดว่าจะให้เฟิงลี่ตามไปดูแลบุตรสาวคนเดียวของเขาที่เมืองแห่งนั้น เพราะเฟิงลี่พอจะรู้วรยุทธ์อยู่บ้าง
หากจิ่วเม่ยถูกคนรังแกจะได้มีเฟิงลี่คอยคุ้มกัน
ไม่ผิด! เฟิงลี่เรียนรู้วิชาต่อสู้ถึงขั้นวรยุทธ์จากหานไต้ ควบคู่กับวิชาแยกแยะสมุนไพร นางจึงเอาตัวรอดมาได้แม้อยู่เพียงลำพังในป่าใหญ่ อีกทั้งนิสัยใจคอเปิดเผยจริงใจ จึงทำให้ท่านหมอไว้วางใจที่สุด
ผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปกับผู้รู้วรยุทธ์นั้นต่างกัน ผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปจะรู้จักแต่หมัดมวยกระบวนท่าสวยงามของการต่อสู้ ยามใช้งานจริงจึงทำได้แค่ปกป้องตนเองไม่อาจปกป้องผู้อื่น
แต่ผู้รู้วรยุทธ์จะมีพื้นฐานของกำลังภายในเบื้องต้น ฝีมือนับได้ว่าสูงกว่าผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปอยู่สามขั้น ทว่าไม่อาจเทียบชั้นกับเหล่าจอมยุทธ์ได้ คนพวกนั้นมีพลังลมปราณเสริมกำลังภายในฝีมือสูงส่งมาก ที่กล่าวมายังไม่รวมผู้เยี่ยมยุทธ์ ซึ่งประเภทนี้นับว่าเก่งกาจห่างชั้นไม่อาจประเมินได้
สองปีต่อมา...ขณะที่เฟิงลี่กำลังดูแลบุตรชายบุตรสาว นางเพียรสังเกตเจิ้งเซียวเล่อกับเจิ้งเหวินไท่ตลอดเวลาบุรุษทั้งสองร่ำสุราสนทนาบางอย่างกันตั้งแต่เมื่อวานจนบัดนี้ล่วงเวลาค่ำแล้วก็ยังไร้วี่แววเลิกรานางจึงพาลูกๆ เข้าเรือนนอน กล่อมพวกเขาจนหลับสนิทก่อนเรียกบ่าวรับใช้มาสั่งการบางอย่างแล้วออกมาร่วมวงสนทนากับเหล่าบุรุษในศาลาส่องจันทร์เจิ้งเซียวเล่อเห็นภรรยามาจึงเชื้อเชิญให้นางนั่ง รินเหล้าใส่จอกให้อย่างเอาใจใส่เจิ้งเหวินไท่เห็นสามีภรรยารักใคร่ปรองดองท่าทางเข้าอกเข้าใจกันและกันปานนั้นจึงเอ่ยตัดพ้ออย่างน่าสงสาร“พี่สะใภ้ เหตุใดพวกท่านถึงทำให้ข้ารู้สึกริษยาถึงเพียงนี้”เมื่อได้ยินคำถามแปลกประหลาด เฟิงลี่พลันเลิกคิ้วสูง“สาเหตุที่รัชทายาททรงดื่มเหล้าเมามายไม่ยอมกลับตำหนักบูรพาเพราะทะเลาะกับพระชายาหรือ?”เจิ้งเหวินไท่ส่ายหน้ายิ้มขื่น “ข้ากับนางมิได้ทะเลาะกัน นางปรนนิบัติดูแลข้าอย่างดี ไม่เคยเลยสักคราที่จะทำให้ข้าเห็นถึงความบกพร่องต่อหน้าที่ นางเป็นสตรีเพียบพร้อมงดงามไร้ที่ติ”“แล้วเช่นนั้นท่านมาดื่มเหล้าอย่างกลัดกลุ้มเรื่องใดกัน” เฟิงลี่ถามเสียงนุ่มอย่างรอฟังคำตอบที่แท้จริงในขณะที่เจิ้งเซียวเ
เจิ้งเหวินไท่ดำรงตำแหน่งองค์รัชทายาทเข้าปีที่สามเขาช่วยงานราชกิจพระบิดาได้อย่างดีเยี่ยมไร้ที่ติสืบมา ส่วนหลังเรือนยังปกครองได้อย่างเด็ดขาดเที่ยงธรรมไร้คลื่นโหม ทว่ากลับไร้ชายาเอกมาโดยตลอดผู้คนล้วนกังขาว่าเหตุใดรัชทายาทเจิ้งเหวินไท่ผู้เก่งกาจไม่แต่งชายาเอกเสียทีแต่แล้วความสงสัยก็ได้รับคำตอบ เมื่องานมงคลเกิดขึ้น โดยมีบุตรสาวสายตรงของแม่ทัพโจวผู้ยิ่งใหญ่แห่งจวนเจิ้นกั๋วโหวสวมชุดแดงนั่งสง่างามอยู่ในเกี้ยวเจ้าสาวของเจิ้งเหวินไท่นางคือโจวหลิวหลันภายใต้ขบวนแต่งงานที่ยิ่งใหญ่อลังการ สาวน้อยแอบเปิดผ้าม่านรถม้าออกดูเป็นระยะ เพื่อให้แน่ใจว่าบุรุษชุดแดงที่มารับนางด้วยตนเองคือเจิ้งเหวินไท่จริงๆ ใช่ไหม?นางมิได้ฝันไปแน่นะ!และคำตอบที่ได้รับกลับมาก็คือใบหน้าหล่อเหลาที่แสนจะราบเรียบไร้ความรู้สึก ประหนึ่งคนที่ถูกบังคับให้รับสมรสพระราชทานคือเจ้าบ่าว มิใช่เจ้าสาวอย่างนางโจวหลิวหลันขมวดคิ้ว จ้องมองเจิ้งเหวินไท่อย่างงุนงงยิ่งหน้าขบวนมงคล บุรุษชุดแดงบนหลังม้าลอบชำเลืองมองใครบางคนในเกี้ยวเจ้าสาวอยู่เช่นกัน ช่องว่างหน้าต่างรถม้านั้น ม่านถูกแง้มเปิด เขาเห็นนางเผยเพียงดวงตากระจ่างใสวับวาว ซึ่
เจี้ยนอ๋องเจิ้งเซียวเล่อที่โกรธาถึงขั้นจะก่อกบฏกลางเมืองเพื่อปลดรัชทายาทผู้บังอาจกล่าวคำใส่ร้ายต่อภรรยาอันเป็นที่รัก จึงสงบลงได้ในที่สุด เขาแอบยกทัพสายลับนักฆ่าในอาณัติกลับไปอย่างเงียบเชียบเรื่องราวมิได้เกินความคาดหมาย รัชทายาทถูกปลด อัครมหาเสนาบดีมู่หย่งร่วมกับเหล่าขุนนางใหญ่ต่างลงชื่อเสนอองค์ชายสี่เจิ้งเหวินไท่ขึ้นรับตำแหน่งรัชทายาทแทนการแต่งตั้งเกิดขึ้นอย่างเอิกเกริกยิ่งใหญ่ กลุ่มขั้วอำนาจทั้งหลายล้วนเปลี่ยนท่าทีมายืนอยู่ฝั่งองค์ชายสี่อย่างล้นหลามเจิ้งซงหยวนหมดอำนาจในที่สุดโดนยึดตำแหน่งไม่พอยังถูกยึดทรัพย์จนสิ้นไม่มีเหลือ บัดนี้เขาจึงกลายเป็นแค่บุรุษธรรมดาไร้ความสามารถผู้หนึ่ง กระทั่งเหล่าอนุชายายังเบือนหน้าหนี ขอหย่าโดยพร้อมเพรียงกันเรื่องควรสิ้นสุดแค่เท่านั้น ทว่ากลับมีผู้เดือดร้อนหาความสงบสุขมิได้ คนผู้นั้นคือฮองเฮาหลี่ม่านย่าพระนางโกรธมาก เกลียดชังถึงขั้นสั่งคนตามฆ่าชิงเยว่ สตรีผู้เป็นที่รักของบุตรชายชิงเยว่ผู้นี้คือต้นเหตุของเรื่องเลวร้ายทั้งหมด สตรีหายนะไม่ควรมีชีวิตรอดเด็ดขาด...หลี่ม่านย่าปองร้ายชิงเยว่อย่างหมายมาดเจิ้งซงหยวนในยามนี้ไม่อาจต่อกรกับภัยจากพระมารดา หรื
แม้นางมีวัยโรยราแต่ความสะคราญโฉมกลับมิร่วงโรยเห็นได้ชัดเจนว่าฮองเฮาหลี่ม่านย่าผู้นี้ได้รับการฟูมฟักทะนุถนอมปานใดไม่แปลกใจที่สตรีวังหลังต่างอิจฉาริษยาจนสร้างความวุ่นวายไม่เว้นวัน หากมิใช่ฮ่องเต้คอยควบคุมเอาไว้อย่างเข้มงวด นางคงมิได้ยืนหยัดจนบัดนี้เมื่อถูกต่อว่าอย่างรุนแรงเยี่ยงนั้น ฮองเฮาหลี่จึงยืนร่ำไห้แบบไร้เสียง น้ำตาค่อยๆ ไหลรินอาบสองแก้มนวลอย่างสวยงามท่าทางบอบบางราวกลีบบุปผาต้องหยาดพิรุณจนหลุดร่วงห่างเกสรเช่นนี้ ทำให้คนมองต้องปวดใจทุกคราทว่าครั้งนี้เจิ้งเทียนหมิงฮ่องเต้ไม่อาจพระทัยอ่อนให้นางได้อีกแล้ว หากยังปกป้องกันเช่นนี้ เห็นทีราชวงศ์เจิ้งที่สืบทอดมาหลายรุ่นคงถึงคราวสิ้นสุดลงที่รุ่นนี้มาตรว่าราชันมั่นคงต้องเริ่มจากวังหลัง หากวังหลังเข้มแข็งย่อมค้ำชูบัลลังก์ให้แข็งแกร่งสืบไปทว่ารัชทายาทต้าเจิ้งกลับปกครองหลังเรือนจนวุ่นวาย กระทั่งชายาเอกต้องชอกช้ำตรอมตรมถึงขั้นพาบุตรชายในครรภ์กลับไปตายที่บ้านเดิมอย่างอนาถเรื่องนี้หากถูกแพร่งพรายออกไป วิญญาณปฐมกษัตริย์คงไม่แคล้วลุกขึ้นจากหลุมมาทวงความยุติธรรม ผู้คนคงสาปแช่งมิให้ผุดมิให้เกิด ต่างแคว้นคงดูแคลน ประชาราษฎร์คงถ่มน้ำลาย ทั่วหล้า
ผ้าห่มค่อยๆ คลี่คลุมเรือนกายบอบบางชุ่มเลือดที่สั่นเทิ้มอย่างไม่อาจควบคุมนั้น เฟิงลี่เห็นซือเร่อร้องไห้ไร้สุ้มเสียงเช่นกันน้ำตาของคนเป็นพี่หยาดรินจนเปียกชุ่มหมอนด้านล่าง ริมฝีปากแห้งแตกสั่นระริกไม่หยุดคนเจ็บคล้ายอยากพูดบางอย่างแต่กระทั่งเรี่ยงแรงขยับกลีบปากก็ยังไม่มี เฟิงลี่เห็นซือเร่อทำได้เพียงนอนมองนางนิ่งๆ อย่างทำอะไรมิได้มากกว่านั้น“พี่ซือซือ...” เฟิงลี่สะอึกสะอื้น นางพูดอะไรไม่ออกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคำขอบคุณ ขออภัย หรือเรียกร้องให้ขอโทษจากใจคำขอโทษจากซือเร่อผู้เป็นพี่สาวของนาง...มันไม่จำเป็นอีกแล้วไม่ว่าคนหนึ่งจะโกรธเคือง หรืออีกคนจะเกลียดชังไม่ว่าพวกนางจะเคยรู้สึกถึงความไม่ยุติธรรมอย่างไรบัดนี้ไม่จำเป็นต้องเอ่ยแล้วเพราะอย่างน้อย พวกนางสองพี่น้องก็ยังดีกว่าบิดามารดา พวกท่านทั้งสองผู้ล่วงลับแม้แต่ล่ำลาด้วยสายตาก็ยังไม่มีโอกาสจะทำทั้งบิดามารดาตายไปโดยที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายก็ตายแล้ว พวกท่านคงละทิ้งความรู้สึกและประโยคตัดพ้อมากมายไม่ลงและคงนอนตายตาไม่หลับเป็นแน่แท้เฟิงลี่กุมมือเย็นชืดของซือเร่ออย่างถนอม นางเห็นพี่สาวเม้มปากแน่น พยายามเพ่งมองตนอย่างสุดกำลังและนั่น...คือเรี่ยวแร
เนื่องจากมีปัญหารุมเร้าจนจิตใจร้อนรุ่มผิดปกติ กอปรกับครรภ์ได้รับยาบางชนิดที่มีผลกระทบกับเด็กน้อยซือเร่อที่ตั้งท้องได้หกเดือนจึงรักษาทายาทเอาไว้มิได้ นางตกเลือดอย่างหนัก กระทั่งคลอดก่อนกำหนดในเวลาต่อมาบนเตียงชุ่มโลหิตในเรือนส่วนตัวอันหรูหราของวังฝูอ๋อง เด็กชายฝาแฝดไร้ชีวิตทั้งสองถูกเบ่งออกมาจากท้องที่เจ็บปวดปานขาดใจของซือเร่อนางกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งว่าสวรรค์ไม่มีตา กระทั่งสลบไปนานเท่าใดไม่อาจทราบ ก่อนฟื้นขึ้นมาใหม่แล้วพบว่าท้องของตนว่างเปล่าเสียแล้วพันธนการอันล้ำค่าได้สลายหายไปอย่างไม่หวนกลับมาไม่มีแล้ว...ไม่เหลือแล้ว....หญิงสาวนอนร่ำไห้อย่างไร้เรี่ยวแรงไม่มีแม้กระทั่งเสียงสะอื้นไห้เล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากแห้งผากบรรยากาศเต็มไปด้วยความเศร้าหมองโศกตรมขีดสุด หมอตำแยอุ้มศพทารกเพศชายทั้งสองออกไปแล้วอย่างเงียบงัน คงเหลือเพียงร่างโชกเลือดบนเตียงฉ่ำคาวคลุ้งเฟิงลี่ยืนอยู่ข้างเตียงห่างออกไปเล็กน้อย นางมิได้เก่งกาจถึงขั้นมีวิชาแพทย์สูงส่ง จึงทำได้เพียงยืนมองม่านอวี้ตรวจจับชีพจรให้พี่สาวอย่างเงียบเชียบกลิ่นคาวเลือดที่ตลบคละคลุ้งมิได้ทำให้นางรู้สึกปวดร้าวในหัวใจเทียบเท่ากับแววตาของพี่สาวท
ซือเร่อพบว่าหากเจี้ยนอ๋องถูกกำราบจนหมดสิ้นเขี้ยวเล็บ มิใช่ว่าอำนาจของนางจักถูกสั่นคลอนไปส่วนหนึ่งหรือไร ไยต้องตัดแขนตัดขาของตนเองด้วยเล่า เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝันในภายหน้า รักษาที่มั่นเอาไว้ในวันนี้ไยมิใช่การณ์ดียิ่งกว่า…เมื่อคิดได้ดังนั้น จดหมายกล่าวหาใส่ความเจี้ยนอ๋องที่เพิ่งเขียนเสร็จพลันถูกเผ
นางตอบกลับด้วยเสียงอันหวานใสแทบสูบวิญาณผู้คน “ทูลท่านอ๋อง หม่อมฉันยวี่เอ๋อร์ เพิ่งได้รับคัดเลือกให้เข้ามาปรนนิบัติเรือนชั้นในเพคะ”น้ำเสียงของนางช่างไพเราะจับใจดุจระฆังแก้วเจียระไนชั้นยอดที่คัดสรรเป็นพิเศษ“อ้อ...”ขนคิ้วดกดำของอ๋องหนุ่มเลิกขึ้นสูง นัยน์ตาหงส์เรียวยาวดูมีเสน่ห์บาดตาอย่างบอกไม่ถูก ม
กุนซือหน้าหยกกางพัดจีบไปมา องครักษ์หนุ่มยืนขึงขัง ทั้งสองยืดอกผายไหล่เปล่งเสียงทรงพลัง“อรุณรุ่ง ตะวันส่องแสง ผู้ใดออมแรง ผู้นั้นไร้น้ำยา”อ๋องหนุ่มได้ฟังพลันหรี่ตา ให้ตาย คำทักทายประเภทใด?คนสนิททั้งสองแย้มยิ้ม โค้งกายคารวะอย่างนอบน้อม เจิ้งเซียวเล่อโบกมือรับการคารวะอย่างเย็นชา“ไม่ต้องมากพิธี”เป
อีกฝ่ายไม่ตอบรัชทายาทเห็นอ๋องหนุ่มนิ่งเงียบก็มิได้มีสีหน้าแปรเปลี่ยน เขายังคงถามยิ้มๆ ว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดข้าจึงได้แต่งงานกับท่านหญิงหยี่ซิน”เจิ้งเซียวเล่อกล่าวเสียงต่ำอย่างดูแคลน “เพราะพวกท่านรักกันมากกระมัง เสด็จพ่อไม่มีทางขัดขวาง ย่อมตามใจท่าน”เม็ดหมากสีขาวถูกวางลงบนกระดานอย่างไม่หนัก







