Se connecterจากวันนั้นเวลาล่วงเลยมาเกือบหนึ่งเดือนเต็ม ๆ แต่การตามหาผู้หญิงคนนั้นยังคงไร้ผล
ทุกวันภารัณจะได้ยินลูกน้องรายงานซ้ำ ๆ ด้วยสีหน้าอึดอัดว่าไม่มีเบาะแสใหม่ ไม่มีร่องรอย ไม่มีผู้หญิงคนนั้นในระบบใด ๆ นอกจากข้อมูลการคลอดลูกของเธอที่โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งในจังหวัดชุมพรเมื่อหนึ่งเดือนก่อนเท่านั้น แต่พอลูกน้องออกตามหาจนแทบจะพลิกจังหวัดชุมพรกลับไร้เงาของเธอ
ภารัณยืนนิ่งอยู่หน้าเตียงเด็กมองใบหน้าเล็กที่หลับไม่รู้เรื่องรู้ราว หัวใจแน่นอึ้งด้วยความหงุดหงิดและความหวังที่แสนริบหรี่
สมองคิดไม่ตกว่าควรจะทำยังไงดีเพราะเวลาดำเนินไปเรื่อย ๆ ไม่เคยคอยท่า จะทำยังไงถึงหาผู้หญิงคนนั้นเจอโดยเร็วที่สุดในเมื่อตอนนี้เขาก็ทำทุกทางแล้ว
ไม่รู้ว่านานแค่ไหนที่เขายืนมองหน้าลูกพร้อมกับจมอยู่ในความคิดมากมาย กระทั่งคิดอะไรได้ เกือบหนึ่งปีเต็มที่ผู้หญิงคนนั้นหายไปแล้วจู่ ๆ ก็โผล่มา เอาลูกมาทิ้งไว้หน้าบ้านของเขา
"มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ" เขาพึมพำกับตัวเองถ้าเธอไม่รู้อะไรเลย ถ้าเธอไม่ติดตามความเคลื่อนไหวของเขาเธอจะมั่นใจได้ยังไงว่าเอาเด็กมาทิ้งให้เขาแล้วจะปลอดภัย
แววตาคมวาบขึ้นเมื่อความคิดหนึ่งแล่นผ่านสมองอย่างเฉียบขาด บางทีตอนนี้เธออาจยังติดตามความเคลื่อนไหวของเขาผ่านช่องทางต่าง ๆ อยู่อีกก็ได้ หากไม่ลองก็คงไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาคิดเป็นจริงหรือเปล่า
ความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในสมอง มือหนาล้วงโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกงกดเปิดกล้องถ่ายรูปลูก แล้วส่งให้ลูกน้อง จากนั้นก็โทรตามหลังไปเพื่อให้ลูกน้องจัดการอะไรบางอย่าง หลังวางสายลูกน้องก็มองหน้าลูกน้อยอีกครั้ง ในใจได้แต่ภาวนาให้แผนครั้งนี้สำเร็จ
ครืดดด~
ผ่านไปราวสองชั่วโมงโทรศัพท์เครื่องหรูก็แผดเสียงดังขึ้น ภารัณรีบหยิบออกมาดูเห็นเบอร์ลูกน้องจึงรีบกดรับสาย
(เตรียมทุกอย่างเรียบร้อยแล้วครับ)
"อืม..ถ่ายรูปส่งมาให้ฉันหน่อย เอาแบบเห็นรูปที่ตั้งหน้าโล่งศพแบบชัด ๆ แล้วก็ระดมคนของเขาไปเฝ้าที่นั่นไว้ด้วย"
(ครับนาย)
หลังวางสายภารัณก็จัดการโพสต์รูปที่ลูกน้องส่งมาให้ลงเฟสบุ๊คทันทีโดยเขียนแคปชั่นว่า "ไปเป็นเทวดาอยู่บนสวรรค์นะครับ" ตามด้วยอีโมจิรูปเด็กผู้ชาย ซึ่งรูปที่เขาโพสต์ลงโซเชียลคือรูปงานศพของลูกชายที่เขาโทรสั่งให้ลูกน้องจัดฉากก่อนหน้านี้เพื่อล่อผู้หญิงคนนั้นออกมา
เขากดปิดหน้าจอหลังโพสต์เสร็จ โน้มใบหน้าลงไปกระซิบชิดกระจกตู้อบเสียงนุ่มนวล "เดี๋ยวพ่อกลับมานะครับ"
จากนั้นก็ออกากห้องเดินทางไปยังวัดที่จัดงานศพปลอม ๆ ของลูก
งานศพถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายที่วัดแห่งหนึ่งนอกเมืองไม่มีผู้คนมากมาย บรรยากาศเงียบงัน สงบ และเย็นชาอย่างจงใจ
หน้าศาลาตั้งกรอบรูปใบใหญ่เป็นรูปเด็กทารกใบหน้าชัดเจน ชัดเจนพอจะไม่มีทางเข้าใจผิด พวงหรีดสีขาวเรียงรายมีป้ายชื่อเล็ก ๆ แขวนอยู่ด้านหน้า ภารัณไม่เข้าไปในศาลาที่มีโล่งศพเล็ก ๆ ตั้งอยู่เพียงยืนองอยู่ไม่ไกลในชุดสีดำ สีหน้าเรียบเฉยจนแทบไร้อารมณ์ ไม่มีน้ำตา ไม่มีความเศร้าแสดงออกมา มีเพียงสายตานิ่งลึกที่จ้องมองไปด้านหน้าเพื่อเฝ้ามองการปารกฏตัวของผู้หญิงคนนั้น
ถ้าเธอยังมีหัวใจ และยังมีหัวใจของความเป็นแม่อยู่แม้เพียงนิดเดียวเธอจะต้องมาไม่วันนี้ก็เร็ว ๆ นี้ เขากำหมัดแน่นรู้ดีว่าสิ่งที่ตัวเองทำโหดร้าย สกปรก และไร้ความปรานี ยอมทำแม้กระทั่งใช้ชีวิตลูกเป็นเหยื่อล่อ แต่ทั้งหมดเป็นเพราะผู้หญิงชั่วร้ายคนนั้นทำให้เขาไม่มีทางเลือก
ถ้าเขาไม่หาตัวเธอให้เจอลูกของเขาจะไม่มีโอกาสมีชีวิตต่อ...
หลายเดือนต่อมา..."น้องโซ่อย่าวิ่งครับ""คิก คิก...""น้องโซ่ระวังล้ม""คิก คิก..."เสียงร้องห้ามผสมด้วยเสียงหัวเราะสดใสของเด็กน้อยดังก้องไปทั่วบริเวณคฤหาสน์โชคอัศวนนท์ บนสนามหญ้าอันกว้างขวางร่างเล็กของเด็กชายวัยสองขวบกำลังวิ่งเตาะแตะสุดแรงขา เล็ก ๆ ก้าวสั้นบ้างยาวบ้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มสดใส ด้านหลังมีคุณพ่อตัวโตวิ่งตามปากก็ร้องห้ามด้วยความเป็นห่วง แม้ลูกชายคนโตจะรักษาตัวจนหายดีแล้วแต่สำหรับคนเป็นพ่อแม่ก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดีจึงดูแลเข้มงวดเป็นพิเศษ"น้องโซ่อย่าวิ่งครับเดี๋ยวก็หอบอีกหรอก..""กรี๊ดดด!"เสียงใสร้องอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นพ่อไล่ทัน ก่อนสะดุดเท้าตัวเองนิดหน่อยแต่ยังไม่ทันล้มคนเป็นพ่อก็รีบเข้าไปรับเอาไว้ได้ทัน จากนั้นยกขึ้นสูงเหนือศีรษะ เสียงหัวเราะของพ่อลูกดังขึ้นพร้อมกันภาพนั้นทำให้คนที่นั่งมองอยู่บนศาลาหลุดยิ้มตามณัฐนรีนั่งอยู่บนเก้าอี้หวายตัวใหญ่ในอ้อมแขนมีเด็กชายตัวอ้วนวัยสิบเอ็ดเดือนนั่งอยู่บนตัก เด็กน้อยแก้มกลมที่ตอนนี้เริ่มส่งเสียงอ้อแอ้เก่งขึ้นทุกวัน เจ้าตัวกำลังตบมือเล็ก ๆ ของตัวเอง สายตามองไม่รอบตัวไม่หยุดนิ่งบ้างก็หัวเราะคิกคักออกมา"ดูพี่เขาสิ" ณัฐนรีก้
การคลอดผ่านไปได้อย่างราบรื่นกว่าที่ทุกคนคาดไว้เพราะณัฐนรีค่อนข้างคลอดง่ายเพียงสองชั่วโมงทารกน้อยตัวอ้วนจ้ำม่ำ และแข็งแรงสมบูรณ์ทุกประการก็ออกมาลืมตาดูโลกตลอดช่วงเวลาสองชั่วโมงกว่าภารัณไม่เคยห่างจากหญิงสาวแม้แต่วินาทีเดียว เขาคอยจับมือเธอไว้แน่น คอยเช็ดเหงื่อ คอยพูดปลอบ และให้กำลังใจอยู่ข้าง ๆ ตลอดเวลา"อุแว้..."เสียงร้องดังลั่นของเด็กทารกตัวน้อยดังขึ้นภายในห้องคลอด เสียงแรกของลูกชายทำให้หัวใจของคนเป็นพ่อและเป็นแม่สั่นไหวไปพร้อมกันภารัณมองหน้าลูกแล้วดวงตาแดงระเรื่อโดยไม่รู้ตัว ลูกที่ตอนแรกเห็นเป็นเพียงเครื่องมือช่วยชีวิตลูกอีกคน ลูกคนที่เขาไม่ตั้งใจจะมีแต่เพราะสถานการณ์บังคับ ทว่าตอนนี้ความคิดเหล่านั้นไม่มีอยู่ในหัวเลยเขารักลูกคนนี้ไม่แพ้ลูกคนโตเลย รักโดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ อีก"เดี๋ยวส่งคุณแม่กลับไปพักผ่อนก่อนนะคะ ส่วนน้องพยาบาลจะพาไปส่งทีหลัง" เสียงพยาบาลดังขึ้นทำให้ทั้งสองละสายตาจากลูก พยักหน้ารับเบา ๆจากนั้นณัฐนรีก็ถูกพากลับไปยังห้องพักฟื้นโดยมีภารัณเดินตามไปไม่ห่าง"เป็นไงบ้างครับ ยังเจ็บอยู่ไหม" คอยถามไถ่ตลอด"ยังเจ็บนิดหน่อยค่ะ" ณัฐนรียิ้มให้เขาบาง ๆ แม้จริง ๆ ยังรู้สึกเจ็บ แ
หลังจากพูดคุยกับพ่อแม่อีกพักใหญ่ภารัณก็ประคองณัฐนรีกลับขึ้นมายังห้องนอนบนชั้นสาม พาเธอไปนั่งที่เตียง แล้วหันไปถอดนาฬิกาข้อมือราคาแพงออกวางบนโต๊ะข้างเตียงตามปกติทว่ายังไม่ทันได้วางลงก็ต้องชะงักเมื่อมีอ้อมแขนเล็ก ๆ สวมกอดเข้ามาจากด้านหลัง เขาอมยิ้มสายตาก้มมองมือเล็กที่ประสานอยู่บริเวณเอวของตัวเองณัฐนรีซบแก้มลงบนแผ่นหลังกว้างหลับตาลงช้า ๆสูดเอากลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่คุ้นเคย ความอบอุ่นจากร่างของเขาทำให้หัวใจที่เต็มตื้นอยู่แล้วยิ่งอุ่นขึ้นไปอีก วงแขนกอดเขาเอาไว้แน่นราวกับอยากส่งผ่านความรู้สึกทั้งหมดที่อยู่ในหัวใจภารัณจึงวางนาฬิกาลงช้า ๆ แล้วเลื่อนมือลงกุมมือของเธอ"เป็นอะไรฮึ" เอ่ยถามเสียงนุ่ม"ขอบคุณนะคะ" เสียงหวานดังขึ้นเบา ๆ ชิดแผ่นหลังกว้าง"ขอบคุณเรื่องอะไร" เขาย้อนถามทั้งที่พอจะเดาได้อยู่แล้ว ณัฐนรียิ้มบาง ๆ มือยิ่งกอดเขาแน่นขึ้น "ทุกเรื่องเลย"ภารัณยิ้มบาง ๆ ก่อนค่อย ๆ หันตัวกลับ แล้วดึงร่างอวบเข้ามาอยู่ในอ้อมแขน มือใหญ่ลูบเส้นผมนุ่มเบา ๆ"บอกแล้วไงว่าไม่ต้องขอบคุณ มันเป็นหน้าที่ของสามีอยู่แล้ว"ณัฐนรีเงยหน้าขึ้นมองสบสายตาอ่อนโยนของเขาแล้วระบายยิ้มออกมาโดยไม่พูดอะไร สองสายตามองสบประสา
นับตั้งแต่วันที่ย้ายเข้ามาอยู่บ้านโชคอัศวนนท์ชีวิตในแต่ละวันของณัฐนรีก็เต็มไปด้วยความสุข ระยะเวลาเกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมาทำให้ความเกร็งและความประหม่าของเธอค่อย ๆ จางหายไปเธอสนิทกับพ่อแม่ของชายหนุ่ม และทุกคนในบ้านโชคอัศวนนท์มากขึ้น ทุกคนทำให้รู้สึกว่าเธอเป็นคนในครอบครัวจริง ๆน้องสาวของเธอเองก็ปรับตัวเข้ากับบ้านหลังนี้ได้ดี มีทั้งแม่บ้าน พยาบาล และทุกคนในบ้านคอยดูแลและให้ความรักราวกับว่าน้องสาวคือคนในครอบครัวจริง ๆเธอได้เห็นรอยยิ้มของน้องสาวที่มีมากขึ้นในแต่ละวัน มันเป็นสิ่งที่ทำให้เธอมีความสุขที่สุดส่วนชายหนุ่มนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงเขารัก และดูแลเอาใจใส่เธอเป็นอย่างดี ยิ่งใกล้คลอดยิ่งทะนุถนอมราวกับไข่ในหินบางครั้งก็รู้สึกว่ามันมากเกินไป"เฮ้อ..."เธอนั่งมองหน้าลูกน้อยบนเตียงแล้วเผลอถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ทำคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ หันมองอย่างสงสัย"เป็นอะไรครับ?""เซ็งค่ะพรุ่งนี้ไม่ได้มาหาลูก" เธอยู่ปากใส่พ่อของลูกก็เพราะเขากับแม่นั่นแหละที่ยิ่งใกล้ถึงกำหนดคลอดก็ยิ่งเข้มงวดมากขึ้นจากเดิมที่เธอมาโรงพยาบาลหาลูกได้ทุกวันตอนนี้กลับถูกลดเหลือเพียงไม่กี่วันต่อสัปดาห์ และถ้าวันไหนไปก็อยู่ได้ไม่
วันต่อมา...ณัฐนรีตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกแปลกใหม่ แม้เช้านี้จะตื่นมาในอ้อมกอดของชายหนุ่มเหมือนทุกวันการลืมตาตื่นขึ้นมาในห้องนอนของคฤหาสน์โชคอัศวนนท์อดทำให้เธอรู้สึกเหมือนกำลังฝันไม่ได้ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินไป เร็วเสียจนบางครั้งเธอต้องก้มมองแหวนที่นิ้วนางของตัวเองเพื่อยืนยันว่าทุกอย่างเป็นเรื่องจริงและหลังอาบน้ำแต่งตัวเสร็จชายหนุ่มก็พาเธอลงมายังห้องอาหาร นั่นทำให้หัวใจของเธอเริ่มเต้นแรงขึ้นอีกครั้งเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เธอต้องนั่งร่วมโต๊ะอาหารกับพ่อแม่ของเขาอย่างเป็นทางการถึงแม้ผู้ใหญ่ทั้งสองจะดีกับเธอมาก แต่ความเกรงใจและความประหม่าก็ยังมีอยู่ไม่น้อย เธอนั่งหลังตรงแทบตลอดเวลาภารัณที่นั่งอยู่ข้าง ๆ แอบอมยิ้ม ก่อนจะเลื่อนแก้วนมมาให้พร้อมกระซิบเบา ๆ "เธอนั่งตัวตรงยิ่งกว่านักเรียนโดนครูเรียกตอบคำถามอีก ผ่อนคลายหน่อยสิครับ"ณัฐนรีหันไปค้อนทันที แต่ก็ทำให้ความเกร็งลดลงไปได้บ้างสายตามองน้องสาวที่นั่งอยู่บนโต๊ะฝั่งตรงข้าม แล้วหันมองพ่อแม่ชายหนุ่มด้วยความรู้ตื้นตัน และซาบซึ้งสุดใจพวกท่านให้น้องสาวมานั่งร่วมโต๊ะอาหารด้วย มีแม่บ้านและพยาบาลพิเศษคอยดูแลอยู่ใกล้ ๆ แต่ไม่มีใครแสดงสีหน
"มานั่งกันก่อนแล้วค่อยคุยต่อ คนท้องยืนนาน ๆ เดี๋ยวเหนื่อย"ฉัตรชัยเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นทุกคนยืนคุยไม่ยอมมานั่งกันสักทีพิมพ์ผกาจึงรีบจับมือณัฐนรีดึงให้เดินตามนั่งลงข้าง ๆ บนโซฟาตัวยาวท่าทางเป็นกันเองราวกับเธอเป็นคนในครอบครัวจริง ๆ ทำให้ความประหม่าของณัฐนรีค่อย ๆ ลดลงทีละนิดส่วนภารัณก็เดินเข้าไปนั่งลงข้างเธออีกด้านหนึ่งเพราะกลัวว่าเธอจะยังไม่ชินกับบรรยากาศฉัตรชัยมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ก่อนเอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงอบอุ่น "ไม่ต้องเกร็งนะลูกคิดเสียว่าที่นี่เป็นบ้านของตัวเอง อยากทำอะไรก็ทำไม่ต้องเกรงใจใครทั้งนั้น"ณัฐนรีมองพวกท่านน้ำตาเอ่อคลอเบ้ามันรู้สึกตื้นตันจนพูดอะไรไม่ออกกับความเมตตาที่พวกท่านมอบให้มือรีบยกขึ้นไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสองด้วยความซาบซึ้ง "ขอบคุณ คุณลุงกับคุณป้าที่เมตตาหนูนะคะ"น้ำเสียงเธอสั่นเล็กน้อยจนพิมพ์ผกาเอ็นดูยื่นมือไปลูบหลังมือเธอเบา ๆ"เราเป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่ต้องขอบคุณหรอก แล้วก็เลิกเรียกป้ากับลุงได้แล้ว ตอนนี้หนูแต่งงานกับภารัณแล้วก็ถือเป็นลูกพ่อกับแม่ด้วย ต้องเรียกพ่อกับแม่เหมือนที่ภารัณเรียกสิ"ณัฐนรีเม้มริมฝีปากแน่นพยายามสะกดความรู้สึกที่มันเอ่อล้นในอก ก่อ
ณัฐนรีเงยหน้าขึ้น ลมหายใจหอบกระชั้น หัวใจยังเต้นไม่เป็นจังหวะเพราะสิ่งที่เธอชนเข้าไปไม่ใช่ต้นไม้ ไม่ใช่หิน แต่เป็นแผ่นอกแข็งแรงของใครบางคนมือใหญ่คว้าแขนเธอไว้ทันทีก่อนที่เธอจะตั้งตัวได้"คิดว่าจะหนีพ้นเหรอณัฐนรี" เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นเหนือศีรษะทำให้เลือดในกายเย็นวาบ เธอค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตากลมพลั
เรื่องราวในอดีตที่ไหลย้อนกลับไปไม่รู้จบค่อย ๆ ดูดพลังของณัฐนรีทีละนิดจนเปลือกตาหนักอึ้ง บวกกับร่างกายที่อ่อนล้าทำให้เธอผล็อยบนโซฟาโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะสะดุ้งตื่นในช่วงกลางดึก "เฮ้อ.." เธอถอนหายใจหนัก ๆ ออกมา มือยกขึ้นประสานเหนือหัวแล้วบิดตัวไปมาไล่อาการเมื่อยขบ จากนั้นก็เดินไปเลิกผ้าม่านหน้าต่างเล็
แต่หากย้อนเวลากลับไปได้เธอก็ยังทำเช่นเดิม ยอมถูกตราหน้าว่าเป็นผู้หญิงจิตใจโหดร้ายดีกว่าต้องให้ลูกมาลำบากตากตำกับตัวเองที่แม้กระทั่งบ้านอยู่ยังไม่มี ต้องอดมื้อกินมื้อ และยังต้องระหกระเหินหนีเจ้าหนี้ไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ว่ามันจะจบเมื่อไร หรือต้องหนีตลอดชีวิตหากลูกอยู่กับเธออนาคตแทบจะไม่มีเลย เธอไม่สา
ภารัณเห็นว่าเหยื่อติดกับดักแล้ว แต่เลือกจะไม่เข้าไปหาเธอทันทีแม้อยากดูการแสดงของเธอเสียหน่อย และเธอแสดงได้เนียนทีเดียวทั้งท่าทีเจ็บปวดเจียนตาย ทั้งการร้องไห้ที่ดูเหมือนจะขาดใจ น่าเสียดายที่เขาไม่อินเพราะรู้ถึงสันดานของเธออย่างถ่องแท้"ผู้หญิงคนนั้นมาแล้ว นายให้จับตัวเธอเลยไหมครับ" เสียงลูกน้องที่ยื







