LOGINวันต่อมา
โซลตื่นตั้งแต่เช้าแล้วอาบน้ำสวมใส่เสื้อผ้าด้วยความตื่นเต้นเมื่อคิดว่าจะได้จัดงานหมั้นให้ผู้หญิงที่ตัวเองรัก ร่างสูงออกจากห้องนอนของตัวเองแล้วเดินไปเปิดประตูห้องนอนของคนเป็นย่าจึงเห็นว่าย่านั่งอ่านหนังสืออยู่บนโซฟา อนงค์นาถที่เห็นหลานชายสุดรักจึงปิดหนังสือและวางไว้บนโซฟาพร้อมกับเอ่ยถามออกไปด้วยรอยยิ้มอบอุ่น “มาหาย่าตั้งแต่เช้า มีเรื่องอะไรจะคุยกับย่าเหรอ” ชายหนุ่มก้าวมาหย่อนกายนั่งข้างคนเป็นย่าแล้วเอ่ยออกไปด้วยสีหน้าระรื่น “ผมมีเรื่องสำคัญจะมาบอกคุณย่าครับ” “ย่าก็มีเรื่องสำคัญที่จะบอกแกเหมือนกัน แกบอกเรื่องสำคัญของแกมาก่อนสิ” “ผมกับขิมก็คบกันมานานพอสมควรแล้ว เพราะฉะนั้นผมก็เลยจะมาบอกคุณย่าว่าผมจะหมั้นกับขิมครับ” “แกมั่นใจแล้วเหรอว่าอยากให้แฟนของแกมาเป็นภรรยาและแม่ของลูก” “ผมมั่นใจในตัวขิมร้อยเปอร์เซนต์ครับว่าขิมคือผู้หญิงที่จะมาเป็นภรรยาที่ดีและแม่ของลูกที่ดีของผมได้” เขาตอบออกไปอย่างมั่นอกมั่นใจเพราะเขาเชื่อมั่นในคนรักของเขา “แต่ย่าไม่มั่นใจในตัวของแฟนแกว่าจะเป็นภรรยาและแม่ที่ดีของลูกได้” อนงค์นาถที่ไม่อยากได้แฟนสาวของหลานชายมาเป็นหลานสะใภ้พูดอ้างออกไป “ผมคบกับขิมมาสองปีแล้วนะครับคุณย่า ผมมั่นใจว่าขิมคือผู้หญิงที่เหมาะจะมาเป็นภรรยาและแม่ของลูกผม” “แกไปบอกเลิกแฟนของแกเถอะ” “ผมกับขิมคบกันมาตั้งนาน แล้วอยู่ๆจะให้ผมไปบอกเลิกเขาเนี่ยนะคุณย่า ผมกับขิมเรารักกัน ผมไม่มีวันที่จะเลิกกับขิมหรอก” เขาขึ้นเสียงเล็กน้อย “ไปบอกเลิกแฟนของแกซะ เพราะย่ามีผู้หญิงที่จะมาแต่งงานกับแกแล้ว” อนงค์นาถพูดออกไปด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแกมบังคับ “ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครครับ” เขาถามออกไปอย่างหัวเสียพลางเกลียดผู้หญิงคนนั้นที่คุณย่าเอ่ยถึง “พราวจะมาเป็นเจ้าสาวของแก” “…” เขาถึงกับอึ้งจนพูดไม่ออกเมื่อได้ยินอย่างนั้นพลางคิดในใจว่าเขาคิดกับเธอเหมือนน้องสาวคนหนึ่งเท่านั้น แล้วจะให้เขาแต่งงานกับคนที่เขาคิดว่าเป็นน้องได้ยังไง “แต่งงานกับพราวนะลูก เชื่อย่า” อนงค์นาถเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงอ่อนลง “ผมแต่งงานกับพราวไม่ได้ครับคุณย่า ผมรักขิม แล้วคุณย่าจะบังคับให้ผมไปแต่งงานกับคนที่ผมไม่ได้รักได้ยังไง” เขาพูดออกมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “แกก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าถ้าสิ่งไหนที่ย่าพูดออกไปแล้ว คนในบ้านหลังนี้ก็ขัดคำสั่งย่าไม่ได้” อนงค์นาถเอ่ยออกไปด้วยความเด็ดขาดสมกับเป็นหญิงแกร่งที่บริหารธุรกิจมาเพียงลำพังหลายสิบปีโดยไร้สามีข้างกาย “…” เขาถึงกับนิ่งงันพลางคิดในใจว่าคุณย่าเป็นประมุขของบ้าน ถ้าสิ่งไหนคุณย่าได้เปล่งวาจาออกมาแล้วทุกคนจะต้องทำตามด้วยความยำเกรง เนื่องจากว่าธุรกิจที่อยู่มาจนได้ตกเป็นของลูกหลานก็เพราะคุณย่าเป็นคนบริหารมาเองตั้งแต่สาวๆ เพราะคุณปู่ได้เสียชีวิตตอนที่คุณพ่ออายุได้สองขวบเท่านั้น ดังนั้นคุณย่าจึงบริหารคนเดียวมาหลายสิบปีด้วยความเหน็ดเหนื่อยและยากลำบาก “ไปบอกเลิกแฟนของแกซะ อีกสองเดือนย่าจะให้แกแต่งงานกับพราว” “…” “โซล” “ครับ” เขารับคำด้วยความฝืนใจเมื่อคิดไปว่าจะต้องไปบอกเลิกกับขิม ทั้งที่เมื่อวานยังพูดกับเธอเป็นมั่นเป็นเหมาะกันอยู่เลยว่าจะหมั้นกัน แล้วปีหน้าก็แต่งงานกัน ร่างแกร่งลุกจากโซฟาแล้วเดินออกจากห้องไปด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง เขาหันไปมองประตูห้องนอนของว่าที่เจ้าสาวแล้วขบสันกรามแน่นด้วยความกรุ่นโกรธ เรียวขายาวก้าวไปหน้าห้องของเธอแล้วเคาะประตูเสียงดังลั่นด้วยอารมณ์คุกรุ่นเกินจะควบคุมเอาไว้ได้ ก็อกๆๆๆ พราวเปิดประตูออกมาเมื่อเห็นว่าเป็นคนตัวสูงยืนสีหน้านิ่งขรึมอยู่จึงเอ่ยถามออกไปด้วยความประหม่า “คุณโซล…มีธุระอะไรจะคุ…” ถามไม่ทันจบ เจ้าของความสูงหนึ่งร้อยแปดสิบแปดเซนติเมตรก็เดินเข้าไปในห้องของเธอ เขาหลับตาถอนหายใจออกมาด้วยความหงุดหงิดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนแล้วค่อยๆหมุนตัวมาเผชิญหน้ากับเธอที่ยืนตัวลีบอยู่ด้านหลัง นัยน์ตาคมกริบเพ่งมองไปยังร่างบางที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยสายตาแข็งกร้าวพร้อมกับพูดออกไปด้วยน้ำเสียงทุ้มเข้ม “เธอไปพูดยังไง ทำไมอยู่ๆคุณย่าถึงได้มาบังคับฉันให้แต่งงานกับเธอ” “พราวก็เข้าไปพูดกับคุณท่านปกติค่ะ แต่เมื่อคืนอยู่ๆคุณท่านก็บอกให้พราวแต่งงานกับคุณ” “เธออย่าคิดนะว่าฉันไม่รู้ว่าเธอแอบรักฉันอยู่” เขารู้ว่าเธอแอบรักเขามาหลายปีแล้ว “…” เธอเม้มปากก้มหน้ายอมรับความจริง เขาจะรู้ว่าเธอแอบรักเขามันก็ไม่แปลกเพราะตั้งแต่ขึ้นมอห้าสายตาของเธอที่มองเขาก็เปลี่ยนไป ก่อนหน้านั้นเธอมองเขาเป็นเจ้านาย แต่พอขึ้นมอห้าความรู้สึกของเธอที่มีต่อเขาก็เริ่มเปลี่ยนไป เขาอายุมากกว่าเธอ ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าเธอคิดยังไงกับเขา “คุณย่าสั่งให้ฉันไปบอกเลิกกับขิม ทั้งที่ฉันรักขิมมานานแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะเธอ ปัญหานี้ก็คงไม่เกิดขึ้นกับฉันหรอก” “…” เรื่องที่คุณท่านบังคับให้เขาแต่งงาน เธอจะยอมรับผิดเองก็แล้วกัน “ถ้าเธอไม่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ คุณย่าก็ไม่มาบังคับให้ฉันต้องแต่งงานกับเธอหรอก” “…” มันก็ถูกอย่างที่เขาว่า ถ้าแม่เธอไม่ตายไปเสียก่อน ป่านนี้เธอกับแม่คงย้ายออกไปอยู่ที่อื่นแล้ว “เธอมันตัวซวย” “…” ประโยคนั้นมันทำเอาหัวใจของเธอชาวาบไปทั้งดวง “ถึงฉันจะต้องแต่งงานกับเธอ แต่ฉันก็จะไม่บอกเลิกขิม เพราะฉันจะรอเวลาจนกว่าจะได้หย่ากับเธอ หลังจากหย่ากับเธอฉันก็จะไปหมั้นกับขิม ฉันสัญญากับขิมเอาไว้แล้วว่าฉันจะหมั้นกับเขาและจะแต่งงานกันปีหน้า” “คุณโซลได้หมั้นกับคุณขิมแน่นอน เพราะถ้าถึงเวลาที่เหมาะสม พราวจะหย่ากับคุณเองค่ะ” เธอเงยหน้าขึ้นมาพูดกับคนตรงหน้าด้วยแววตาเด็ดเดี่ยว พลางคิดในใจว่าเธอไม่กลัวหรอกถ้าจะต้องเป็นแม่หม้ายสามีหย่าไปแต่งงานใหม่ “ขอให้พูดจริงก็แล้วกัน ไม่ใช่ว่าพอได้จดทะเบียนกับฉันแล้วก็ไม่ยอมหย่าให้ฉันง่ายๆ” “ขอให้คุณโซลเชื่อพราวเถอะค่ะว่าพราวทำได้ตามที่พูดจริง” เธอพูดออกไปด้วยแววตามุ่งมั่น โซลละสายตาจากใบหน้าเรียวเล็กแล้วเดินออกจากห้องไปบ้านพักที่ขิมอาศัยอยู่ร่างสูงลงจากรถสี่ประตูโฟวิลแล้วเดินเข้าไปในบ้านจึงเห็นว่าแฟนสาวกำลังรับประทานอาหารอยู่ ขิมที่หันมาเห็นแฟนหนุ่มตัวสูงพอดีจึงระบายยิ้มพร้อมกับเอ่ยออกไป“พี่โซลไปไหนมาเหรอคะ”“พี่ขับรถไปดูในไร่มาน่ะ”“พี่โซลมากินข้าวด้วยกันสิคะ”“พี่ก็กำลังหิวอยู่พอดีเลย” ว่าแล้วชายหนุ่มก็เดินไปหย่อนกายนั่งบนเก้าอี้ข้างคนรัก ขิมตักข้าวใส่จานให้แฟนหนุ่มก่อนที่ทั้งสองจะรับประทานอาหารกันไปและคุยกันไปอย่างสำราญใจเมื่อรับประทานอาหารเสร็จทั้งคู่ก็พากันมานั่งในห้องโถง ก่อนใบหน้าหล่อเหลาจะหันถามแฟนสาวที่นั่งอยู่ข้างกัน“ขิมชอบที่นี่ไหม”“ขิมชอบที่นี่มากกว่ากรุงเทพอีกค่ะ ขิมว่าบรรยากาศที่นี่ดีมากเลยค่ะ”“พี่ดีใจนะที่ขิมชอบ” เขาระบายยิ้มด้วยความดีใจที่เธอชอบ“ถ้าเราแต่งงานกันแล้ว เราจะอยู่ที่นี่ได้ไหมคะ”“ได้สิ ไม่ว่าขิมจะชอบที่ไหนพี่ก็จะให้ขิมอยู่ที่นั่นแหละ”“ขอบคุณนะคะที่ตามใจขิม”“ถ้าพี่ไม่ตามใจคนที่พี่รัก แล้วจะให้พี่ไปตามใจใครล่ะ”“ก็ตามใจภรรยาของพี่ไง”“พี่ไม่ได้ตามใจเขาเหมือนกับที่ตามใจขิมหรอกนะ”“ขอบคุณพี่โซลมากนะคะที่ยังให้ความสำคัญกับขิม”“ขิมก็รู้ว่าที่พี่แต่งงานเพราะความจำเป็น
เมื่อรถมาจอดหน้าบ้านชั้นเดียวที่มีขนาดไม่ใหญ่มากโซลก็ลงจากรถไปหยิบกระเป๋าเสื้อผ้าของขิมแล้วทั้งสองก็พากันเข้าบ้านไป“พี่จะให้แม่บ้านมาทำงานบ้านให้ทุกวันนะขิม”“ได้ค่ะ”“ขิมอยู่ที่นี่ได้ตามสบายเลย ขิมต้องการอะไรก็บอกพี่ได้ ไม่ต้องเกรงใจนะ”“ค่ะ”“งั้นพี่ไปก่อนนะ” บอกจบคนตัวสูงก็ออกจากบ้านไปขึ้นรถแล้วขับกลับบ้านหลังใหญ่ที่อยู่ไม่ไกล บ้านสองหลังนี้ถ้าจะเดินไปก็ถึงเพราะอยู่ห่างกันประมาณสามร้อยเมตรด้านพราวเมื่อเข้ามาในบ้านพราวก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังทำความสะอาดพื้นบ้านอยู่ พราวที่เห็นจึงเอ่ยทักทายออกไปด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม“สวัสดีค่ะพี่”“อ้อ สวัสดีค่ะ คุณมากับคุณโซลใช่ไหมคะ” แหวนที่เป็นคนดูแลบ้านหลังนี้เอ่ยทักทายออกไปด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร“ใช่ค่ะ”“คุณชื่ออะไรคะ” เมื่อวานโซลโทรมาบอกแหวนว่าให้ทำความสะอาดบ้านเพราะวันนี้เขาจะมา แต่โซลไม่ได้บอกแหวนว่าจะพาใครมาด้วย“ชื่อพราวค่ะ”“พี่ยินดีที่ได้รู้จักน้องพราวนะ พี่ชื่อแหวน”“พราวยินดีที่ได้รู้จักพี่แหวนค่ะ”“ว่าแต่…น้องพราวเป็นอะไรกับคุณโซลเหรอ” แล้วเสียงทุ้มของเจ้าของบ้านก็เอ่ยขึ้น“เขาเป็นคนงานใหม่ของฉันเอง”“คนงานใหม่?” แหวนเอ่ยย้ำออกไปอย่างไ
หนึ่งเดือนต่อมาวันนี้อนงค์นาถบังคับให้หลานชายของตัวเองพาพราวไปเลือกชุดแต่งงาน โซลที่ไม่สามารถขัดคำสั่งของคุณย่าได้จึงจำต้องพาเธอไปร้านชุดแต่งงานอย่างฝืนใจบนรถ“แอบรักฉันมาหลายปี ตอนนี้คงจะดีใจมากสินะที่จะได้แต่งงานกับฉัน” เสียงทุ้มเอ่ยออกไปด้วยความเย้ยหยัน ในขณะที่มือประคองพวงมาลัยรถ สายตามองไปข้างหน้า“ถึงพราวจะชอบคุณโซลมานานแล้ว แต่พราวก็ไม่ได้ดีใจเลยค่ะที่จะได้แต่งงานกับคุณ พราวไม่เคยคิดจะแย่งคนรักของใคร คุณโซลก็รู้นี่คะว่าพราวต้องทำตามคำสั่งของคุณท่าน ซึ่งคุณเองก็ขัดคุณท่านไม่ได้ไม่ใช่เหรอคะ”“…”“คุณโซลทนอยู่กับพราวไปสักพักเถอะค่ะ แล้วพราวจะหย่าให้คุณเอง” เธอพูดออกไปด้วยน้ำเสียงหนักแน่น โซลที่ได้ยินอย่างนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรต่อพลางคิดในใจว่าสิ่งเดียวที่ต้องทำตอนนี้คือต้องทำใจแต่งงานกับเธอและทนอยู่กับเธอไปสักพักจนถึงวันจะได้หย่าหลายวันต่อมาห้องนอนของอนงค์นาถโซลเข้ามาในห้องของคนเป็นย่าจึงเห็นว่าที่เจ้าสาวของเขานั่งคุยกับย่าของเขาอยู่บนโซฟา พราวที่เห็นอย่างนั้นจึงพูดกับอนงค์นาถเพราะคิดว่าเขาคงมีเรื่องอยากจะคุยธุระกับคุณย่าของเขา“คุณท่านคะ พราวขอตัวกลับห้องนะคะ”“เธอไม่ต้องไป เพร
วันต่อมาร้านอาหาร ห้องวีไอพีวันนี้พอขิมเลิกงาน โซลก็พาเธอมาที่ร้านอาหารเพื่อจะบอกเรื่องที่ถูกคุณย่าบังคับให้แต่งงาน“วันนี้พี่โซลมีเรื่องไม่สบายใจหรือเปล่าคะ ทำไมถึงดูสีหน้าไม่ค่อยดีเลย”“พี่มีข่าวร้ายจะมาบอกขิมน่ะ” เขาหันไปมองแฟนสาวแล้วเอ่ยออกไปด้วยสีหน้าหม่นหมอง“ข่าวร้าย? อะไรเหรอคะ” เธอถามด้วยสีหน้าตกใจ ใจคอไม่ค่อยดีเมื่อได้ยินคำว่าข่าวร้าย“เมื่อวานคุณย่าบอกให้พี่แต่งงานกับคนโปรดของคุณย่าน่ะ”“ตะ แต่งงาน!” เธอถามออกไปอย่างตกใจไม่อยากจะเชื่อหูของตัวเอง ก่อนจะตั้งสติแล้วถามต่อ“แล้วใครเหรอคะคนโปรดของคุณย่าพี่โซล”“เขาชื่อพราว พราวเป็นลูกแม่บ้าน แม่เขาเสียไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน แล้วคุณย่าก็อุปการะเลี้ยงดูพราวตั้งแต่นั้นมา คุณย่าเอ็นดูพราวมาก”“ปฏิเสธไม่ได้เหรอคะ”“พี่ปฏิเสธแล้วขิม แต่คุณย่าก็ยังยืนกรานว่าให้พี่แต่งงานกับพราวให้ได้ ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาถ้าเรื่องไหนที่คุณย่าตัดสินใจไปแล้ว ใครก็ขัดคำสั่งของคุณย่าไม่ได้ แม้แต่พ่อพี่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่งของคุณย่า”“งั้นเราต้องเลิกกันทั้งที่ยังรักกันเหรอคะ” เธอเอ่ยถามออกไปด้วยสีหน้าเศร้าหมอง“ถึงพี่จะแต่งงาน พี่ก็จะไม่เลิกกับขิม เราจะยังเจอกันได
วันต่อมาโซลตื่นตั้งแต่เช้าแล้วอาบน้ำสวมใส่เสื้อผ้าด้วยความตื่นเต้นเมื่อคิดว่าจะได้จัดงานหมั้นให้ผู้หญิงที่ตัวเองรัก ร่างสูงออกจากห้องนอนของตัวเองแล้วเดินไปเปิดประตูห้องนอนของคนเป็นย่าจึงเห็นว่าย่านั่งอ่านหนังสืออยู่บนโซฟา อนงค์นาถที่เห็นหลานชายสุดรักจึงปิดหนังสือและวางไว้บนโซฟาพร้อมกับเอ่ยถามออกไปด้วยรอยยิ้มอบอุ่น“มาหาย่าตั้งแต่เช้า มีเรื่องอะไรจะคุยกับย่าเหรอ”ชายหนุ่มก้าวมาหย่อนกายนั่งข้างคนเป็นย่าแล้วเอ่ยออกไปด้วยสีหน้าระรื่น“ผมมีเรื่องสำคัญจะมาบอกคุณย่าครับ”“ย่าก็มีเรื่องสำคัญที่จะบอกแกเหมือนกัน แกบอกเรื่องสำคัญของแกมาก่อนสิ”“ผมกับขิมก็คบกันมานานพอสมควรแล้ว เพราะฉะนั้นผมก็เลยจะมาบอกคุณย่าว่าผมจะหมั้นกับขิมครับ”“แกมั่นใจแล้วเหรอว่าอยากให้แฟนของแกมาเป็นภรรยาและแม่ของลูก”“ผมมั่นใจในตัวขิมร้อยเปอร์เซนต์ครับว่าขิมคือผู้หญิงที่จะมาเป็นภรรยาที่ดีและแม่ของลูกที่ดีของผมได้” เขาตอบออกไปอย่างมั่นอกมั่นใจเพราะเขาเชื่อมั่นในคนรักของเขา“แต่ย่าไม่มั่นใจในตัวของแฟนแกว่าจะเป็นภรรยาและแม่ที่ดีของลูกได้” อนงค์นาถที่ไม่อยากได้แฟนสาวของหลานชายมาเป็นหลานสะใภ้พูดอ้างออกไป“ผมคบกับขิมมาสองปีแล้ว
โซล อายุ27ปี สูง188เซนติเมตร มีธุรกิจโรงแรมและมีไร่องุ่นหลายพันไร่ พราว อายุ22ปี สูง159เซนติเมตรตัวอย่างเนื้อหา “คุณโซลจะทำอะไรคะ” “คนที่แต่งงานกันแล้วต้องทำอะไรกันล่ะ” “พรุ่งนี้เราจะหย่ากันแล้วนะคะ คุณไม่ควรมาทำแบบนี้กับพราว” “ใช่ พรุ่งนี้เราจะหย่ากัน และหลังจากวันพรุ่งนี้ฉันก็ทำอะไรเธอไม่ได้ แต่ตอนนี้ฉันยังไม่ได้หย่ากับเธอ เพราะงั้น…ฉันก็ยังเอาเธอได้” “…” “ไหนๆพรุ่งนี้ฉันกับเธอก็ต้องหย่ากันแล้ว งั้น…คืนนี้ฉันจะเอาเธอให้สมกับที่เธอรักฉันมานานก็แล้วกันนะ” “หย่ากับฉันได้ไม่นานก็หาผัวใหม่ได้แล้วเหรอ” “ค่ะ” “…” “เธออย่าพยายามหนีฉันเลยนะ เพราะต่อให้หนียังไงเธอก็เหนื่อยเปล่า” “คุณกับพราวหย่ากันแล้ว…” “ไม่ต้องจดทะเบียนสมรสก็เอากันได้” “ตอนนี้พราวไม่ได้มีสถานะเป็นอะไรกับคุณแล้วนะคะ” “ไม่มีสถานะก็เอากันได้” . . . . . . . . ภัตตาคารในโรงแรมหรูของโซล 19.00 น. วันนี้โซลพาขิมซึ่งเป็นหญิงสาวที่ตัวเองรักมารับประทานอาหาร เนื่องในโอกาสที่ทั้งสองเป็นแฟนกันมาสองปีแล้ว เมื่อสองปีก่อนขิมเข้ามาทำงานเป็นพนักงานต้อนรับส่วนหน้าในโรงแรมของโซล ตอนนั้นขิมอายุยี่สิบสามปี มีอยู่วันห







