LOGINตอนที่ 3: เส้นแบ่งที่เริ่มพร่าเลือน
อาการปวดหนึบตรงบั้นเอวและรอยเสียดสีแสบระบมตรงช่วงล่างคอยย้ำเตือนถึงเหตุการณ์บนโซฟาหนังสีดำตัวนั้นตลอดทั้งวัน ทุกจังหวะการก้าวเดินบนพื้นหินอ่อนขัดมันกลายเป็นความทรมานที่ต้องสะกดกลั้น ทว่าแผ่นหลังใต้เสื้อเชิ้ตสีขาวสั่งตัดพิเศษยังคงเหยียดตรงอย่างสง่างาม กระดุมคอเสื้อถูกกลัดปิดสนิทจนถึงเม็ดบนสุด ผูกเนกไทสีกรมท่าเข้มทับเพื่อซ่อนรอยฟกช้ำสีเข้มที่ถูกฟันคมขบกัดเอาไว้ไม่ให้เล็ดลอดออกสู่สายตาใคร ธันยกรส่งมอบรายงานวิเคราะห์งบประมาณฉบับแก้ไขวางไว้ตรงกึ่งกลางโต๊ะทำงานของประธานบริษัทตั้งแต่เวลาเจ็ดโมงห้าสิบห้านาที เมื่อเจตนิพัทธ์ก้าวเข้าห้องมาในเวลาแปดโมงครึ่ง ชายหนุ่มเพียงแค่ปรายตามองเอกสาร รับมันไปเปิดดูผ่านๆ โดยไม่แม้แต่จะเอ่ยทักทายหรือสบตากับคนที่ยืนคอยท่า ธันย์ก้มหน้ารับคำสั่งสั้นห้วนในลำคอแล้วถอยกลับออกมารับหน้าที่หน้าห้องทำงานตามเดิม หนึ่งวันดำเนินไปด้วยความราบรื่นภายใต้หน้ากากของระบบธุรกิจอันเคร่งครัด จนกระทั่งเข็มสั้นของนาฬิกาแขวนผนังเคลื่อนผ่านเลขห้าในเวลาเย็น แสงแดดสีส้มจัดเริ่มทอดเงายาวพาดผ่านโถงทางเดินชั้นสี่สิบสอง พนักงานส่วนใหญ่ทยอยเก็บของกลับบ้าน เหลือเพียงความเงียบสงบที่เริ่มเข้าปกคลุมพื้นที่ ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะเบาๆ สองครั้งตรงแผ่นกระจกนิรภัยกั้นโต๊ะทำงานดึงสมาธิของธันย์ออกจากหน้าจอแท็บเล็ต “คุณธันย์ครับ ยังไม่กลับใช่ไหมเนี่ย” ธันย์เงยหน้าขึ้นมองผู้มาเยือน ‘กานต์’ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดวัยยี่สิบเก้าปียืนส่งยิ้มกว้างมาให้ รูปร่างสันทัดในชุดสูทลำลองสีกรมท่าที่ไม่ได้ผูกเนกไทดูผ่อนคลายและเข้าถึงง่าย ต่างจากบรรยากาศกดดันในห้องทำงานใหญ่ด้านหลังอย่างสิ้นเชิง ในมือของกานต์ถือแก้วชาผลไม้เย็นสองแก้วที่มีหยดน้ำเกาะพราว “กำลังเคลียร์เอกสารชุดสุดท้ายอยู่ครับคุณกานต์ มีเรื่องด่วนอะไรหรือเปล่าครับ” ธันย์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสุภาพเป็นกันเอง มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ ที่ทำให้ใบหน้าขาวสะอ้านดูนุ่มนวลขึ้นในพริบตา “ไม่มีเรื่องงานแล้วครับ มีแต่เรื่องค้างคาใจล้วนๆ” กานต์หัวเราะเบาๆ พลางวางแก้วชาผลไม้แก้วหนึ่งลงบนโต๊ะข้างแฟ้มงาน “เรื่องที่บอร์ดบริหารซักฟอกงบประมาณฝ่ายการตลาดเมื่อวาน ถ้าไม่ได้คุณธันย์ช่วยจัดเอกสารเปรียบเทียบราคาซัพพลายเออร์มาดักไว้ให้ก่อน ป่านนี้ทีมผมคงโดนท่านประธานเฉือดกลางที่ประชุมไปแล้ว ผมกับน้องๆ ในทีมเลยอยากขอเป็นเจ้าภาพเลี้ยงขอบคุณคุณธันย์สักมื้อครับ” “ไม่ต้องลำบากหรอกครับคุณกานต์ นั่นเป็นหน้าที่ที่ผมต้องประสานงานอยู่แล้ว อีกอย่าง ข้อมูลเดิมที่คุณกานต์ทำมาก็ละเอียดมาก ผมแค่ช่วยเรียบเรียงให้บอร์ดอ่านง่ายขึ้นเท่านั้นเอง” “ไม่ลำบากเลยครับ ถ้าคุณธันย์ไม่ยอมให้พวกผมเลี้ยงขอบคุณ พวกผมคงรู้สึกผิดแย่” กานต์ขยับเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด วางแขนทาบกับขอบพาร์ทิชัน แววตามีประกายกระตือรือร้นอย่างเปิดเผย “หรือถ้าคุณธันย์เกรงใจ ไม่อยากไปนั่งร่วมโต๊ะกับคนเยอะๆ … ไปทานกับผมแค่สองคนก็ได้ครับ ร้านอาหารญี่ปุ่นเปิดใหม่แถวอารีย์ ปลาสดมาก บรรยากาศเงียบดีด้วย ผมจองโต๊ะไว้ทุ่มครึ่ง คืนนี้คุณธันย์พอจะสละเวลาให้ผมได้ไหมครับ” ธันย์นิ่งไปเล็กน้อย สายตามองสบกับรอยยิ้มจริงใจที่ปราศจากความเคลือบแคลงหรือเจตนากดขี่ ความอบอุ่นที่ได้รับทำให้หัวใจที่ตึงเครียดและเหนื่อยล้ามาตลอดทั้งวันเริ่มผ่อนคลายลง เขาอยากพาตัวเองออกไปจากพื้นที่สี่เหลี่ยมแห่งนี้ อยากออกไปสูดอากาศข้างนอกที่ไม่ต้องคอยระแวดระวังว่าคำพูดไหนจะไปสะกิดอารมณ์ร้ายของใครเข้า “ได้ครับคุณกานต์ เดี๋ยวผมขอเคลียร์ระบบหน้าโต๊ะอีกสักพัก ทุ่มครึ่งเจอกันที่ล็อบบี้ชั้นล่างนะครับ” “ขอบคุณมากครับคุณธันย์! งั้นผมไม่กวนแล้ว เดี๋ยวทุ่มครึ่งผมลงไปยืนรอหน้าลิฟต์นะ” กานต์ยิ้มจนตาหยี ยกมือขึ้นโบกเบาๆ อย่างอารมณ์ดีก่อนจะหมุนตัวเดินฮัมเพลงกลับไปทางโถงลิฟต์ ธันย์มองตามแผ่นหลังนั้นพลางส่ายหน้ายิ้มๆ รอยยิ้มที่ผุดขึ้นมาจากความสบายใจอย่างแท้จริง ดวงตาเรียวหยีลงจนเกิดรอยพับเล็กๆ ที่หางตา เผยให้เห็นเสน่ห์ตามธรรมชาติที่มักถูกซ่อนไว้ใต้สีหน้าเรียบเฉย โดยที่เขาไม่รู้ตัวเลยว่า… มีสายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องภาพเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านรอยแยกของมู่ลี่ไม้ในห้องทำงานประธาน ภายในห้องกว้างขวาง เจตน์ยืนนิ่งอยู่ริมกระจกบานใหญ่ มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกงสแล็ก อีกข้างถือแก้วกาแฟดำที่เย็นชืดสนิท ใบหน้าคมคายเคร่งขรึมจนน่ากลัว สันกรามบดเข้าหากันแน่นจนกล้ามเนื้อแก้มกระตุก ดวงตาคมดุวาวโรจน์ด้วยความขุ่นมัวที่ปะทุขึ้นมากลางอกโดยไร้เหตุผล รอยยิ้มแบบนั้น… ธันย์ไม่เคยยิ้มให้เขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว ตลอดเวลาเกือบหนึ่งปีที่ผ่านมา เวลาที่อยู่ต่อหน้าเขา ธันยกรจะมีเพียงสองบุคลิกเท่านั้น บุคลิกแรกคือหน้ากากเลขาฯ ผู้สมบูรณ์แบบที่ตอบรับทุกคำสั่งด้วยคำว่า ‘ครับ ท่านประธาน’ อย่างเย็นชา และอีกบุคลิกหนึ่งคือความสั่นเทาระคนเจ็บปวด ยามที่ถูกเขากดทับลงกับเบาะโซฟา หลับตากล้ำกลืนน้ำตาเพื่อรอให้พายุอารมณ์พัดผ่านไป แต่เมื่อครู่นี้ เลขาฯ คนเดิมกลับส่งยิ้มหวานให้กับผู้จัดการฝ่ายการตลาด ยอมรับเครื่องดื่ม ยอมสบตา และยอมตกปากรับคำชวนออกไปดินเนอร์ข้างนอกอย่างง่ายดาย ความรู้สึกหงุดหงิดที่คล้ายกับถูกใครบางคนล้ำเส้นเข้ามาในอาณาเขตแล่นพล่านไปทั่วอก เจตน์เดินกลับไปกระแทกตัวลงบนเก้าอี้หนังพนักสูง วางแก้วกาแฟลงบนจานรองเสียงดังจนน้ำกาแฟกระฉอกเลอะโต๊ะไม้โอ๊ก “ไร้สาระ…” ชายหนุ่มสบถออกมาเสียงต่ำ พยายามข่มอารมณ์พลุ่งพล่านด้วยการบอกตัวเองซ้ำๆ ว่าเขาไม่ได้สนใจว่าธันย์จะไปไหนกับใคร กฎเหล็กที่เขาเป็นคนตั้งระบุไว้ชัดเจนแล้วว่านอกเวลางานทั้งคู่ไม่มีสถานะต่อกัน เขาไม่มีสิทธิ์ก้าวก่าย และไม่ควรลดตัวลงไปใส่ใจเรื่องส่วนตัวของเลขาฯ ทว่ายิ่งพยายามปฏิเสธ ภาพรอยยิ้มสดใสของธันย์ที่มีให้ชายอื่นกลับยิ่งวนเวียนอยู่ในหัว จนเขาไม่สามารถอ่านตัวเลขบนเอกสารสัญญาตรงหน้าได้รู้เรื่องแม้แต่บรรทัดเดียว เวลาหนึ่งทุ่มยี่สิบห้านาที ธันย์จัดเก็บแฟ้มเอกสารเข้าตู้ล็อกเกอร์เรียบร้อย ปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์และระบบไฟหน้าโต๊ะ หยิบกระเป๋าหนังและเสื้อสูทตัวนอกขึ้นมาพาดไว้บนท่อนแขน เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาตั้งใจจะพิมพ์ข้อความบอกกานต์ว่ากำลังจะลงลิฟต์ไปหา ครืด… ครืด… โทรศัพท์สายในบนโต๊ะทำงานสั่นสะเทือนขึ้นมาขัดจังหวะ ธันย์ชะงักมือ กดรับสายทันทีตามสัญชาตญาณ “ธันยกร พูดครับ” “เข้ามาในห้องผม เดี๋ยวนี้” น้ำเสียงทุ้มต่ำที่ห้วนสั้นและเย็นเยียบดังผ่านสายมาเพียงประโยคเดียวก่อนที่สัญญาณจะถูกตัดไปโดยไม่เปิดช่องว่างให้ถามหาเหตุผล ธันย์ขมวดคิ้วเล็กน้อย มองหน้าปัดนาฬิกาข้อมือที่บอกเวลาอีกห้านาทีจะถึงเวลานัด เขาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดความกังวล วางกระเป๋าลงบนโต๊ะ แล้วเดินตรงไปเคาะประตูห้องประธานก่อนจะผลักเข้าไป ห้องทำงานใหญ่เปิดไฟสลัวไว้เพียงดวงเดียวตรงมุมโต๊ะทำงาน เจตน์นั่งพิงพนักเก้าอี้ แขนเสื้อเชิ้ตถูกพับขึ้นมาถึงข้อศอก เนกไทถูกดึงคลายออกจนเห็นกระดุมคอที่ปลดเปลือย ใบหน้าคมคายมืดครึ้มและแผ่รังสีคุกคามออกมาจนบรรยากาศในห้องหนักอึ้ง “ท่านประธานมีเรื่องด่วนอะไรหรือเปล่าครับ” ธันย์หยุดยืนหน้าโต๊ะทำงาน เว้นระยะห่างสองก้าวตามมารยาท เจตน์ไม่ตอบทันที สายตาคมกริบกวาดมองสำรวจคนตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า เสื้อผ้าที่จัดแต่งเรียบร้อยเป็นพิเศษ เส้นผมที่ถูกเซ็ตเป็นทรง และท่าทางเหมือนพร้อมจะก้าวออกจากตึกไปพบใครอีกคน ยิ่งกระตุ้นไฟโทสะในอกของเขาให้ลุกโชนขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง ปึก! แฟ้มเอกสารปกแข็งเล่มหนาถูกเจตน์เหวี่ยงกระแทกลงบนโต๊ะอย่างแรง เสียงนั้นดังก้องท่ามกลางความเงียบงัน “โครงการมิกซ์ยูสที่บางนา” เจตน์เอ่ยปาก น้ำเสียงเรียบนิ่งแต่แฝงเจตนากดทับชัดเจน “รายงานวิเคราะห์ความเสี่ยงทางการเงินฉบับนี้ใช้ไม่ได้ ตัวเลขคาดการณ์ผลตอบแทนต่ำเกินจริง และการประเมินภาษีที่ดินตกหล่นไปหลายจุด ผมต้องการให้คุณรื้อคำนวณใหม่ทั้งหมด” ธันย์นิ่งงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบแฟ้มขึ้นมาเปิดดูอย่างรวดเร็ว “แต่เอกสารชุดนี้เพิ่งผ่านการตรวจสอบร่วมกับฝ่ายการเงินเมื่อวาน และกำหนดการส่งให้บอร์ดพิจารณาคือวันพุธหน้าไม่ใช่เหรอครับ” “ผมเปลี่ยนใจ” เจตน์ประสานมือไว้บนโต๊ะ จ้องมองคนตรงหน้าด้วยแววตากดดัน “ผมต้องการอ่านรายงานฉบับสมบูรณ์พรุ่งนี้เช้าเจ็ดโมงครึ่ง” ธันย์เงยหน้าขึ้นสบตากับคนเป็นเจ้านาย ดวงตาเรียวสั่นไหวเล็กน้อยด้วยความรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมที่ก่อตัวขึ้นในใจ “ถ้าต้องรื้อตัวเลขใหม่ทั้งหมดตามที่คุณต้องการ ผมต้องใช้เวลาคำนวณและปรับโมเดลอย่างน้อยสี่ถึงห้าชั่วโมงครับ” ธันย์พยายามควบคุมน้ำเสียงให้นิ่งที่สุด “ตอนนี้ล่วงเลยเวลาทำงานปกติมาสองชั่วโมงแล้ว และคืนนี้… ผมมีธุระส่วนตัวสำคัญที่ต้องไปจัดการ” คำว่า ‘ธุระส่วนตัวสำคัญ’ จุดชนวนให้ความอดทนของเจตน์พังทลายลงในพริบตา ร่างสูงผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเท้าอ้อมโต๊ะทำงานตัวใหญ่เข้ามาหาธันย์อย่างรวดเร็ว บรรยากาศคุกคามบีบให้ธันย์ต้องก้าวถอยหลังตามสัญชาตญาณ ทว่าเพียงสองก้าว แผ่นหลังของเขาก็ชนเข้ากับตู้เอกสารบานทึบจนไร้ทางหนี เจตน์ยกแขนขึ้นยันตู้เอกสารไว้ข้างศีรษะของธันย์ กักขังร่างโปร่งไว้ในพื้นที่แคบ กลิ่นไม้สนซีดาร์เข้มข้นแผ่ซ่านเข้าปกคลุมจนธันย์รู้สึกอึดอัด ใบหน้าคมคายโน้มลงมาใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนผ่าว “ธุระส่วนตัวสำคัญ?” เจตน์แค่นยิ้มเย็น แววตาคมดุจ้องลึกลงไปในดวงตาหลังกรอบแว่น “ไปกินข้าวกับผู้จัดการฝ่ายการตลาดน่ะเหรอ คือธุระสำคัญที่คุณต้องรีบไป” ธันย์เบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย หัวใจเต้นกระตุกเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายเห็นเหตุการณ์หน้าห้อง แต่ความตระหนกก็ถูกแทนที่ด้วยความกรุ่นโกรธอย่างรวดเร็ว “ใช่ครับ” ธันย์เชิดหน้าขึ้น สบตากับเจตน์อย่างไม่ยอมลดละ “คุณกานต์ชวนผมไปทานข้าวเพื่อขอบคุณเรื่องงาน และผมตกลงไปแล้ว นอกเวลางานผมมีสิทธิ์จะไปไหนกับใครก็ได้ คุณเป็นคนตั้งกฎข้อนี้ขึ้นมาเองไม่ใช่เหรอครับคุณเจตน์ ว่านอกเวลางานเราไม่มีสถานะต่อกัน ผมไม่มีสิทธิ์ก้าวก่ายคุณ และคุณ… ก็ไม่มีสิทธิ์ก้าวก่ายชีวิตผมเหมือนกัน” การถูกย้อนด้วยกฎเหล็กของตัวเองทำให้เจตน์ขบกรามแน่นจนขึ้นสันนูน มือหนาที่ยันตู้เอกสารเลื่อนลงมาคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของธันย์ ออกแรงบีบและกระชากเข้าหาตัวอย่างแรงจนร่างของเลขาฯ หนุ่มเซถลาเข้ามาปะทะกับแผงอกกว้าง “อึก!” ธันย์นิ่วหน้าด้วยความเจ็บแปลบที่ข้อมือ เจตน์โน้มตัวลงไปกระซิบชิดใบหู น้ำเสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยความเดือดดาลที่ไม่อาจควบคุมได้อีกต่อไป “อย่าคิดเอาคำพูดของผมมาย้อนผม ธันยกร” นิ้วมือแกร่งเลื่อนขึ้นมาบีบปลายคางมน ออกแรงบังคับให้ธันย์ต้องแหงนหน้าขึ้น เจตน์จงใจใช้ปลายนิ้วโป้งกดทับลงไปบนรอยช้ำตรงซอกคอใต้ปกเสื้อเชิ้ต รอยที่เขาเป็นคนฝากไว้เมื่อคืน เพื่อย้ำเตือนสิทธิ์ที่เหนือกว่า “ในเวลางาน คุณคือเลขาฯ ของผม และนอกเวลางาน… ร่างกายของคุณก็เป็นของผม” คำประกาศิตนั้นเต็มไปด้วยความเผด็จการและเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ ธันย์รู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวถูกช่วงชิงไปจนหมดสิ้น หัวใจชาวาบกับความจริงอันเลือดเย็น “ผมเป็นคนจ่ายเงินเดือนให้คุณทุกบาท ซื้อเวลา ซื้อความสามารถ… และซื้อตัวคุณ” เจตน์จ้องมองดวงตาที่เริ่มเอ่อรื้อด้วยหยาดน้ำตาของธันย์อย่างไร้ความปรานี “จำใส่หัวไว้ด้วยว่าสำหรับคุณ คำสั่งของผมคืองานด่วนที่สุดเสมอ และคุณไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ” หยาดน้ำตาเม็ดใสเอ่อคลออยู่ที่ขอบตา แต่ธันย์กัดฟันสะกดกลั้นมันไว้สุดกำลัง ไม่ยอมปล่อยให้มันหยดลงมาประจานความอ่อนแอต่อหน้าผู้ชายคนนี้ ศักดิ์ศรีที่พยายามประคับประคองมาตลอดหนึ่งปีถูกเหยียบย่ำจนแหลกละเอียดไม่มีชิ้นดี ความเงียบสงัดเข้ายึดครองห้องทำงานอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจหนักหน่วงของเจตน์และเสียงหัวใจที่แหลกสลายของธันย์ มือเรียวที่ถูกบีบจนขึ้นรอยแดงค่อยๆ คลายแรงขืน ยอมจำนนต่อกรงขังที่ตัวเองเป็นคนก้าวเข้ามาติดกับ ธันย์หลุบสายตาลงต่ำ ซ่อนความเจ็บช้ำไว้เบื้องหลังแพขนตาที่เปียกชื้น ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาแต่แห้งแล้งที่สุด “ทราบแล้วครับ… ท่านประธาน” คำว่า ‘ท่านประธาน’ ที่ถูกนำกลับมาใช้เป็นเกราะกำบังอีกครั้ง ทำให้มือของเจตน์ที่บีบคางมนอยู่ชะงักไป ความเย็นชาและว่างเปล่าในน้ำเสียงของธันย์ทำให้หัวใจของเจตน์กระตุกวูบอย่างประหลาด จนเผลอคลายแรงบีบออกช้าๆ ธันย์ค่อยๆ ถอยห่างออกมาหนึ่งก้าว ก้มหน้าลงเล็กน้อยตามมารยาท ยกมือข้างที่เพิ่งเป็นอิสระขึ้นมาหยิบโทรศัพท์มือถือ กดพิมพ์ข้อความสั้นๆ เพื่อยกเลิกนัดกับกานต์ ‘ขอโทษด้วยนะครับคุณกานต์ พอดีมีงานด่วนเข้ามากะทันหัน คืนนี้คงไปทานข้าวด้วยไม่ได้แล้ว ขอโทษจริงๆ ครับ’ เมื่อกดส่งข้อความเสร็จ ธันย์ก็เก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า หันไปหยิบแฟ้มเอกสารโครงการบางนา เดินตรงไปยังโต๊ะทำงานมุมห้องประธาน ทิ้งตัวลงนั่งเปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อเริ่มรื้อตัวเลขใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้น ทุกการกระทำดำเนินไปด้วยความเงียบงัน ไร้การตัดพ้อ ไร้การสบตา และปราศจากบทสนทนาใดๆ เพิ่มเติม เจตน์ยืนมองแผ่นหลังบางที่ก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่ใต้แสงไฟสลัวเพียงลำพัง แม้เขาจะได้สิ่งที่ต้องการ ได้กักขังธันย์ไว้ข้างกาย และทำลายมื้อค่ำของอีกฝ่ายลงได้อย่างเด็ดขาด… ทว่าในอกข้างซ้ายของเขากลับไม่ได้รู้สึกถึงรสชาติของชัยชนะเลยแม้แต่น้อย มันมีเพียงความหน่วงหนัก อึดอัด และรอยแยกที่เริ่มปริแตกออกทีละนิด… ภายในความสัมพันธ์ที่ไร้ชื่อเรียกนี้ตอนที่ 25 (ตอนจบ) : พันธะนิรันดร์ [20+]ลมทะเลสายัณห์พัดพากลิ่นไอเค็มจางๆ ผสมผสานกลิ่นหอมของดอกลั่นทมเข้ามาทางระเบียงไม้สักของบ้านพักตากอากาศส่วนตัวริมชายหาดปราณบุรี แสงอาทิตย์ยามเย็นทอดลำแสงสีส้มทองอมชมพูพาดผ่านผืนน้ำระยิบระยับ เสียงเกลียวคลื่นซัดกระทบแนวสันทรายสม่ำเสมอ แผ่วเบาและเงียบสงบ แตกต่างจากความวุ่นวายในเมืองหลวงและชั้นสี่สิบสองของตึกอัศว คอร์ปอเรชัน อย่างสิ้นเชิงบนระเบียงกว้างที่ยื่นออกไปรับลมทะเล ธันยกรยืนเท้าแขนอยู่กับราวไม้สัก ร่างโปร่งสวมเพียงเสื้อเชิ้ตผ้าลินินสีขาวตัวหลวมที่ปลดกระดุมคอลงมาสองเม็ด ชายเสื้อสะบัดพลิ้วตามแรงลม กางเกงผ้าฝ้ายขาสั้นสีเบจเผยให้เห็นเรียวขาขาวสะอาด สองเท้าเปลือยเปล่าย่ำอยู่บนพื้นไม้ที่ยังคงอุ่นจากแดดบ่าย กรอบแว่นสายตาถูกถอดวางไว้บนโต๊ะข้างแก้วน้ำส้มคั้น ใบหน้าขาวสะอ้านผ่อนคลาย ดวงตาคู่เรียวทอดมองเส้นขอบฟ้าด้วยความสงบที่แท้จริงเสียงฝีเท้าก้าวเหยียบบนพื้นไม้อย่างเชื่องช้า ก่อนที่อ้อมแขนแกร่งจะค่อยๆ สอดเข้ามาโอบรัดรอบเอวบางจากทางด้านหลัง แผ่นอกกว้างที่สวมเพียงเสื้อยืดคอกลมสีดำแนบชิดเข้ากับแผ่นหลังของธันย์อย่างนุ่มนวล กลิ่นสบู่อ่อนๆ และไออุ่นคุ้นเค
ตอนที่ 24: สอบสัมภาษณ์ตลอดชีวิตบรรยากาศการประชุมคณะกรรมการบริหารฝ่ายยุทธศาสตร์และการเงินบนชั้นสี่สิบเอ็ดในบ่ายวันอังคาร ดำเนินไปด้วยความเคร่งเครียดตามปกติของการจัดสรรงบประมาณประจำไตรมาสใหม่ หลังจากการถอนตัวจากโครงการมิกซ์ยูสริมแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านพ้นไป บริษัทจำเป็นต้องปรับโครงสร้างกระแสเงินสดและกระจายความเสี่ยงไปยังที่ดินแปลงอื่นในแถบระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนรายย่อยหัวหน้าแผนกสี่ฝ่ายหลักนั่งล้อมรอบโต๊ะประชุมกระจกรูปวงรี เอกสารตัวเลขงบดุลและแผนภูมิความเสี่ยงถูกฉายขึ้นบนจอโปรเจกเตอร์ขนาดใหญ่ด้านหน้า เจตนิพัทธ์นั่งประจำตำแหน่งหัวโต๊ะในชุดสูทสากลสีเทาเข้ม ชายหนุ่มสวมบทบาทประธานเจ้าหน้าที่บริหารผู้สุขุมและเด็ดขาด ปลายนิ้วเคาะเบาๆ บนแฟ้มหนังขณะรับฟังรายงานผลการดำเนินงานจากผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจข้างกายทางขวามือของเจตน์… คือตำแหน่งของธันยกรเลขาฯ หนุ่มอยู่ในชุดสูทสีกรมท่าเข้มพอดีตัว คอเสื้อเชิ้ตกลัดกระดุมมิดชิด แว่นสายตากรอบบางรับกับใบหน้าขาวสะอ้าน นิ้วเรียวยาวขยับจดบันทึกสาระสำคัญของการประชุมลงในแท็บเล็ตอย่างคล่องแคล่ว ท่วงท่าสงบและเปี่ยมไปด้วยความ
ตอนที่ 23: ใต้บัญชาการของเลขาฯ [20+]เวลาหนึ่งทุ่มสามสิบห้านาทีแสงไฟนีออนตามแนวตึกระฟ้าของกรุงเทพมหานครส่องประกายระยิบระยับอยู่เบื้องล่าง ทว่าภายในห้องทำงานประธานกรรมการบริหารบนชั้นสี่สิบสอง ม่านม้วนไฟฟ้าสีเทาเข้มได้ถูกกดเลื่อนลงมาปิดทึบจนบดบังทัศนียภาพภายนอกไปจนหมดสิ้น แสงสลัวสีส้มอบอุ่นจากโคมไฟตั้งพื้นมุมห้องทำหน้าที่เป็นแหล่งกำเนิดแสงเดียว ขับเน้นบรรยากาศเงียบสงัดและเป็นส่วนตัวจนได้ยินเพียงเสียงแอร์ที่ทำงานแผ่วเบาเสียงระบบล็อกประตูดัง คลิก เมื่อธันยกรกดปุ่มล็อกอัตโนมัติจากรีโมตในมือร่างโปร่งหมุนตัวกลับมา ชายหนุ่มไม่ได้เดินไปหยิบแฟ้มงาน และไม่ได้ยืนประสานมือรอรับคำสั่งเหมือนในเวลากลางวัน ทว่าธันย์กลับก้าวเท้าช้าๆ อ้อมโต๊ะทำงานไม้โอ๊กตัวใหญ่ ตรงเข้าไปยังเก้าอี้หนังพนักสูงของประธานบริษัทธันย์ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวนั้นอย่างผ่อนคลาย แผ่นหลังพิงพนักหนังแท้ที่โอบรับสรีระ ชายหนุ่มยกขาข้างหนึ่งขึ้นพาดไขว่ห้าง ปลายนิ้วเรียวยื่นไปปลดกระดุมข้อมือเสื้อเชิ้ตของตัวเองออกทั้งสองข้าง พับแขนเสื้อขึ้นมาถึงข้อศอก ก่อนจะดึงเนกไทให้คลายออกแล้วปลดกระดุมคอเสื้อสองเม็ดบน เผยให้เห็นแนวไหปลาร้าขาวเนีย
ตอนที่ 22: สลับขั้วอำนาจกลิ่นหอมสะอาดของชาขาวพีชที่คุ้นเคยกลับมาอบอวลอยู่บริเวณโถงทางเดินชั้นสี่สิบสองอีกครั้งในเช้าวันพฤหัสบดีโต๊ะทำงานไม้สีอ่อนตัวเดิมหน้าห้องประธานกรรมการบริหาร ซึ่งเคยว่างเปล่าและเย็นชืดมานานหลายสัปดาห์ บัดนี้ถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แฟ้มเอกสารประจำวันถูกคัดแยกตามลำดับความเร่งด่วนด้วยแถบสี ปากกาหมึกซึม แท็บเล็ตประจำตำแหน่ง และแก้วเซรามิกสีขาววางอยู่ในตำแหน่งองศาเดิมอย่างพอดิบพอดี ราวกับช่วงเวลาแห่งความบาดหมางและการแยกย้ายไม่เคยเกิดขึ้นจริงธันยกรนั่งหลังตรงอยู่หลังโต๊ะทำงาน สวมเสื้อเชิ้ตคัตติ้งเนี้ยบสีกรมท่าเข้ม พับแขนเสื้อขึ้นมาถึงกึ่งกลางปลายแขนอย่างคล่องแคล่ว ใบหน้าขาวสะอ้านใต้กรอบแว่นสายตามีชีวิตชีวา ผิวพรรณสดใส ปราศจากร่องรอยความหม่นหมองที่เคยแบกรับมาตลอดหนึ่งปีหลังจากค่ำคืนแห่งพายุฝนและการยอมจำนนที่คอนโดมิเนียม ธันย์ตัดสินใจกลับเข้ามาทำงานในตำแหน่งเดิมตามเงื่อนไขใหม่ที่เขาเป็นคนร่างขึ้นมาเอง สัญญาที่ปรึกษาโครงการเก้าสิบวันถูกยกเลิกไปพร้อมกับดีลมิกซ์ยูสที่พับโต๊ะลง และถูกแทนที่ด้วยสัญญาจ้างงานเลขาธิการบริหารฉบับใหม่ที่ผ่านการปรับแก้เงื่อนไขโดยไ
ตอนที่ 21: คืนที่ไร้แผนการ & การคุกเข่า [20+]สายฝนกระหน่ำซัดสาดลงมาตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ เม็ดฝนหนาทึบกระทบกระจกหน้าต่างห้องนั่งเล่นบนชั้นเจ็ดของคอนโดมิเนียมในซอยอารีย์สัมพันธ์จนเกิดเสียงเปาะแปะสะท้อนก้อง ลมกรรโชกแรงพัดกิ่งไม้ข้างรั้วด้านล่างไหวเอน ไอความเย็นยะเยือกแทรกซึมผ่านรอยต่อของหน้าต่างเข้ามาจนห้องพักเงียบสงัดธันยกรยืนกอดอกอยู่ริมกระจกบานใหญ่ในความมืด แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟถนนเบื้องล่างส่องสะท้อนผิวน้ำที่เจิ่งนองเต็มพื้นถนนและตรงใต้เสาไฟริมรั้วหน้าทางเข้าโครงการ… เงาร่างสูงใหญ่ของใครบางคนยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมมานานกว่าสองชั่วโมงเจตนิพัทธ์ไม่ได้นั่งหลบฝนอยู่ในรถเก๋งสีดำที่จอดดับเครื่องอยู่ข้างทาง ชายหนุ่มยืนตากฝนอยู่ริมทางเท้า เสื้อเชิ้ตสีขาวแนบลู่ติดไปกับแผงอกกว้างและแผ่นหลังหนาจนเห็นรอยกล้ามเนื้อชัดเจน เนื้อผ้าเปียกชุ่มจนโปร่งแสง เส้นผมสีดำสนิทลู่ลงมาปรกหน้าผากและข้างแก้ม หยาดน้ำฝนไหลรินผ่านสันกรามคมหยดลงบนพื้นซีเมนต์ไม่ขาดสาย ทว่าสองเท้าคู่นั้นกลับปักหลักนิ่ง ไม่ยอมขยับก้าวไปหลบใต้ชายคาของร้านสะดวกซื้อฝั่งตรงข้ามแม้แต่ก้าวเดียวในมือข้างหนึ่งของเจตน์ มีถุงกระดาษที่ถูกห่อหุ้มด
ตอนที่ 20: “ไม่อยากเป็นคนแบบนั้นอีกแล้ว”พาดหัวข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ธุรกิจและสื่อออนไลน์ด้านเศรษฐกิจประจำเช้าวันอังคาร กลายเป็นประเด็นร้อนที่สั่นคลอนแวดวงการลงทุนระดับประเทศ‘สะบั้นดีลยักษ์ริมเจ้าพระยา อัศว คอร์ปอเรชัน ประกาศถอนตัวจากโครงการมิกซ์ยูสหมื่นล้าน ยอมจ่ายค่าปรับผิดสัญญาบอร์ดบริหาร’ข้อความสั้นๆ บนหน้าจอแท็บเล็ตทำให้บรรยากาศภายในแผนกยุทธศาสตร์บนชั้นสี่สิบเอ็ดเงียบสงัดจนน่าอึดอัด พนักงานหลายคนจับกลุ่มส่งสายตาให้กันด้วยความตระหนก ทุกคนต่างรู้ดีว่านี่คือโครงการเรือธงที่บริษัททุ่มเทสรรพกำลังมาตลอดทั้งปี และเป็นผลงานชิ้นสำคัญที่คาดหมายว่าจะดันมูลค่าบริษัทให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดทว่าสำหรับธันยกร… ความเงียบสงัดนั้นกลับนำมาซึ่งคำถามที่ไร้คำตอบธันย์นั่งมองหนังสือแจ้งการใช้สิทธิบอกเลิกข้อตกลงเบื้องต้นที่ส่งตรงมาจากสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการบริหาร คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันแน่น ในฐานะคนที่ลงมือร่างโมเดลทางการเงินและร่วมเจรจากับฝ่ายกฎหมายของกลุ่มทุนวรโภคินทร์มาตั้งแต่ต้น ธันย์รู้ดีที่สุดว่าโครงการนี้ไม่มีความเสี่ยงทางการเงินใดๆ ที่ร้ายแรงพอจะนำไปสู่การล้มโต๊ะเจรจาแบบกะทันหันเช่นนี้จนกร







