Masukตอนที่ 11 ท่านขุน 18+
แอ๊ด!
เปลือกตาแม่หญิงลืมโพล่งผวาเล็กน้อยยามเห็นเรือนร่างสูงใหญ่ไร้เสื้อท่อนบน สวมเพียงผ้าซิ่นสีขาวทำพิธีตัวยาวจดข้อเท้า ผิวเข้มคล้ำจากแดดเผาเลียจนรอยสักยันต์มากมายบนผิวหนังเกือบจะกลืนหาย
เธอไม่กล้าสบตาก้มศีรษะลงทันใด
“นั่งชันเข่าไว้”
เสียงทุ้มพร่ากว่าคราวก่อนยิ่งพาให้ท้องน้อยหดรัด เธอขยับท่อนขาขึ้นนั่งชันเข่าแบบหญิงสำหรับทำพิธีกรรม แว่วเสียงท่านขุนคุกเข่าหน้าโต๊ะหมู่บูชาแล้วท่องบทสวด
ถ้อยบทสวดทุ้มต่ำที่เธอไม่เคยได้ยินก้องกังวานจนร่างสะท้าน บรรยากาศหนักอึ้ง คล้ายเรือนกายถูกถ่วงนิ่ง รับรู้เพียงกลิ่นกำยานและกลิ่นเครื่องหอมอันน่าพิศวง
ดารากาสะดุ้งสุดตัว สัมผัสถึงไออุ่นแผ่นใหญ่ด้านหลัง ท่านขุนนั่งชันเข่าเช่นกันโน้มหน้าลงลาดไหล่พ่นลมหายใจร้อนจัดขยับขึ้นใบหู เขายังไม่ถูกตัวเธอด้วยซ้ำทว่ามันทำให้เธอสั่นไปทั้งร่าง
“วันนี้ออเจ้าหอมกลิ่นบางอย่าง”
ดารากาเม้มปากเอียงศีรษะหนีไปอีกด้านทันทีเมื่อขอบปากหนาจดลงลำคอระหง ก่อนที่เขาจะขยับออกห่าง เธอได้ยินบทสวดดังขึ้นอีกครั้งใกล้ใบหู
ขุนอัครเดชหยิบมีดลงอาคม มีดสองคมส่องประกายวาววับทำจากเหล็กน้ำพี้ดำสนิททว่าสะท้อนเงาล้อแสงไฟดั่งกระจกเงา
ด้านหนึ่งสลักยันต์สุริยาลงอักขระโบราณ ร้อนแรงแผดเผามนตร์ดำ อีกด้านสลักยันต์จันทรา ลายอักษรเร้นลับสะกดวิญญาณร้าย กลิ่นหอมอ่อนจากด้ามมีดไม้กฤษณาผสานลวดลายแกะสลัก ให้ความรู้สึกราวมีผีร้ายซุกซ่อนอยู่ภายใน
เขายกขึ้นประนมมือเสกบทสวดเป่าคาถาลงอาคมปลุกฤทธานุภาพยังคมมีด แล้วเคลื่อนไปบนผิวเนื้อนวลเนียนละเมียดละไม
บัดนี้เรือนกายดาราการ้อนขึ้นเองอย่างน่าประหลาด บทสวดเหล่านี้ดั่งมนตร์สะกดทำให้เธอเผลอไผลเอนกายอ่อนปวกเปียก ไหล่สะท้านไหวยามความเย็นเยียบของมีดจดลงท้ายทอยเคลื่อนไหวคล้ายขีดเขียนอักขระโบราณเคลื่อนลงแผ่นหลัง
“เปลื้องผ้ารัดอก” เขาสั่งเสียงแหบต่ำ
มือเล็กสั่นเทาปลดชายผ้าที่เหน็บไว้ร่วงลงบั้นเอว เขาดึงออกจากร่างโยนไปนอกผ้าทำพิธี
แผ่นหลังขาวนวลบอบบางทว่านุ่มนวลด้วยเนื้อหนังอย่างสาวสะพรั่งส่งผลให้จอมเวทย์หนุ่มเกือบยั้งใจไม่อยู่กระโจนเข้าใส่
ดวงตานิลกาฬหลุบลงจ้องผิวเนียนละเอียดใต้คมมีด ท่องบทสวดต่อด้วยใจระทึกเสน่หา ขีดเขียนอักขระไร้น้ำหมึกบนเรือนกายแม่หญิงงดงาม เลื่อนคมมีดลงกลางแผ่นหลังได้ยินเสียงสูดลมหายใจเฮือก ผิวกายร้อนวูบวาบ
เขาจดริมฝีปากลงเนื้ออ่อนหวานบนลาดไหล่ พรมเบา ๆ ขณะท่องบทสวด เลื่อนมีดอาคมลงด้านล่าง พรมจูบท้ายทอยใช้จมูกซุกลำคอสูดดมกลิ่นหอมหวาน ขยับปากท่องบทข้างใบหูแล้วชอนไชลิ้นเข้าไป
“ท่านขุน!”
เธอส่งเสียงตระหนก หัวใจเต้นรัวแรง เอียงศีรษะหลบเรียวลิ้นทว่าอย่างไรก็ไม่พ้น มือกร้านดันไหล่เธอไว้
“เอี้ยวหน้ากลับมา ให้ข้าจูบเจ้า”
เขาพึมพำข้างกรอบหน้า ทว่าดารากาหวั่นเกรงจนตัวแข็งทื่อนั่งนิ่ง มือกำผ้าซิ่นจนขึ้นข้อขาว
“หันมาดารานี”
เธอสะอึกขึ้นยามได้ยินชื่อพี่สาว หินที่ถ่วงอยู่ข้างในยิ่งหนักอึ้งด้วยภาระหน้าที่ เปลือกตาหลุบลงมองพื้นกระดานไม้สีเข้มดำสะกดกลั้นลมหายใจแล้วเอี้ยวหน้าไปด้านหลัง
ริมฝีปากเราพบกันอย่างคราวที่แล้วใต้ต้นไทร ทว่าคราวนี้ช่างแตกต่างอย่างสิ้นเชิง
จูบหนักหน่วงในหนนี้ไร้ซึ่งการเหนี่ยวรั้ง มือแกร่งบีบไหล่เธอแน่นขณะบดขอบปากเธอจนเผยอออกแล้วสอดเรียวลิ้นเข้าไปในโพรงฉ่ำชื้น
“อ้าปาก รับลิ้นของข้า แม่หญิง”
เธอขมวดคิ้ว ในเมื่อยามนี้ปากของเธอเปิดออกจนกว้างแล้ว ยังไม่อ้าอีกหรือไร เธอเอี้ยวหน้าใกล้ขึ้นเอียงจนท้ายทอยซุกพับตรงหัวไหล่ ให้เขาบดเบียดจนหนำใจ เรียวลิ้นในโพรงปากสัมผัสกันเกิดเสียงน้ำ
“ท่านขุน”
เธอสะดุ้งเรียกชื่อเขาอู้อี้ บัดนี้มือหยาบกร้านเลื่อนลงจากหัวไหล่ ลูบไล้ผ่านหน้าท้องวางทาบไอร้อนแล้วกอบฐานทรวงขึ้น
แม่หญิงดิ้นแอ่นหนีเอนไปด้านหลังจนลำตัวโค้งยอดหัวพุ่งชูชัน อกอวบอิ่มถูกเขาบีบคลึงเคล้นวนไปมา เนื้อนุ่มปลิ้นผ่านง่ามนิ้ว
“อื้อ”
จูบแผดเผายังดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ พร้อมมือกร้านทำร้ายทรวงอกเธอจนชอกช้ำ บีบ ขยำ บี้หัวนม เขาจับกระทำดั่งเธอเป็นก้อนนุ่มที่เขาชื่นชอบ ล้วงลิ้นชอนไช
เฮือก...
เธอสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่เมื่อท่านขุนยอมปล่อยริมฝีปากเป็นอิสระ มือใหญ่กำลำคอเธอครู่หนึ่ง แล้วเลื่อนลงเบื้องล่างกระตุกชายผ้า
ปึก!
ดารากาสะดุ้งหลับตาแน่น รู้สึกถึงสายลมพัดเย็นผิวหนังหน้าท้องยามที่ผ้าซิ่นสีทองไหลลงจากร่าง เขาดันเธอออกห่าง
“นอนคว่ำ” เส้นเสียงจอมเวทย์ต่ำพร่าจนเกือบจับคำไม่ได้
มือกร้านดันแผ่นหลังเธอจนเอนไปด้านหน้ากระทั่งนอนคว่ำบนผ้าพิธี ดึงผ้าซิ่นออกจากร่าง แว่วเสียงสูดลมหายใจก่อนที่สัมผัสถึงลมอุ่นบนข้อเท้าตามด้วยความเย็นเยียบของคมมีด
“ท่านขุน!”
เธอกระตุกข้อเท้า ไรฟันขบเม้มผิวเนื้อปลีน่องเจ็บนิด ๆ เสียงทุ้มต่ำท่องบทสวดลากคมมีดขึ้นเรียวขา
บุรุษแห่งอโยธยาเผยเรียวลิ้นชิมรสชาติหวานนุ่มแม่หญิง ลากลิ้นเปียกใกล้ต้นขาขยับใบหน้าเกือบจะถึงกลางลำตัว วกขึ้นแก้มก้นสะโพกกลมกลึง ฝ่ามือลูบไล้ทั่วร่างกายกอบขยำ โผนตัวเองเชื่องช้าทาบทับแล้วพลิกเธอนอนหงาย
ดารากาตระหนกแล้วอย่างสิ้นเชิง ดวงตากวางเบิกกว้าง หายใจหอบถี่เกือบขาดห้วง นัยน์ตากลอกไปมาขณะสบตาพยัคฆ์หิวกระหาย
“ข้ายังท่องบทสวดไม่จบ” เสียงท่านขุนกระเส่าแรง “ยังไม่ใช่เพลานี้ เจ้ายังมีเวลาให้ผ่อนคลายอีกสักพัก”
ผ่อนคลายเช่นนั้นหรือ?
เธอเกิดคำถามขึ้นทันที ตัวเธอจะผ่อนคลายได้เยี่ยงไรกันในเมื่อยามนี้ตัวท่านชะโงกอยู่เหนือข้า และมีทีท่าต้องการกระโจนเข้าใส่ อดกลั้นเสียจนข้ามองเห็นเส้นเลือดใต้ฐานคอเต้นตุบ ๆ ทั้งหมดนี้เธอได้เพียงคิดมิกล้าพูดออกมา
เขาลากคมมีดลงเนินทรวง วางความเย็นบนผิวเนื้อ หลุบดวงตามองทรวงอกอวบอิ่มเต็มล้นมือ กลมกลึงงดงาม พึมพำท่องบทสวดแผ่วเบาในลำคอ ปลายมีดเคลื่อนยังยอดหัวนมเล็กชูชัน
“ออเจ้าหนาวหรือไร” จู่ ๆ เขาก็ถาม
“ปะ เปล่าเจ้าค่ะ”
“หัวนมเจ้า หดเกร็ง อืม...” เขาช้อนตาขึ้นจ้องเธอ “ขนอ่อนเจ้าลุกทั้งตัว”
ถึงเพลานี้ดารากาเริ่มเม้มปาก ความกลัวในช่องท้องที่มีแต่แรกกำลังเลือนไปเพราะคำพูดของท่านขุน
ตอนพิเศษหลายเดือนถัดมา ยามเช้าวันพระราชทานสมรส ณ เรือนบวรเวทย์กาลเวลาผันผ่านล่วงแปรเปลี่ยนเป็นคิมหันตฤดู ฤกษ์งามยามดีที่เรือนศรีสงครามเร่งหามาได้ดั่งใจท่านขุนต้องการสายลมเหนือพัดเอื่อยเรี่ยผิวน้ำหน้าเรือนบวรเวทย์ที่บัดนี้คราคร่ำไปด้วยเรือลำน้อยใหญ่แขกเหรื่อมากมายต่างเห่แหนมาร่วมแสดงความยินดีในพิธีพระราชมงคลสมรส ซึ่งองค์เหนือหัวทรงโปรดเกล้าให้เจ้าฟ้าธรรมาเทพเป็นตัวแทนในพระองค์เจิมหน้าผากด้วยแป้งมงคลปลุกเสกจากวังหลวงดารากางดงามยิ่งในชุดสไบสีชมพูอ่อนทับซ้อนด้วยสไบโปร่งทักทอลายด้วยดิ้นทองพาดเฉียงยาว ซิ่นชมพูเข้มลายยกดอกพุดซ้อนปักดิ้นด้วยมือเป็นปุ่มแทรกเม็ดพลอยเข็มขัดทองเก่าแก่ตกทอด เกล้าผมมวยต่ำแซมมีเพียงรัดเกล้าเพชรชมพูทวีปเท่านั้นประดับศีรษะข้างกายของเธอในยามนี้คือท่านขุนจอมเวทย์สวมเต็มยศ กระโจงเบนผ้าไหมลายกนกทอยกด้วยดิ้นทองบนผืนผ้าน้ำตาลอ่อน ตัวบนเสื้อแขนยาวนวลตาทับด้วยเสื้อคลุมกรมท่าโปร่งทอสลับดิ้นเงิน องคาพยับล้วนน่าเกรงขาม สง่างาม ทว่าดวงหน้ากลับอ่อนโยนแลมีรอยยิ้มอ่อนหวานให้เธอเพียงคนเดียว“เช้านี้อากาศค่อนข้างเย็น น้องหญิงหนาวหรือไม่”“ไม่เจ้าค่ะ ท่านพี่อย่าเพิ่งชวนคุยสิเจ้าค่
48 การง้อของท่านขุน จบบริบูรณ์หลายวันถัดมา ยามเช้า ณ ท่าน้ำวัดพุทไธศวรรย์ กระไอหมอกขาวเบาบางลอยอ้อยอิ่งเหนือแผ่นน้ำเจ้าพระยา ลำน้ำแห่งชีวิตที่หล่อเลี้ยงอโยธยามาเนิ่นนาน แสงยามเช้ายังไม่ทันจับคุ้งฟ้าทว่าผู้คนมากมายพากันหลั่งไหลมายังวัดพุทไธศวรรย์ ศูนย์รวมจิตใจแห่งศรัทธาดารากาเยื้องย่างแช่มช้อยในชุดแม่หญิงงดงามด้วยซิ่นไหมเนื้อดีสีม่วงอ่อนทอลายวิจิตร คาดเข็มขัดทองพอเหมาะสมตัว ท่อนบนห่มสไบไหมเรียบลื่นสีเหลืองนวลพาดเฉียง สวมสร้อยทองทับทิมลายสุโฆฑะยะ มวยผมเยี่ยงที่พึงใจร้อยรัดด้วยดอกพุดซ้อนวันนี้คือคราแรกที่แม่หญิงมาวัดด้วยชื่อของตนเอง มิใช่พี่ดารานีอีกต่อไป “พี่นี”แม่หญิงน้อยซอยเท้าแม้ว่าจะสวมชุดผ้าซิ่นรัดเรือนร่าง โอษฐ์อิ่มคลี่ออกเผยรอยยิ้มงดงามราวดอกไม้แรกแย้ม“ดารา”“วันนี้คนมากันมากเหลือเกินนะเจ้าคะ” เธอจับมือพี่สาวแล้วออกเดินไปทางอุโบสถ“เช้านี้เจ้าฟ้าธรรมาเทพมาด้วยพระองค์เอง คนเลยมากันแน่นขนัด”“น้องเพิ่งจะเคยเห็น พิธีห่มสไบหลวงพ่อ”ดารานีส่งรอยยิ้มอย่างละอายใจพลางบีบมือ “แต่ต่อนี้ไป น้องไม่ต้องหลบซ่อนแล้วจริงหรือไม่”“เจ้าค่ะ”ดารากาพยักพเยิดด้วยรอยยิ้ม ทว่าไม่ทันจะเดินขึ้นทา
47 รอวันฟ้าเปิดขุนภพเดินกลับไปยังเปี่ยมด้วยท่าทีสงสัย แม่หญิงดาราการับของไว้ทุกสิ่ง แต่ไยจึงฝากถ้อยคำที่ขุนศึกเช่นเขามิเข้าใจแม้แต่น้อย หรือเขามันด้อยปัญญาจนมิอาจเฉลยได้“ลูก..ดารา” คุณหญิงจันทร์ฉายเรียกด้วยเสียงอ้อมแอ้ม เดินกลับออกมาเมื่อขุนภพลงเรือนแล้ว“ท่านแม่” ดารากายังจิ้มขนมเข้าปาก นั่งอมยิ้มหน้าแดงซ่าน“ท่านขุนฝากกระไรมาหรือออเจ้า”“ขนมเจ้าค่ะ ท่านแม่มาชิมสิเจ้าค่ะ หยกมณี ลูกเพิ่งจะเคยได้กิน”จันทร์ฉายหย่อนร่างลงนั่งข้างกันก้มมองขนมสีเขียวแล้วให้สะท้านใจ ขนมชนิดนี้ตัวเธอและลูกดารานีเคยได้ชิมแล้วบ่อย ๆ ยามออกงานมงคลเรือนขุนนาง แต่เธอมิกล้าพูดออกมาด้วยความละอายใจจึงเออออจิ้มขนมเข้าปาก“เจ้ามิใจอ่อนให้ท่านขุนสักหน่อยหรือ” จันทร์ฉายลองแย้มพรายเสียงเบา ลอบมองลูกสาวที่ทำหน้าเฉยชา“แม่เพียงพูดขึ้นเท่านั้น มิได้ว่ากระไรดอกหากออเจ้ามิยินยอม แม่กับพ่อเลี้ยงดูเจ้าได้ตลอดชีวิต”ดารากาชะงักหยุดเสมือนว่ามือเริ่มสั่นเทา ช้อนดวงหน้าขึ้น“จริงหรือเจ้าคะ หากลูกมิแต่งงานออกเรือน ขออยู่ที่เรือนนี้จนกว่าชีวิตจะหาไม่ ท่านแม่กับท่านพ่อยังยินดีหรือเจ้าคะ”จันทร์ฉายขยับมุมปากเป็นรอยยิ้ม ค่อยคลี่อย่าง
46 กลอนรักแทนใจหลายวันต่อมา ณ เรือนบวรเวทย์ยามฝนร่วงหล่นลงมาจากฟ้าฟากในเพลาสายพาให้บรรยากาศเศร้าหมอง เมฆครึ้มมืดแผ่ขยายคลุมทั่วเมืองอโยธยา คงคล้ายดั่งความรู้สึกของแม่หญิงดารากาในเพลานี้เรือนร่างอรชรนอนนิ่งบนเตียงมิทำสิ่งใดนอกจากกอดหมอนใบเล็กซุกหน้าลงสะท้านด้วยกลิ่นผูกพันธะอบอวล“ข้าชังท่าน” เสียงหวานอู้อี้ในหมอนทว่ามือกลับลูบไล้เนื้อผ้าขยำเบา ๆ ราวกับว่าเจ้าก้อนนุ่มในอ้อมแขนคือเขาผู้นั้น“ท่านง้อข้าเพียงเท่านั้นดอกหรือ ขุนอัครเดช”เธอยังบ่นกระเง้ากระงอดผู้เดียวหลับตาก็พลันมีแต่ภาพจอมเวทย์ลอยเข้ามา ยังรู้สึกถึงไออุ่นยามอิงแอบแนบกาย“ข้าจักหนีจากท่านได้เยี่ยงไรกัน”แม่หญิงน้อยทิ้งร่างนอนหงายเหม่อลอยดวงตาจดจ้องขื่อคาน เม้มริมฝีปากกรุ่นโกรธขึ้นมาอีกครา“ท่านมันจอมมุสา ปากหวานในบางเพลา ทว่าพอข้ามิยินยอมท่านก็ถอดใจ”ดารากายังทอดถอนใจออกมาอีกครากระทั่งได้ยินเสียงบ่าวบัวเดินถัดฝีเท้าหนักเข้ามาด้วยความเร่งรีบ“คุณหนู คุณหนู!”“มีกระไรพี่บัว” เธอเอียงหน้าไปทางประตู ขมวดคิ้วยามเห็นบ่าวบัวเปียกปอน“ขุนภพมายังเรือนใหญ่เจ้าค่ะ”“เรือนใหญ่?”“เจ้าค่ะ คุณหญิงให้มาตามคุณหนูไปเรือนใหญ่”“ไม่ดอก ข้าไ
45การง้อแม่หญิงสักคนแม้นว่าเรือนศรีสงครามบริเวณรอบบ้านมิได้กว้างใหญ่เท่าเรือนบวรเวทย์ ทว่าการเดินหาแม่หญิงสักคนกลับทำมิง่ายดายนักท่านขุนต้องหยุดถามบ่าวไพร่ในเรือนถึงสามครากว่าจะพบเจอบ่าวบัวที่พลันเห็นหน้าท่านขุนเท่านั้นก็ตัวสั่นเทาราวกับถูกผีสิงคุกเข่าลงพื้นเสียงดัง“ท่านขุน!!” มันก้มหน้าจดพื้นดินมิกล้าเงยด้วยเกรงอาญาฐานหลอกลวงข้าในพระองค์“เอ็งเห็นแม่หญิงดารากาหรือไม่”บ่าวบัวค่อยเอียงหน้าขึ้นทีละน้อยด้วยความประหลาดใจยิ่ง น้ำเสียงท่านขุนอ่อนโยนและเบากว่าที่มันเคยได้ยินมา“คุณหนูอยู่ยังท่าน้ำท้ายเรือนเจ้าค่ะ”“ท่าน้ำ”“เจ้าค่ะ เป็นท่าน้ำของพวกบ่าวไว้ใช้ซักผ้า กินอาบเจ้าค่ะ”บ่าวบัวสะดุ้งโหย่ง เมื่อครู่ดวงหน้าท่านขุนยังละมุนดั่งหนุ่มแรกรัก แล้วไยแปรเปลี่ยนกลายเป็นยักษ์อสูรแล้วเสียเล่า“พาข้าไป”“เจ้าค่ะ”ใจของจอมเวทย์หดเกร็งยามได้ยิน ‘ท่าน้ำของพวกบ่าว’ ไยดารากาแม่หญิงคนหนึ่งศักดิ์สูงยิ่งจึงได้ถูกกระทำเยี่ยงนี้จากคนที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดามารดา บัดนี้จึงได้แต่ยืนนิ่งอยู่ริมฝั่งน้ำ ดวงตาพยัคฆ์อ่อนแสงลงจดจ้องเพียงร่างของหญิงในดวงใจดารากาสวมใส่ชุดธรรมดายิ่งนักด้วยผ้าคาดรักหน้าอกสีอ่อน ซิ่น
44 ท่านขุนรู้ความจริงแล้วววหลายวันต่อมา ยามสาย ณ เรือนศรีสงครามเพราะงานพิธีสมรสของเจ้าฟ้าธรรมาเทพและธิดาหลวงพิริยเดช แม่หญิงดารานี กว่าจะแล้วเสร็จล่วงเลยใช้เวลาถึงอีกสี่วันจึงทำให้เพลานี้ท่านขุนอัครเดชเพิ่งมาง้อแม่หญิงดารากา ด้วยใจตุ่ม ๆ ต่อม ๆ มิรู้ว่าออเจ้านั่นจะแง่งอนหนักหนาปานใดแล้วเรือนศรีสงครามงดงามด้วยไม้สักทองทั้งหลัง ท่ามกลางสวนไม้ดอกและหมากผลหลากหลายดั่งเช่นเรือนขุนนางทั่วไปท่านขุนแหงนมองลอดหลังคาเรือลำใหญ่โอ่อ่าอวดบารมีทั้งที่มิจำเป็น ภายในหนักอึ้งกับน้ำหนักของความรู้สึกผิด“ไอ้สิน ขุนภพ” จู่ ๆ ท่านขุนก็โพล่งขึ้นก่อนจะลงจากเรือน“ขอรับ?”“มึงว่าวันนี้กูแต่งกายเป็นเยี่ยงไรบ้าง”ขุนภพอ้าปากค้างมิกล้าเอ่ยตอบ คงเป็นไอ้สินปากเปราะ ดีดนิ้วแล้วส่งรอยยิ้มกว้างดั่งบ่าวประจบนาย“เช้านี้ท่านขุนสง่างามมากขอรับ ทั้งสีเสื้อ ทรงผม แล้วยัง...”ไอ้สินมิกล้าพูดต่อยามที่กวาดตาลงมายังข้อนิ้วที่บรรจุแหวนไว้เสียสี่วงหากเป็นบุรุษอโยธยาอื่นคงมิผิดแผกกระไร ทว่านี่คือขุนอัครเดชจอมเวทย์ มิเคยสวมใส่แหวนใดเนื่องจากต้องทำพิธีอยู่เสมอ จะพกก็เพียงดากไม้ตะพดเท่านั้น“กระไร?”จอมเวทย์ยังไม่ขยับลงจากเร







