Masukตอนที่ 8 เจ็ดวันครา
ขุนอัครเดชยืดเรือนกายเคร่งเครียด ในเพลานี้เขาตระหนักแล้วว่าหลวงพิริยเดชหมายถึงสิ่งใด การถอนคำสาปแช่งอาคมแกร่งกร้าวที่ไร้ผู้สืบทอดจนหาต้นตอมิได้ มีเพียงหนทางเดียวเท่านั้น คือ ตาย!!
“ท่านหมายใจจะให้ธิดาท่านสิ้นชีวาหรือ?”
เขาพุ่งคำถามทันทีไม่รอช้า จ้องดวงตาคุณหลวงที่แฝงความกังวล ใบหน้าหมองคล้ำ
“มิได้ท่านขุน ข้ามิได้ต้องการให้ดารานีต้องตาย”
“ถ้าเช่นนั้น ท่านหมายถึงการหาตัวตายตัวแทน ใช่หรือไม่”
“ท่านขุนเก่งฉกาจนัก เดาใจข้าได้ถูกต้อง”
ขุนอัครเดชนิ่งอึ้ง สิ่งที่เขาคาดเดามิได้เก่งกาจอันใด ทว่าการถอนคำสาปมีอยู่เพียงไม่กี่วิธี ดังนั้นการหาตัวตายตัวแทนย่อมดีกว่าให้ธิดาต้องตายดับ
“ข้าอาจมิได้เก่งกาจอันใด ขอหลวงท่านขยายความด้วยเถิด”
ขุนอัครเดชหยิบน้ำขึ้นจิบทันที ลำคอแห้งผากกะทันหัน เพราะภายในใจนั้นรู้เต็มอกว่าต้องทำเยี่ยงไร ภาพในห้วงสำนึกเพลานี้จึงเป็นภาพที่มิควรเห็น พยายามไม่จดจ้องดวงหน้างดงามที่เอาแต่ก้มหน้า
“โหรหลวงท่าน...ข้านี้กระดากปากยิ่งนัก เป็นถึงพ่อคนแม่คนแต่ต้องพูดเยี่ยงนี้ให้บุตรีเสียชื่อ ทว่าหากไม่กระทำเยี่ยงนี้ข้าเองก็จนปัญญา”
หลวงพิริยเดชเอ่ยถ่อมตัวเล็กน้อย
“ข้าต้องการให้ท่านขุนช่วยเหลือ ด้วยอาคมแกร่งกล้าเกินผู้ใด คำสาปนั้นมิมีทางทำอันตรายท่านได้ หากท่านยินยอมดึงเอามนตร์ดำออกจากตัวดารานี ตระกูลศรีสงครามจะยินยอมไถ่หนี้ตลอดชั่วลูกชั่วหลาน”
“ท่านรู้หรือไม่ ที่กล่าวมาหมายถึงกระไร” เขาถามย้ำให้แน่ใจ
“ข้ารู้ ท่านขุน แม่ดารานีต้องทำพิธีกรรมร่วมกับท่าน” คุณหลวงพูดเสียงเบาลง “ร่วม...เอ่อ..ร่วมเรียงเคียงหมอนกับท่านเท่านั้นจึงจะสมบูรณ์”
เขาเอนกายออกอีกนิดเพื่อปกปิดอาการบางอย่าง ความพลุ่งพล่านแปลก ๆ ที่สุมภายในกาย ชำเลืองมองแม่หญิงตัวสั่นสะท้านจนกระทั่งนิ้วมือยังสั่นเทา
“ท่านหลวงคิดถ้วนถี่แล้วหรือจึงได้เอ่ยขอ หากความนี้เล็ดลอดจักมิมีผู้ใดสู่ขอตกแต่ง”
จอมเวทย์ถามย้ำอีกคราให้แน่ใจ แม้นว่าตัวเขาเองนั้นต้องการแม่หญิงน้อยปานใด ทว่าการทำพิธีกรรมลึกซึ้งย่อมต้องสมัครใจทั้งสองฝ่าย
“ข้าตรึกตรองมาอย่างดี” หลวงพิริยเดชย้ำหนักแน่น
“แล้วเจ้าล่ะ” จู่ ๆ เขาก็โพล่งขึ้น “เจ้ายินยอมหรือไม่”
ดารานียังก้มหน้านิ่งจนผู้เป็นมารดาสะกดอีกหลายคราจึงได้พยักหน้ารับ
“ข้าต้องการให้เจ้าพูดมันออกมาแม่หญิงดารานี จงแหงนหน้ามองข้าแล้วเปล่งวาจา”
มือเรียวเล็กวางซ้อนทับบนตักสั่นสะท้าน หายใจติดขัดในลำคอ หัวใจบีบรัดด้วยหน้าที่อันหนักอึ้ง ภาพใบหน้าชายคนรักที่เธอลอบอิงแอบมาหลายเดือนแทรกซ้อนบดบังดวงหน้าท่านขุนจอมเวทย์ ยิ่งพาให้เสียงหวานกระท่อนกระแท่น
“เจ้าค่ะ ข้า ข้ายินยอม...”
“เช่นนั้น ท่านสะดวกยามใด ให้พาแม่หญิงดารานีย้ายมาอยู่ยังเรือนนี้”
“ย้าย! เหตุใดกัน ข้าไม่ยอมดอกนะท่านพี่”
คุณหญิงจันทร์ฉายเพียงรู้ว่าลูกสาวต้องยอมพลีกายเพื่อแลกกับเคราะห์ร้ายมนตร์ดำจิตใจก็บอบช้ำมากพอแล้ว ยิ่งได้ยินว่าต้องย้ายมายิ่งพาให้ดวงใจของคนเป็นแม่แหลกสลาย
“น้องหญิง...” หลวงพิริยเดชกำลังจะเอ่ยปลอบใจ ทว่าเสียงหนักแน่นของท่านขุนดังขึ้นเสียก่อน
“ตามแต่ใจของพวกท่าน ประกอบพิธีมิได้ทำเพียงประเดี๋ยวแล้วสิ้น กระทำต่อเนื่องหลายคราจวบจนเห็นว่ามนตร์ดำย้ายออกจากร่างแล้วหมดจึงถือว่าถ้วนถี่ ข้าคาดการไว้เจ็ดวันครั้งกำลังดี”
ดารานีนิ่งอึ้งฝ่ามือชื้นเหงื่อขยับดวงหน้าขึ้นจ้องเขาอีกครั้ง ริมฝีปากสั่นระริกยามที่เปล่งวาจาออกมา
“ข้า ข้าจะรีบมาให้โดยไวก่อนถึงคืนเดือนดับ”
“ดี แม่หญิงดารานี ข้าเห็นจะต้องขอตัวก่อน ไม่ส่ง ขุนภพ ส่งท่านหลวงพิริยเดชด้วย”
“ขอรับ”
หลวงพิริยเดชสะดุ้งยามที่ได้ยินเสียงกร้าวติดพึงพอใจของท่านขุน อุทานเบา ๆ ยามเรือนร่างสูงใหญ่ในชุดสีดำสนิทเคลื่อนตัวหายไปทางมุมชานเรือน
“แม่...” ดารานีเสียงสั่นเครือ “ลูก ลูก”
“กลับบ้านเราก่อน ค่อยปรึกษากันอีกที”
จันทร์ฉายลูบเส้นผมดวงหน้าธิดาคนโปรด ทรวงอกบีบรัด ยามนึกภาพบุตรีถูกกระทำย่ำยีชอกช้ำถึงหลายครา ดวงตาผู้เป็นแม่รื้นน้ำก่อนจะหลุบลงด้วยแผนการที่ผลุดขึ้นมากะทันหัน
แผนการที่จะทำให้บุตรสาวคนโปรดของเธอไม่ต้องเจ็บช้ำน้ำใจ
ตอนพิเศษหลายเดือนถัดมา ยามเช้าวันพระราชทานสมรส ณ เรือนบวรเวทย์กาลเวลาผันผ่านล่วงแปรเปลี่ยนเป็นคิมหันตฤดู ฤกษ์งามยามดีที่เรือนศรีสงครามเร่งหามาได้ดั่งใจท่านขุนต้องการสายลมเหนือพัดเอื่อยเรี่ยผิวน้ำหน้าเรือนบวรเวทย์ที่บัดนี้คราคร่ำไปด้วยเรือลำน้อยใหญ่แขกเหรื่อมากมายต่างเห่แหนมาร่วมแสดงความยินดีในพิธีพระราชมงคลสมรส ซึ่งองค์เหนือหัวทรงโปรดเกล้าให้เจ้าฟ้าธรรมาเทพเป็นตัวแทนในพระองค์เจิมหน้าผากด้วยแป้งมงคลปลุกเสกจากวังหลวงดารากางดงามยิ่งในชุดสไบสีชมพูอ่อนทับซ้อนด้วยสไบโปร่งทักทอลายด้วยดิ้นทองพาดเฉียงยาว ซิ่นชมพูเข้มลายยกดอกพุดซ้อนปักดิ้นด้วยมือเป็นปุ่มแทรกเม็ดพลอยเข็มขัดทองเก่าแก่ตกทอด เกล้าผมมวยต่ำแซมมีเพียงรัดเกล้าเพชรชมพูทวีปเท่านั้นประดับศีรษะข้างกายของเธอในยามนี้คือท่านขุนจอมเวทย์สวมเต็มยศ กระโจงเบนผ้าไหมลายกนกทอยกด้วยดิ้นทองบนผืนผ้าน้ำตาลอ่อน ตัวบนเสื้อแขนยาวนวลตาทับด้วยเสื้อคลุมกรมท่าโปร่งทอสลับดิ้นเงิน องคาพยับล้วนน่าเกรงขาม สง่างาม ทว่าดวงหน้ากลับอ่อนโยนแลมีรอยยิ้มอ่อนหวานให้เธอเพียงคนเดียว“เช้านี้อากาศค่อนข้างเย็น น้องหญิงหนาวหรือไม่”“ไม่เจ้าค่ะ ท่านพี่อย่าเพิ่งชวนคุยสิเจ้าค่
48 การง้อของท่านขุน จบบริบูรณ์หลายวันถัดมา ยามเช้า ณ ท่าน้ำวัดพุทไธศวรรย์ กระไอหมอกขาวเบาบางลอยอ้อยอิ่งเหนือแผ่นน้ำเจ้าพระยา ลำน้ำแห่งชีวิตที่หล่อเลี้ยงอโยธยามาเนิ่นนาน แสงยามเช้ายังไม่ทันจับคุ้งฟ้าทว่าผู้คนมากมายพากันหลั่งไหลมายังวัดพุทไธศวรรย์ ศูนย์รวมจิตใจแห่งศรัทธาดารากาเยื้องย่างแช่มช้อยในชุดแม่หญิงงดงามด้วยซิ่นไหมเนื้อดีสีม่วงอ่อนทอลายวิจิตร คาดเข็มขัดทองพอเหมาะสมตัว ท่อนบนห่มสไบไหมเรียบลื่นสีเหลืองนวลพาดเฉียง สวมสร้อยทองทับทิมลายสุโฆฑะยะ มวยผมเยี่ยงที่พึงใจร้อยรัดด้วยดอกพุดซ้อนวันนี้คือคราแรกที่แม่หญิงมาวัดด้วยชื่อของตนเอง มิใช่พี่ดารานีอีกต่อไป “พี่นี”แม่หญิงน้อยซอยเท้าแม้ว่าจะสวมชุดผ้าซิ่นรัดเรือนร่าง โอษฐ์อิ่มคลี่ออกเผยรอยยิ้มงดงามราวดอกไม้แรกแย้ม“ดารา”“วันนี้คนมากันมากเหลือเกินนะเจ้าคะ” เธอจับมือพี่สาวแล้วออกเดินไปทางอุโบสถ“เช้านี้เจ้าฟ้าธรรมาเทพมาด้วยพระองค์เอง คนเลยมากันแน่นขนัด”“น้องเพิ่งจะเคยเห็น พิธีห่มสไบหลวงพ่อ”ดารานีส่งรอยยิ้มอย่างละอายใจพลางบีบมือ “แต่ต่อนี้ไป น้องไม่ต้องหลบซ่อนแล้วจริงหรือไม่”“เจ้าค่ะ”ดารากาพยักพเยิดด้วยรอยยิ้ม ทว่าไม่ทันจะเดินขึ้นทา
47 รอวันฟ้าเปิดขุนภพเดินกลับไปยังเปี่ยมด้วยท่าทีสงสัย แม่หญิงดาราการับของไว้ทุกสิ่ง แต่ไยจึงฝากถ้อยคำที่ขุนศึกเช่นเขามิเข้าใจแม้แต่น้อย หรือเขามันด้อยปัญญาจนมิอาจเฉลยได้“ลูก..ดารา” คุณหญิงจันทร์ฉายเรียกด้วยเสียงอ้อมแอ้ม เดินกลับออกมาเมื่อขุนภพลงเรือนแล้ว“ท่านแม่” ดารากายังจิ้มขนมเข้าปาก นั่งอมยิ้มหน้าแดงซ่าน“ท่านขุนฝากกระไรมาหรือออเจ้า”“ขนมเจ้าค่ะ ท่านแม่มาชิมสิเจ้าค่ะ หยกมณี ลูกเพิ่งจะเคยได้กิน”จันทร์ฉายหย่อนร่างลงนั่งข้างกันก้มมองขนมสีเขียวแล้วให้สะท้านใจ ขนมชนิดนี้ตัวเธอและลูกดารานีเคยได้ชิมแล้วบ่อย ๆ ยามออกงานมงคลเรือนขุนนาง แต่เธอมิกล้าพูดออกมาด้วยความละอายใจจึงเออออจิ้มขนมเข้าปาก“เจ้ามิใจอ่อนให้ท่านขุนสักหน่อยหรือ” จันทร์ฉายลองแย้มพรายเสียงเบา ลอบมองลูกสาวที่ทำหน้าเฉยชา“แม่เพียงพูดขึ้นเท่านั้น มิได้ว่ากระไรดอกหากออเจ้ามิยินยอม แม่กับพ่อเลี้ยงดูเจ้าได้ตลอดชีวิต”ดารากาชะงักหยุดเสมือนว่ามือเริ่มสั่นเทา ช้อนดวงหน้าขึ้น“จริงหรือเจ้าคะ หากลูกมิแต่งงานออกเรือน ขออยู่ที่เรือนนี้จนกว่าชีวิตจะหาไม่ ท่านแม่กับท่านพ่อยังยินดีหรือเจ้าคะ”จันทร์ฉายขยับมุมปากเป็นรอยยิ้ม ค่อยคลี่อย่าง
46 กลอนรักแทนใจหลายวันต่อมา ณ เรือนบวรเวทย์ยามฝนร่วงหล่นลงมาจากฟ้าฟากในเพลาสายพาให้บรรยากาศเศร้าหมอง เมฆครึ้มมืดแผ่ขยายคลุมทั่วเมืองอโยธยา คงคล้ายดั่งความรู้สึกของแม่หญิงดารากาในเพลานี้เรือนร่างอรชรนอนนิ่งบนเตียงมิทำสิ่งใดนอกจากกอดหมอนใบเล็กซุกหน้าลงสะท้านด้วยกลิ่นผูกพันธะอบอวล“ข้าชังท่าน” เสียงหวานอู้อี้ในหมอนทว่ามือกลับลูบไล้เนื้อผ้าขยำเบา ๆ ราวกับว่าเจ้าก้อนนุ่มในอ้อมแขนคือเขาผู้นั้น“ท่านง้อข้าเพียงเท่านั้นดอกหรือ ขุนอัครเดช”เธอยังบ่นกระเง้ากระงอดผู้เดียวหลับตาก็พลันมีแต่ภาพจอมเวทย์ลอยเข้ามา ยังรู้สึกถึงไออุ่นยามอิงแอบแนบกาย“ข้าจักหนีจากท่านได้เยี่ยงไรกัน”แม่หญิงน้อยทิ้งร่างนอนหงายเหม่อลอยดวงตาจดจ้องขื่อคาน เม้มริมฝีปากกรุ่นโกรธขึ้นมาอีกครา“ท่านมันจอมมุสา ปากหวานในบางเพลา ทว่าพอข้ามิยินยอมท่านก็ถอดใจ”ดารากายังทอดถอนใจออกมาอีกครากระทั่งได้ยินเสียงบ่าวบัวเดินถัดฝีเท้าหนักเข้ามาด้วยความเร่งรีบ“คุณหนู คุณหนู!”“มีกระไรพี่บัว” เธอเอียงหน้าไปทางประตู ขมวดคิ้วยามเห็นบ่าวบัวเปียกปอน“ขุนภพมายังเรือนใหญ่เจ้าค่ะ”“เรือนใหญ่?”“เจ้าค่ะ คุณหญิงให้มาตามคุณหนูไปเรือนใหญ่”“ไม่ดอก ข้าไ
45การง้อแม่หญิงสักคนแม้นว่าเรือนศรีสงครามบริเวณรอบบ้านมิได้กว้างใหญ่เท่าเรือนบวรเวทย์ ทว่าการเดินหาแม่หญิงสักคนกลับทำมิง่ายดายนักท่านขุนต้องหยุดถามบ่าวไพร่ในเรือนถึงสามครากว่าจะพบเจอบ่าวบัวที่พลันเห็นหน้าท่านขุนเท่านั้นก็ตัวสั่นเทาราวกับถูกผีสิงคุกเข่าลงพื้นเสียงดัง“ท่านขุน!!” มันก้มหน้าจดพื้นดินมิกล้าเงยด้วยเกรงอาญาฐานหลอกลวงข้าในพระองค์“เอ็งเห็นแม่หญิงดารากาหรือไม่”บ่าวบัวค่อยเอียงหน้าขึ้นทีละน้อยด้วยความประหลาดใจยิ่ง น้ำเสียงท่านขุนอ่อนโยนและเบากว่าที่มันเคยได้ยินมา“คุณหนูอยู่ยังท่าน้ำท้ายเรือนเจ้าค่ะ”“ท่าน้ำ”“เจ้าค่ะ เป็นท่าน้ำของพวกบ่าวไว้ใช้ซักผ้า กินอาบเจ้าค่ะ”บ่าวบัวสะดุ้งโหย่ง เมื่อครู่ดวงหน้าท่านขุนยังละมุนดั่งหนุ่มแรกรัก แล้วไยแปรเปลี่ยนกลายเป็นยักษ์อสูรแล้วเสียเล่า“พาข้าไป”“เจ้าค่ะ”ใจของจอมเวทย์หดเกร็งยามได้ยิน ‘ท่าน้ำของพวกบ่าว’ ไยดารากาแม่หญิงคนหนึ่งศักดิ์สูงยิ่งจึงได้ถูกกระทำเยี่ยงนี้จากคนที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดามารดา บัดนี้จึงได้แต่ยืนนิ่งอยู่ริมฝั่งน้ำ ดวงตาพยัคฆ์อ่อนแสงลงจดจ้องเพียงร่างของหญิงในดวงใจดารากาสวมใส่ชุดธรรมดายิ่งนักด้วยผ้าคาดรักหน้าอกสีอ่อน ซิ่น
44 ท่านขุนรู้ความจริงแล้วววหลายวันต่อมา ยามสาย ณ เรือนศรีสงครามเพราะงานพิธีสมรสของเจ้าฟ้าธรรมาเทพและธิดาหลวงพิริยเดช แม่หญิงดารานี กว่าจะแล้วเสร็จล่วงเลยใช้เวลาถึงอีกสี่วันจึงทำให้เพลานี้ท่านขุนอัครเดชเพิ่งมาง้อแม่หญิงดารากา ด้วยใจตุ่ม ๆ ต่อม ๆ มิรู้ว่าออเจ้านั่นจะแง่งอนหนักหนาปานใดแล้วเรือนศรีสงครามงดงามด้วยไม้สักทองทั้งหลัง ท่ามกลางสวนไม้ดอกและหมากผลหลากหลายดั่งเช่นเรือนขุนนางทั่วไปท่านขุนแหงนมองลอดหลังคาเรือลำใหญ่โอ่อ่าอวดบารมีทั้งที่มิจำเป็น ภายในหนักอึ้งกับน้ำหนักของความรู้สึกผิด“ไอ้สิน ขุนภพ” จู่ ๆ ท่านขุนก็โพล่งขึ้นก่อนจะลงจากเรือน“ขอรับ?”“มึงว่าวันนี้กูแต่งกายเป็นเยี่ยงไรบ้าง”ขุนภพอ้าปากค้างมิกล้าเอ่ยตอบ คงเป็นไอ้สินปากเปราะ ดีดนิ้วแล้วส่งรอยยิ้มกว้างดั่งบ่าวประจบนาย“เช้านี้ท่านขุนสง่างามมากขอรับ ทั้งสีเสื้อ ทรงผม แล้วยัง...”ไอ้สินมิกล้าพูดต่อยามที่กวาดตาลงมายังข้อนิ้วที่บรรจุแหวนไว้เสียสี่วงหากเป็นบุรุษอโยธยาอื่นคงมิผิดแผกกระไร ทว่านี่คือขุนอัครเดชจอมเวทย์ มิเคยสวมใส่แหวนใดเนื่องจากต้องทำพิธีอยู่เสมอ จะพกก็เพียงดากไม้ตะพดเท่านั้น“กระไร?”จอมเวทย์ยังไม่ขยับลงจากเร







