Masukตอนที่ 9 ใจอันหนักอึ้ง
เช้าวันต่อมา ณ เรือนศรีสงคราม
เรือนนอนของดารากาอยู่ห่างจากเรือนใหญ่ไม่มากนัก เป็นเรือนไม้สักทองทั้งหลังงดงามไม่แพ้กันทว่าหลังเล็กกว่าและอยู่อย่างโดดเดี่ยว
แสงยามเช้าสีทองสาดเข้ายังหน้าต่างห้องนอนทอดยาวเกิดเงาบนผนัง ผ้าม่านสีขาวโปร่งปลิวตามแรงลมเอื่อย ดวงหน้าขุนอัครเดชยังติดตายากจะสลัดทิ้ง
“พี่บัว”
“เจ้าคะ คุณหนู”
“ค่ำวานนี้เจ้ารู้หรือไม่ว่าพ่อกับแม่กลับมากันยามใด”
“ค่อนดึกเจ้าค่ะ บ่าวลอบมองข้างบันไดใบหน้าซีดเซียว ยิ่งคุณหนูดารานีคล้ายคนเป็นลมมาเจ้าค่ะ”
ดารากานิ่งงันไปอึดใจ แม้นว่าไม่ได้ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี ทว่ายังได้ชื่อว่าเป็นคนจิตใจดี กตัญญูรู้คุณ ยามนี้คนในบ้านเดือดร้อนเธอเองก็พลอยร้อนใจตาม
“บ่าวเคยได้ยินเรื่องท่านขุน เขาเล่าลือกันว่าคาถาอาคมแกร่งกล้าแม้กระทั่งเสกคนให้กลายเป็นหินเจ้าคะ”
“หินงั้นหรือ?” น้ำเสียงตื่นตระหนก
“เจ้าค่ะ” บัวทำท่าขนลุกก่อนจะสะดุ้งโหย่ง
ตึง ตึง ผลัวะ!
จู่ ๆ บ่าวรับใช้อีกคนอายุยังน้อยเพียงสิบหกปี วิ่งตึงตังพรวดพราดเข้ามาในห้อง
“คุณหนู คุณหนูเจ้าค่ะ”
“อะไรแม่ชะเอม! เดินเหินให้เบาฝีตีนสักหน่อย ใครได้ยินจะหาว่าบ้านนี้ไม่สั่งสอนบ่าวไพร่” บัวเตือนเสียงเข้มก่อนจะหยิบขันน้ำล้างหน้าให้ดารากา
“แหมะ ๆ ทำเป็นสั่ง เป็นสอนชะเอม พี่บัวก็เป็นบ่าวคือกันนั่นแล่ะ”
“แม่ชะเอม!!”
บัวกระแทกเสียงใส่ตั้งท่าเข้าไปตบสักฉาด เธอหมั่นไส้บ่าวคนนี้มานานนักหนาแล้ว อยู่เรือนคุณหนูดารากาแต่หมั่นคาบข่าวเอาไปนินทาจนทั่วเรือน
“หยุดเดี๋ยวนี้!!”
บัวชะงักมือ เสียงกร้าวคุณหญิงจันทร์ฉายดังขึ้นมาจากโถงกลางเรือน จึงรีบทรุดลงนั่ง
“บ้านนี้นี่กระไรกัน บ่าววิ่งซนอย่างกับลิงกับค่าง ส่วนบ่าวอีกคนพูดจากรรโชกโฮกฮาก มิต้องสงสัยเหตุใดบุตรสาวกูจึงติดนิสัยไพร่มา!”
“ท่านแม่!! พี่นี!”
“ไม่ต้องลุกขึ้น” จันทร์ฉายเสียงอ่อนลงหย่อนร่างนั่งข้างบุตรสาวบนเตียง “แม่มีเรื่องมาแจ้งเจ้า วันพรุ่งให้เจ้าเตรียมตัวไปพร้อมกันกับพี่นียังเรือนขุนอัครเดช”
ดารากาจ้องหน้ามารดา แล้วเหลือบไปทางพี่สาวซึ่งคอยแต่หลบตา ข้างในโหวงนิด ๆ มีลางสังหรณ์บางอย่างแต่ยังไม่กล้าเอ่ยถาม
“ออเจ้าจะไปให้ฐานะบ่าวของพี่สาว ปิดหน้าปิดตาอยู่แต่ในเรือน ทว่าพอถึงวันทำพิธีเจ้าค่อยออกมาสับเปลี่ยนแทนพี่สาว”
“วันทำพิธี...” มือเล็กเผลอจับหน้าท้องไม่รู้ตัวขณะเอ่ยเสียงแผ่ว
“พี่สาวของออเจ้าเป็นลูกสาวคนโต แม่คิดฝากผีฝากไข้ ให้ได้ตกได้แต่งแก่หน่อเนื้อเชื้อพระวงศ์”
“แล้ว แล้วลูกล่ะ ท่านแม่...”
ดารากาส่งเสียงอ้อนวอน เธอเข้าใจแล้วว่าวันทำพิธีหมายถึงอะไร เธอต้องเป็นตัวแทนพี่สาวไปร่วมหลับนอนแทนนั่นเอง
“เมื่อมนตร์ดำสิ้นสลาย เจ้าจะได้เปิดตัวเป็นบุตรสาวอีกคนของพ่อกับแม่” จันทร์ฉายทอดเสียงอ่อนลง โอบลูกสาวมากอดเบา ๆ “อีกหน่อยเจ้าจะได้ตกแต่งเช่นกัน ขุนอัครเดชขอเพียงทำพิธีเจ็ดวันต่อครั้งเท่านั้น”
“เจ็ดวันต่อครั้ง..”
น้ำเสียงดารากายังเลื่อนลอย ภาพใบหน้าแกร่งและริมฝีปากร้อนจัดรุกรานกลางวัดผุดพราย เรือนร่างสะท้านขึ้นหน้าท้องหดเกร็ง
“ท่านแม่ ลูกขออยู่กับน้องตามลำพังเจ้าค่ะ” ดารานีเอ่ยขึ้น
จันทร์ฉายชำเลืองมองสีหน้าบุตรสาวคนเล็กแล้วให้หนักอก แม้ว่าตัวเธอรักลูกไม่เท่ากัน แต่อย่างไรเสียดารากาก็ยังได้ชื่อว่าเป็นลูกอีกคน อึดอัดใจที่ต้องพูดออกมาเช่นนี้คล้ายไร้เยื่อใยแม่ลูก
“แม่จะรอยังชานเรือน ค่อยพูดค่อยจา ออเจ้าเองจงฟังพี่สาวของเจ้า”
จันทร์ฉายกำชับก่อนจะเยื้องกายออกจากห้องนอน ปล่อยให้สองพี่น้องคุยกันตามลำพัง
“พี่นี!” ดารากาโพล่งขึ้น “ไม่ อย่าให้น้องไป น้องไม่อยากทำ”
ดารานีรวบมือเล็กของน้องสาวขึ้นมาลูบปลอบใจยามที่ขยับริมฝีปากพูดขึ้น
“พี่มีคนรักแล้ว”
“ฮะ! กระไรกัน เมื่อใด ไยน้องไม่รู้ความนี้” ดารากาผงะออกเล็กน้อย
“พี่พบชายคนหนึ่งชื่อแม้น ช่วงวันทำบุญใหญ่เมื่อหลายเดือนก่อน เราสองคนนัดแนะพบเจออยู่เนืองนิตย์”
“ที่ใด?” ดารากาเสียงเบาหวิว
ดารานีก้มหน้าลงเล็กน้อยพวงแก้มแดงซ่าน “บนเรือน”
“พี่นี! หมายความว่ากระไร บนเรือน พี่ตกเป็นของเขาแล้วหรือ?”
ดารานีขยับดวงหน้าช้า ๆ บนริมฝีปากแต้มรอยยิ้มบางเบา “พี่รักเขามาก เรารักกันและเขาสัญญาว่าจะมาสู่ขอ”
“แต่ว่า...”
“หากพี่ร่วมพิธีกับขุนอัครเดช เขาต้องล่วงรู้ถึงสิ่งนี้ พี่ไร้พรหมจารี”
ดารากานิ่งอึ้งเอนกายออกห่างพี่สาวเล็กน้อย ต้องการมองหน้าค้นหาความจริง ทว่าสิ่งที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของดารานีล้วนไม่หลอกลวง
ดวงหน้าทั้งดวงของดารานีแดงซ่านระเรื่อด้วยเลือดฝาดลามลงลำคอ ดวงตาวาวแสงฉายแววคนมีความรัก ผิดพรรณเปล่งปลั่งนวลเนียน
“แล้วหากขุนอัครเดชจับได้...”
“ไม่มีทาง ดารา” ดารานีกำมือน้องสาวแน่นขึ้น ทอดเสียงอ่อนโยน “เราเหมือนกันมาก เหมือนทุกส่วน ผิวพรรณนวลเนียนมิมีตำหนิร่องรอย และพี่ขอด้วยความขอร้อง พี่ขอร้อง...น้องสาวของพี่”
ดารากาสะท้านกายยามมือเย็นเยียบของดารานีวางลงบนกรอบหน้า
“พี่มิอาจตกเป็นของผู้ใดได้อีกแล้ว นอกจากเขาผู้เดียว คนที่พี่รัก”
ดารากาสบตาพี่สาวฝาแฝด มือกำแน่นสั่นเทาบนตัก มีบางอย่างจุกลำคอต้องการตะโกนออกไปแต่ไม่อาจทำได้ สถานการณ์บีบบังคับให้เธอต้องเดินหน้าทั้งที่ภายในหน่วงร้าว เสมือนว่าตนเองนั้นไร้ตัวตนในบ้านหลังนี้ ไม่มีใครมองเห็นคุณค่าการมีอยู่แม้แต่น้อย
เธอนึกภาพขุนอัครเดชยามที่ได้ล่วงรู้ความจริง เรือนกายสั่นเทาทันที เช็ดเหงื่อกลางฝ่ามือกับผ้าซิ่น
หากเขารู้ความจริง อสูรร้ายในคราบขุนนางผู้ดีเช่นเขาจะกระทำต่อเธอเช่นไรกัน
ปลายคางยังจดจำความรู้สึกถึงแรงกดไม้ตะพดรวมไปถึงริมฝีปากบวมช้ำที่เขาจงใจบดเบียด
หากข้ายอมรับ… ทุกสิ่งสิ้นสุด ครอบครัวได้ปลดอาคม
แต่หากข้าปฏิเสธ… ตระกูลศรีสงครามอาจดับสิ้น!
ตอนพิเศษหลายเดือนถัดมา ยามเช้าวันพระราชทานสมรส ณ เรือนบวรเวทย์กาลเวลาผันผ่านล่วงแปรเปลี่ยนเป็นคิมหันตฤดู ฤกษ์งามยามดีที่เรือนศรีสงครามเร่งหามาได้ดั่งใจท่านขุนต้องการสายลมเหนือพัดเอื่อยเรี่ยผิวน้ำหน้าเรือนบวรเวทย์ที่บัดนี้คราคร่ำไปด้วยเรือลำน้อยใหญ่แขกเหรื่อมากมายต่างเห่แหนมาร่วมแสดงความยินดีในพิธีพระราชมงคลสมรส ซึ่งองค์เหนือหัวทรงโปรดเกล้าให้เจ้าฟ้าธรรมาเทพเป็นตัวแทนในพระองค์เจิมหน้าผากด้วยแป้งมงคลปลุกเสกจากวังหลวงดารากางดงามยิ่งในชุดสไบสีชมพูอ่อนทับซ้อนด้วยสไบโปร่งทักทอลายด้วยดิ้นทองพาดเฉียงยาว ซิ่นชมพูเข้มลายยกดอกพุดซ้อนปักดิ้นด้วยมือเป็นปุ่มแทรกเม็ดพลอยเข็มขัดทองเก่าแก่ตกทอด เกล้าผมมวยต่ำแซมมีเพียงรัดเกล้าเพชรชมพูทวีปเท่านั้นประดับศีรษะข้างกายของเธอในยามนี้คือท่านขุนจอมเวทย์สวมเต็มยศ กระโจงเบนผ้าไหมลายกนกทอยกด้วยดิ้นทองบนผืนผ้าน้ำตาลอ่อน ตัวบนเสื้อแขนยาวนวลตาทับด้วยเสื้อคลุมกรมท่าโปร่งทอสลับดิ้นเงิน องคาพยับล้วนน่าเกรงขาม สง่างาม ทว่าดวงหน้ากลับอ่อนโยนแลมีรอยยิ้มอ่อนหวานให้เธอเพียงคนเดียว“เช้านี้อากาศค่อนข้างเย็น น้องหญิงหนาวหรือไม่”“ไม่เจ้าค่ะ ท่านพี่อย่าเพิ่งชวนคุยสิเจ้าค่
48 การง้อของท่านขุน จบบริบูรณ์หลายวันถัดมา ยามเช้า ณ ท่าน้ำวัดพุทไธศวรรย์ กระไอหมอกขาวเบาบางลอยอ้อยอิ่งเหนือแผ่นน้ำเจ้าพระยา ลำน้ำแห่งชีวิตที่หล่อเลี้ยงอโยธยามาเนิ่นนาน แสงยามเช้ายังไม่ทันจับคุ้งฟ้าทว่าผู้คนมากมายพากันหลั่งไหลมายังวัดพุทไธศวรรย์ ศูนย์รวมจิตใจแห่งศรัทธาดารากาเยื้องย่างแช่มช้อยในชุดแม่หญิงงดงามด้วยซิ่นไหมเนื้อดีสีม่วงอ่อนทอลายวิจิตร คาดเข็มขัดทองพอเหมาะสมตัว ท่อนบนห่มสไบไหมเรียบลื่นสีเหลืองนวลพาดเฉียง สวมสร้อยทองทับทิมลายสุโฆฑะยะ มวยผมเยี่ยงที่พึงใจร้อยรัดด้วยดอกพุดซ้อนวันนี้คือคราแรกที่แม่หญิงมาวัดด้วยชื่อของตนเอง มิใช่พี่ดารานีอีกต่อไป “พี่นี”แม่หญิงน้อยซอยเท้าแม้ว่าจะสวมชุดผ้าซิ่นรัดเรือนร่าง โอษฐ์อิ่มคลี่ออกเผยรอยยิ้มงดงามราวดอกไม้แรกแย้ม“ดารา”“วันนี้คนมากันมากเหลือเกินนะเจ้าคะ” เธอจับมือพี่สาวแล้วออกเดินไปทางอุโบสถ“เช้านี้เจ้าฟ้าธรรมาเทพมาด้วยพระองค์เอง คนเลยมากันแน่นขนัด”“น้องเพิ่งจะเคยเห็น พิธีห่มสไบหลวงพ่อ”ดารานีส่งรอยยิ้มอย่างละอายใจพลางบีบมือ “แต่ต่อนี้ไป น้องไม่ต้องหลบซ่อนแล้วจริงหรือไม่”“เจ้าค่ะ”ดารากาพยักพเยิดด้วยรอยยิ้ม ทว่าไม่ทันจะเดินขึ้นทา
47 รอวันฟ้าเปิดขุนภพเดินกลับไปยังเปี่ยมด้วยท่าทีสงสัย แม่หญิงดาราการับของไว้ทุกสิ่ง แต่ไยจึงฝากถ้อยคำที่ขุนศึกเช่นเขามิเข้าใจแม้แต่น้อย หรือเขามันด้อยปัญญาจนมิอาจเฉลยได้“ลูก..ดารา” คุณหญิงจันทร์ฉายเรียกด้วยเสียงอ้อมแอ้ม เดินกลับออกมาเมื่อขุนภพลงเรือนแล้ว“ท่านแม่” ดารากายังจิ้มขนมเข้าปาก นั่งอมยิ้มหน้าแดงซ่าน“ท่านขุนฝากกระไรมาหรือออเจ้า”“ขนมเจ้าค่ะ ท่านแม่มาชิมสิเจ้าค่ะ หยกมณี ลูกเพิ่งจะเคยได้กิน”จันทร์ฉายหย่อนร่างลงนั่งข้างกันก้มมองขนมสีเขียวแล้วให้สะท้านใจ ขนมชนิดนี้ตัวเธอและลูกดารานีเคยได้ชิมแล้วบ่อย ๆ ยามออกงานมงคลเรือนขุนนาง แต่เธอมิกล้าพูดออกมาด้วยความละอายใจจึงเออออจิ้มขนมเข้าปาก“เจ้ามิใจอ่อนให้ท่านขุนสักหน่อยหรือ” จันทร์ฉายลองแย้มพรายเสียงเบา ลอบมองลูกสาวที่ทำหน้าเฉยชา“แม่เพียงพูดขึ้นเท่านั้น มิได้ว่ากระไรดอกหากออเจ้ามิยินยอม แม่กับพ่อเลี้ยงดูเจ้าได้ตลอดชีวิต”ดารากาชะงักหยุดเสมือนว่ามือเริ่มสั่นเทา ช้อนดวงหน้าขึ้น“จริงหรือเจ้าคะ หากลูกมิแต่งงานออกเรือน ขออยู่ที่เรือนนี้จนกว่าชีวิตจะหาไม่ ท่านแม่กับท่านพ่อยังยินดีหรือเจ้าคะ”จันทร์ฉายขยับมุมปากเป็นรอยยิ้ม ค่อยคลี่อย่าง
46 กลอนรักแทนใจหลายวันต่อมา ณ เรือนบวรเวทย์ยามฝนร่วงหล่นลงมาจากฟ้าฟากในเพลาสายพาให้บรรยากาศเศร้าหมอง เมฆครึ้มมืดแผ่ขยายคลุมทั่วเมืองอโยธยา คงคล้ายดั่งความรู้สึกของแม่หญิงดารากาในเพลานี้เรือนร่างอรชรนอนนิ่งบนเตียงมิทำสิ่งใดนอกจากกอดหมอนใบเล็กซุกหน้าลงสะท้านด้วยกลิ่นผูกพันธะอบอวล“ข้าชังท่าน” เสียงหวานอู้อี้ในหมอนทว่ามือกลับลูบไล้เนื้อผ้าขยำเบา ๆ ราวกับว่าเจ้าก้อนนุ่มในอ้อมแขนคือเขาผู้นั้น“ท่านง้อข้าเพียงเท่านั้นดอกหรือ ขุนอัครเดช”เธอยังบ่นกระเง้ากระงอดผู้เดียวหลับตาก็พลันมีแต่ภาพจอมเวทย์ลอยเข้ามา ยังรู้สึกถึงไออุ่นยามอิงแอบแนบกาย“ข้าจักหนีจากท่านได้เยี่ยงไรกัน”แม่หญิงน้อยทิ้งร่างนอนหงายเหม่อลอยดวงตาจดจ้องขื่อคาน เม้มริมฝีปากกรุ่นโกรธขึ้นมาอีกครา“ท่านมันจอมมุสา ปากหวานในบางเพลา ทว่าพอข้ามิยินยอมท่านก็ถอดใจ”ดารากายังทอดถอนใจออกมาอีกครากระทั่งได้ยินเสียงบ่าวบัวเดินถัดฝีเท้าหนักเข้ามาด้วยความเร่งรีบ“คุณหนู คุณหนู!”“มีกระไรพี่บัว” เธอเอียงหน้าไปทางประตู ขมวดคิ้วยามเห็นบ่าวบัวเปียกปอน“ขุนภพมายังเรือนใหญ่เจ้าค่ะ”“เรือนใหญ่?”“เจ้าค่ะ คุณหญิงให้มาตามคุณหนูไปเรือนใหญ่”“ไม่ดอก ข้าไ
45การง้อแม่หญิงสักคนแม้นว่าเรือนศรีสงครามบริเวณรอบบ้านมิได้กว้างใหญ่เท่าเรือนบวรเวทย์ ทว่าการเดินหาแม่หญิงสักคนกลับทำมิง่ายดายนักท่านขุนต้องหยุดถามบ่าวไพร่ในเรือนถึงสามครากว่าจะพบเจอบ่าวบัวที่พลันเห็นหน้าท่านขุนเท่านั้นก็ตัวสั่นเทาราวกับถูกผีสิงคุกเข่าลงพื้นเสียงดัง“ท่านขุน!!” มันก้มหน้าจดพื้นดินมิกล้าเงยด้วยเกรงอาญาฐานหลอกลวงข้าในพระองค์“เอ็งเห็นแม่หญิงดารากาหรือไม่”บ่าวบัวค่อยเอียงหน้าขึ้นทีละน้อยด้วยความประหลาดใจยิ่ง น้ำเสียงท่านขุนอ่อนโยนและเบากว่าที่มันเคยได้ยินมา“คุณหนูอยู่ยังท่าน้ำท้ายเรือนเจ้าค่ะ”“ท่าน้ำ”“เจ้าค่ะ เป็นท่าน้ำของพวกบ่าวไว้ใช้ซักผ้า กินอาบเจ้าค่ะ”บ่าวบัวสะดุ้งโหย่ง เมื่อครู่ดวงหน้าท่านขุนยังละมุนดั่งหนุ่มแรกรัก แล้วไยแปรเปลี่ยนกลายเป็นยักษ์อสูรแล้วเสียเล่า“พาข้าไป”“เจ้าค่ะ”ใจของจอมเวทย์หดเกร็งยามได้ยิน ‘ท่าน้ำของพวกบ่าว’ ไยดารากาแม่หญิงคนหนึ่งศักดิ์สูงยิ่งจึงได้ถูกกระทำเยี่ยงนี้จากคนที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดามารดา บัดนี้จึงได้แต่ยืนนิ่งอยู่ริมฝั่งน้ำ ดวงตาพยัคฆ์อ่อนแสงลงจดจ้องเพียงร่างของหญิงในดวงใจดารากาสวมใส่ชุดธรรมดายิ่งนักด้วยผ้าคาดรักหน้าอกสีอ่อน ซิ่น
44 ท่านขุนรู้ความจริงแล้วววหลายวันต่อมา ยามสาย ณ เรือนศรีสงครามเพราะงานพิธีสมรสของเจ้าฟ้าธรรมาเทพและธิดาหลวงพิริยเดช แม่หญิงดารานี กว่าจะแล้วเสร็จล่วงเลยใช้เวลาถึงอีกสี่วันจึงทำให้เพลานี้ท่านขุนอัครเดชเพิ่งมาง้อแม่หญิงดารากา ด้วยใจตุ่ม ๆ ต่อม ๆ มิรู้ว่าออเจ้านั่นจะแง่งอนหนักหนาปานใดแล้วเรือนศรีสงครามงดงามด้วยไม้สักทองทั้งหลัง ท่ามกลางสวนไม้ดอกและหมากผลหลากหลายดั่งเช่นเรือนขุนนางทั่วไปท่านขุนแหงนมองลอดหลังคาเรือลำใหญ่โอ่อ่าอวดบารมีทั้งที่มิจำเป็น ภายในหนักอึ้งกับน้ำหนักของความรู้สึกผิด“ไอ้สิน ขุนภพ” จู่ ๆ ท่านขุนก็โพล่งขึ้นก่อนจะลงจากเรือน“ขอรับ?”“มึงว่าวันนี้กูแต่งกายเป็นเยี่ยงไรบ้าง”ขุนภพอ้าปากค้างมิกล้าเอ่ยตอบ คงเป็นไอ้สินปากเปราะ ดีดนิ้วแล้วส่งรอยยิ้มกว้างดั่งบ่าวประจบนาย“เช้านี้ท่านขุนสง่างามมากขอรับ ทั้งสีเสื้อ ทรงผม แล้วยัง...”ไอ้สินมิกล้าพูดต่อยามที่กวาดตาลงมายังข้อนิ้วที่บรรจุแหวนไว้เสียสี่วงหากเป็นบุรุษอโยธยาอื่นคงมิผิดแผกกระไร ทว่านี่คือขุนอัครเดชจอมเวทย์ มิเคยสวมใส่แหวนใดเนื่องจากต้องทำพิธีอยู่เสมอ จะพกก็เพียงดากไม้ตะพดเท่านั้น“กระไร?”จอมเวทย์ยังไม่ขยับลงจากเร







