Home / แฟนตาซี / พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ / บทที่ 35 สองฝั่งของพันธะเลือด

Share

บทที่ 35 สองฝั่งของพันธะเลือด

last update publish date: 2026-10-21 18:44:04

เสียงระฆังจากเขตแดนแวมไพร์ดังต่อเนื่องเป็นครั้งที่เจ็ด ก่อนจะเงียบหายไปอย่างกะทันหัน

ความเงียบที่ตามมาน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงเตือนภัย

โรสลินยืนอยู่บนระเบียงหินของมูนฟอลล์ มือกำจี้หินสีขาวแน่น ขณะที่เส้นสีดำสองสายภายในอัญมณีค่อย ๆ เคลื่อนตัวราวกับมีชีวิต สายหนึ่งชี้ไปทางเหนือ อีกสายทอดไปทางตะวันตกอย่างชัดเจน

ทั้งสองทิศทางเชื่อมโยงกับสถานที่ที่เธอไม่อยากให้เกิดเรื่องขึ้นอีก

ประตูรัตติกาลนิรันดร์

และวิหารร้างของวาเลเรียน

“เซราฟีน!” อาเดรียนเรียกเสียงเข้ม

หัวหน้าราชองครักษ์ปรากฏตัวขึ้นจากบันไดในเวลาไม่นาน เธอคุกเข่าลงเล็กน้อย ก่อนรายงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“ฝ่าบาท มีรายงานจากป้อมชายแดนตะวันออกเฉียงเหนือ ทหารยามสามนายหมดสติพร้อมกัน ไม่มีบาดแผล แต่พลังรัตติกาลของพวกเขาหายไปเกือบทั้งหมด”

“มีใครเห็นผู้บุกรุกหรือไม่”

“ไม่มีผู้บุกรุกเพคะ แต่ทหารยามคนหนึ่งฟื้นขึ้นมาแล้วพูดว่ามีเสียงเรียกชื่อของฝ่าบาทดังมาจากอีกด้านของกำแพง”

ดวงตาสีแดงของอาเดรียนเย็นเยียบลง

“เตรียมม้า ข้าจะไปตรวจสอบด้วยตัวเอง”

“ข้าจะไปด้วย” โรสลินพูดทันที

“ไม่”

คำตอบของเขารวดเร็วเสียจนเธอหันขวับ

“ท่านเพิ่งสัญญากับข้าว่าจะไม่ตัดสินใจแทนกัน”

อาเดรียนสบตาเธออย่างไม่พอใจนัก

“ข้ากำลังพยายามป้องกันไม่ให้เจ้าเข้าใกล้สิ่งที่อาจใช้พันธะของเราเป็นทางผ่าน”

“และข้ากำลังบอกว่าการปล่อยให้ท่านไปคนเดียวอาจเป็นสิ่งที่มันต้องการพอดี”

“โรสลิน—”

“ถ้ามันกำลังเรียกชื่อท่าน แต่ส่งสัญญาณผ่านจี้ของข้า เราก็มีเหตุผลเพียงพอที่จะเชื่อว่าทั้งสองเรื่องเกี่ยวข้องกัน” เธอสูดลมหายใจลึก “ข้าจะไม่เดินเข้าไปในกับดักโดยไม่เตรียมตัว แต่ข้าก็จะไม่ยืนรออยู่ที่นี่ ขณะที่คนอื่นต้องรับอันตรายแทนเรา”

อาเดรียนจ้องเธออยู่ครู่หนึ่ง

เซราฟีนก้มหน้าลงอย่างเงียบ ๆ ดูเหมือนกำลังพยายามไม่แสดงสีหน้าใด ๆ ออกมา

ในที่สุดราชาแวมไพร์ก็ถอนหายใจ

“เจ้าจะเดินทางไปกับข้า แต่ต้องมีเอเวอเร็ตต์และองครักษ์คุ้มกัน”

“ตกลง”

“หากพลังมืดเริ่มตอบสนองกับเจ้า เราจะถอยทันที”

“ถ้าเราเห็นตรงกันว่ามันอันตรายจริง”

“โรสลิน”

“ตกลง ถ้ามันอันตรายจริง เราจะถอยทันที”

เธอพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังพอให้อาเดรียนรู้ว่าเธอไม่ได้ต้องการเอาชนะเขาเพียงเพื่อเอาชนะ แต่ต้องการให้ทั้งคู่มีสิทธิ์ตัดสินใจร่วมกัน

เขายื่นมือมาแตะแก้มเธอเบา ๆ

“อย่าทำให้ข้าต้องเลือกระหว่างการช่วยเจ้าและการรักษาคำสัญญา”

โรสลินวางมือทับหลังมือเขา

“เช่นเดียวกัน อย่าทำให้ข้าต้องเลือกระหว่างความรักกับการมีสิทธิ์กำหนดชีวิตตัวเอง”

คำพูดนั้นทำให้อาเดรียนเงียบไป

จากนั้นเขาก็ก้มลงจูบหน้าผากเธอเพียงแผ่วเบา

“เช่นนั้น เราจะไปด้วยกัน”

ก่อนออกเดินทาง โรสลินแวะไปยังห้องประชุมเพื่อแจ้งแผนให้คัลเลนและเซเลสเทียทราบ

คัลเลนยืนอยู่ข้างหน้าต่าง เมื่อเห็นเธอเข้ามา เขาก็หันมาหาทันที

“ข้าได้ยินเสียงระฆังแล้ว เกิดอะไรขึ้น?”

“มีคนหมดสติที่ป้อมชายแดนของแวมไพร์ พลังรัตติกาลของพวกเขาถูกดึงออกไป และจี้ของข้ากำลังเชื่อมโยงกับสองสถานที่”

เธออธิบายเรื่องที่พบอย่างรวบรัด โดยไม่ปิดบังความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

เซเลสเทียวางแผนที่ลงบนโต๊ะ ก่อนชี้ไปยังแนวภูเขาทางตะวันตก

“หากวิหารร้างเป็นจุดเชื่อมต่อหนึ่ง และประตูรัตติกาลเป็นอีกจุดหนึ่ง บางทีวาเลเรียนอาจกำลังสร้างเครือข่ายที่เชื่อมสองสถานที่เข้าด้วยกัน”

“แต่เราไม่รู้ว่าเขาต้องการทำอะไรกับเครือข่ายนั้น” คัลเลนเสริม

“เรารู้เพียงว่าเขาไม่จำเป็นต้องเปิดประตูเดิมอีกแล้ว” โรสลินกล่าว “เขาอาจกำลังหาทางใช้เลือดของอาเดรียนสร้างช่องทางใหม่”

ชื่อของราชาแวมไพร์ทำให้บรรยากาศในห้องตึงเครียดขึ้นทันที

คัลเลนเหลือบมองอาเดรียนซึ่งยืนอยู่ด้านหลังโรสลิน

“ถ้าต้นทางอยู่ในตัวเขา เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าการพาเขาไปใกล้จุดเชื่อมต่อจะไม่ทำให้เรื่องเลวร้ายลง?”

อาเดรียนตอบอย่างเย็นชา

“เจ้าควรเป็นห่วงว่าตัวเองจะมีชีวิตรอดหรือไม่ หากยังพูดราวกับกำลังออกคำสั่งให้ข้า”

“อาเดรียน” โรสลินเตือน

ราชาแวมไพร์ปรายตามองเธอ ก่อนเงียบลงอย่างไม่เต็มใจ

เซเลสเทียกระแอมเบา ๆ

“ข้าคิดว่าเราควรแยกหน้าที่ให้ชัดเจน ฝ่าบาทกับโรสลินจะไปตรวจสอบป้อมชายแดน ส่วนคัลเลนกับข้าจะจัดกำลังเฝ้าระวังเขตแดนมูนฟอลล์ หากพบสัญลักษณ์สีดำ เราจะไม่สัมผัสมัน แต่จะทำเครื่องหมายตำแหน่งแล้วรายงานกลับ”

“ดี” โรสลินพยักหน้า “และถ้ามีใครเริ่มหมดสติหรือสูญเสียพลัง อย่าใช้พลังหมาป่าของคนอื่นกระตุ้นให้ฟื้น เพราะเราไม่รู้ว่ามันจะทำให้การเชื่อมต่อแข็งแกร่งขึ้นหรือไม่”

คัลเลนรับคำสั่งอย่างจริงจัง

ก่อนที่เธอจะเดินออกจากห้อง เขาก็เรียกชื่อเธอเบา ๆ

“โรสลิน”

เธอหยุด แต่ไม่ได้หันกลับไปหาเขาทันที

“ข้ารู้ว่าข้าไม่มีสิทธิ์ขอให้เจ้าเชื่อใจข้าอีกครั้ง” คัลเลนกล่าว “แต่ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นที่มูนฟอลล์ ข้าจะปกป้องคนที่อยู่ที่นี่ให้ดีที่สุด เจ้าจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ระหว่างเดินทาง”

โรสลินหันกลับมามองเขา

“ขอบใจที่รับผิดชอบหน้าที่ของตัวเอง คัลเลน”

เพียงเท่านั้น

ไม่มีคำให้อภัย ไม่มีการย้อนกลับไปสู่ความสัมพันธ์เดิม และไม่มีคำสัญญาว่าทุกอย่างจะกลับไปเหมือนก่อน

คัลเลนเข้าใจดีว่าคำตอบนี้คือทั้งหมดที่เธอพร้อมมอบให้เขาในตอนนี้

เขาจึงไม่เรียกร้องอะไรอีก

ป้อมชายแดนของแวมไพร์ตั้งอยู่ระหว่างป่าทึบกับหน้าผาหินสูง กำแพงสีดำทอดยาวไปตามแนวภูเขา และมีหอคอยสี่แห่งคอยเฝ้าระวังเส้นทางเข้าสู่ดินแดนของราชวงศ์

เมื่ออาเดรียนและโรสลินมาถึง ทหารยามทุกนายต่างคุกเข่าลงทันที

ทว่าราชาแวมไพร์ไม่ได้สนใจการถวายความเคารพ

เขาเดินตรงไปยังห้องรักษาที่มีทหารสามคนนอนอยู่บนเตียง โดยมีเอเวอเร็ตต์ตามไปตรวจอาการอย่างเร่งด่วน

โรสลินหยุดอยู่ข้างเตียงของทหารนายหนึ่ง

ชายคนนั้นยังมีลมหายใจ แต่ใบหน้าซีดจนแทบไม่ต่างจากผ้าปูที่นอน เส้นเลือดบริเวณลำคอเป็นสีเทาจาง ๆ คล้ายพลังชีวิตกำลังถูกแช่แข็งอยู่ใต้ผิวหนัง

“เขาได้ยินเสียงเรียกชื่อท่านจริงหรือ?” เธอถามทหารยามที่เฝ้าอยู่

“ขอรับ หลังจากฟื้นขึ้นมา เขาพยายามลุกจากเตียงแล้วเดินไปทางประตู แต่พวกเราห้ามไว้ได้ เขาพูดเพียงว่า ‘ราชากำลังเรียกข้า’ จากนั้นก็หมดสติอีกครั้ง”

“ราชา?”

ทหารยามพยักหน้าอย่างหวาดหวั่น

“เขาคิดว่าเป็นพระองค์พ่ะย่ะค่ะ”

อาเดรียนเดินเข้ามาใกล้เตียง ก่อนวางมือเหนือหน้าผากของทหารที่หมดสติ

ทันใดนั้น แสงสีแดงเข้มก็ปรากฏขึ้นใต้ฝ่ามือของเขา

ทหารบนเตียงสะดุ้ง ริมฝีปากขยับเหมือนกำลังพยายามพูดบางอย่าง

“อย่า...” เสียงแหบพร่าหลุดออกมา “อย่าให้... เขา...”

อาเดรียนถอนมือออกทันที

ชายคนนั้นลืมตาขึ้นเพียงชั่วครู่ ดวงตาสีแดงที่ควรจะเป็นสีของแวมไพร์กลับมีวงแหวนสีดำบาง ๆ ล้อมรอบม่านตา

เขามองตรงไปยังอาเดรียน

แล้วพูดด้วยเสียงที่ไม่ใช่ของตัวเอง

“ราชาแห่งรัตติกาล ในที่สุดเจ้าก็พาเส้นทางมาถึงเรา”

พลังในห้องสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง

เซราฟีนชักดาบออกจากฝักทันที ขณะที่เอเวอเร็ตต์รีบสร้างผนึกป้องกันรอบเตียง

อาเดรียนไม่ได้ถอย

“วาเลเรียน” เขาเอ่ยชื่อศัตรูด้วยน้ำเสียงเย็นจัด “ถ้าเจ้ากล้าพูดผ่านร่างของคนของข้าอีก ข้าจะฉีกวิญญาณของเจ้าออกจากทุกภพภูมิที่เจ้าซ่อนตัวอยู่”

ชายบนเตียงยิ้ม

เป็นรอยยิ้มที่ไม่เข้ากับใบหน้าของเขาเลยแม้แต่น้อย

“วาเลเรียนเป็นเพียงผู้ที่ยื่นมือเข้ามาในความมืด เช่นเดียวกับเจ้า”

ดวงตาของอาเดรียนหรี่ลง

“เจ้าเป็นใคร?”

“คำถามผิดแล้ว ราชาแห่งรัตติกาล”

ชายคนนั้นยกมือขึ้นช้า ๆ เส้นสีดำใต้ผิวหนังแผ่ขยายจากข้อมือไปยังลำคอ

“เจ้าควรถามว่า... เจ้ายังเป็นตัวเองอยู่หรือไม่”

โรสลินรู้สึกถึงแรงกระชากผ่านพันธะเลือดในทันที

อาเดรียนเซไปเล็กน้อย มือหนึ่งกำขอบเตียงแน่น ขณะที่รอยดำบนข้อมือของเขาลุกลามขึ้นมาอีกชั้น

เธอรีบก้าวเข้าไปหา แต่หยุดก่อนจะแตะต้องเขา

“อาเดรียน มองข้า”

เขาเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ดวงตาสีแดงยังคงเป็นของเขา แต่มีความเจ็บปวดบางอย่างซ่อนอยู่ลึกลงไป

“อย่าเข้าใกล้” เขากัดฟันพูด

“ข้าจะไม่แตะต้องท่านถ้าท่านไม่ต้องการ แต่ข้าต้องการให้ท่านบอกข้าว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น”

เขาหายใจเข้าลึก ๆ พยายามควบคุมพลังที่กำลังปะทุ

“มันกำลังใช้คำสาปของข้าเป็นจุดเชื่อมต่อ”

“แล้วมันกำลังพยายามทำอะไร?”

อาเดรียนมองชายบนเตียง ซึ่งยังคงยิ้มอยู่ราวกับกำลังชมการแสดงที่น่าพอใจ

“มันกำลังทดสอบว่าความว่างเปล่าจะสามารถเข้าถึงข้าได้มากเพียงใด โดยไม่ต้องใช้ประตูเดิม”

โรสลินหันกลับไปมองชายคนนั้น

“แล้วเหตุใดจึงต้องใช้ทหารของท่าน?”

เสียงหัวเราะแผ่วเบาดังขึ้นจากลำคอของชายบนเตียง

“เพราะเลือดของราชาเพียงหยดเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่พลังที่เชื่อมโยงกับราชา... สามารถทำให้เส้นทางกว้างขึ้นได้”

คำตอบนั้นทำให้เอเวอเร็ตต์หน้าซีดลง

“มันกำลังใช้พลังรัตติกาลของทหารเป็นตัวขยายสัญญาณ”

“ถูกต้อง” เสียงปริศนาตอบ “พวกเขาไม่ใช่กุญแจ ไม่ใช่เครื่องสังเวย เป็นเพียงทางเดินเล็ก ๆ ที่ข้าสามารถทอดผ่านได้”

โรสลินรู้สึกถึงความเย็นวาบไปทั่วร่าง

มันไม่ได้ต้องการเพียงอาเดรียน

มันกำลังเรียนรู้วิธีใช้สิ่งมีชีวิตรอบตัวเขาเพื่อสร้างเส้นทางที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ

“แล้วเจ้าต้องการอะไรจากข้า?” เธอถาม

ชายคนนั้นหันมาทางเธอทันที

วงแหวนสีดำในดวงตาขยายกว้างขึ้น

“ทายาทแห่งจันทรา... เจ้าเองก็รู้คำตอบอยู่แล้ว”

“ข้าไม่รู้ และข้าจะไม่ยอมให้เจ้าบอกข้าว่าข้าต้องทำอะไร”

“เจ้าเชื่อว่าการปฏิเสธของเจ้าจะปกป้องทุกคนได้หรือ?”

โรสลินไม่ตอบโต้ด้วยอารมณ์

เธอมองเส้นสีดำที่กำลังลามไปทั่วแขนของชายบนเตียง แล้วสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ

เส้นเหล่านั้นไม่ได้รวมตัวกันตรงหัวใจของเขา

แต่ทั้งหมดทอดไปยังรอยแผลเล็ก ๆ บริเวณข้อมือ ซึ่งมีเลือดสีเข้มซึมออกมา

เลือดของแวมไพร์ผู้นี้กำลังเป็นตัวกลางให้พลังภายนอกเข้าถึงระบบพลังรัตติกาล

“เอเวอเร็ตต์!” เธอเรียก “เราต้องหยุดการไหลเวียนของพลังตรงข้อมือเขา ไม่ใช่ดึงความมืดออกจากร่างทั้งหมด”

หมอหลวงเข้าใจทันที เขาหยิบผงแร่สีเงินจากกระเป๋าแล้วโรยเป็นวงรอบข้อมือของผู้ป่วย

เซราฟีนยกมือขึ้นสร้างผนึกอีกชั้น ขณะที่โรสลินใช้พลังจันทราควบคุมการไหลเวียนของพลังรอบรอยแผล

อาเดรียนยังคงยืนอยู่ แม้ความเจ็บปวดจะทำให้เส้นเลือดดำปรากฏขึ้นบริเวณลำคอของเขา

“อย่าฝืน!” โรสลินบอกเขา

“ข้ายังควบคุมมันได้”

“ข้าไม่ได้ถามว่าท่านควบคุมได้หรือไม่ ข้าบอกว่าอย่าฝืน!”

อาเดรียนกัดฟัน ก่อนยอมลดพลังของตนเองลง

เมื่อพลังรัตติกาลของเขาสงบลง ผงแร่สีเงินก็เริ่มทำงาน เส้นสีดำบนแขนของทหารค่อย ๆ หยุดลุกลาม และวงแหวนสีดำในดวงตาก็หดเล็กลง

ชายคนนั้นหอบหายใจ ก่อนหมดสติไปอีกครั้ง

ความเงียบกลับคืนสู่ห้อง

แต่ไม่มีใครรู้สึกว่าปลอดภัยขึ้นเลย

หลังจากแยกผู้ป่วยออกไปยังห้องรักษาที่มีผนึกหลายชั้น เอเวอเร็ตต์จึงหันมารายงานผลการตรวจ

“ทหารทั้งสามคนยังมีโอกาสฟื้นตัว พลังชีวิตของพวกเขาไม่ได้ถูกทำลายทั้งหมด แต่มีบางส่วนถูกดึงออกไปแล้ว เราต้องใช้เวลาเพื่อฟื้นฟูแก่นพลังอย่างช้า ๆ”

“แล้วสิ่งที่พูดผ่านร่างของเขา?” เซราฟีนถาม

“ไม่ใช่การครอบครองร่างอย่างสมบูรณ์” เอเวอเร็ตต์ตอบ “เป็นการเชื่อมต่อชั่วคราวมากกว่า มันสามารถส่งเสียงและภาพความคิดผ่านพลังของผู้ป่วย แต่ยังไม่อาจควบคุมร่างกายได้ทั้งหมด”

โรสลินขมวดคิ้ว

“แปลว่าความว่างเปล่ากำลังทดลองใช้พลังรัตติกาลของอาเดรียนเป็นต้นทาง และทหารเป็นจุดเชื่อมต่อ”

“ใช่” เอเวอเร็ตต์กล่าว “ที่น่ากังวลคือมันเริ่มทำได้โดยไม่ต้องใช้วงเวทภายนอกอีกแล้ว”

อาเดรียนยืนอยู่ข้างหน้าต่าง กำมือซ้ายไว้แน่น รอยดำบนข้อมือยังไม่จางลง

โรสลินเดินไปหาเขา

“ท่านเจ็บมากไหม?”

“ไม่มาก”

เธอเลิกคิ้ว

“คำตอบนั้นไม่ผ่าน”

อาเดรียนหันมามองเธอ ก่อนถอนหายใจอย่างยอมแพ้

“เจ็บ แต่ข้ายังทนได้”

“ดี อย่างน้อยท่านก็พูดความจริง”

“ข้ากำลังพยายามเป็นคู่พันธะที่ดีขึ้น”

“ท่านยังต้องฝึกอีกมาก”

“ข้าอายุหนึ่งพันสองร้อยปีแล้ว”

“นั่นยิ่งแปลว่าท่านมีเวลาฝึกมากกว่าคนอื่น”

เซราฟีนหันหน้าไปทางอื่นอย่างรวดเร็ว แต่โรสลินทันเห็นว่าไหล่ของหัวหน้าราชองครักษ์สั่นเล็กน้อย

อาเดรียนปรายตามองเธอ

“เซราฟีน”

“เพคะ ฝ่าบาท?”

“เจ้าดูมีความสุขกับสถานการณ์นี้มาก”

“หม่อมฉันเพียงยินดีที่พระองค์ทรงมีผู้คอยเตือนให้ทรงพักผ่อนเพคะ”

“เจ้าถูกปลดจากหน้าที่แล้วหรือยัง?”

“ยังเพคะ”

“เช่นนั้นก็ออกไปตรวจแนวป้องกัน”

เซราฟีนรับคำด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนเดินออกไปพร้อมรอยยิ้มที่เธอซ่อนไว้ไม่มิด

โรสลินหัวเราะเบา ๆ แล้วกลับมาจริงจังอีกครั้ง

“อาเดรียน เราต้องหาวิธีหยุดการเชื่อมต่อก่อนที่มันจะใช้คนอื่นเป็นทางผ่านเพิ่ม”

“ข้าจะสั่งปิดเขตแดนทั้งหมด”

“ปิดเขตแดนได้ แต่เราไม่ควรตัดการติดต่อกับผู้คนที่อาจกำลังตกอยู่ในอันตราย”

“เจ้ามีแผนอื่น?”

โรสลินมองไปยังห้องรักษา

“เราจะไม่พยายามกำจัดความมืดด้วยการโจมตีมันทุกครั้ง เพราะมันอาจใช้แรงต้านของเราเรียนรู้วิธีตอบสนอง แต่เราจะสร้างเขตปลอดการเชื่อมต่อ โดยให้คนที่มีพลังต่างกันช่วยกันควบคุมพื้นที่”

“เจ้าหมายถึงใช้พลังจันทราร่วมกับพลังรัตติกาล?”

“ไม่ใช่การหลอมรวมพลัง แต่เป็นการแยกหน้าที่ พลังจันทราของข้าจะตรวจจับและปฏิเสธการเชื่อมต่อที่ไม่ได้รับอนุญาต ส่วนพลังของท่านจะสร้างแนวป้องกันไม่ให้สัญญาณจากภายนอกขยายตัวออกไป”

อาเดรียนมองเธออย่างพิจารณา

“หากมันพยายามใช้พันธะของเราเป็นทางผ่าน?”

“เราจะไม่ตัดพันธะเพื่อหนีปัญหา และไม่ปล่อยให้มันใช้พันธะโดยไม่มีการตอบโต้ เราจะกำหนดขอบเขตของพลังร่วมกัน”

“และถ้าเจ้าต้องเสี่ยง?”

โรสลินยื่นมือไปจับมือเขา

“เราจะประเมินความเสี่ยงด้วยกัน ไม่ใช่ให้ใครคนหนึ่งตัดสินใจเสียสละแทนอีกคน”

อาเดรียนก้มมองมือที่ประสานกันอยู่

ครู่หนึ่งเขาดูเหมือนกำลังต่อสู้กับความคิดบางอย่าง ก่อนจะพยักหน้าในที่สุด

“ตกลง”

คำตอบสั้น ๆ นั้นมีความหมายมากกว่าที่เขาแสดงออก

เพราะสำหรับคนที่เคยเชื่อว่าการควบคุมทุกสิ่งคือวิธีเดียวที่จะรักษาอำนาจ การยอมให้ใครอีกคนมีสิทธิ์ร่วมตัดสินใจอาจยากยิ่งกว่าการต่อสู้กับศัตรูเสียอีก

ค่ำวันนั้น โรสลินใช้เวลาหลายชั่วโมงร่วมกับเอเวอเร็ตต์ในการสร้างผนึกชั่วคราวรอบห้องรักษา

พวกเขาไม่ได้ใช้พลังจันทราเพื่อทำลายความมืด แต่ใช้มันกำหนดขอบเขตของการเชื่อมต่อ ขณะที่พลังรัตติกาลของอาเดรียนทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้สัญญาณจากภายนอกขยายตัวออกไป

การทดลองครั้งแรกไม่สำเร็จ

พลังทั้งสองขัดแย้งกันจนผนึกแตกออกเป็นละอองแสง

ครั้งที่สอง ผนึกอยู่ได้เพียงสามนาที ก่อนเส้นสีดำจะปรากฏขึ้นตรงขอบวงเวท

ครั้งที่สาม โรสลินเปลี่ยนตำแหน่งของสัญลักษณ์จันทราและลดปริมาณพลังที่ใช้ลงครึ่งหนึ่ง

คราวนี้ผนึกคงอยู่ได้นานขึ้น

เอเวอเร็ตต์ตรวจสอบอย่างละเอียด ก่อนเงยหน้าขึ้นด้วยความยินดี

“มันไม่สามารถส่งสัญญาณออกไปจากพื้นที่นี้ได้แล้ว”

โรสลินถอนหายใจด้วยความโล่งอก

“อย่างน้อยเราก็มีวิธีป้องกันชั่วคราว”

“แต่ไม่ใช่การแก้ปัญหาถาวร” เอเวอเร็ตต์เตือน “หากต้นทางยังคงส่งพลังมาเรื่อย ๆ ผนึกนี้จะรับแรงกดดันได้เพียงระยะหนึ่ง”

“ข้ารู้ค่ะ”

เธอเก็บอุปกรณ์ลงในกระเป๋า ก่อนมองผ่านหน้าต่างไปยังท้องฟ้าด้านนอก

“เราต้องหาตัววาเลเรียนให้พบ ก่อนที่เขาจะทำให้เส้นทางนี้สมบูรณ์”

เมื่อเธอเดินออกจากห้อง อาเดรียนกำลังรออยู่ที่โถงทางเดิน

“เจ้าทำสำเร็จ?”

“ชั่วคราวเท่านั้น”

“ชั่วคราวก็ยังดีกว่าไม่มีอะไร”

โรสลินยิ้มให้เขา ก่อนสังเกตเห็นว่าเขากำลังซ่อนมือซ้ายไว้ใต้แขนเสื้อ

เธอจึงยื่นมือออกไป

“ขอดูหน่อย”

อาเดรียนมองมือเธอ ก่อนยอมยื่นข้อมือให้

รอยดำไม่ได้ขยายขึ้น แต่มีเส้นบาง ๆ เพิ่มขึ้นตรงกลาง คล้ายรอยแตกบนแก้ว

โรสลินสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่เขาพยายามซ่อนไว้

“เราต้องตรวจอาการท่านอีกครั้ง”

“พรุ่งนี้ก็ได้”

“คืนนี้”

“โรสลิน ข้าเพิ่งผ่านการตรวจมา”

“และท่านกำลังพยายามซ่อนอาการอีกครั้ง”

อาเดรียนเงียบไป ก่อนยกมืออีกข้างขึ้นยอมแพ้

“ข้ายอมแล้ว”

“ดีมาก”

“แต่ข้ามีข้อเสนอ”

โรสลินหรี่ตาอย่างระแวดระวัง

“ข้อเสนออะไร?”

“หลังจากตรวจเสร็จ เจ้าจะต้องพักผ่อน โดยไม่มีการทดลองพลัง ไม่มีการตรวจผนึก และไม่มีการเถียงกับข้าเรื่องการพักผ่อน”

เธอแสร้งทำท่าคิดหนัก

“ข้าตกลงสองข้อแรก ส่วนข้อสุดท้ายขอสงวนสิทธิ์”

“เจ้าเป็นคู่พันธะที่ต่อรองยากที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบ”

“ท่านก็เป็นคนที่ต้องคอยเตือนมากที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบเช่นกัน”

อาเดรียนหัวเราะเบา ๆ ก่อนโน้มตัวลงจูบเธอ

จูบครั้งนี้ไม่ได้มีความเร่งร้อนหรือความพยายามยึดครอง มีเพียงความเหนื่อยล้า ความห่วงใย และการยืนยันว่าทั้งคู่ยังอยู่ตรงนี้ด้วยกัน

เมื่อเขาผละออก โรสลินยังคงวางมือบนข้อมือของเขา

“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ท่านต้องบอกข้าเมื่อเจ็บปวด”

“ข้าจะบอก”

“และห้ามตัดสินใจแทนข้าว่าข้าควรอยู่ห่างจากท่านเพื่อความปลอดภัย”

อาเดรียนมองเธออย่างจริงจัง

“ข้าจะไม่ทำเช่นนั้น”

โรสลินยิ้มบาง ๆ

“เช่นนั้นเราก็ยังมีโอกาสชนะ”

ไกลออกไปทางตะวันตก วาเลเรียนยืนอยู่กลางวิหารร้าง ท่ามกลางเศษแก้วที่แตกกระจายอยู่บนพื้น

เลือดของอาเดรียนหายไปแล้ว

แต่สิ่งที่เขาได้กลับมาคือข้อมูลที่มีค่ากว่าสิ่งใด

ความว่างเปล่าสามารถส่งเสียงผ่านพลังรัตติกาลของอาเดรียนได้ และมันเริ่มเชื่อมต่อกับสิ่งมีชีวิตอื่นที่มีพลังประเภทเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม การเชื่อมต่อยังไม่สมบูรณ์

มันต้องการบางสิ่งที่มากกว่านั้น

วาเลเรียนมองแผนที่เก่าบนแท่นหิน ก่อนใช้นิ้วลากเส้นระหว่างวิหารร้างกับป้อมชายแดนของแวมไพร์

จากนั้นเขาก็ลากเส้นที่สามไปยังมูนฟอลล์

“ถ้าข้าทำให้พลังของทั้งสามพื้นที่ตอบสนองพร้อมกัน...” เขาพึมพำ “ข้าก็อาจสร้างเครือข่ายที่ไม่ต้องพึ่งประตูเดิมได้”

เงาบนผนังเคลื่อนไหว

เจ้ากำลังคิดว่าจะใช้พวกเขาเป็นเครื่องมืออีกแล้ว

วาเลเรียนขบกรามแน่น

“ข้าเพียงต้องการให้เจ้ามีทางออก”

เจ้าต้องการอำนาจ

“และเจ้าก็ต้องการทางผ่าน เราต่างมีสิ่งที่ต้องการ”

ความมืดเงียบไปครู่หนึ่ง

จากนั้นเสียงกระซิบก็ดังขึ้น

จงทำให้พันธะของพวกเขาสั่นคลอน

วาเลเรียนเงยหน้าขึ้น

อย่าทำลายมัน เพราะพันธะที่แตกสลายจะไร้ประโยชน์ จงทำให้พวกเขากลัวที่จะสูญเสียกันและกัน จนยอมเปิดทางด้วยตัวเอง

รอยยิ้มเย็นชาปรากฏบนใบหน้าของเขา

“ข้าเข้าใจแล้ว”

เขาหยิบแผ่นกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมา เขียนข้อความสั้น ๆ ลงไป ก่อนผนึกด้วยขี้ผึ้งสีดำ

จดหมายฉบับนั้นไม่ได้ส่งถึงอาเดรียน

ไม่ได้ส่งถึงโรสลิน

แต่มุ่งหน้าไปยังผู้ที่เคยรู้จักราชาแวมไพร์ก่อนคำสาปจะเริ่มต้น

คนที่ยังมีความลับจากอดีตซ่อนอยู่

และอาจรู้วิธีทำให้คำสาปของอาเดรียนตอบสนองรุนแรงกว่าที่เคย

วาเลเรียนมองเปลวไฟที่ลุกไหม้ตรงหน้าต่าง

“หากความรักทำให้พวกเขาแข็งแกร่งขึ้น ข้าก็จะทำให้ความรักนั้นกลายเป็นสิ่งที่พวกเขาหวาดกลัวที่สุด”

ในเวลาเดียวกัน ณ ป้อมชายแดนของแวมไพร์ ทหารทั้งสามคนที่อยู่ภายใต้การรักษาเริ่มฟื้นตัวอย่างช้า ๆ

แต่ไม่มีใครสังเกตเห็นว่า บนผนังด้านหลังเตียงของทหารคนหนึ่ง มีรอยสีดำขนาดเล็กปรากฏขึ้น

มันไม่ใช่สัญลักษณ์พระจันทร์เสี้ยว

ไม่ใช่เส้นเลือดดำที่วาเลเรียนใช้

แต่เป็นรอยคล้ายดวงตาที่กำลังเปิดออก

และเมื่อทหารคนนั้นลืมตาขึ้นอีกครั้ง เสียงกระซิบที่ดังออกมาจากริมฝีปากของเขาก็ไม่ใช่เสียงของวาเลเรียน

“พบแล้ว...”

ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท

“ผู้ที่จำเราได้”

ไกลออกไปในห้องพักของอาเดรียน โรสลินสะดุ้งตื่นจากความฝันในเวลาเดียวกัน

จี้หินสีขาวร้อนขึ้นบนลำคอ

คราวนี้ไม่มีเสียงเรียกชื่อเธอ

ไม่มีภาพนิมิตของประตูรัตติกาล

มีเพียงความรู้สึกประหลาดราวกับมีใครบางคนกำลังมองผ่านดวงตาของเธอจากอีกฟากหนึ่งของความมืด

โรสลินลุกขึ้นนั่งทันที

อาเดรียนตื่นตามและคว้ามือเธอไว้

“เกิดอะไรขึ้น?”

เธอหันไปมองเขา หัวใจเต้นแรง

“ข้าไม่รู้ แต่ครั้งนี้มันไม่ได้พยายามเรียกข้า”

จี้หินสีขาวส่องแสงสีเงินขึ้นชั่วขณะ ก่อนเส้นสีดำภายในจะแยกตัวออกเป็นรูปร่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน

โรสลินจ้องมันนิ่งงัน

เพราะสิ่งที่ปรากฏอยู่ในจี้ไม่ใช่รอยแตก

แต่เป็นสัญลักษณ์เดียวกับที่อยู่บนประตูห้องลับในความทรงจำของราชินีลูนาเรีย

สัญลักษณ์ที่บอกว่ามีบางสิ่งถูกผนึกไว้ก่อนที่ราชวงศ์จันทราจะล่มสลาย

และบางที...

สิ่งที่อยู่หลังประตูรัตติกาลนิรันดร์อาจไม่ใช่สิ่งเดียวที่กำลังตื่นขึ้นอีกต่อไป

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 41 ผู้ที่ลบชื่อราชวงศ์

    “คนที่สั่งให้ราชวงศ์จันทราล่มสลาย... ไม่ใช่เอเรนเพียงคนเดียว” เสียงของอิซาราดับลง ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่หนักอึ้งอยู่กลางวิหาร โรสลินก้มมองจี้พระจันทร์เสี้ยวในมือ เส้นสีดำบนผิวหินขยับช้า ๆ ราวกับเส้นเลือดที่กำลังเต้น ก่อนจะหยุดนิ่งตรงสัญลักษณ์รูปดวงตาซึ่งปรากฏขึ้นในวงกลมไม่สมบูรณ์ เธอเงยหน้ามองชายผมขาวที่ยืนอยู่ตรงข้าม “คุณบอกว่าคุณเป็นคนสั่งปิดผนึกเมืองหลวง” “ใช่” “และคุณรู้ว่าการตัดสินใจนั้นจะทำให้ผู้คนจำนวนมากตาย” เอเรนไม่หลบสายตา “ข้ารู้” “แต่คุณไม่ได้บอกว่าคุณเป็นคนสั่งให้ราชวงศ์จันทราล่มสลาย” “เพราะสองสิ่งนั้นไม่เหมือนกัน” “สำหรับคนที่ตายอยู่ข้างใน พวกมันอาจไม่ต่างกันเลย” คำพูดของโรสลินทำให้เซราฟีนขยับมือเข้าใกล้ด้ามดาบ นางไม่ได้ชักมันออกมา แต่พร้อมรับมือหากชายผมขาวคิดจะใช้พลังบางอย่าง อาเดรียนยืนอยู่ข้างโรสลิน ใบหน้าของเขายังคงเย็นชา ทว่าดวงตาสีแดงเข้มกลับมีประกายผิดปกติ เขากำลังพยายามนึกถึงบางสิ่งที่อยู่ลึกลงไปในความทรงจำ “เจ้ารู้ว่าใครเป็นคนที่สองหรือไม่” ราชาแวมไพร์ถาม เอเรนหลับตาลงชั่วครู่ “ข้าเคยคิดว่ารู้” “แต่ตอนนี้ไม่แน่ใจ?” “ตอนนี้ข้าไม่แน่ใจแม้กระทั่ง

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 40 ผู้เฝ้าประตูคนสุดท้าย

    เสียงเรียกจากหลังประตูทำให้ทั้งวิหารสั่นสะเทือน “ผู้เฝ้าประตูคนสุดท้าย... ในที่สุดเจ้าก็กลับมา” อาเดรียนยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นหิน มือข้างหนึ่งกดลงบนหน้าอก ขณะที่เส้นสีเงินค่อย ๆ แผ่กระจายใต้ผิวหนังของเขา ราวกับมีบางสิ่งกำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนาน โรสลินประคองไหล่เขาไว้แน่น “อาเดรียน มองข้า อย่าฟังเสียงนั้น” เขาพยายามเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีแดงสลับกับสีเงินอย่างควบคุมไม่ได้ “ข้าได้ยินมันมาตลอดชีวิต” เขากระซิบ “แต่ไม่เคยรู้ว่ามันเป็นเสียงของใคร” “ตอนนี้ท่านรู้แล้วหรือ” “ไม่ทั้งหมด” คำตอบนั้นทำให้โรสลินรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด อย่างน้อยเขาก็ยังไม่ยอมเชื่อทุกสิ่งที่เห็นเพียงเพราะมันดูเหมือนความทรงจำของตัวเอง เธอจับมือเขาไว้ “เช่นนั้นเราจะหาคำตอบด้วยกัน” อาเดรียนบีบมือเธอตอบ ก่อนค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน แม้ความเจ็บปวดจะยังทำให้สีหน้าเขาซีดลงก็ตาม อีกด้านหนึ่ง เอเรนยืนขวางอยู่ระหว่างพวกเขากับประตูบานที่สาม ใบหน้าของชายผมขาวเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แววตาสีเงินที่เคยสงบนิ่งเต็มไปด้วยความระมัดระวัง “ทุกคนถอยออกจากประตู” เขาสั่ง เซราฟีนชักดาบออกมา “ท่านไม่มีสิทธิ์สั่งพวกเรา” “หากเจ้า

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 39 วิหารแห่งแรก

    เสียงแตกร้าวจากประตูบานที่สามดังขึ้นพร้อมกับความเงียบงันที่แผ่ปกคลุมวิหารใต้ดิน ชายผมขาวยืนมองรอยแยกบนแท่นหินโดยไม่ขยับเขยื้อน แสงสีเงินในดวงตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาเย็นชาเช่นเดิม เขารู้ดีว่ารอยร้าวนั้นหมายถึงอะไร มันไม่ใช่สัญญาณว่าผนึกกำลังอ่อนแอลงตามกาลเวลา แต่เป็นผลจากการที่ผู้ถือครองนามส่วนแรกเริ่มเข้าใกล้ความจริง โรสลิน วินเทอร์ กำลังเดินตามเส้นทางที่ถูกปิดตายมานานกว่าพันปี และอาเดรียนกำลังจะกลับไปยังสถานที่ซึ่งความตายครั้งแรกของเขาได้เปลี่ยนชะตาของโลกทั้งสองไปตลอดกาล “เจ้าควรหยุดพวกเขา” เสียงจากความมืดกล่าว ชายผมขาวส่ายหน้า “ข้าหยุดพวกเขามานานพอแล้ว” “หากพวกเขาเปิดเผยนามของเจ้า ทุกสิ่งที่เจ้าพยายามรักษาไว้อาจพังทลาย” “หากความจริงทำให้สิ่งที่สร้างขึ้นจากคำโกหกพังทลาย มันก็สมควรพัง” เขาหันหลังให้ประตูบานที่สาม ก่อนเดินลึกเข้าไปในทางเดินมืด “เตรียมตัวให้พร้อม เมื่อพวกเขามาถึงวิหารแห่งแรก ข้าจะไม่ซ่อนตัวอีกต่อไป” สามวันหลังจากได้รับแหวนเงิน โรสลินกับอาเดรียนออกเดินทางไปยังวิหารแห่งแรก โดยมีเซราฟีนและองครักษ์แวมไพร์จำนวนหนึ่งติดตามไปด้วย สถานที่แห่งนั้นตั้งอ

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ    บทที่ 38 ชื่อที่ไม่ควรถูกจดจำ

    โรสลินไม่เคยเห็นอาเดรียนเงียบงันได้นานขนาดนี้มาก่อนหลังจากจี้หินสีขาวเปล่งแสงและเผยคำว่า ผู้พิทักษ์แห่งนามแรก เขาก็แทบไม่พูดอะไรอีก ชายผู้เคยเผชิญหน้ากับศัตรูนับพันโดยไม่กะพริบตากลับนั่งนิ่งอยู่ข้างหน้าต่าง ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าความตายโรสลินไม่ได้เร่งรัดให้เขาตอบคำถามเธอรู้ดีว่าบางครั้งความเงียบไม่ได้หมายถึงการปิดบัง แต่อาจหมายถึงการพยายามทำความเข้าใจกับความจริงที่ไม่เคยมีใครเตรียมใจรับมือกระนั้น เธอก็ไม่คิดจะปล่อยให้เรื่องนี้ถูกฝังไว้ใต้ความเงียบตลอดไป“ท่านจำอะไรได้บ้าง”อาเดรียนหันมามองเธอ“ไม่มากพอจะเรียกว่าความทรงจำ”“แต่ก็ไม่ใช่ไม่รู้อะไรเลย”เขาถอนหายใจเบา ๆ ก่อนยื่นมือมาแตะจี้ที่อยู่บนลำคอของเธอ ทว่าคราวนี้เขาไม่ได้สัมผัสมันโดยตรง เพียงหยุดนิ้วไว้ห่างจากผิวหินเล็กน้อย“ตอนข้ายังเด็ก ข้ามักฝันถึงสถานที่แห่งหนึ่ง เป็นห้องสีขาวที่ไม่มีประตู ไม่มีหน้าต่าง และไม่มีเงา ในห้องนั้นมีเสียงผู้หญิงเรียกชื่อข้า”“นางเรียกชื่ออาเดรียนหรือ”“ไม่ใช่”คำตอบนั้นทำให้โรสลินขมวดคิ้ว“แล้วนางเรียกท่านว่าอะไร”อาเดรียนหลุบตาลง“ข้าจำไม่ได้ แต่ทุกครั้งที่ตื่นขึ้น ข้าจะรู

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 37 ผู้พิทักษ์ระหว่างสองโลก

    เสียงนั้นยังคงก้องอยู่ในความทรงจำของโรสลิน แม้เธอกับอาเดรียนจะเดินออกมาจากถ้ำแล้วก็ตาม “จงรีบกลับมา ก่อนที่เจ้าจะได้รู้ว่าใครเป็นคนสร้างราชวงศ์จันทราขึ้นมา... และใครเป็นคนสั่งให้มันล่มสลาย” คำพูดนั้นไม่เหมือนคำข่มขู่ และไม่เหมือนคำเชื้อเชิญจากความว่างเปล่าที่พยายามล่อลวงเธอมาตลอดหลายวัน มันฟังคล้ายคำเตือนจากใครบางคนที่รอคอยมานานแสนนาน โรสลินหยุดยืนตรงปากถ้ำ ลมหนาวพัดผ่านเส้นผมของเธอ ขณะที่จี้หินสีขาวบนลำคอเย็นจัดจนแทบเหมือนน้ำแข็ง สัญลักษณ์รูปดวงตาที่ปรากฏอยู่บนผิวหินค่อย ๆ เลือนหาย เหลือเพียงรอยเส้นสีเงินจาง ๆ “เจ้าคิดว่าเสียงนั้นเป็นใคร” เธอถาม อาเดรียนยืนอยู่ข้างกาย ดวงตาสีแดงจับจ้องความมืดภายในถ้ำ “ข้ายังไม่รู้” “ปกติท่านจะมีคำตอบที่น่าหงุดหงิดกว่านี้ อย่างน้อยก็ต้องบอกว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุม” “ข้าไม่เคยบอกว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุม” “ท่านเคยพูดว่าไม่มีสิ่งใดหลุดรอดสายตาของราชาแวมไพร์” “นั่นเป็นคำกล่าวที่ใช้ข่มขู่ขุนนางโง่เขลา ไม่ใช่คำสารภาพต่อหญิงที่รู้จักข้าดีกว่าคนเหล่านั้น” โรสลินเหลือบมองเขา “ท่านกำลังยอมรับว่าข้ารู้จักท่านดีหรือ” “อย่าทำให้ข้าต้องเสียใจที่พูดค

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 36 ความลับที่ถูกผนึกไว้

    โรสลินไม่เคยเห็นอาเดรียนมีสีหน้าเช่นนั้นมาก่อน ทันทีที่สัญลักษณ์สีดำปรากฏขึ้นภายในจี้หินสีขาว แววตาของราชาแวมไพร์ก็เปลี่ยนไป ความเย็นชาที่เขาใช้เผชิญหน้ากับศัตรูมาตลอดถูกแทนที่ด้วยความตื่นตระหนกซึ่งเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา แต่โรสลินมองเห็นมันชัดเจน เขาจำสัญลักษณ์นั้นได้ “ท่านรู้จักมัน” เธอเอ่ย อาเดรียนไม่ได้ตอบในทันที เขายื่นมือมาใกล้จี้ แต่หยุดก่อนแตะต้องมัน ราวกับกำลังระวังไม่ให้บางสิ่งตอบสนองต่อพลังของเขา “ข้าเคยเห็นมันครั้งหนึ่ง” “เมื่อไร?” “คืนที่ราชวงศ์จันทราล่มสลาย” คำตอบทำให้โรสลินรู้สึกเหมือนอากาศในห้องเย็นลง เธอก้มมองจี้บนลำคอ สัญลักษณ์สีดำมีลักษณะคล้ายดวงตาซ้อนอยู่ภายในวงกลมที่ไม่สมบูรณ์ เส้นบาง ๆ แผ่ออกจากจุดศูนย์กลางราวกับรากไม้ที่กำลังแทรกตัวผ่านหิน “ท่านเคยบอกข้าว่าในคืนนั้น ราชินีลูนาเรียพยายามปิดผนึกประตูรัตติกาลนิรันดร์” “นางทำเช่นนั้นจริง” “แล้วสัญลักษณ์นี้เกี่ยวข้องกับอะไร?” อาเดรียนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนั่งลงตรงขอบเตียง “ในคืนที่พิธีกรรมของวาเลเรียนผิดพลาด ข้าเห็นสัญลักษณ์นี้บนประตูอีกบานหนึ่ง ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปใต้ห้องประกอบพิธี ข้าไม่เคยเห็นมันในตำรา

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status