LOGINเสียงระฆังจากเขตแดนแวมไพร์ดังต่อเนื่องเป็นครั้งที่เจ็ด ก่อนจะเงียบหายไปอย่างกะทันหัน
ความเงียบที่ตามมาน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงเตือนภัย โรสลินยืนอยู่บนระเบียงหินของมูนฟอลล์ มือกำจี้หินสีขาวแน่น ขณะที่เส้นสีดำสองสายภายในอัญมณีค่อย ๆ เคลื่อนตัวราวกับมีชีวิต สายหนึ่งชี้ไปทางเหนือ อีกสายทอดไปทางตะวันตกอย่างชัดเจน ทั้งสองทิศทางเชื่อมโยงกับสถานที่ที่เธอไม่อยากให้เกิดเรื่องขึ้นอีก ประตูรัตติกาลนิรันดร์ และวิหารร้างของวาเลเรียน “เซราฟีน!” อาเดรียนเรียกเสียงเข้ม หัวหน้าราชองครักษ์ปรากฏตัวขึ้นจากบันไดในเวลาไม่นาน เธอคุกเข่าลงเล็กน้อย ก่อนรายงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ฝ่าบาท มีรายงานจากป้อมชายแดนตะวันออกเฉียงเหนือ ทหารยามสามนายหมดสติพร้อมกัน ไม่มีบาดแผล แต่พลังรัตติกาลของพวกเขาหายไปเกือบทั้งหมด” “มีใครเห็นผู้บุกรุกหรือไม่” “ไม่มีผู้บุกรุกเพคะ แต่ทหารยามคนหนึ่งฟื้นขึ้นมาแล้วพูดว่ามีเสียงเรียกชื่อของฝ่าบาทดังมาจากอีกด้านของกำแพง” ดวงตาสีแดงของอาเดรียนเย็นเยียบลง “เตรียมม้า ข้าจะไปตรวจสอบด้วยตัวเอง” “ข้าจะไปด้วย” โรสลินพูดทันที “ไม่” คำตอบของเขารวดเร็วเสียจนเธอหันขวับ “ท่านเพิ่งสัญญากับข้าว่าจะไม่ตัดสินใจแทนกัน” อาเดรียนสบตาเธออย่างไม่พอใจนัก “ข้ากำลังพยายามป้องกันไม่ให้เจ้าเข้าใกล้สิ่งที่อาจใช้พันธะของเราเป็นทางผ่าน” “และข้ากำลังบอกว่าการปล่อยให้ท่านไปคนเดียวอาจเป็นสิ่งที่มันต้องการพอดี” “โรสลิน—” “ถ้ามันกำลังเรียกชื่อท่าน แต่ส่งสัญญาณผ่านจี้ของข้า เราก็มีเหตุผลเพียงพอที่จะเชื่อว่าทั้งสองเรื่องเกี่ยวข้องกัน” เธอสูดลมหายใจลึก “ข้าจะไม่เดินเข้าไปในกับดักโดยไม่เตรียมตัว แต่ข้าก็จะไม่ยืนรออยู่ที่นี่ ขณะที่คนอื่นต้องรับอันตรายแทนเรา” อาเดรียนจ้องเธออยู่ครู่หนึ่ง เซราฟีนก้มหน้าลงอย่างเงียบ ๆ ดูเหมือนกำลังพยายามไม่แสดงสีหน้าใด ๆ ออกมา ในที่สุดราชาแวมไพร์ก็ถอนหายใจ “เจ้าจะเดินทางไปกับข้า แต่ต้องมีเอเวอเร็ตต์และองครักษ์คุ้มกัน” “ตกลง” “หากพลังมืดเริ่มตอบสนองกับเจ้า เราจะถอยทันที” “ถ้าเราเห็นตรงกันว่ามันอันตรายจริง” “โรสลิน” “ตกลง ถ้ามันอันตรายจริง เราจะถอยทันที” เธอพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังพอให้อาเดรียนรู้ว่าเธอไม่ได้ต้องการเอาชนะเขาเพียงเพื่อเอาชนะ แต่ต้องการให้ทั้งคู่มีสิทธิ์ตัดสินใจร่วมกัน เขายื่นมือมาแตะแก้มเธอเบา ๆ “อย่าทำให้ข้าต้องเลือกระหว่างการช่วยเจ้าและการรักษาคำสัญญา” โรสลินวางมือทับหลังมือเขา “เช่นเดียวกัน อย่าทำให้ข้าต้องเลือกระหว่างความรักกับการมีสิทธิ์กำหนดชีวิตตัวเอง” คำพูดนั้นทำให้อาเดรียนเงียบไป จากนั้นเขาก็ก้มลงจูบหน้าผากเธอเพียงแผ่วเบา “เช่นนั้น เราจะไปด้วยกัน” ก่อนออกเดินทาง โรสลินแวะไปยังห้องประชุมเพื่อแจ้งแผนให้คัลเลนและเซเลสเทียทราบ คัลเลนยืนอยู่ข้างหน้าต่าง เมื่อเห็นเธอเข้ามา เขาก็หันมาหาทันที “ข้าได้ยินเสียงระฆังแล้ว เกิดอะไรขึ้น?” “มีคนหมดสติที่ป้อมชายแดนของแวมไพร์ พลังรัตติกาลของพวกเขาถูกดึงออกไป และจี้ของข้ากำลังเชื่อมโยงกับสองสถานที่” เธออธิบายเรื่องที่พบอย่างรวบรัด โดยไม่ปิดบังความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เซเลสเทียวางแผนที่ลงบนโต๊ะ ก่อนชี้ไปยังแนวภูเขาทางตะวันตก “หากวิหารร้างเป็นจุดเชื่อมต่อหนึ่ง และประตูรัตติกาลเป็นอีกจุดหนึ่ง บางทีวาเลเรียนอาจกำลังสร้างเครือข่ายที่เชื่อมสองสถานที่เข้าด้วยกัน” “แต่เราไม่รู้ว่าเขาต้องการทำอะไรกับเครือข่ายนั้น” คัลเลนเสริม “เรารู้เพียงว่าเขาไม่จำเป็นต้องเปิดประตูเดิมอีกแล้ว” โรสลินกล่าว “เขาอาจกำลังหาทางใช้เลือดของอาเดรียนสร้างช่องทางใหม่” ชื่อของราชาแวมไพร์ทำให้บรรยากาศในห้องตึงเครียดขึ้นทันที คัลเลนเหลือบมองอาเดรียนซึ่งยืนอยู่ด้านหลังโรสลิน “ถ้าต้นทางอยู่ในตัวเขา เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าการพาเขาไปใกล้จุดเชื่อมต่อจะไม่ทำให้เรื่องเลวร้ายลง?” อาเดรียนตอบอย่างเย็นชา “เจ้าควรเป็นห่วงว่าตัวเองจะมีชีวิตรอดหรือไม่ หากยังพูดราวกับกำลังออกคำสั่งให้ข้า” “อาเดรียน” โรสลินเตือน ราชาแวมไพร์ปรายตามองเธอ ก่อนเงียบลงอย่างไม่เต็มใจ เซเลสเทียกระแอมเบา ๆ “ข้าคิดว่าเราควรแยกหน้าที่ให้ชัดเจน ฝ่าบาทกับโรสลินจะไปตรวจสอบป้อมชายแดน ส่วนคัลเลนกับข้าจะจัดกำลังเฝ้าระวังเขตแดนมูนฟอลล์ หากพบสัญลักษณ์สีดำ เราจะไม่สัมผัสมัน แต่จะทำเครื่องหมายตำแหน่งแล้วรายงานกลับ” “ดี” โรสลินพยักหน้า “และถ้ามีใครเริ่มหมดสติหรือสูญเสียพลัง อย่าใช้พลังหมาป่าของคนอื่นกระตุ้นให้ฟื้น เพราะเราไม่รู้ว่ามันจะทำให้การเชื่อมต่อแข็งแกร่งขึ้นหรือไม่” คัลเลนรับคำสั่งอย่างจริงจัง ก่อนที่เธอจะเดินออกจากห้อง เขาก็เรียกชื่อเธอเบา ๆ “โรสลิน” เธอหยุด แต่ไม่ได้หันกลับไปหาเขาทันที “ข้ารู้ว่าข้าไม่มีสิทธิ์ขอให้เจ้าเชื่อใจข้าอีกครั้ง” คัลเลนกล่าว “แต่ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นที่มูนฟอลล์ ข้าจะปกป้องคนที่อยู่ที่นี่ให้ดีที่สุด เจ้าจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ระหว่างเดินทาง” โรสลินหันกลับมามองเขา “ขอบใจที่รับผิดชอบหน้าที่ของตัวเอง คัลเลน” เพียงเท่านั้น ไม่มีคำให้อภัย ไม่มีการย้อนกลับไปสู่ความสัมพันธ์เดิม และไม่มีคำสัญญาว่าทุกอย่างจะกลับไปเหมือนก่อน คัลเลนเข้าใจดีว่าคำตอบนี้คือทั้งหมดที่เธอพร้อมมอบให้เขาในตอนนี้ เขาจึงไม่เรียกร้องอะไรอีก ป้อมชายแดนของแวมไพร์ตั้งอยู่ระหว่างป่าทึบกับหน้าผาหินสูง กำแพงสีดำทอดยาวไปตามแนวภูเขา และมีหอคอยสี่แห่งคอยเฝ้าระวังเส้นทางเข้าสู่ดินแดนของราชวงศ์ เมื่ออาเดรียนและโรสลินมาถึง ทหารยามทุกนายต่างคุกเข่าลงทันที ทว่าราชาแวมไพร์ไม่ได้สนใจการถวายความเคารพ เขาเดินตรงไปยังห้องรักษาที่มีทหารสามคนนอนอยู่บนเตียง โดยมีเอเวอเร็ตต์ตามไปตรวจอาการอย่างเร่งด่วน โรสลินหยุดอยู่ข้างเตียงของทหารนายหนึ่ง ชายคนนั้นยังมีลมหายใจ แต่ใบหน้าซีดจนแทบไม่ต่างจากผ้าปูที่นอน เส้นเลือดบริเวณลำคอเป็นสีเทาจาง ๆ คล้ายพลังชีวิตกำลังถูกแช่แข็งอยู่ใต้ผิวหนัง “เขาได้ยินเสียงเรียกชื่อท่านจริงหรือ?” เธอถามทหารยามที่เฝ้าอยู่ “ขอรับ หลังจากฟื้นขึ้นมา เขาพยายามลุกจากเตียงแล้วเดินไปทางประตู แต่พวกเราห้ามไว้ได้ เขาพูดเพียงว่า ‘ราชากำลังเรียกข้า’ จากนั้นก็หมดสติอีกครั้ง” “ราชา?” ทหารยามพยักหน้าอย่างหวาดหวั่น “เขาคิดว่าเป็นพระองค์พ่ะย่ะค่ะ” อาเดรียนเดินเข้ามาใกล้เตียง ก่อนวางมือเหนือหน้าผากของทหารที่หมดสติ ทันใดนั้น แสงสีแดงเข้มก็ปรากฏขึ้นใต้ฝ่ามือของเขา ทหารบนเตียงสะดุ้ง ริมฝีปากขยับเหมือนกำลังพยายามพูดบางอย่าง “อย่า...” เสียงแหบพร่าหลุดออกมา “อย่าให้... เขา...” อาเดรียนถอนมือออกทันที ชายคนนั้นลืมตาขึ้นเพียงชั่วครู่ ดวงตาสีแดงที่ควรจะเป็นสีของแวมไพร์กลับมีวงแหวนสีดำบาง ๆ ล้อมรอบม่านตา เขามองตรงไปยังอาเดรียน แล้วพูดด้วยเสียงที่ไม่ใช่ของตัวเอง “ราชาแห่งรัตติกาล ในที่สุดเจ้าก็พาเส้นทางมาถึงเรา” พลังในห้องสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เซราฟีนชักดาบออกจากฝักทันที ขณะที่เอเวอเร็ตต์รีบสร้างผนึกป้องกันรอบเตียง อาเดรียนไม่ได้ถอย “วาเลเรียน” เขาเอ่ยชื่อศัตรูด้วยน้ำเสียงเย็นจัด “ถ้าเจ้ากล้าพูดผ่านร่างของคนของข้าอีก ข้าจะฉีกวิญญาณของเจ้าออกจากทุกภพภูมิที่เจ้าซ่อนตัวอยู่” ชายบนเตียงยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ไม่เข้ากับใบหน้าของเขาเลยแม้แต่น้อย “วาเลเรียนเป็นเพียงผู้ที่ยื่นมือเข้ามาในความมืด เช่นเดียวกับเจ้า” ดวงตาของอาเดรียนหรี่ลง “เจ้าเป็นใคร?” “คำถามผิดแล้ว ราชาแห่งรัตติกาล” ชายคนนั้นยกมือขึ้นช้า ๆ เส้นสีดำใต้ผิวหนังแผ่ขยายจากข้อมือไปยังลำคอ “เจ้าควรถามว่า... เจ้ายังเป็นตัวเองอยู่หรือไม่” โรสลินรู้สึกถึงแรงกระชากผ่านพันธะเลือดในทันที อาเดรียนเซไปเล็กน้อย มือหนึ่งกำขอบเตียงแน่น ขณะที่รอยดำบนข้อมือของเขาลุกลามขึ้นมาอีกชั้น เธอรีบก้าวเข้าไปหา แต่หยุดก่อนจะแตะต้องเขา “อาเดรียน มองข้า” เขาเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ดวงตาสีแดงยังคงเป็นของเขา แต่มีความเจ็บปวดบางอย่างซ่อนอยู่ลึกลงไป “อย่าเข้าใกล้” เขากัดฟันพูด “ข้าจะไม่แตะต้องท่านถ้าท่านไม่ต้องการ แต่ข้าต้องการให้ท่านบอกข้าว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น” เขาหายใจเข้าลึก ๆ พยายามควบคุมพลังที่กำลังปะทุ “มันกำลังใช้คำสาปของข้าเป็นจุดเชื่อมต่อ” “แล้วมันกำลังพยายามทำอะไร?” อาเดรียนมองชายบนเตียง ซึ่งยังคงยิ้มอยู่ราวกับกำลังชมการแสดงที่น่าพอใจ “มันกำลังทดสอบว่าความว่างเปล่าจะสามารถเข้าถึงข้าได้มากเพียงใด โดยไม่ต้องใช้ประตูเดิม” โรสลินหันกลับไปมองชายคนนั้น “แล้วเหตุใดจึงต้องใช้ทหารของท่าน?” เสียงหัวเราะแผ่วเบาดังขึ้นจากลำคอของชายบนเตียง “เพราะเลือดของราชาเพียงหยดเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่พลังที่เชื่อมโยงกับราชา... สามารถทำให้เส้นทางกว้างขึ้นได้” คำตอบนั้นทำให้เอเวอเร็ตต์หน้าซีดลง “มันกำลังใช้พลังรัตติกาลของทหารเป็นตัวขยายสัญญาณ” “ถูกต้อง” เสียงปริศนาตอบ “พวกเขาไม่ใช่กุญแจ ไม่ใช่เครื่องสังเวย เป็นเพียงทางเดินเล็ก ๆ ที่ข้าสามารถทอดผ่านได้” โรสลินรู้สึกถึงความเย็นวาบไปทั่วร่าง มันไม่ได้ต้องการเพียงอาเดรียน มันกำลังเรียนรู้วิธีใช้สิ่งมีชีวิตรอบตัวเขาเพื่อสร้างเส้นทางที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ “แล้วเจ้าต้องการอะไรจากข้า?” เธอถาม ชายคนนั้นหันมาทางเธอทันที วงแหวนสีดำในดวงตาขยายกว้างขึ้น “ทายาทแห่งจันทรา... เจ้าเองก็รู้คำตอบอยู่แล้ว” “ข้าไม่รู้ และข้าจะไม่ยอมให้เจ้าบอกข้าว่าข้าต้องทำอะไร” “เจ้าเชื่อว่าการปฏิเสธของเจ้าจะปกป้องทุกคนได้หรือ?” โรสลินไม่ตอบโต้ด้วยอารมณ์ เธอมองเส้นสีดำที่กำลังลามไปทั่วแขนของชายบนเตียง แล้วสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ เส้นเหล่านั้นไม่ได้รวมตัวกันตรงหัวใจของเขา แต่ทั้งหมดทอดไปยังรอยแผลเล็ก ๆ บริเวณข้อมือ ซึ่งมีเลือดสีเข้มซึมออกมา เลือดของแวมไพร์ผู้นี้กำลังเป็นตัวกลางให้พลังภายนอกเข้าถึงระบบพลังรัตติกาล “เอเวอเร็ตต์!” เธอเรียก “เราต้องหยุดการไหลเวียนของพลังตรงข้อมือเขา ไม่ใช่ดึงความมืดออกจากร่างทั้งหมด” หมอหลวงเข้าใจทันที เขาหยิบผงแร่สีเงินจากกระเป๋าแล้วโรยเป็นวงรอบข้อมือของผู้ป่วย เซราฟีนยกมือขึ้นสร้างผนึกอีกชั้น ขณะที่โรสลินใช้พลังจันทราควบคุมการไหลเวียนของพลังรอบรอยแผล อาเดรียนยังคงยืนอยู่ แม้ความเจ็บปวดจะทำให้เส้นเลือดดำปรากฏขึ้นบริเวณลำคอของเขา “อย่าฝืน!” โรสลินบอกเขา “ข้ายังควบคุมมันได้” “ข้าไม่ได้ถามว่าท่านควบคุมได้หรือไม่ ข้าบอกว่าอย่าฝืน!” อาเดรียนกัดฟัน ก่อนยอมลดพลังของตนเองลง เมื่อพลังรัตติกาลของเขาสงบลง ผงแร่สีเงินก็เริ่มทำงาน เส้นสีดำบนแขนของทหารค่อย ๆ หยุดลุกลาม และวงแหวนสีดำในดวงตาก็หดเล็กลง ชายคนนั้นหอบหายใจ ก่อนหมดสติไปอีกครั้ง ความเงียบกลับคืนสู่ห้อง แต่ไม่มีใครรู้สึกว่าปลอดภัยขึ้นเลย หลังจากแยกผู้ป่วยออกไปยังห้องรักษาที่มีผนึกหลายชั้น เอเวอเร็ตต์จึงหันมารายงานผลการตรวจ “ทหารทั้งสามคนยังมีโอกาสฟื้นตัว พลังชีวิตของพวกเขาไม่ได้ถูกทำลายทั้งหมด แต่มีบางส่วนถูกดึงออกไปแล้ว เราต้องใช้เวลาเพื่อฟื้นฟูแก่นพลังอย่างช้า ๆ” “แล้วสิ่งที่พูดผ่านร่างของเขา?” เซราฟีนถาม “ไม่ใช่การครอบครองร่างอย่างสมบูรณ์” เอเวอเร็ตต์ตอบ “เป็นการเชื่อมต่อชั่วคราวมากกว่า มันสามารถส่งเสียงและภาพความคิดผ่านพลังของผู้ป่วย แต่ยังไม่อาจควบคุมร่างกายได้ทั้งหมด” โรสลินขมวดคิ้ว “แปลว่าความว่างเปล่ากำลังทดลองใช้พลังรัตติกาลของอาเดรียนเป็นต้นทาง และทหารเป็นจุดเชื่อมต่อ” “ใช่” เอเวอเร็ตต์กล่าว “ที่น่ากังวลคือมันเริ่มทำได้โดยไม่ต้องใช้วงเวทภายนอกอีกแล้ว” อาเดรียนยืนอยู่ข้างหน้าต่าง กำมือซ้ายไว้แน่น รอยดำบนข้อมือยังไม่จางลง โรสลินเดินไปหาเขา “ท่านเจ็บมากไหม?” “ไม่มาก” เธอเลิกคิ้ว “คำตอบนั้นไม่ผ่าน” อาเดรียนหันมามองเธอ ก่อนถอนหายใจอย่างยอมแพ้ “เจ็บ แต่ข้ายังทนได้” “ดี อย่างน้อยท่านก็พูดความจริง” “ข้ากำลังพยายามเป็นคู่พันธะที่ดีขึ้น” “ท่านยังต้องฝึกอีกมาก” “ข้าอายุหนึ่งพันสองร้อยปีแล้ว” “นั่นยิ่งแปลว่าท่านมีเวลาฝึกมากกว่าคนอื่น” เซราฟีนหันหน้าไปทางอื่นอย่างรวดเร็ว แต่โรสลินทันเห็นว่าไหล่ของหัวหน้าราชองครักษ์สั่นเล็กน้อย อาเดรียนปรายตามองเธอ “เซราฟีน” “เพคะ ฝ่าบาท?” “เจ้าดูมีความสุขกับสถานการณ์นี้มาก” “หม่อมฉันเพียงยินดีที่พระองค์ทรงมีผู้คอยเตือนให้ทรงพักผ่อนเพคะ” “เจ้าถูกปลดจากหน้าที่แล้วหรือยัง?” “ยังเพคะ” “เช่นนั้นก็ออกไปตรวจแนวป้องกัน” เซราฟีนรับคำด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนเดินออกไปพร้อมรอยยิ้มที่เธอซ่อนไว้ไม่มิด โรสลินหัวเราะเบา ๆ แล้วกลับมาจริงจังอีกครั้ง “อาเดรียน เราต้องหาวิธีหยุดการเชื่อมต่อก่อนที่มันจะใช้คนอื่นเป็นทางผ่านเพิ่ม” “ข้าจะสั่งปิดเขตแดนทั้งหมด” “ปิดเขตแดนได้ แต่เราไม่ควรตัดการติดต่อกับผู้คนที่อาจกำลังตกอยู่ในอันตราย” “เจ้ามีแผนอื่น?” โรสลินมองไปยังห้องรักษา “เราจะไม่พยายามกำจัดความมืดด้วยการโจมตีมันทุกครั้ง เพราะมันอาจใช้แรงต้านของเราเรียนรู้วิธีตอบสนอง แต่เราจะสร้างเขตปลอดการเชื่อมต่อ โดยให้คนที่มีพลังต่างกันช่วยกันควบคุมพื้นที่” “เจ้าหมายถึงใช้พลังจันทราร่วมกับพลังรัตติกาล?” “ไม่ใช่การหลอมรวมพลัง แต่เป็นการแยกหน้าที่ พลังจันทราของข้าจะตรวจจับและปฏิเสธการเชื่อมต่อที่ไม่ได้รับอนุญาต ส่วนพลังของท่านจะสร้างแนวป้องกันไม่ให้สัญญาณจากภายนอกขยายตัวออกไป” อาเดรียนมองเธออย่างพิจารณา “หากมันพยายามใช้พันธะของเราเป็นทางผ่าน?” “เราจะไม่ตัดพันธะเพื่อหนีปัญหา และไม่ปล่อยให้มันใช้พันธะโดยไม่มีการตอบโต้ เราจะกำหนดขอบเขตของพลังร่วมกัน” “และถ้าเจ้าต้องเสี่ยง?” โรสลินยื่นมือไปจับมือเขา “เราจะประเมินความเสี่ยงด้วยกัน ไม่ใช่ให้ใครคนหนึ่งตัดสินใจเสียสละแทนอีกคน” อาเดรียนก้มมองมือที่ประสานกันอยู่ ครู่หนึ่งเขาดูเหมือนกำลังต่อสู้กับความคิดบางอย่าง ก่อนจะพยักหน้าในที่สุด “ตกลง” คำตอบสั้น ๆ นั้นมีความหมายมากกว่าที่เขาแสดงออก เพราะสำหรับคนที่เคยเชื่อว่าการควบคุมทุกสิ่งคือวิธีเดียวที่จะรักษาอำนาจ การยอมให้ใครอีกคนมีสิทธิ์ร่วมตัดสินใจอาจยากยิ่งกว่าการต่อสู้กับศัตรูเสียอีก ค่ำวันนั้น โรสลินใช้เวลาหลายชั่วโมงร่วมกับเอเวอเร็ตต์ในการสร้างผนึกชั่วคราวรอบห้องรักษา พวกเขาไม่ได้ใช้พลังจันทราเพื่อทำลายความมืด แต่ใช้มันกำหนดขอบเขตของการเชื่อมต่อ ขณะที่พลังรัตติกาลของอาเดรียนทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้สัญญาณจากภายนอกขยายตัวออกไป การทดลองครั้งแรกไม่สำเร็จ พลังทั้งสองขัดแย้งกันจนผนึกแตกออกเป็นละอองแสง ครั้งที่สอง ผนึกอยู่ได้เพียงสามนาที ก่อนเส้นสีดำจะปรากฏขึ้นตรงขอบวงเวท ครั้งที่สาม โรสลินเปลี่ยนตำแหน่งของสัญลักษณ์จันทราและลดปริมาณพลังที่ใช้ลงครึ่งหนึ่ง คราวนี้ผนึกคงอยู่ได้นานขึ้น เอเวอเร็ตต์ตรวจสอบอย่างละเอียด ก่อนเงยหน้าขึ้นด้วยความยินดี “มันไม่สามารถส่งสัญญาณออกไปจากพื้นที่นี้ได้แล้ว” โรสลินถอนหายใจด้วยความโล่งอก “อย่างน้อยเราก็มีวิธีป้องกันชั่วคราว” “แต่ไม่ใช่การแก้ปัญหาถาวร” เอเวอเร็ตต์เตือน “หากต้นทางยังคงส่งพลังมาเรื่อย ๆ ผนึกนี้จะรับแรงกดดันได้เพียงระยะหนึ่ง” “ข้ารู้ค่ะ” เธอเก็บอุปกรณ์ลงในกระเป๋า ก่อนมองผ่านหน้าต่างไปยังท้องฟ้าด้านนอก “เราต้องหาตัววาเลเรียนให้พบ ก่อนที่เขาจะทำให้เส้นทางนี้สมบูรณ์” เมื่อเธอเดินออกจากห้อง อาเดรียนกำลังรออยู่ที่โถงทางเดิน “เจ้าทำสำเร็จ?” “ชั่วคราวเท่านั้น” “ชั่วคราวก็ยังดีกว่าไม่มีอะไร” โรสลินยิ้มให้เขา ก่อนสังเกตเห็นว่าเขากำลังซ่อนมือซ้ายไว้ใต้แขนเสื้อ เธอจึงยื่นมือออกไป “ขอดูหน่อย” อาเดรียนมองมือเธอ ก่อนยอมยื่นข้อมือให้ รอยดำไม่ได้ขยายขึ้น แต่มีเส้นบาง ๆ เพิ่มขึ้นตรงกลาง คล้ายรอยแตกบนแก้ว โรสลินสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่เขาพยายามซ่อนไว้ “เราต้องตรวจอาการท่านอีกครั้ง” “พรุ่งนี้ก็ได้” “คืนนี้” “โรสลิน ข้าเพิ่งผ่านการตรวจมา” “และท่านกำลังพยายามซ่อนอาการอีกครั้ง” อาเดรียนเงียบไป ก่อนยกมืออีกข้างขึ้นยอมแพ้ “ข้ายอมแล้ว” “ดีมาก” “แต่ข้ามีข้อเสนอ” โรสลินหรี่ตาอย่างระแวดระวัง “ข้อเสนออะไร?” “หลังจากตรวจเสร็จ เจ้าจะต้องพักผ่อน โดยไม่มีการทดลองพลัง ไม่มีการตรวจผนึก และไม่มีการเถียงกับข้าเรื่องการพักผ่อน” เธอแสร้งทำท่าคิดหนัก “ข้าตกลงสองข้อแรก ส่วนข้อสุดท้ายขอสงวนสิทธิ์” “เจ้าเป็นคู่พันธะที่ต่อรองยากที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบ” “ท่านก็เป็นคนที่ต้องคอยเตือนมากที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบเช่นกัน” อาเดรียนหัวเราะเบา ๆ ก่อนโน้มตัวลงจูบเธอ จูบครั้งนี้ไม่ได้มีความเร่งร้อนหรือความพยายามยึดครอง มีเพียงความเหนื่อยล้า ความห่วงใย และการยืนยันว่าทั้งคู่ยังอยู่ตรงนี้ด้วยกัน เมื่อเขาผละออก โรสลินยังคงวางมือบนข้อมือของเขา “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ท่านต้องบอกข้าเมื่อเจ็บปวด” “ข้าจะบอก” “และห้ามตัดสินใจแทนข้าว่าข้าควรอยู่ห่างจากท่านเพื่อความปลอดภัย” อาเดรียนมองเธออย่างจริงจัง “ข้าจะไม่ทำเช่นนั้น” โรสลินยิ้มบาง ๆ “เช่นนั้นเราก็ยังมีโอกาสชนะ” ไกลออกไปทางตะวันตก วาเลเรียนยืนอยู่กลางวิหารร้าง ท่ามกลางเศษแก้วที่แตกกระจายอยู่บนพื้น เลือดของอาเดรียนหายไปแล้ว แต่สิ่งที่เขาได้กลับมาคือข้อมูลที่มีค่ากว่าสิ่งใด ความว่างเปล่าสามารถส่งเสียงผ่านพลังรัตติกาลของอาเดรียนได้ และมันเริ่มเชื่อมต่อกับสิ่งมีชีวิตอื่นที่มีพลังประเภทเดียวกัน อย่างไรก็ตาม การเชื่อมต่อยังไม่สมบูรณ์ มันต้องการบางสิ่งที่มากกว่านั้น วาเลเรียนมองแผนที่เก่าบนแท่นหิน ก่อนใช้นิ้วลากเส้นระหว่างวิหารร้างกับป้อมชายแดนของแวมไพร์ จากนั้นเขาก็ลากเส้นที่สามไปยังมูนฟอลล์ “ถ้าข้าทำให้พลังของทั้งสามพื้นที่ตอบสนองพร้อมกัน...” เขาพึมพำ “ข้าก็อาจสร้างเครือข่ายที่ไม่ต้องพึ่งประตูเดิมได้” เงาบนผนังเคลื่อนไหว เจ้ากำลังคิดว่าจะใช้พวกเขาเป็นเครื่องมืออีกแล้ว วาเลเรียนขบกรามแน่น “ข้าเพียงต้องการให้เจ้ามีทางออก” เจ้าต้องการอำนาจ “และเจ้าก็ต้องการทางผ่าน เราต่างมีสิ่งที่ต้องการ” ความมืดเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นเสียงกระซิบก็ดังขึ้น จงทำให้พันธะของพวกเขาสั่นคลอน วาเลเรียนเงยหน้าขึ้น อย่าทำลายมัน เพราะพันธะที่แตกสลายจะไร้ประโยชน์ จงทำให้พวกเขากลัวที่จะสูญเสียกันและกัน จนยอมเปิดทางด้วยตัวเอง รอยยิ้มเย็นชาปรากฏบนใบหน้าของเขา “ข้าเข้าใจแล้ว” เขาหยิบแผ่นกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมา เขียนข้อความสั้น ๆ ลงไป ก่อนผนึกด้วยขี้ผึ้งสีดำ จดหมายฉบับนั้นไม่ได้ส่งถึงอาเดรียน ไม่ได้ส่งถึงโรสลิน แต่มุ่งหน้าไปยังผู้ที่เคยรู้จักราชาแวมไพร์ก่อนคำสาปจะเริ่มต้น คนที่ยังมีความลับจากอดีตซ่อนอยู่ และอาจรู้วิธีทำให้คำสาปของอาเดรียนตอบสนองรุนแรงกว่าที่เคย วาเลเรียนมองเปลวไฟที่ลุกไหม้ตรงหน้าต่าง “หากความรักทำให้พวกเขาแข็งแกร่งขึ้น ข้าก็จะทำให้ความรักนั้นกลายเป็นสิ่งที่พวกเขาหวาดกลัวที่สุด” ในเวลาเดียวกัน ณ ป้อมชายแดนของแวมไพร์ ทหารทั้งสามคนที่อยู่ภายใต้การรักษาเริ่มฟื้นตัวอย่างช้า ๆ แต่ไม่มีใครสังเกตเห็นว่า บนผนังด้านหลังเตียงของทหารคนหนึ่ง มีรอยสีดำขนาดเล็กปรากฏขึ้น มันไม่ใช่สัญลักษณ์พระจันทร์เสี้ยว ไม่ใช่เส้นเลือดดำที่วาเลเรียนใช้ แต่เป็นรอยคล้ายดวงตาที่กำลังเปิดออก และเมื่อทหารคนนั้นลืมตาขึ้นอีกครั้ง เสียงกระซิบที่ดังออกมาจากริมฝีปากของเขาก็ไม่ใช่เสียงของวาเลเรียน “พบแล้ว...” ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท “ผู้ที่จำเราได้” ไกลออกไปในห้องพักของอาเดรียน โรสลินสะดุ้งตื่นจากความฝันในเวลาเดียวกัน จี้หินสีขาวร้อนขึ้นบนลำคอ คราวนี้ไม่มีเสียงเรียกชื่อเธอ ไม่มีภาพนิมิตของประตูรัตติกาล มีเพียงความรู้สึกประหลาดราวกับมีใครบางคนกำลังมองผ่านดวงตาของเธอจากอีกฟากหนึ่งของความมืด โรสลินลุกขึ้นนั่งทันที อาเดรียนตื่นตามและคว้ามือเธอไว้ “เกิดอะไรขึ้น?” เธอหันไปมองเขา หัวใจเต้นแรง “ข้าไม่รู้ แต่ครั้งนี้มันไม่ได้พยายามเรียกข้า” จี้หินสีขาวส่องแสงสีเงินขึ้นชั่วขณะ ก่อนเส้นสีดำภายในจะแยกตัวออกเป็นรูปร่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน โรสลินจ้องมันนิ่งงัน เพราะสิ่งที่ปรากฏอยู่ในจี้ไม่ใช่รอยแตก แต่เป็นสัญลักษณ์เดียวกับที่อยู่บนประตูห้องลับในความทรงจำของราชินีลูนาเรีย สัญลักษณ์ที่บอกว่ามีบางสิ่งถูกผนึกไว้ก่อนที่ราชวงศ์จันทราจะล่มสลาย และบางที... สิ่งที่อยู่หลังประตูรัตติกาลนิรันดร์อาจไม่ใช่สิ่งเดียวที่กำลังตื่นขึ้นอีกต่อไป“คนที่สั่งให้ราชวงศ์จันทราล่มสลาย... ไม่ใช่เอเรนเพียงคนเดียว” เสียงของอิซาราดับลง ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่หนักอึ้งอยู่กลางวิหาร โรสลินก้มมองจี้พระจันทร์เสี้ยวในมือ เส้นสีดำบนผิวหินขยับช้า ๆ ราวกับเส้นเลือดที่กำลังเต้น ก่อนจะหยุดนิ่งตรงสัญลักษณ์รูปดวงตาซึ่งปรากฏขึ้นในวงกลมไม่สมบูรณ์ เธอเงยหน้ามองชายผมขาวที่ยืนอยู่ตรงข้าม “คุณบอกว่าคุณเป็นคนสั่งปิดผนึกเมืองหลวง” “ใช่” “และคุณรู้ว่าการตัดสินใจนั้นจะทำให้ผู้คนจำนวนมากตาย” เอเรนไม่หลบสายตา “ข้ารู้” “แต่คุณไม่ได้บอกว่าคุณเป็นคนสั่งให้ราชวงศ์จันทราล่มสลาย” “เพราะสองสิ่งนั้นไม่เหมือนกัน” “สำหรับคนที่ตายอยู่ข้างใน พวกมันอาจไม่ต่างกันเลย” คำพูดของโรสลินทำให้เซราฟีนขยับมือเข้าใกล้ด้ามดาบ นางไม่ได้ชักมันออกมา แต่พร้อมรับมือหากชายผมขาวคิดจะใช้พลังบางอย่าง อาเดรียนยืนอยู่ข้างโรสลิน ใบหน้าของเขายังคงเย็นชา ทว่าดวงตาสีแดงเข้มกลับมีประกายผิดปกติ เขากำลังพยายามนึกถึงบางสิ่งที่อยู่ลึกลงไปในความทรงจำ “เจ้ารู้ว่าใครเป็นคนที่สองหรือไม่” ราชาแวมไพร์ถาม เอเรนหลับตาลงชั่วครู่ “ข้าเคยคิดว่ารู้” “แต่ตอนนี้ไม่แน่ใจ?” “ตอนนี้ข้าไม่แน่ใจแม้กระทั่ง
เสียงเรียกจากหลังประตูทำให้ทั้งวิหารสั่นสะเทือน “ผู้เฝ้าประตูคนสุดท้าย... ในที่สุดเจ้าก็กลับมา” อาเดรียนยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นหิน มือข้างหนึ่งกดลงบนหน้าอก ขณะที่เส้นสีเงินค่อย ๆ แผ่กระจายใต้ผิวหนังของเขา ราวกับมีบางสิ่งกำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนาน โรสลินประคองไหล่เขาไว้แน่น “อาเดรียน มองข้า อย่าฟังเสียงนั้น” เขาพยายามเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีแดงสลับกับสีเงินอย่างควบคุมไม่ได้ “ข้าได้ยินมันมาตลอดชีวิต” เขากระซิบ “แต่ไม่เคยรู้ว่ามันเป็นเสียงของใคร” “ตอนนี้ท่านรู้แล้วหรือ” “ไม่ทั้งหมด” คำตอบนั้นทำให้โรสลินรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด อย่างน้อยเขาก็ยังไม่ยอมเชื่อทุกสิ่งที่เห็นเพียงเพราะมันดูเหมือนความทรงจำของตัวเอง เธอจับมือเขาไว้ “เช่นนั้นเราจะหาคำตอบด้วยกัน” อาเดรียนบีบมือเธอตอบ ก่อนค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน แม้ความเจ็บปวดจะยังทำให้สีหน้าเขาซีดลงก็ตาม อีกด้านหนึ่ง เอเรนยืนขวางอยู่ระหว่างพวกเขากับประตูบานที่สาม ใบหน้าของชายผมขาวเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แววตาสีเงินที่เคยสงบนิ่งเต็มไปด้วยความระมัดระวัง “ทุกคนถอยออกจากประตู” เขาสั่ง เซราฟีนชักดาบออกมา “ท่านไม่มีสิทธิ์สั่งพวกเรา” “หากเจ้า
เสียงแตกร้าวจากประตูบานที่สามดังขึ้นพร้อมกับความเงียบงันที่แผ่ปกคลุมวิหารใต้ดิน ชายผมขาวยืนมองรอยแยกบนแท่นหินโดยไม่ขยับเขยื้อน แสงสีเงินในดวงตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาเย็นชาเช่นเดิม เขารู้ดีว่ารอยร้าวนั้นหมายถึงอะไร มันไม่ใช่สัญญาณว่าผนึกกำลังอ่อนแอลงตามกาลเวลา แต่เป็นผลจากการที่ผู้ถือครองนามส่วนแรกเริ่มเข้าใกล้ความจริง โรสลิน วินเทอร์ กำลังเดินตามเส้นทางที่ถูกปิดตายมานานกว่าพันปี และอาเดรียนกำลังจะกลับไปยังสถานที่ซึ่งความตายครั้งแรกของเขาได้เปลี่ยนชะตาของโลกทั้งสองไปตลอดกาล “เจ้าควรหยุดพวกเขา” เสียงจากความมืดกล่าว ชายผมขาวส่ายหน้า “ข้าหยุดพวกเขามานานพอแล้ว” “หากพวกเขาเปิดเผยนามของเจ้า ทุกสิ่งที่เจ้าพยายามรักษาไว้อาจพังทลาย” “หากความจริงทำให้สิ่งที่สร้างขึ้นจากคำโกหกพังทลาย มันก็สมควรพัง” เขาหันหลังให้ประตูบานที่สาม ก่อนเดินลึกเข้าไปในทางเดินมืด “เตรียมตัวให้พร้อม เมื่อพวกเขามาถึงวิหารแห่งแรก ข้าจะไม่ซ่อนตัวอีกต่อไป” สามวันหลังจากได้รับแหวนเงิน โรสลินกับอาเดรียนออกเดินทางไปยังวิหารแห่งแรก โดยมีเซราฟีนและองครักษ์แวมไพร์จำนวนหนึ่งติดตามไปด้วย สถานที่แห่งนั้นตั้งอ
โรสลินไม่เคยเห็นอาเดรียนเงียบงันได้นานขนาดนี้มาก่อนหลังจากจี้หินสีขาวเปล่งแสงและเผยคำว่า ผู้พิทักษ์แห่งนามแรก เขาก็แทบไม่พูดอะไรอีก ชายผู้เคยเผชิญหน้ากับศัตรูนับพันโดยไม่กะพริบตากลับนั่งนิ่งอยู่ข้างหน้าต่าง ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าความตายโรสลินไม่ได้เร่งรัดให้เขาตอบคำถามเธอรู้ดีว่าบางครั้งความเงียบไม่ได้หมายถึงการปิดบัง แต่อาจหมายถึงการพยายามทำความเข้าใจกับความจริงที่ไม่เคยมีใครเตรียมใจรับมือกระนั้น เธอก็ไม่คิดจะปล่อยให้เรื่องนี้ถูกฝังไว้ใต้ความเงียบตลอดไป“ท่านจำอะไรได้บ้าง”อาเดรียนหันมามองเธอ“ไม่มากพอจะเรียกว่าความทรงจำ”“แต่ก็ไม่ใช่ไม่รู้อะไรเลย”เขาถอนหายใจเบา ๆ ก่อนยื่นมือมาแตะจี้ที่อยู่บนลำคอของเธอ ทว่าคราวนี้เขาไม่ได้สัมผัสมันโดยตรง เพียงหยุดนิ้วไว้ห่างจากผิวหินเล็กน้อย“ตอนข้ายังเด็ก ข้ามักฝันถึงสถานที่แห่งหนึ่ง เป็นห้องสีขาวที่ไม่มีประตู ไม่มีหน้าต่าง และไม่มีเงา ในห้องนั้นมีเสียงผู้หญิงเรียกชื่อข้า”“นางเรียกชื่ออาเดรียนหรือ”“ไม่ใช่”คำตอบนั้นทำให้โรสลินขมวดคิ้ว“แล้วนางเรียกท่านว่าอะไร”อาเดรียนหลุบตาลง“ข้าจำไม่ได้ แต่ทุกครั้งที่ตื่นขึ้น ข้าจะรู
เสียงนั้นยังคงก้องอยู่ในความทรงจำของโรสลิน แม้เธอกับอาเดรียนจะเดินออกมาจากถ้ำแล้วก็ตาม “จงรีบกลับมา ก่อนที่เจ้าจะได้รู้ว่าใครเป็นคนสร้างราชวงศ์จันทราขึ้นมา... และใครเป็นคนสั่งให้มันล่มสลาย” คำพูดนั้นไม่เหมือนคำข่มขู่ และไม่เหมือนคำเชื้อเชิญจากความว่างเปล่าที่พยายามล่อลวงเธอมาตลอดหลายวัน มันฟังคล้ายคำเตือนจากใครบางคนที่รอคอยมานานแสนนาน โรสลินหยุดยืนตรงปากถ้ำ ลมหนาวพัดผ่านเส้นผมของเธอ ขณะที่จี้หินสีขาวบนลำคอเย็นจัดจนแทบเหมือนน้ำแข็ง สัญลักษณ์รูปดวงตาที่ปรากฏอยู่บนผิวหินค่อย ๆ เลือนหาย เหลือเพียงรอยเส้นสีเงินจาง ๆ “เจ้าคิดว่าเสียงนั้นเป็นใคร” เธอถาม อาเดรียนยืนอยู่ข้างกาย ดวงตาสีแดงจับจ้องความมืดภายในถ้ำ “ข้ายังไม่รู้” “ปกติท่านจะมีคำตอบที่น่าหงุดหงิดกว่านี้ อย่างน้อยก็ต้องบอกว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุม” “ข้าไม่เคยบอกว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุม” “ท่านเคยพูดว่าไม่มีสิ่งใดหลุดรอดสายตาของราชาแวมไพร์” “นั่นเป็นคำกล่าวที่ใช้ข่มขู่ขุนนางโง่เขลา ไม่ใช่คำสารภาพต่อหญิงที่รู้จักข้าดีกว่าคนเหล่านั้น” โรสลินเหลือบมองเขา “ท่านกำลังยอมรับว่าข้ารู้จักท่านดีหรือ” “อย่าทำให้ข้าต้องเสียใจที่พูดค
โรสลินไม่เคยเห็นอาเดรียนมีสีหน้าเช่นนั้นมาก่อน ทันทีที่สัญลักษณ์สีดำปรากฏขึ้นภายในจี้หินสีขาว แววตาของราชาแวมไพร์ก็เปลี่ยนไป ความเย็นชาที่เขาใช้เผชิญหน้ากับศัตรูมาตลอดถูกแทนที่ด้วยความตื่นตระหนกซึ่งเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา แต่โรสลินมองเห็นมันชัดเจน เขาจำสัญลักษณ์นั้นได้ “ท่านรู้จักมัน” เธอเอ่ย อาเดรียนไม่ได้ตอบในทันที เขายื่นมือมาใกล้จี้ แต่หยุดก่อนแตะต้องมัน ราวกับกำลังระวังไม่ให้บางสิ่งตอบสนองต่อพลังของเขา “ข้าเคยเห็นมันครั้งหนึ่ง” “เมื่อไร?” “คืนที่ราชวงศ์จันทราล่มสลาย” คำตอบทำให้โรสลินรู้สึกเหมือนอากาศในห้องเย็นลง เธอก้มมองจี้บนลำคอ สัญลักษณ์สีดำมีลักษณะคล้ายดวงตาซ้อนอยู่ภายในวงกลมที่ไม่สมบูรณ์ เส้นบาง ๆ แผ่ออกจากจุดศูนย์กลางราวกับรากไม้ที่กำลังแทรกตัวผ่านหิน “ท่านเคยบอกข้าว่าในคืนนั้น ราชินีลูนาเรียพยายามปิดผนึกประตูรัตติกาลนิรันดร์” “นางทำเช่นนั้นจริง” “แล้วสัญลักษณ์นี้เกี่ยวข้องกับอะไร?” อาเดรียนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนั่งลงตรงขอบเตียง “ในคืนที่พิธีกรรมของวาเลเรียนผิดพลาด ข้าเห็นสัญลักษณ์นี้บนประตูอีกบานหนึ่ง ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปใต้ห้องประกอบพิธี ข้าไม่เคยเห็นมันในตำรา







