LOGIN“คนที่สั่งให้ราชวงศ์จันทราล่มสลาย... ไม่ใช่เอเรนเพียงคนเดียว”
เสียงของอิซาราดับลง ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่หนักอึ้งอยู่กลางวิหาร โรสลินก้มมองจี้พระจันทร์เสี้ยวในมือ เส้นสีดำบนผิวหินขยับช้า ๆ ราวกับเส้นเลือดที่กำลังเต้น ก่อนจะหยุดนิ่งตรงสัญลักษณ์รูปดวงตาซึ่งปรากฏขึ้นในวงกลมไม่สมบูรณ์ เธอเงยหน้ามองชายผมขาวที่ยืนอยู่ตรงข้าม “คุณบอกว่าคุณเป็นคนสั่งปิดผนึกเมืองหลวง” “ใช่” “และคุณรู้ว่าการตัดสินใจนั้นจะทำให้ผู้คนจำนวนมากตาย” เอเรนไม่หลบสายตา “ข้ารู้” “แต่คุณไม่ได้บอกว่าคุณเป็นคนสั่งให้ราชวงศ์จันทราล่มสลาย” “เพราะสองสิ่งนั้นไม่เหมือนกัน” “สำหรับคนที่ตายอยู่ข้างใน พวกมันอาจไม่ต่างกันเลย” คำพูดของโรสลินทำให้เซราฟีนขยับมือเข้าใกล้ด้ามดาบ นางไม่ได้ชักมันออกมา แต่พร้อมรับมือหากชายผมขาวคิดจะใช้พลังบางอย่าง อาเดรียนยืนอยู่ข้างโรสลิน ใบหน้าของเขายังคงเย็นชา ทว่าดวงตาสีแดงเข้มกลับมีประกายผิดปกติ เขากำลังพยายามนึกถึงบางสิ่งที่อยู่ลึกลงไปในความทรงจำ “เจ้ารู้ว่าใครเป็นคนที่สองหรือไม่” ราชาแวมไพร์ถาม เอเรนหลับตาลงชั่วครู่ “ข้าเคยคิดว่ารู้” “แต่ตอนนี้ไม่แน่ใจ?” “ตอนนี้ข้าไม่แน่ใจแม้กระทั่งว่าความทรงจำของตัวเองเป็นของข้าจริงหรือไม่” โรสลินไม่ชอบคำตอบนั้น มันฟังดูเหมือนข้อแก้ตัวที่สมบูรณ์แบบสำหรับคนซึ่งไม่ต้องการรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนทำ และเมื่ออีกฝ่ายมีชีวิตอยู่มาหลายพันปี นางยิ่งไม่มีเหตุผลให้เชื่อคำพูดของเขาเพียงเพราะเขาดูเหนื่อยล้า “ถ้าอย่างนั้นเราจะไม่ตัดสินเรื่องนี้จากความทรงจำของคุณ” นางกล่าว “เราต้องหาหลักฐาน” เอเรนลืมตาขึ้น มองนางด้วยแววตาที่อ่านยาก “เจ้ามีความระมัดระวังเหมือนมารดา” “อย่าเอาแม่ของฉันมาใช้สร้างความไว้วางใจระหว่างเรา” โรสลินตอบทันที “คุณรู้จักแม่ฉัน แต่ไม่ได้หมายความว่าฉันรู้จักคุณ” มุมปากของเอเรนขยับเล็กน้อย คล้ายจะยิ้มแต่ก็ไม่ใช่ “ถูกต้อง” เขาหันไปยังแท่นหินกลางวิหาร ยกมือขึ้นเหนือพื้นผิวที่เต็มไปด้วยอักขระเก่าแก่ “ห้องแห่งนามไม่ได้เก็บเพียงความทรงจำของผู้เฝ้าประตู มันยังเก็บสิ่งที่ถูกลบออกจากประวัติศาสตร์ด้วย หากคำเตือนของอิซาราเป็นความจริง สิ่งที่เจ้าตามหาอาจยังอยู่ที่นี่” “แล้วทำไมคุณไม่เปิดมันตั้งแต่แรก?” “เพราะข้าไม่สามารถเปิดได้อีกต่อไป” “หรือเพราะคุณไม่ต้องการให้เราเห็นสิ่งที่อยู่ข้างใน?” ครั้งนี้เอเรนไม่ตอบ อาเดรียนก้าวไปข้างหน้าครึ่งก้าว “พอได้แล้ว เอเรน หากเจ้าต้องการให้เราเดินตามคำพูดของเจ้า อย่างน้อยก็จงแสดงให้เห็นว่าเจ้ากำลังพูดความจริง” “ข้าไม่ได้ขอให้พวกเจ้าเชื่อข้า” “ดี เพราะข้าไม่เชื่อ” บรรยากาศในวิหารเย็นลงอย่างฉับพลัน จากนั้นอาเดรียนก็ยกมือขึ้นแตะหน้าอกของตัวเอง เส้นสีดำใต้ผิวหนังปรากฏขึ้นตรงบริเวณหัวใจ มันไม่ได้แผ่ขยายเหมือนทุกครั้งที่คำสาปกำเริบ แต่กลับเรียงตัวเป็นเส้นบาง ๆ คล้ายตัวอักษรที่เขาไม่เคยรู้จัก โรสลินหันไปหาเขาทันที “อาเดรียน?” “ข้าไม่เป็นไร” “คุณเพิ่งพูดว่าจะไม่ปิดบังฉัน” เขาหยุดคำพูดที่กำลังจะหลุดออกมา สายตาของทั้งคู่ประสานกันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่อาเดรียนจะยอมลดมือลง “มันเจ็บ” เขาบอกตามตรง “และข้าจำได้ว่าตัวอักษรเหล่านี้เคยปรากฏบนร่างของข้าในคืนที่อิซาราทำพันธสัญญา” “คุณจำอะไรได้อีก?” “มีคนอยู่ในห้องนั้นมากกว่าสามคน” เอเรนหันขวับ “เป็นไปไม่ได้” อาเดรียนปรายตามองเขา “นั่นเป็นคำตอบของเจ้ามาตลอดหลายร้อยปีหรือ? สิ่งที่เจ้าจำไม่ได้จึงไม่มีทางเกิดขึ้น?” “ข้าอยู่ที่นั่น ข้ารู้ว่าใครอยู่ในห้อง” “แต่เจ้าก็ยอมรับแล้วว่าความทรงจำของเจ้าอาจไม่ใช่ของเจ้าเอง” เอเรนเงียบงัน โรสลินยกจี้ขึ้นอีกครั้ง เส้นสีดำบนหินขยายออกเล็กน้อย แล้วแสงสีเงินก็ส่องผ่านร่องลึกบนพื้นผิวแท่นหิน คราวนี้ไม่มีเสียงเรียก ไม่มีภาพเลือนรางของอดีต มีเพียงสัญลักษณ์ใหม่ปรากฏขึ้นตรงกลางแท่น ดวงตาสามดวงซ้อนกัน ดวงตาสองดวงถูกขีดฆ่า ส่วนดวงที่สามยังคงเปิดอยู่ ใต้สัญลักษณ์นั้นมีอักษรโบราณเรียงเป็นสามบรรทัด เอเรนอ่านมันออกเสียงช้า ๆ “ผู้เฝ้าประตู... ผู้ครอบครองนาม... และผู้ซึ่งไม่มีวันถูกจดจำ” เซราฟีนขมวดคิ้ว “สามตำแหน่ง?” “ไม่ใช่ตำแหน่ง” เอเรนกล่าว “มันคือพันธสัญญาสามฝ่าย” “แล้วฝ่ายที่สามคือใคร?” โรสลินถาม ชายผมขาวจ้องดวงตาดวงสุดท้าย “ข้าไม่รู้” “คุณไม่รู้ หรือคุณไม่ยอมบอก?” “ข้ารู้เพียงว่าผู้ครอบครองนามคือราชวงศ์จันทรา ส่วนผู้เฝ้าประตูคือพวกเรา แต่ผู้ที่ไม่มีวันถูกจดจำ...” เขาหยุดพูด “ชื่อของคนผู้นั้นถูกลบออกจากทุกบันทึก แม้แต่จากความทรงจำของผู้ทำพันธสัญญา” อาเดรียนขยับเข้าใกล้แท่นหิน “แล้วเหตุใดข้าจึงจำได้ว่ามีคนอยู่ในห้องนั้น?” “เพราะเจ้าถูกผนึกไว้กับประตู” เอเรนตอบ “บางทีคำสาปอาจปกป้องความทรงจำบางส่วนของเจ้าเอาไว้” “หรือบางทีคนที่ลบชื่อผู้นั้นออกไปอาจลบไม่สำเร็จ” เมื่ออาเดรียนพูดจบ แสงบนแท่นหินก็เปลี่ยนเป็นสีแดง ตัวอักษรบรรทัดสุดท้ายค่อย ๆ ปรากฏขึ้น ผู้ที่ไม่มีชื่อเป็นผู้ถือคำสั่งสุดท้าย ทันใดนั้น พื้นวิหารก็สั่นสะเทือน ไม่ใช่แรงสั่นจากประตูบานที่สาม แต่เป็นแรงกระแทกจากบางสิ่งที่เกิดขึ้นไกลออกไปทางทิศตะวันตก เซราฟีนชักดาบออกจากฝักทันที “ฝ่าบาท!” เสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังมาจากทางเดินด้านหลัง ก่อนที่ทหารแวมไพร์คนหนึ่งจะปรากฏตัว เขาคุกเข่าลงกับพื้น หอบหายใจราวกับวิ่งมาโดยไม่หยุดพัก “ฝ่าบาท เรามีเหตุฉุกเฉินจากป้อมชายแดน!” อาเดรียนหันไปหาเขา “รายงาน” “ผู้คนในป้อมเริ่มสูญเสียความทรงจำพ่ะย่ะค่ะ ตอนแรกมีเพียงทหารที่เฝ้าประตู แต่ตอนนี้ลามไปถึงพลเรือน พวกเขาจำชื่อของตัวเองไม่ได้ บางคนจำคู่ชีวิตไม่ได้ บางคนมองลูกของตัวเองแล้วถามว่าเด็กคนนั้นเป็นใคร” โรสลินรู้สึกเหมือนมีน้ำแข็งไหลผ่านกระดูกสันหลัง “มีผู้เสียชีวิตหรือไม่?” “ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต แต่มีคนหายตัวไปจากห้องพักทั้งที่ประตูถูกล็อกจากด้านใน และ...” ทหารกลืนน้ำลาย “ผู้บัญชาการป้อมจำฝ่าบาทไม่ได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ” ความเงียบเข้าปกคลุมวิหาร การสูญเสียความทรงจำไม่ใช่ผลข้างเคียงธรรมดาของเวทมนตร์ สิ่งที่อยู่หลังประตูไม่ได้ต้องการเพียงพลังชีวิตอีกต่อไป มันกำลังลบสิ่งที่ทำให้ผู้คนเป็นตัวของตัวเอง และตอนนี้มันกำลังทำเช่นนั้นกับคนจำนวนมากพร้อมกัน “วาเลเรียน” อาเดรียนกล่าวเสียงต่ำ “ใช่” โรสลินตอบ “เขากำลังใช้เลือดของคุณสร้างทางผ่าน แล้วใช้ความทรงจำของผู้ถูกทดลองขยายผล” นางหันไปมองสัญลักษณ์สามดวงบนแท่น “แต่ฉันคิดว่าเขาไม่ได้ทำทั้งหมดนี้เพียงเพื่อเปิดประตู” เอเรนขมวดคิ้ว “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” “ถ้าเขาต้องการเปิดประตู เขาก็ต้องการพลังจากอีกฝั่ง แต่ตอนนี้สิ่งที่อยู่หลังประตูกำลังลบความทรงจำของคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพิธีเลย” โรสลินชี้ไปยังอักษรบนแท่น “บางทีทางผ่านที่เขาสร้างอาจไม่ได้มีไว้ให้สิ่งนั้นเข้ามาอย่างเดียว แต่อาจมีไว้ให้มันค้นหาบางสิ่งที่ถูกซ่อนอยู่ในโลกนี้ด้วย” สายตาของนางเลื่อนไปยังดวงตาดวงที่สาม “บางสิ่งที่ถูกลบออกจากประวัติศาสตร์” เอเรนไม่ปฏิเสธ และนั่นทำให้โรสลินยิ่งระแวงเขามากขึ้น ระหว่างเดินทางกลับจากวิหาร อาเดรียนแทบไม่ได้พูดอะไร โรสลินเดินเคียงข้างเขา ขณะที่เซราฟีนกับทหารแยกไปเตรียมการติดต่อป้อมชายแดน พวกเขาจำเป็นต้องกลับไปยังปราสาทแบล็กธอร์นโดยเร็วที่สุด เพื่อจัดกำลังช่วยเหลือผู้คนที่กำลังสูญเสียความทรงจำ แต่โรสลินรู้ว่าอาเดรียนกำลังคิดถึงสิ่งอื่น “คุณจำคนที่สี่ในห้องได้หรือยัง?” “ไม่” “แต่คุณจำได้ว่ามีคนอยู่ที่นั่น” “ใช่” “คุณคิดว่าคนคนนั้นเกี่ยวข้องกับคำสาปของคุณหรือเปล่า?” อาเดรียนหยุดเดิน “ข้าคิดว่าคนคนนั้นอาจเป็นเหตุผลที่ข้ายังมีชีวิตอยู่” โรสลินมองเขานิ่ง “อธิบายให้ฉันฟัง” เขาหายใจเข้าช้า ๆ ราวกับทุกคำพูดต้องผ่านการต่อสู้กับความทรงจำที่แตกสลาย “ข้าจำแสงสีขาวได้ จำเสียงของอิซาราได้ และจำได้ว่ามีคนยืนอยู่หลังนาง คนผู้นั้นสวมถุงมือสีเงิน ข้อมือมีตราประจำราชวงศ์จันทรา แต่ไม่ใช่ตราที่ข้าเคยเห็นบนเครื่องแต่งกายของลูนาเรีย” “ตราของราชวงศ์รุ่นก่อน?” “อาจเก่ากว่านั้น” “คุณจำหน้าเขาได้ไหม?” อาเดรียนส่ายหน้า “ข้าพยายามนึกถึงใบหน้านั้น แต่ทุกครั้งที่เข้าใกล้ ความเจ็บปวดจะเกิดขึ้นตรงหัวใจ ราวกับคำสาปไม่ต้องการให้ข้าจำ” โรสลินเอื้อมมือไปหาเขา ก่อนจะหยุดอยู่ห่างจากมือของเขาเพียงเล็กน้อย “ฉันจับมือคุณได้ไหม?” ดวงตาสีแดงของอาเดรียนอ่อนลง “ได้” เมื่อปลายนิ้วของนางแตะมือเขา ความอบอุ่นบางเบาก็ไหลผ่านพันธะเลือด ไม่ใช่การดึงพลัง ไม่ใช่คำสั่ง และไม่ใช่การบังคับให้ความทรงจำเปิดออก มันเป็นเพียงการสัมผัสที่ทั้งสองเลือกด้วยตัวเอง “ฟังฉันนะ” โรสลินกล่าว “คุณไม่จำเป็นต้องจำทุกอย่างในคืนนี้ และคุณไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบต่อทุกสิ่งที่คุณยังไม่เข้าใจเพียงลำพัง” อาเดรียนก้มมองมือที่ประสานกัน “หากคำสาปสิ้นสุดลงแล้วข้าตายจริงล่ะ?” โรสลินรู้ว่าเขาไม่ได้ถามเพื่อให้ปลอบใจ เขาต้องการรู้ว่านางจะทำอย่างไรกับความจริงนั้น “ฉันจะไม่โกหกคุณว่าฉันไม่กลัว” นางตอบ “ฉันกลัว แต่ฉันจะไม่ยอมให้คุณตัดสินใจแทนฉันว่าจะต้องเสียอะไรเพื่อช่วยคุณ และฉันก็จะไม่ตัดสินใจแทนคุณเหมือนกัน” “ถ้าสุดท้ายไม่มีทางช่วยข้าได้?” “เราจะหาคำตอบให้ครบก่อนจะยอมรับว่าไม่มีทาง” เขามองนางอยู่นาน ก่อนยกมืออีกข้างขึ้นแตะข้างแก้มของนางอย่างแผ่วเบา “เจ้าทำให้ข้าต้องเรียนรู้เรื่องที่ข้าไม่เคยคิดว่าจำเป็นต้องเรียนรู้” “เช่นอะไร?” “การยอมรับว่าข้าไม่สามารถควบคุมทุกสิ่งได้” โรสลินยิ้มบาง ๆ “ดีค่ะ อย่างน้อยคุณก็เริ่มเรียนรู้แล้ว” “อย่าเพิ่งได้ใจไป” “สายไปแล้ว ฉันได้ใจไปตั้งนานแล้ว” เสียงหัวเราะเบา ๆ หลุดจากริมฝีปากของเขา เป็นเสียงสั้น ๆ ที่แทบไม่มีใครเคยได้ยินจากราชาแวมไพร์ แต่รอยยิ้มนั้นจางหายเมื่ออาเดรียนรู้สึกถึงความเย็นที่แล่นผ่านพันธะเลือด โรสลินสัมผัสได้เช่นกัน บางสิ่งกำลังแตะต้องความทรงจำของเขา ไม่ใช่การโจมตีโดยตรง แต่เป็นการค้นหาอย่างใจเย็น ราวกับมือที่กำลังไล่เปิดลิ้นชักทีละช่อง นางรีบปล่อยพลังจันทราออกจากฝ่ามือเพื่อสร้างเกราะบาง ๆ รอบพันธะ เสียงหนึ่งดังขึ้นในความคิดของนาง เจ้ากำลังปกป้องคนที่ข้าตามหา โรสลินกัดฟัน “ถ้าอยากได้อะไร ก็พูดกับฉันตรง ๆ อย่ามายุ่งกับความทรงจำของเขา” เจ้าคิดว่าความทรงจำเป็นของผู้ที่จำมันได้หรือ? “อย่างน้อยมันก็ไม่ใช่ของแก” ความเย็นแผ่ขยายไปทั่วทางเดิน ผู้หญิงที่ไม่มีใครจดจำ... ผู้ชายที่ถูกผูกไว้กับประตู... และราชวงศ์ที่ถูกสร้างขึ้นจากคำโกหก เสียงนั้นหัวเราะอย่างไร้เสียง พวกเจ้าทุกคนต่างเป็นสิ่งที่เหลืออยู่จากการลบครั้งแรก แล้วมันก็หายไป โรสลินหายใจแรง ขณะที่อาเดรียนจับมือของนางไว้แน่นขึ้นเล็กน้อย “มันพูดอะไร?” “มันกำลังตามหาคนที่ถูกลบชื่อออกจากประวัติศาสตร์” “คนที่สามในพันธสัญญา” “ใช่ แต่ฉันคิดว่าเราต้องระวังมากกว่านั้น” นางมองเขาอย่างจริงจัง “มันอาจไม่ได้พยายามเข้ามาในโลกเราเพื่อทำลายทุกอย่างอย่างเดียว มันอาจกำลังพยายามทวงบางสิ่งที่เคยเป็นของมันกลับคืนมา” “และวาเลเรียนคิดว่าตัวเองจะควบคุมมันได้” “ซึ่งเขาคิดผิด” “อย่างน้อยก็มีเรื่องหนึ่งที่ข้ากับเจ้าคิดตรงกัน” เมื่อกลับถึงปราสาทแบล็กธอร์น ห้องบัญชาการเต็มไปด้วยเสียงรายงานจากหน่วยลาดตระเวน เอเวอเร็ตต์กำลังตรวจแผนที่เวทมนตร์ที่ฉายอยู่เหนือโต๊ะกลาง จุดสีดำหลายจุดปรากฏขึ้นตามแนวชายแดนแวมไพร์ และเริ่มขยายวงกว้างไปยังหมู่บ้านใกล้เคียง “สถานการณ์แย่กว่าที่คิด” หมอหลวงกล่าวทันทีที่เห็นทั้งคู่ “อาการไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้ที่สัมผัสรอยแยกแล้ว ผู้คนที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบไมล์ก็เริ่มจำชื่อของคนในครอบครัวไม่ได้” “มีวิธีหยุดมันหรือไม่?” อาเดรียนถาม “เราสามารถสร้างเขตคุ้มกันความทรงจำได้ แต่ต้องใช้พลังจำนวนมาก และหากวงเวทขยายออกไปเรื่อย ๆ พลังของเราจะไม่เพียงพอ” โรสลินก้มดูแผนที่ “พลังที่ทำให้ผู้คนสูญเสียความทรงจำมาจากจุดเดียวกันหรือเปล่า?” เอเวอเร็ตต์พยักหน้า “ใช่ แต่ไม่ใช่ตำแหน่งทางกายภาพที่แน่นอน มันเหมือนสัญญาณที่เดินทางผ่านสายเลือดและความทรงจำที่ถูกเชื่อมต่อกัน” “เลือดของอาเดรียนเป็นทางผ่าน ส่วนความทรงจำของผู้ถูกทดลองเป็นตัวขยายสัญญาณ” “ถูกต้อง” โรสลินนิ่งคิด ก่อนเลื่อนนิ้วไปตามจุดสีดำบนแผนที่ “ถ้าเราไม่สามารถปิดทุกจุดพร้อมกันได้ เราต้องตัดต้นทางของสัญญาณ” เอเวอเร็ตต์ถอนหายใจ “ต้นทางอาจอยู่ในรอยแยกที่วาเลเรียนสร้าง แต่เราไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหน” “เราไม่จำเป็นต้องรู้ตำแหน่งของรอยแยกทั้งหมด” นางกล่าว “เราต้องรู้ว่ามันใช้สิ่งใดเป็นหลักยึด” อาเดรียนเข้าใจความหมายของนางก่อนคนอื่น “เลือดของข้า” “ใช่ แต่ไม่ใช่แค่เลือด” โรสลินหันไปหาเขา “มันใช้คำสาปของคุณเป็นสะพาน เพราะคำสาปเชื่อมคุณกับประตูบานที่สามมาตั้งแต่แรก หากเราสามารถแยกสัญญาณออกจากคำสาปได้ชั่วคราว เราอาจทำให้รอยแยกทั้งหมดสูญเสียการเชื่อมต่อ” เอเวอเร็ตต์ขมวดคิ้ว “การแยกเช่นนั้นอันตรายมาก หากผนึกที่อิซาราสร้างไว้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตฝ่าบาท การรบกวนมันอาจทำให้คำสาปตอบสนองอย่างรุนแรง” “ฉันไม่ได้จะทำลายผนึก” โรสลินตอบ “ฉันจะตัดเฉพาะการเชื่อมต่อที่สิ่งนั้นใช้ โดยรักษาพันธะเลือดของเราไว้” อาเดรียนมองนาง “เจ้ามั่นใจหรือ?” “ไม่เต็มร้อยค่ะ แต่เรามีโอกาสมากกว่าการนั่งรอให้คนทั้งอาณาจักรลืมว่าตัวเองเป็นใคร” เซราฟีนเข้ามารายงานจากด้านข้าง “ข้าสามารถนำกำลังไปช่วยผู้คนที่ชายแดนได้ แต่หากวาเลเรียนใช้สถานการณ์นี้ล่อเราออกจากปราสาท เราอาจเปิดช่องให้เขาโจมตีที่นี่” “เขาต้องการให้เราแยกกัน” อาเดรียนกล่าว “โรสลินมีพลังจันทรา ข้ามีสายเลือดที่ใช้สร้างทางผ่าน หากเราอยู่ห่างกัน เขาจะโจมตีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพื่อบีบให้อีกฝ่ายทำตาม” “ถ้าอย่างนั้นเราจะไม่เล่นตามแผนเขา” โรสลินกล่าว “เซราฟีน นำหน่วยคุ้มกันไปช่วยประชาชน เอเวอเร็ตต์สร้างเขตป้องกันความทรงจำในปราสาท ส่วนฉันกับอาเดรียนจะหาวิธีตัดสัญญาณจากต้นทาง” เซราฟีนรับคำสั่งโดยไม่ลังเล เอเวอเร็ตต์กลับไม่ได้ขยับตัวในทันที เขามองโรสลินด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด “ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง” “อะไรคะ?” “ผู้ป่วยรายแรกที่เราพบในป้อมชายแดนเริ่มฟื้นแล้ว เขาจำชื่อของตัวเองได้ แต่เขายืนยันว่าก่อนหมดสติ มีคนคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเขา” “วาเลเรียน?” “ไม่ใช่” เอเวอเร็ตต์ส่ายหน้า “เขาบอกว่าชายคนนั้นมีผมสีขาว สวมถุงมือสีเงิน และเรียกตัวเองด้วยชื่อที่ไม่มีใครเคยได้ยิน” อาเดรียนยืนนิ่ง มือที่วางอยู่ข้างลำตัวกำแน่นขึ้นอย่างไม่รู้ตัว โรสลินหันไปมองเขา “คุณจำอะไรได้หรือเปล่า?” อาเดรียนไม่ตอบในทันที ภาพหนึ่งแล่นผ่านความคิดของเขาอย่างรวดเร็ว ห้องพิธีกรรมที่ถูกปกคลุมด้วยเปลวไฟสีขาว อิซาราคุกเข่าอยู่ข้างร่างของเขา มือทั้งสองเปื้อนเลือด ขณะที่ชายสวมถุงมือสีเงินยืนอยู่ด้านหลัง ชายคนนั้นไม่ได้มองอิซารา เขามองอาเดรียน แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นว่า หากเจ้าต้องการมีชีวิตอยู่ จงยอมให้ทุกคนลืมว่าเจ้าเคยมีตัวตน ภาพดับวูบ อาเดรียนเซไปเล็กน้อย โรสลินรีบประคองแขนเขาไว้ “อาเดรียน!” เขาหลับตา หายใจหนักกว่าปกติ แต่ครั้งนี้ไม่ได้ปิดบังนาง “ข้าจำเสียงเขาได้” “เขาเป็นใคร?” อาเดรียนลืมตาขึ้นช้า ๆ “ข้าไม่รู้ แต่เขาเป็นคนเดียวกับที่อยู่ในห้องพิธีกรรมคืนนั้น” เอเวอเร็ตต์หน้าซีดลง “แล้วชายคนนั้นพูดชื่ออะไร?” อาเดรียนหันไปมองแผนที่เวทมนตร์ จุดสีดำบนแผนที่เริ่มเคลื่อนตัวเข้าหากัน ก่อนจะรวมเป็นสัญลักษณ์ดวงตาสามดวงซ้อนกัน จากนั้นทุกจุดก็ดับลงพร้อมกัน ชั่วขณะหนึ่ง ห้องบัญชาการเงียบสนิท แล้วเสียงระฆังเตือนภัยก็ดังขึ้นทั่วปราสาท ทหารคนหนึ่งวิ่งเข้ามาอย่างตื่นตระหนก “ฝ่าบาท! มีผู้บุกรุกอยู่ในห้องเก็บบันทึกหลวง!” เซราฟีนชักดาบทันที “จับตัวได้หรือไม่?” “ไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ เขาไม่ทำร้ายใคร แต่ทุกคนที่เห็นหน้าเขากลับจำไม่ได้ว่าเคยพบเขามาก่อน และเมื่อพวกเราเข้าไปถึงห้องเก็บบันทึก...” ทหารกลืนน้ำลาย “ชื่อของราชวงศ์จันทราทุกชื่อหายไปจากบันทึกทั้งหมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ” โรสลินรู้สึกถึงจี้ที่เริ่มร้อนขึ้นบนหน้าอก ไม่ใช่ความร้อนจากพลังจันทรา แต่มาจากบางสิ่งที่กำลังพยายามเขียนทับความทรงจำของโลก นางมองอาเดรียน ก่อนเอ่ยถามด้วยเสียงที่เบาจนเกือบเป็นกระซิบ “ชายคนนั้นชื่ออะไร?” อาเดรียนจ้องสัญลักษณ์ดวงตาสามดวงบนแผนที่ ริมฝีปากของเขาขยับอย่างยากลำบาก ราวกับชื่อที่กำลังจะเอ่ยออกมาถูกบางสิ่งกดทับไว้จากภายใน “เซเวอริน...” ทันทีที่ชื่อนั้นหลุดออกมา ไฟทุกดวงในห้องบัญชาการก็ดับลง และเสียงของชายคนหนึ่งก็ดังขึ้นจากลำโพงเวทมนตร์ที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับผู้ใด “ในที่สุด เจ้าก็จำข้าได้เสียที อาเดรียน” เสียงนั้นเต็มไปด้วยความเย็นชาและความพึงพอใจ “ข้ารอเวลานี้มานานกว่าที่เจ้าจะจินตนาการได้” โรสลินยกมือขึ้นสร้างแสงจันทรา ขณะที่อาเดรียนก้าวมายืนข้างนาง เสียงหัวเราะแผ่วเบาดังขึ้นอีกครั้ง “และทายาทคนสุดท้ายแห่งราชวงศ์จันทรา... หากเจ้าอยากรู้ว่าใครเป็นคนสั่งให้มารดาของเจ้าตาย จงมาที่ห้องเก็บบันทึกเพียงลำพัง” เสียงนั้นเงียบไปชั่วครู่ ก่อนกล่าวประโยคสุดท้าย “เพราะคนที่เจ้ากำลังตามหา ไม่เคยจากไปไหนเลย” แสงสีดำวาบขึ้นบนแผนที่ แล้วชื่อของอาเดรียน วาลมอร์ก็หายไปจากแผนที่เวทมนตร์เช่นกัน เหลือเพียงชื่อเดียวที่ยังส่องสว่างอยู่ท่ามกลางความมืด โรสลิน วินเทอร์“คนที่สั่งให้ราชวงศ์จันทราล่มสลาย... ไม่ใช่เอเรนเพียงคนเดียว” เสียงของอิซาราดับลง ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่หนักอึ้งอยู่กลางวิหาร โรสลินก้มมองจี้พระจันทร์เสี้ยวในมือ เส้นสีดำบนผิวหินขยับช้า ๆ ราวกับเส้นเลือดที่กำลังเต้น ก่อนจะหยุดนิ่งตรงสัญลักษณ์รูปดวงตาซึ่งปรากฏขึ้นในวงกลมไม่สมบูรณ์ เธอเงยหน้ามองชายผมขาวที่ยืนอยู่ตรงข้าม “คุณบอกว่าคุณเป็นคนสั่งปิดผนึกเมืองหลวง” “ใช่” “และคุณรู้ว่าการตัดสินใจนั้นจะทำให้ผู้คนจำนวนมากตาย” เอเรนไม่หลบสายตา “ข้ารู้” “แต่คุณไม่ได้บอกว่าคุณเป็นคนสั่งให้ราชวงศ์จันทราล่มสลาย” “เพราะสองสิ่งนั้นไม่เหมือนกัน” “สำหรับคนที่ตายอยู่ข้างใน พวกมันอาจไม่ต่างกันเลย” คำพูดของโรสลินทำให้เซราฟีนขยับมือเข้าใกล้ด้ามดาบ นางไม่ได้ชักมันออกมา แต่พร้อมรับมือหากชายผมขาวคิดจะใช้พลังบางอย่าง อาเดรียนยืนอยู่ข้างโรสลิน ใบหน้าของเขายังคงเย็นชา ทว่าดวงตาสีแดงเข้มกลับมีประกายผิดปกติ เขากำลังพยายามนึกถึงบางสิ่งที่อยู่ลึกลงไปในความทรงจำ “เจ้ารู้ว่าใครเป็นคนที่สองหรือไม่” ราชาแวมไพร์ถาม เอเรนหลับตาลงชั่วครู่ “ข้าเคยคิดว่ารู้” “แต่ตอนนี้ไม่แน่ใจ?” “ตอนนี้ข้าไม่แน่ใจแม้กระทั่ง
เสียงเรียกจากหลังประตูทำให้ทั้งวิหารสั่นสะเทือน “ผู้เฝ้าประตูคนสุดท้าย... ในที่สุดเจ้าก็กลับมา” อาเดรียนยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นหิน มือข้างหนึ่งกดลงบนหน้าอก ขณะที่เส้นสีเงินค่อย ๆ แผ่กระจายใต้ผิวหนังของเขา ราวกับมีบางสิ่งกำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนาน โรสลินประคองไหล่เขาไว้แน่น “อาเดรียน มองข้า อย่าฟังเสียงนั้น” เขาพยายามเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีแดงสลับกับสีเงินอย่างควบคุมไม่ได้ “ข้าได้ยินมันมาตลอดชีวิต” เขากระซิบ “แต่ไม่เคยรู้ว่ามันเป็นเสียงของใคร” “ตอนนี้ท่านรู้แล้วหรือ” “ไม่ทั้งหมด” คำตอบนั้นทำให้โรสลินรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด อย่างน้อยเขาก็ยังไม่ยอมเชื่อทุกสิ่งที่เห็นเพียงเพราะมันดูเหมือนความทรงจำของตัวเอง เธอจับมือเขาไว้ “เช่นนั้นเราจะหาคำตอบด้วยกัน” อาเดรียนบีบมือเธอตอบ ก่อนค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน แม้ความเจ็บปวดจะยังทำให้สีหน้าเขาซีดลงก็ตาม อีกด้านหนึ่ง เอเรนยืนขวางอยู่ระหว่างพวกเขากับประตูบานที่สาม ใบหน้าของชายผมขาวเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แววตาสีเงินที่เคยสงบนิ่งเต็มไปด้วยความระมัดระวัง “ทุกคนถอยออกจากประตู” เขาสั่ง เซราฟีนชักดาบออกมา “ท่านไม่มีสิทธิ์สั่งพวกเรา” “หากเจ้า
เสียงแตกร้าวจากประตูบานที่สามดังขึ้นพร้อมกับความเงียบงันที่แผ่ปกคลุมวิหารใต้ดิน ชายผมขาวยืนมองรอยแยกบนแท่นหินโดยไม่ขยับเขยื้อน แสงสีเงินในดวงตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาเย็นชาเช่นเดิม เขารู้ดีว่ารอยร้าวนั้นหมายถึงอะไร มันไม่ใช่สัญญาณว่าผนึกกำลังอ่อนแอลงตามกาลเวลา แต่เป็นผลจากการที่ผู้ถือครองนามส่วนแรกเริ่มเข้าใกล้ความจริง โรสลิน วินเทอร์ กำลังเดินตามเส้นทางที่ถูกปิดตายมานานกว่าพันปี และอาเดรียนกำลังจะกลับไปยังสถานที่ซึ่งความตายครั้งแรกของเขาได้เปลี่ยนชะตาของโลกทั้งสองไปตลอดกาล “เจ้าควรหยุดพวกเขา” เสียงจากความมืดกล่าว ชายผมขาวส่ายหน้า “ข้าหยุดพวกเขามานานพอแล้ว” “หากพวกเขาเปิดเผยนามของเจ้า ทุกสิ่งที่เจ้าพยายามรักษาไว้อาจพังทลาย” “หากความจริงทำให้สิ่งที่สร้างขึ้นจากคำโกหกพังทลาย มันก็สมควรพัง” เขาหันหลังให้ประตูบานที่สาม ก่อนเดินลึกเข้าไปในทางเดินมืด “เตรียมตัวให้พร้อม เมื่อพวกเขามาถึงวิหารแห่งแรก ข้าจะไม่ซ่อนตัวอีกต่อไป” สามวันหลังจากได้รับแหวนเงิน โรสลินกับอาเดรียนออกเดินทางไปยังวิหารแห่งแรก โดยมีเซราฟีนและองครักษ์แวมไพร์จำนวนหนึ่งติดตามไปด้วย สถานที่แห่งนั้นตั้งอ
โรสลินไม่เคยเห็นอาเดรียนเงียบงันได้นานขนาดนี้มาก่อนหลังจากจี้หินสีขาวเปล่งแสงและเผยคำว่า ผู้พิทักษ์แห่งนามแรก เขาก็แทบไม่พูดอะไรอีก ชายผู้เคยเผชิญหน้ากับศัตรูนับพันโดยไม่กะพริบตากลับนั่งนิ่งอยู่ข้างหน้าต่าง ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าความตายโรสลินไม่ได้เร่งรัดให้เขาตอบคำถามเธอรู้ดีว่าบางครั้งความเงียบไม่ได้หมายถึงการปิดบัง แต่อาจหมายถึงการพยายามทำความเข้าใจกับความจริงที่ไม่เคยมีใครเตรียมใจรับมือกระนั้น เธอก็ไม่คิดจะปล่อยให้เรื่องนี้ถูกฝังไว้ใต้ความเงียบตลอดไป“ท่านจำอะไรได้บ้าง”อาเดรียนหันมามองเธอ“ไม่มากพอจะเรียกว่าความทรงจำ”“แต่ก็ไม่ใช่ไม่รู้อะไรเลย”เขาถอนหายใจเบา ๆ ก่อนยื่นมือมาแตะจี้ที่อยู่บนลำคอของเธอ ทว่าคราวนี้เขาไม่ได้สัมผัสมันโดยตรง เพียงหยุดนิ้วไว้ห่างจากผิวหินเล็กน้อย“ตอนข้ายังเด็ก ข้ามักฝันถึงสถานที่แห่งหนึ่ง เป็นห้องสีขาวที่ไม่มีประตู ไม่มีหน้าต่าง และไม่มีเงา ในห้องนั้นมีเสียงผู้หญิงเรียกชื่อข้า”“นางเรียกชื่ออาเดรียนหรือ”“ไม่ใช่”คำตอบนั้นทำให้โรสลินขมวดคิ้ว“แล้วนางเรียกท่านว่าอะไร”อาเดรียนหลุบตาลง“ข้าจำไม่ได้ แต่ทุกครั้งที่ตื่นขึ้น ข้าจะรู
เสียงนั้นยังคงก้องอยู่ในความทรงจำของโรสลิน แม้เธอกับอาเดรียนจะเดินออกมาจากถ้ำแล้วก็ตาม “จงรีบกลับมา ก่อนที่เจ้าจะได้รู้ว่าใครเป็นคนสร้างราชวงศ์จันทราขึ้นมา... และใครเป็นคนสั่งให้มันล่มสลาย” คำพูดนั้นไม่เหมือนคำข่มขู่ และไม่เหมือนคำเชื้อเชิญจากความว่างเปล่าที่พยายามล่อลวงเธอมาตลอดหลายวัน มันฟังคล้ายคำเตือนจากใครบางคนที่รอคอยมานานแสนนาน โรสลินหยุดยืนตรงปากถ้ำ ลมหนาวพัดผ่านเส้นผมของเธอ ขณะที่จี้หินสีขาวบนลำคอเย็นจัดจนแทบเหมือนน้ำแข็ง สัญลักษณ์รูปดวงตาที่ปรากฏอยู่บนผิวหินค่อย ๆ เลือนหาย เหลือเพียงรอยเส้นสีเงินจาง ๆ “เจ้าคิดว่าเสียงนั้นเป็นใคร” เธอถาม อาเดรียนยืนอยู่ข้างกาย ดวงตาสีแดงจับจ้องความมืดภายในถ้ำ “ข้ายังไม่รู้” “ปกติท่านจะมีคำตอบที่น่าหงุดหงิดกว่านี้ อย่างน้อยก็ต้องบอกว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุม” “ข้าไม่เคยบอกว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุม” “ท่านเคยพูดว่าไม่มีสิ่งใดหลุดรอดสายตาของราชาแวมไพร์” “นั่นเป็นคำกล่าวที่ใช้ข่มขู่ขุนนางโง่เขลา ไม่ใช่คำสารภาพต่อหญิงที่รู้จักข้าดีกว่าคนเหล่านั้น” โรสลินเหลือบมองเขา “ท่านกำลังยอมรับว่าข้ารู้จักท่านดีหรือ” “อย่าทำให้ข้าต้องเสียใจที่พูดค
โรสลินไม่เคยเห็นอาเดรียนมีสีหน้าเช่นนั้นมาก่อน ทันทีที่สัญลักษณ์สีดำปรากฏขึ้นภายในจี้หินสีขาว แววตาของราชาแวมไพร์ก็เปลี่ยนไป ความเย็นชาที่เขาใช้เผชิญหน้ากับศัตรูมาตลอดถูกแทนที่ด้วยความตื่นตระหนกซึ่งเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา แต่โรสลินมองเห็นมันชัดเจน เขาจำสัญลักษณ์นั้นได้ “ท่านรู้จักมัน” เธอเอ่ย อาเดรียนไม่ได้ตอบในทันที เขายื่นมือมาใกล้จี้ แต่หยุดก่อนแตะต้องมัน ราวกับกำลังระวังไม่ให้บางสิ่งตอบสนองต่อพลังของเขา “ข้าเคยเห็นมันครั้งหนึ่ง” “เมื่อไร?” “คืนที่ราชวงศ์จันทราล่มสลาย” คำตอบทำให้โรสลินรู้สึกเหมือนอากาศในห้องเย็นลง เธอก้มมองจี้บนลำคอ สัญลักษณ์สีดำมีลักษณะคล้ายดวงตาซ้อนอยู่ภายในวงกลมที่ไม่สมบูรณ์ เส้นบาง ๆ แผ่ออกจากจุดศูนย์กลางราวกับรากไม้ที่กำลังแทรกตัวผ่านหิน “ท่านเคยบอกข้าว่าในคืนนั้น ราชินีลูนาเรียพยายามปิดผนึกประตูรัตติกาลนิรันดร์” “นางทำเช่นนั้นจริง” “แล้วสัญลักษณ์นี้เกี่ยวข้องกับอะไร?” อาเดรียนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนั่งลงตรงขอบเตียง “ในคืนที่พิธีกรรมของวาเลเรียนผิดพลาด ข้าเห็นสัญลักษณ์นี้บนประตูอีกบานหนึ่ง ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปใต้ห้องประกอบพิธี ข้าไม่เคยเห็นมันในตำรา







