INICIAR SESIÓNเธอถูกคู่แท้ปฏิเสธและขับไล่ให้ไปตาย… แต่กลับกลายเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ราชาแวมไพร์ยอมเดิมพันด้วยทั้งชีวิต! โรสลิน โอเมก้าผู้ต่ำต้อย ถูกคัลเลน คู่แท้ของเธอทอดทิ้งอย่างเลือดเย็นเพื่อแต่งงานกับหญิงสาวผู้มอบอำนาจให้เขา เมื่อถูกขับไล่เข้าสู่ป่าต้องห้าม เธอคิดว่าความตายคงเป็นจุดจบของชีวิตอันแสนอัปยศ ทว่าโชคชะตากลับพาเธอไปพบกับ อาเดรียน ราชาแวมไพร์ผู้โหดเหี้ยมและอันตราย ชายผู้เสนอช่วยชีวิตเธอ แลกกับพันธะเลือดที่ผูกเธอไว้กับเขาอย่างไม่อาจหลีกหนี จากหญิงสาวที่ถูกเหยียบย่ำ โรสลินค่อย ๆ ตื่นขึ้นพร้อมพลังลึกลับที่อาจสั่นคลอนทั้งสองเผ่าพันธุ์ และเมื่อเธอกลับมาอีกครั้ง อดีตคู่แท้ที่เคยปฏิเสธเธอกลับต้องการทวงเธอคืน ขณะที่ราชาแวมไพร์ผู้ไม่เคยหวั่นเกรงสิ่งใดกลับคลั่งรักจนพร้อมทำลายทุกคนที่กล้าแตะต้องเธอ! แต่เมื่อพันธะเลือดเริ่มต้นด้วยผลประโยชน์… หัวใจของราชาผู้ไร้ความรักจะกลายเป็นกรงขัง หรือเป็นรักนิรันดร์ที่เธอเลือกด้วยตัวเอง?
Ver másเสียงระฆังเงินดังก้องไปทั่วหุบเขามูนฟอลล์ ขณะที่พระจันทร์เต็มดวงลอยเด่นเหนือยอดไม้ แสงสีเงินสาดลงบนลานพิธีซึ่งประดับประดาด้วยดอกกุหลาบขาวและคบเพลิงนับร้อย
คืนนี้คือคืนที่หมาป่าหนุ่มสาวผู้มีอายุครบยี่สิบปีจะได้พบกับคู่แท้ตามโชคชะตา สำหรับมนุษย์หมาป่าทุกคน นี่คือค่ำคืนศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในชีวิต และสำหรับโรสลิน วินเทอร์… มันคือความหวังเพียงหนึ่งเดียวที่เธอมีมาตลอดยี่สิบปี “โรสลิน! มัวยืนเหม่ออะไรอยู่ตรงนั้น รีบเอาไวน์ไปเติมที่โต๊ะของพวกอัลฟ่าเสียสิ!” เสียงแหลมของหญิงวัยกลางคนดังขึ้นจากด้านหลัง โรสลินสะดุ้ง ก่อนรีบก้มศีรษะรับคำ เธอประคองถาดเงินที่บรรจุแก้วไวน์แดงเอาไว้เต็มถาด แล้วเดินผ่านกลุ่มสมาชิกฝูงที่กำลังหัวเราะพูดคุยกันอย่างมีความสุข ชุดกระโปรงสีเทาซีดที่เธอสวมเป็นชุดเก่าซึ่งผ่านการซักมานับครั้งไม่ถ้วน ชายกระโปรงมีรอยปะเล็ก ๆ ส่วนรองเท้าก็เป็นของมือสองที่ได้รับมาจากสาวใช้คนหนึ่ง ในงานที่ทุกคนแต่งกายด้วยผ้าไหมราคาแพงและเครื่องประดับระยิบระยับ เธอจึงดูไม่ต่างจากเงาที่ไม่มีใครอยากมองเห็น “นั่นน่ะหรือ โอเมก้าที่จะเข้าพิธีคืนนี้?” “ได้ข่าวว่าไม่มีพ่อแม่คอยดูแลด้วยนี่นา” “น่าสงสารจริง ๆ ใครจะอยากได้โอเมก้าต่ำต้อยแบบนั้นเป็นคู่แท้กัน” เสียงซุบซิบดังตามหลังมาเป็นระยะ โรสลินได้ยินทุกคำ แต่เธอเลือกที่จะทำเป็นไม่ได้ยิน เธอเรียนรู้ตั้งแต่เด็กแล้วว่า หากตอบโต้คนเหล่านี้ สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงงานที่หนักกว่าเดิม อาหารที่น้อยลง และค่ำคืนอันหนาวเหน็บในห้องเก็บของหลังคฤหาสน์ ดังนั้นเธอจึงก้มหน้าทำงานต่อไป อย่างน้อยคืนนี้ก็ยังมีเรื่องหนึ่งที่พวกเขาไม่อาจตัดสินแทนเธอได้ คู่แท้ ไม่ว่าชาติกำเนิดจะต่ำต้อยเพียงใด โชคชะตาก็ไม่เคยแบ่งแยกชนชั้นของคู่แท้ นั่นคือสิ่งที่มารดาเคยบอกเธอก่อนจากไป เมื่อถึงวันที่พระจันทร์เรียกหาเจ้า ลูกจะได้พบคนที่มองเห็นคุณค่าของลูก แม้คนทั้งโลกจะมองไม่เห็นก็ตาม โรสลินกำสร้อยเงินเส้นเล็กที่ซ่อนอยู่ใต้คอเสื้อ มันเป็นของเพียงชิ้นเดียวที่มารดาทิ้งไว้ให้เธอ “ท่านแม่คะ…” เธอพึมพำเบา ๆ พลางเงยหน้ามองพระจันทร์ “คืนนี้ลูกจะได้พบเขาจริง ๆ ใช่ไหม” หัวใจดวงน้อยเต้นแรงด้วยความหวัง เธอไม่ต้องการตำแหน่งลูน่าผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ต้องการคฤหาสน์หรือเครื่องประดับราคาแพง และไม่เคยฝันว่าจะได้เป็นภรรยาของอัลฟ่าผู้ทรงอำนาจ เธอเพียงต้องการใครสักคนที่ไม่รังเกียจการมีอยู่ของเธอ ใครสักคนที่ไม่มองเธอเป็นภาระ ใครสักคนที่เมื่อเธอร้องไห้ จะไม่หัวเราะเยาะอยู่ข้าง ๆ แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว “เริ่มพิธีได้!” เสียงประกาศของผู้อาวุโสดังขึ้น เสียงพูดคุยทั่วลานเงียบลงทันที โรสลินวางถาดเงินไว้บนโต๊ะ ก่อนรีบเดินไปเข้าแถวร่วมกับหมาป่าหนุ่มสาวคนอื่น ๆ ที่กำลังรอพิธีเรียกหาคู่แท้ เธอยืนอยู่ท้ายแถวตามที่เคยชิน เบื้องหน้าเป็นหญิงสาวจากตระกูลใหญ่ สวมชุดสีขาวงดงามและเครื่องประดับเงินแท้ ขณะที่เธอมีเพียงชุดเก่ากับหัวใจที่เต็มไปด้วยความหวัง ทว่าในวินาทีที่ผู้อาวุโสเริ่มร่ายมนตร์บางอย่าง กลิ่นหอมประหลาดกลับลอยผ่านปลายจมูก มันคล้ายกลิ่นดินหลังฝนตก ผสมกับกลิ่นไม้สนและควันไฟ กลิ่นที่เธอไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน หัวใจของโรสลินกระตุกอย่างรุนแรง เขาอยู่ที่นี่ เสียงหนึ่งดังขึ้นในหัว เป็นเสียงของหมาป่าที่หลับใหลอยู่ในตัวเธอมาตลอดยี่สิบปี คู่แท้ของเรา… เขาอยู่ที่นี่! ดวงตาของโรสลินเบิกกว้าง เธอหันมองไปรอบลานอย่างตื่นเต้น ก่อนสายตาจะหยุดอยู่ที่ชายหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งยืนอยู่บนแท่นหินด้านหน้า คัลเลน แบล็กวูด อัลฟ่าหนุ่มผู้เป็นความภาคภูมิใจของฝูงมูนฟอลล์ เขามีเส้นผมสีน้ำตาลเข้ม ดวงตาสีอำพันคมกริบ และรูปร่างสูงสง่าที่ทำให้ใครต่อใครต้องเหลียวมอง เครื่องแบบสีดำปักตราหมาป่าสีเงินขับให้เขาดูสูงศักดิ์ยิ่งกว่าใครในงาน โรสลินรู้จักเขามาตั้งแต่เด็ก เธอเคยเห็นเขาช่วยลูกหมาป่าที่หลงทาง เคยเห็นเขาฝึกดาบจนเหงื่อท่วมตัว และเคยแอบมองเขาจากระยะไกลในวันที่เขาได้รับคำชมจากอัลฟ่าผู้เป็นบิดา เธอไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมีสิทธิ์ยืนเคียงข้างชายเช่นเขา แต่ตอนนี้… กลิ่นหอมของป่าสนชัดเจนขึ้นทุกขณะ หมาป่าในตัวเธอส่งเสียงร้องด้วยความยินดี คัลเลน… เขาคือคู่แท้ของเรา! น้ำตาแห่งความสุขเอ่อคลอในดวงตาของโรสลิน เธอยกมือขึ้นปิดปาก พยายามกลั้นเสียงสะอื้นที่กำลังจะหลุดออกมา ตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา เธอเคยถูกเรียกว่าเด็กกำพร้า โอเมก้าขยะ และตัวถ่วงของฝูง แต่คืนนี้โชคชะตาได้มอบคำตอบให้เธอแล้ว เธอไม่ได้ไร้ค่า อย่างน้อยก็สำหรับใครบางคน “คัลเลน แบล็กวูด!” ผู้อาวุโสประกาศเสียงดัง “จงก้าวออกมาเพื่อรับรู้พันธะของเจ้า!” คัลเลนเดินออกมาข้างหน้าอย่างสง่างาม เขายื่นมือให้ผู้อาวุโส ขณะดวงตาสีอำพันกวาดมองผู้เข้าร่วมพิธีอย่างไม่แสดงความรู้สึก “จงตามหาคู่แท้ของเจ้า” ผู้อาวุโสกล่าว ทันใดนั้น กลิ่นของป่าสนก็ระเบิดขึ้นในอากาศ ดวงตาของคัลเลนเปลี่ยนเป็นสีทอง กล้ามเนื้อบนใบหน้าเขาเกร็งขึ้นเล็กน้อย ราวกับสัญชาตญาณบางอย่างกำลังตื่นตัว โรสลินแทบหยุดหายใจ เธอก้าวออกจากแถวโดยไม่รู้ตัว “คัลเลน…” เสียงเรียกแผ่วเบาของเธอแทบถูกกลืนหายไปกับสายลม แต่เขาได้ยิน ดวงตาสีอำพันหันมาสบกับเธอ ชั่วขณะหนึ่ง โลกทั้งใบของโรสลินเงียบงัน มีเพียงเขาและเธอ แสงจันทร์สีเงินส่องลงบนพื้นหิน ขณะที่กลิ่นของคู่แท้ห่อหุ้มร่างทั้งสอง เสียงกระซิบดังขึ้นจากผู้เข้าร่วมพิธี “เป็นไปไม่ได้…” “คัลเลนกับโอเมก้าคนนั้นหรือ?” “โชคชะตาคงผิดพลาดไปแล้วกระมัง” โรสลินไม่ได้สนใจเสียงเหล่านั้น เธอมองชายหนุ่มตรงหน้า รอให้เขาพูดสิ่งที่เธอฝันถึงมาตลอดชีวิต คัลเลนก้าวลงจากแท่น เขาเดินมาหยุดตรงหน้าเธอ ระยะห่างระหว่างทั้งคู่เหลือเพียงไม่กี่ก้าว “โรสลิน วินเทอร์” เขาเอ่ยชื่อเธอด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เธอพยักหน้าอย่างตื่นเต้น “ค่ะ… คัลเลน ฉัน…” “เจ้าเองสินะ” เธอยิ้มออกมาทั้งน้ำตา “ฉันก็รู้สึกเหมือนกันค่ะ ฉันคิดว่า—” “เงียบ” คำสั้น ๆ ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอชะงัก คัลเลนมองเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า สายตาที่ใช้มองเธอไม่ได้เต็มไปด้วยความยินดีหรือความประหลาดใจ มันเต็มไปด้วยความรังเกียจ “ข้าขอปฏิเสธพันธะนี้” ทั้งลานพิธีตกอยู่ในความเงียบ โรสลินนิ่งงัน ราวกับสมองของเธอไม่สามารถทำความเข้าใจถ้อยคำเหล่านั้นได้ “อะไรนะคะ…?” คัลเลนไม่แม้แต่จะขยับสีหน้า “ข้า คัลเลน แบล็กวูด ขอปฏิเสธโรสลิน วินเทอร์ ในฐานะคู่แท้ตามโชคชะตา” เสียงของเขาดังก้องไปทั่วลาน “ข้าจะไม่รับโอเมก้าต่ำต้อยมาเป็นลูน่าของข้า” เพล้ง! แก้วไวน์ที่ใครบางคนถืออยู่หล่นกระแทกพื้น เสียงหัวเราะเริ่มดังขึ้นจากฝูงชน โรสลินรู้สึกเหมือนพื้นใต้เท้าพังทลายลง “ไม่… ไม่จริง…” เธอส่ายหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ “คัลเลน คุณอาจจะยังสับสนก็ได้ค่ะ เราเพิ่งพบกัน ฉันเข้าใจว่าคุณอาจต้องใช้เวลา แต่ฉัน…” “ข้าไม่ได้สับสน” เขาตัดบทอย่างเย็นชา “ข้ารู้ดีว่าตัวเองกำลังทำอะไร” “แต่พันธะของเรา…” “พันธะไม่ได้ทำให้เจ้ามีสิทธิ์เรียกร้องอะไรจากข้า” น้ำเสียงของคัลเลนเย็นเยียบ “จำเอาไว้ โรสลิน โชคชะตาอาจกำหนดว่าเจ้าเป็นคู่แท้ของข้า แต่มันไม่ได้หมายความว่าข้าต้องการเจ้า” ประโยคนั้นแทงทะลุหัวใจของเธออย่างรุนแรง โรสลินยกมือกุมหน้าอก ความเจ็บปวดแล่นผ่านร่างราวกับมีใครใช้กรงเล็บฉีกหัวใจออกเป็นชิ้น ๆ ลมหายใจของเธอขาดห้วง ขาทั้งสองสั่นจนแทบยืนไม่อยู่ เธอได้ยินเสียงหมาป่าของตัวเองร้องโหยหวนอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ เขาปฏิเสธเรา… คู่แท้ของเราปฏิเสธเรา… “ทำไมคะ?” โรสลินเงยหน้าขึ้นมองเขา น้ำตาไหลอาบแก้ม “ฉันทำอะไรผิดหรือคะ?” คัลเลนไม่ตอบในทันที ก่อนจะมีเสียงรองเท้าส้นสูงดังขึ้นจากด้านหลังเขา หญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามาในลานพิธีด้วยชุดสีเงินระยิบระยับ เส้นผมสีดำสนิทถูกเกล้าอย่างประณีต เครื่องประดับเพชรสะท้อนแสงไฟทุกครั้งที่เธอขยับตัว เซเลสเทีย เวลเครสต์ บุตรสาวของอัลฟ่าฝูงซิลเวอร์เครสต์ หญิงสาวที่ทุกคนรู้ว่าเป็นผู้หญิงซึ่งคัลเลนกำลังจะแต่งงานด้วย เซเลสเทียคล้องแขนชายหนุ่มอย่างสนิทสนม ก่อนมองโรสลินด้วยรอยยิ้มบางเบา “อย่าทำหน้าเช่นนั้นสิคะ คุณโรสลิน” เธอเอ่ยเสียงหวาน “ท่านคัลเลนมีอนาคตที่ต้องรับผิดชอบ การแต่งงานของเราจะช่วยรวมอำนาจของสองฝูงเข้าด้วยกัน เขาไม่อาจทำลายทุกอย่างเพียงเพราะพันธะที่ไม่ได้เลือกเองได้หรอกค่ะ” โรสลินจ้องมือของเซเลสเทียที่เกาะแขนคัลเลน “คุณกับเขา…” “ใช่ค่ะ” เซเลสเทียยิ้มกว้างขึ้น “เราจะหมั้นหมายกันอย่างเป็นทางการในอีกสามวัน” โลกของโรสลินพังทลายลงอีกครั้ง สามวัน… หมายความว่าทุกอย่างถูกตัดสินไว้แล้วก่อนพิธีคืนนี้ด้วยซ้ำ คัลเลนรู้ว่าเธอเป็นคู่แท้ของเขาได้อย่างไรไม่สำคัญอีกต่อไป เพราะเขาเลือกแล้วว่าจะทิ้งเธอ เลือกอำนาจ เลือกผู้หญิงที่เหมาะสมกับสถานะของเขา และเลือกเหยียบย่ำหัวใจของเธอต่อหน้าทุกคน “ข้าแนะนำให้เจ้ากลับไปเก็บของ” คัลเลนกล่าว “พรุ่งนี้เช้าเจ้าจะต้องออกจากเขตคฤหาสน์อัลฟ่า” โรสลินเบิกตากว้าง “อะไรนะคะ?” “หลังการปฏิเสธพันธะ เจ้าจะไม่ได้รับอนุญาตให้อาศัยอยู่ในเขตของข้าอีกต่อไป” “แต่ฉันไม่มีที่ไป…” คำพูดหลุดออกจากปากอย่างสั่นเครือ “ฉันไม่มีครอบครัว ไม่มีเงิน แล้วก็…” “นั่นไม่ใช่ปัญหาของข้า” คัลเลนหันหลังให้เธอ “สภาฝูงจะเป็นผู้ตัดสินชะตากรรมของเจ้า” เขาเดินจากไปพร้อมเซเลสเทีย ทิ้งให้โรสลินยืนอยู่กลางลานพิธีเพียงลำพัง เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง บางคนส่ายหน้าอย่างสมเพช บางคนมองเธอราวกับเป็นสิ่งสกปรกที่ไม่ควรอยู่ในงานศักดิ์สิทธิ์นี้ ไม่มีใครก้าวเข้ามาช่วย ไม่มีใครแม้แต่จะยื่นมือให้เธอ โรสลินทรุดลงคุกเข่ากับพื้น เลือดหยดหนึ่งไหลออกจากมุมปาก ร่างกายของเธอสั่นสะท้านจากความเจ็บปวดของพันธะที่ถูกทำลาย เธอพยายามหายใจ แต่ทุกครั้งที่สูดลมเข้า ความเจ็บปวดก็ยิ่งรุนแรงขึ้น ท่านแม่… ทำไมถึงเป็นแบบนี้คะ… เธอเคยเชื่อว่าคู่แท้จะเป็นคนที่รักเธอโดยไม่มีเงื่อนไข เคยเชื่อว่าอย่างน้อยโชคชะตาจะไม่ทอดทิ้งเธอเหมือนคนอื่น แต่คืนนี้ เธอเพิ่งรู้ว่าตัวเองคิดผิด แม้แต่โชคชะตา… ก็ยังเลือกที่จะทำร้ายเธอ รุ่งเช้าวันต่อมา โรสลินถูกนำตัวไปยังห้องประชุมของสภาฝูง เธอยังมีไข้จากบาดแผลของพันธะ ผิวซีดจนแทบไม่มีสีเลือด แต่ไม่มีใครสนใจ อัลฟ่าอัลเดน ผู้นำฝูงมูนฟอลล์ นั่งอยู่บนเก้าอี้ประธานโดยมีสมาชิกสภาอีกหกคนอยู่เคียงข้าง คัลเลนยืนอยู่ด้านขวา ส่วนเซเลสเทียยืนอยู่ด้านซ้าย ทั้งสองดูราวกับเป็นคู่รักที่เหมาะสมกันทุกประการ โรสลินยืนอยู่กลางห้องในชุดเก่าตัวเดิม “โรสลิน วินเทอร์” อัลฟ่าอัลเดนกล่าว “เจ้าคงทราบแล้วว่าคัลเลนปฏิเสธพันธะของเจ้า” เธอก้มหน้า “ทราบค่ะ” “การถูกปฏิเสธพันธะเป็นเรื่องน่าเศร้า แต่เจ้าไม่ควรสร้างความวุ่นวายให้กับฝูง” โรสลินเงยหน้าขึ้นอย่างงุนงง “ฉันไม่ได้สร้างความวุ่นวายค่ะ ฉันเพียง…” “เจ้าทำให้สมาชิกหลายคนไม่พอใจ” สมาชิกสภาคนหนึ่งแทรกขึ้น “การปรากฏตัวของเจ้าในฐานะคู่แท้ของคัลเลนทำให้เกิดข่าวลือที่อาจกระทบต่อการแต่งงานทางการเมือง” “แต่ฉันไม่ได้เลือกให้เป็นแบบนี้…” “พอได้แล้ว” อัลฟ่าอัลเดนตบมือลงบนโต๊ะ “สภามีมติให้ขับไล่เจ้าออกจากเขตฝูงมูนฟอลล์ทันที” โรสลินรู้สึกเหมือนเลือดในกายเย็นเฉียบ “ทันทีหรือคะ?” “เจ้าจะถูกส่งไปยังชายแดนป่าต้องห้าม” ห้องทั้งห้องเงียบลง แม้แต่สมาชิกสภาบางคนยังหลบสายตา ทุกคนรู้ดีว่าป่าต้องห้ามเป็นสถานที่แบบไหน มันคือเขตแดนระหว่างดินแดนหมาป่ากับอาณาจักรแวมไพร์ สถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยสัตว์ร้าย เวทมนตร์โบราณ และสิ่งมีชีวิตที่มนุษย์หมาป่าไม่ต้องการเผชิญหน้า หมาป่าที่ถูกเนรเทศไปที่นั่นแทบไม่มีใครกลับมาได้ “ท่านอัลฟ่า…” โรสลินพยายามประคองเสียงของตัวเอง “ฉันขอร้องค่ะ ขอเวลาอีกสักหน่อย ฉันจะออกไปเอง แต่ขอให้ฉันได้เตรียมตัวก่อน ฉันยังบาดเจ็บจากพันธะ…” “คำตัดสินสิ้นสุดแล้ว” “แต่…” “หรือเจ้าต้องการท้าทายอำนาจของสภา?” โรสลินเงียบลง เธอมองคัลเลนเป็นครั้งสุดท้าย ชายที่เคยเป็นความหวังเดียวของเธอยืนอยู่ตรงนั้นโดยไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ “คัลเลน…” เธอเรียกชื่อเขาเบา ๆ “คุณจะปล่อยให้พวกเขาทำแบบนี้กับฉันจริง ๆ หรือคะ?” คัลเลนสบตาเธอเพียงครู่เดียว ก่อนเบือนหน้าหนี “นี่เป็นผลจากการที่เจ้าไม่รู้จักที่ของตัวเอง โรสลิน” หัวใจของเธอหยุดเต้นไปชั่วขณะ เขายังคิดว่าเธอเป็นฝ่ายผิด แม้ในวันที่เขาทำลายชีวิตเธอด้วยมือของตัวเอง โรสลินหลุบตาลง น้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงบนพื้นหิน จากนั้นเธอก็สูดลมหายใจลึก “เข้าใจแล้วค่ะ” น้ำเสียงของเธอเบาจนแทบไม่ได้ยิน “ฉันจะไป” เธอไม่ขอร้องอีก ไม่ใช่เพราะไม่เจ็บปวด แต่เพราะในที่สุดเธอก็เข้าใจแล้วว่า คนที่ตั้งใจจะทอดทิ้งเธอ ต่อให้เธอคุกเข่าจนหัวเข่าแตก ก็ไม่มีวันยื่นมือมาช่วย บ่ายวันนั้น รถม้าคันเก่าพาโรสลินออกจากเขตมูนฟอลล์ ไม่มีใครมาส่ง ไม่มีใครกล่าวคำอำลา เธอมีเพียงเสื้อคลุมเก่า กระเป๋าใบเล็ก และสร้อยเงินของมารดาที่กำไว้แน่น เมื่อรถม้าหยุดลงตรงชายป่าต้องห้าม ทหารคุ้มกันก็เปิดประตูและชี้ไปยังทางเดินที่ทอดหายเข้าไปในความมืด “ลงไป” โรสลินก้าวลงจากรถอย่างเชื่องช้า “พวกคุณจะกลับมารับฉันเมื่อไรคะ?” ทหารคนหนึ่งหัวเราะ “ถ้าเจ้ายังมีชีวิตอยู่จนถึงวันนั้นน่ะนะ” อีกคนผลักกระเป๋าของเธอลงบนพื้น “อย่าหวังว่าจะมีใครตามหาเจ้า” รถม้าเคลื่อนตัวจากไป ทิ้งฝุ่นดินไว้เบื้องหลัง โรสลินยืนอยู่เพียงลำพังหน้าป่าที่มืดครึ้ม สายลมเย็นพัดผ่านเส้นผมของเธอ กลิ่นดินชื้นและกลิ่นบางอย่างที่คล้ายสนิมลอยออกมาจากส่วนลึกของป่า เธอก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว ความหวาดกลัวเริ่มกัดกินหัวใจ แต่เมื่อมองกลับไปยังเส้นทางที่รถม้าเพิ่งจากไป เธอก็รู้ว่าตัวเองไม่มีทางเลือก ข้างหลังคือฝูงที่ไม่ต้องการเธอ ข้างหน้าคือป่าที่อาจพรากชีวิตเธอ โรสลินกำสร้อยเงินไว้แน่น ก่อนก้าวเข้าสู่เงามืดของต้นไม้ “ถ้าฉันต้องตายจริง ๆ…” เธอกระซิบกับตัวเอง “อย่างน้อยก็ขอให้ฉันได้ตายโดยไม่ต้องคุกเข่าขอความรักจากใครอีก” ทว่าลึกเข้าไปในป่า ห่างจากจุดที่เธอยืนอยู่หลายไมล์ มีปราสาทสีดำตั้งตระหง่านเหนือหน้าผา บนบัลลังก์หินออบซิเดียน ชายผู้มีเส้นผมดำสนิทและดวงตาสีแดงเข้มกำลังนั่งฟังรายงานจากข้ารับใช้ “ฝ่าบาท มีรายงานว่าพบมนุษย์หมาป่าถูกทิ้งไว้บริเวณชายแดนตะวันตกพ่ะย่ะค่ะ” อาเดรียน วาลมอร์ เงยหน้าขึ้นช้า ๆ “หมาป่า?” “พ่ะย่ะค่ะ เป็นหญิงสาว ดูเหมือนจะได้รับบาดเจ็บสาหัส” ราชาแวมไพร์ไม่ได้สนใจ ตลอดพันสองร้อยปีที่ผ่านมา เขาเห็นความตายมามากเกินกว่าจะเสียเวลาให้กับหมาป่าที่ถูกทอดทิ้งเพียงตัวเดียว “ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสัตว์ในป่า” เขาตอบอย่างเย็นชา แต่ก่อนที่ข้ารับใช้จะถอยออกไป กลิ่นประหลาดสายหนึ่งกลับลอยผ่านอากาศเข้ามาในห้องโถง จางเบาราวกับสายลม หวานละมุนราวกับดอกไม้ที่บานใต้แสงจันทร์ และแฝงด้วยกลิ่นเลือดที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน อาเดรียนชะงัก ดวงตาสีแดงเข้มค่อย ๆ หรี่ลง คำสาปใต้ผิวหนังของเขาซึ่งสงบนิ่งมานานหลายเดือน จู่ ๆ ก็ร้อนวูบขึ้นราวกับถูกปลุกด้วยเปลวไฟ เป็นครั้งแรกในรอบหลายร้อยปีที่เขารู้สึกถึงบางสิ่งซึ่งใกล้เคียงกับความหวัง “หญิงสาวคนนั้น…” เสียงของราชาแวมไพร์ต่ำลงจนน่าหวาดหวั่น “นางชื่ออะไร?” “ยังไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ” อาเดรียนลุกขึ้นจากบัลลังก์ เสื้อคลุมสีดำสะบัดตามแรงเคลื่อนไหว ริมฝีปากของเขาเผยรอยยิ้มบางเบาที่ไม่ได้มีความอ่อนโยนแม้แต่น้อย “ตามหานางให้พบ” เขาเอ่ย “ก่อนที่ใครจะกล้าแตะต้องเลือดของนาง” และในวินาทีนั้นเอง ดวงตาสีแดงของราชาผู้หลับใหลอยู่ใต้คำสาปก็สว่างวาบ เพราะเขายังไม่รู้ชื่อของหญิงสาวคนนั้น ไม่รู้ว่าเธอถูกใครทรยศ และไม่รู้ว่าเธอเพิ่งสูญเสียทุกสิ่งที่เคยเชื่อมั่นไปในคืนเดียว เขารู้เพียงอย่างเดียว เลือดของเธออาจเป็นกุญแจสู่การหลุดพ้นจากคำสาปพันปีของเขา และเมื่อราชาแวมไพร์ต้องการสิ่งใด… ไม่มีใครในโลกกล้าขัดขวางโรสลินไม่เคยเห็นอาเดรียนเงียบงันได้นานขนาดนี้มาก่อนหลังจากจี้หินสีขาวเปล่งแสงและเผยคำว่า ผู้พิทักษ์แห่งนามแรก เขาก็แทบไม่พูดอะไรอีก ชายผู้เคยเผชิญหน้ากับศัตรูนับพันโดยไม่กะพริบตากลับนั่งนิ่งอยู่ข้างหน้าต่าง ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าความตายโรสลินไม่ได้เร่งรัดให้เขาตอบคำถามเธอรู้ดีว่าบางครั้งความเงียบไม่ได้หมายถึงการปิดบัง แต่อาจหมายถึงการพยายามทำความเข้าใจกับความจริงที่ไม่เคยมีใครเตรียมใจรับมือกระนั้น เธอก็ไม่คิดจะปล่อยให้เรื่องนี้ถูกฝังไว้ใต้ความเงียบตลอดไป“ท่านจำอะไรได้บ้าง”อาเดรียนหันมามองเธอ“ไม่มากพอจะเรียกว่าความทรงจำ”“แต่ก็ไม่ใช่ไม่รู้อะไรเลย”เขาถอนหายใจเบา ๆ ก่อนยื่นมือมาแตะจี้ที่อยู่บนลำคอของเธอ ทว่าคราวนี้เขาไม่ได้สัมผัสมันโดยตรง เพียงหยุดนิ้วไว้ห่างจากผิวหินเล็กน้อย“ตอนข้ายังเด็ก ข้ามักฝันถึงสถานที่แห่งหนึ่ง เป็นห้องสีขาวที่ไม่มีประตู ไม่มีหน้าต่าง และไม่มีเงา ในห้องนั้นมีเสียงผู้หญิงเรียกชื่อข้า”“นางเรียกชื่ออาเดรียนหรือ”“ไม่ใช่”คำตอบนั้นทำให้โรสลินขมวดคิ้ว“แล้วนางเรียกท่านว่าอะไร”อาเดรียนหลุบตาลง“ข้าจำไม่ได้ แต่ทุกครั้งที่ตื่นขึ้น ข้าจะรู
เสียงนั้นยังคงก้องอยู่ในความทรงจำของโรสลิน แม้เธอกับอาเดรียนจะเดินออกมาจากถ้ำแล้วก็ตาม “จงรีบกลับมา ก่อนที่เจ้าจะได้รู้ว่าใครเป็นคนสร้างราชวงศ์จันทราขึ้นมา... และใครเป็นคนสั่งให้มันล่มสลาย” คำพูดนั้นไม่เหมือนคำข่มขู่ และไม่เหมือนคำเชื้อเชิญจากความว่างเปล่าที่พยายามล่อลวงเธอมาตลอดหลายวัน มันฟังคล้ายคำเตือนจากใครบางคนที่รอคอยมานานแสนนาน โรสลินหยุดยืนตรงปากถ้ำ ลมหนาวพัดผ่านเส้นผมของเธอ ขณะที่จี้หินสีขาวบนลำคอเย็นจัดจนแทบเหมือนน้ำแข็ง สัญลักษณ์รูปดวงตาที่ปรากฏอยู่บนผิวหินค่อย ๆ เลือนหาย เหลือเพียงรอยเส้นสีเงินจาง ๆ “เจ้าคิดว่าเสียงนั้นเป็นใคร” เธอถาม อาเดรียนยืนอยู่ข้างกาย ดวงตาสีแดงจับจ้องความมืดภายในถ้ำ “ข้ายังไม่รู้” “ปกติท่านจะมีคำตอบที่น่าหงุดหงิดกว่านี้ อย่างน้อยก็ต้องบอกว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุม” “ข้าไม่เคยบอกว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุม” “ท่านเคยพูดว่าไม่มีสิ่งใดหลุดรอดสายตาของราชาแวมไพร์” “นั่นเป็นคำกล่าวที่ใช้ข่มขู่ขุนนางโง่เขลา ไม่ใช่คำสารภาพต่อหญิงที่รู้จักข้าดีกว่าคนเหล่านั้น” โรสลินเหลือบมองเขา “ท่านกำลังยอมรับว่าข้ารู้จักท่านดีหรือ” “อย่าทำให้ข้าต้องเสียใจที่พูดค
โรสลินไม่เคยเห็นอาเดรียนมีสีหน้าเช่นนั้นมาก่อน ทันทีที่สัญลักษณ์สีดำปรากฏขึ้นภายในจี้หินสีขาว แววตาของราชาแวมไพร์ก็เปลี่ยนไป ความเย็นชาที่เขาใช้เผชิญหน้ากับศัตรูมาตลอดถูกแทนที่ด้วยความตื่นตระหนกซึ่งเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา แต่โรสลินมองเห็นมันชัดเจน เขาจำสัญลักษณ์นั้นได้ “ท่านรู้จักมัน” เธอเอ่ย อาเดรียนไม่ได้ตอบในทันที เขายื่นมือมาใกล้จี้ แต่หยุดก่อนแตะต้องมัน ราวกับกำลังระวังไม่ให้บางสิ่งตอบสนองต่อพลังของเขา “ข้าเคยเห็นมันครั้งหนึ่ง” “เมื่อไร?” “คืนที่ราชวงศ์จันทราล่มสลาย” คำตอบทำให้โรสลินรู้สึกเหมือนอากาศในห้องเย็นลง เธอก้มมองจี้บนลำคอ สัญลักษณ์สีดำมีลักษณะคล้ายดวงตาซ้อนอยู่ภายในวงกลมที่ไม่สมบูรณ์ เส้นบาง ๆ แผ่ออกจากจุดศูนย์กลางราวกับรากไม้ที่กำลังแทรกตัวผ่านหิน “ท่านเคยบอกข้าว่าในคืนนั้น ราชินีลูนาเรียพยายามปิดผนึกประตูรัตติกาลนิรันดร์” “นางทำเช่นนั้นจริง” “แล้วสัญลักษณ์นี้เกี่ยวข้องกับอะไร?” อาเดรียนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนั่งลงตรงขอบเตียง “ในคืนที่พิธีกรรมของวาเลเรียนผิดพลาด ข้าเห็นสัญลักษณ์นี้บนประตูอีกบานหนึ่ง ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปใต้ห้องประกอบพิธี ข้าไม่เคยเห็นมันในตำรา
เสียงระฆังจากเขตแดนแวมไพร์ดังต่อเนื่องเป็นครั้งที่เจ็ด ก่อนจะเงียบหายไปอย่างกะทันหัน ความเงียบที่ตามมาน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงเตือนภัย โรสลินยืนอยู่บนระเบียงหินของมูนฟอลล์ มือกำจี้หินสีขาวแน่น ขณะที่เส้นสีดำสองสายภายในอัญมณีค่อย ๆ เคลื่อนตัวราวกับมีชีวิต สายหนึ่งชี้ไปทางเหนือ อีกสายทอดไปทางตะวันตกอย่างชัดเจน ทั้งสองทิศทางเชื่อมโยงกับสถานที่ที่เธอไม่อยากให้เกิดเรื่องขึ้นอีก ประตูรัตติกาลนิรันดร์ และวิหารร้างของวาเลเรียน “เซราฟีน!” อาเดรียนเรียกเสียงเข้ม หัวหน้าราชองครักษ์ปรากฏตัวขึ้นจากบันไดในเวลาไม่นาน เธอคุกเข่าลงเล็กน้อย ก่อนรายงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ฝ่าบาท มีรายงานจากป้อมชายแดนตะวันออกเฉียงเหนือ ทหารยามสามนายหมดสติพร้อมกัน ไม่มีบาดแผล แต่พลังรัตติกาลของพวกเขาหายไปเกือบทั้งหมด” “มีใครเห็นผู้บุกรุกหรือไม่” “ไม่มีผู้บุกรุกเพคะ แต่ทหารยามคนหนึ่งฟื้นขึ้นมาแล้วพูดว่ามีเสียงเรียกชื่อของฝ่าบาทดังมาจากอีกด้านของกำแพง” ดวงตาสีแดงของอาเดรียนเย็นเยียบลง “เตรียมม้า ข้าจะไปตรวจสอบด้วยตัวเอง” “ข้าจะไปด้วย” โรสลินพูดทันที “ไม่” คำตอบของเขารวดเร็วเสียจนเธอหันขวับ “ท่าน





![[Unlimited Money] ระบบเงินทุนไร้ขีดจำกัด](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





