LOGINเสียงแตกร้าวจากประตูบานที่สามดังขึ้นพร้อมกับความเงียบงันที่แผ่ปกคลุมวิหารใต้ดิน
ชายผมขาวยืนมองรอยแยกบนแท่นหินโดยไม่ขยับเขยื้อน แสงสีเงินในดวงตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาเย็นชาเช่นเดิม เขารู้ดีว่ารอยร้าวนั้นหมายถึงอะไร มันไม่ใช่สัญญาณว่าผนึกกำลังอ่อนแอลงตามกาลเวลา แต่เป็นผลจากการที่ผู้ถือครองนามส่วนแรกเริ่มเข้าใกล้ความจริง โรสลิน วินเทอร์ กำลังเดินตามเส้นทางที่ถูกปิดตายมานานกว่าพันปี และอาเดรียนกำลังจะกลับไปยังสถานที่ซึ่งความตายครั้งแรกของเขาได้เปลี่ยนชะตาของโลกทั้งสองไปตลอดกาล “เจ้าควรหยุดพวกเขา” เสียงจากความมืดกล่าว ชายผมขาวส่ายหน้า “ข้าหยุดพวกเขามานานพอแล้ว” “หากพวกเขาเปิดเผยนามของเจ้า ทุกสิ่งที่เจ้าพยายามรักษาไว้อาจพังทลาย” “หากความจริงทำให้สิ่งที่สร้างขึ้นจากคำโกหกพังทลาย มันก็สมควรพัง” เขาหันหลังให้ประตูบานที่สาม ก่อนเดินลึกเข้าไปในทางเดินมืด “เตรียมตัวให้พร้อม เมื่อพวกเขามาถึงวิหารแห่งแรก ข้าจะไม่ซ่อนตัวอีกต่อไป” สามวันหลังจากได้รับแหวนเงิน โรสลินกับอาเดรียนออกเดินทางไปยังวิหารแห่งแรก โดยมีเซราฟีนและองครักษ์แวมไพร์จำนวนหนึ่งติดตามไปด้วย สถานที่แห่งนั้นตั้งอยู่บนเทือกเขาทางตะวันตก เขตแดนระหว่างอาณาจักรแวมไพร์กับดินแดนรกร้างที่ไม่มีฝูงหมาป่าหรือมนุษย์กล้าเข้าใกล้ ไม่มีแผนที่ฉบับใดระบุตำแหน่งของวิหารอย่างชัดเจน มีเพียงแหวนเงินที่นำทางพวกเขาผ่านเส้นทางคดเคี้ยว จนกระทั่งมาถึงหุบเขาที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกสีขาว โรสลินหยุดมองซากเสาหินตรงทางเข้า สัญลักษณ์รูปดวงตาปรากฏอยู่บนเสาทุกต้น แต่ละสัญลักษณ์มีรอยขีดทับอยู่ตรงกลาง ราวกับใครบางคนพยายามลบมันออกจากประวัติศาสตร์ “ที่นี่เก่าแก่กว่าปราสาทแบล็กธอร์นเสียอีก” เซราฟีนกล่าว “ข้าเคยอ่านบันทึกเรื่องวิหารแห่งแรก แต่คิดว่ามันเป็นเพียงตำนาน” อาเดรียนก้าวลงจากหลังม้า “วิหารแห่งนี้มีอยู่ก่อนราชวงศ์แวมไพร์” โรสลินหันไปมองเขา “ท่านเคยมาที่นี่หรือ” “ไม่เคย แต่ข้าจำกลิ่นของมันได้” “กลิ่น?” “กลิ่นของเลือดที่ตายไปแล้ว” คำตอบของเขาทำให้โรสลินขมวดคิ้ว แต่เธอไม่ได้ซักถามต่อ เพราะในวินาทีถัดมาแหวนเงินก็เริ่มส่องแสง ทางเดินซึ่งถูกหินถล่มปิดกั้นค่อย ๆ แยกออกจากกัน เผยให้เห็นบันไดทอดลึกลงไปใต้ภูเขา อาเดรียนยื่นมือให้เธอ “พร้อมหรือยัง” โรสลินมองมือเขา ก่อนวางมือลงไปอย่างเต็มใจ “ถ้าข้าบอกว่าไม่พร้อม ท่านจะพาข้ากลับหรือไม่” “ข้าจะถามว่าเจ้าอยากกลับจริง ๆ หรือเพียงต้องการให้ข้าปลอบใจ” เธอหัวเราะเบา ๆ “ท่านนี่มันน่าหมั่นไส้ขึ้นทุกวัน” “แต่เจ้าก็ยังจับมือข้าอยู่” “เพราะข้ากลัวท่านหลงทาง” อาเดรียนยิ้มมุมปาก ก่อนก้าวลงบันไดไปพร้อมเธอ เบื้องหลัง เซราฟีนส่งสัญญาณให้องครักษ์รักษาระยะห่าง และติดตามลงไปทีละคน ไม่มีใครรู้ว่าการเดินทางครั้งนี้จะนำไปสู่คำตอบหรือหายนะ แต่เมื่อพวกเขาก้าวผ่านบันไดขั้นสุดท้าย ประตูหินขนาดใหญ่ก็เปิดออกเอง และเสียงหนึ่งดังขึ้นจากภายในวิหาร “ราชาผู้ตายแล้วกลับคืนมา... ในที่สุดเจ้าก็พานางมาถึงที่นี่” อาเดรียนหยุดเดินทันที โรสลินสัมผัสได้ว่ามือของเขาเกร็งขึ้น เสียงนั้นไม่ใช่เสียงของความว่างเปล่า มันเป็นเสียงของชายคนหนึ่ง เสียงเดียวกับที่เขาได้ยินในความฝันมาตลอดชีวิต ห้องโถงด้านในสว่างไสวด้วยแสงจากผลึกสีเงินที่ฝังอยู่บนเพดาน ตรงกลางห้องมีรูปปั้นสององค์ยืนหันหน้าเข้าหากัน องค์แรกเป็นหญิงสาวผมขาว สวมชุดยาวเรียบง่าย มือข้างหนึ่งถือจี้หินรูปพระจันทร์เสี้ยว อีกองค์เป็นชายหนุ่มในชุดเกราะสีดำ ใบหน้าเหมือนอาเดรียนราวกับเป็นภาพสะท้อนจากกระจก แต่สิ่งที่ทำให้โรสลินหยุดหายใจไม่ใช่ความเหมือนนั้น มันคือมือของรูปปั้นทั้งสองที่ประสานกันอยู่ตรงกลาง บนฐานรูปปั้นมีข้อความสลักไว้ ผู้เฝ้าประตูทั้งสองมิได้เกิดมาเพื่อครอบครองกันและกัน แต่เพื่อเลือกว่าจะปกป้องสิ่งใดร่วมกัน โรสลินอ่านจบแล้วหันไปหาอาเดรียน “ท่านคิดว่าพวกเขาคือใคร” เขาไม่ได้ตอบในทันที ดวงตาสีแดงจับจ้องรูปปั้นชายหนุ่ม ราวกับกำลังพยายามค้นหาความทรงจำที่ซ่อนอยู่หลังใบหน้าของตัวเอง “ข้าไม่รู้” “ท่านกำลังโกหกหรือ” “ไม่” เขาตอบหนักแน่น “ข้ารู้สึกว่าควรจำเขาได้ แต่ข้าจำไม่ได้จริง ๆ” ก่อนที่โรสลินจะพูดอะไรต่อ เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากอีกด้านของห้อง ชายผมขาวคนหนึ่งเดินออกมาจากเงามืด เขาสวมเสื้อคลุมสีเทาซีด ไม่มีอาวุธ ไม่มีเครื่องหมายแสดงฐานะ และไม่มีท่าทีว่าจะหวาดกลัวราชาแวมไพร์ อาเดรียนยกมือขึ้นทันที พลังรัตติกาลก่อตัวเป็นคมดาบสีดำในฝ่ามือ “เจ้าเป็นใคร” ชายคนนั้นหยุดห่างออกไปหลายก้าว “เจ้าถามคำถามเดียวกับที่เคยถามข้าในคืนที่เจ้าตาย” อาเดรียนชะงัก โรสลินก้าวมายืนข้างเขา ไม่ใช่เพื่อขัดขวาง แต่เพื่อให้ชายตรงหน้ารู้ว่าเธอจะไม่ยอมปล่อยให้ใครพูดจาคลุมเครือแล้วเดินจากไปง่าย ๆ “ท่านเป็นคนส่งแหวนมาใช่หรือไม่” ชายผมขาวหันมาหาเธอ “ใช่” “และท่านรู้จักอาเดรียนตั้งแต่ก่อนที่เขาจะขึ้นครองบัลลังก์” “ข้ารู้จักเขาก่อนที่เขาจะมีชื่อเสียอีก” คำตอบนั้นทำให้แม้แต่เซราฟีนยังเผลอก้าวเข้ามาใกล้ อาเดรียนกำดาบแน่น “อธิบายมา” ชายผมขาวมองคมดาบในมือเขาอย่างไม่สะทกสะท้าน “หากข้าต้องการทำร้ายเจ้า เจ้าคงไม่มีโอกาสยืนอยู่ตรงนี้” “อย่าทดสอบความอดทนของข้า” “เจ้าไม่มีความอดทนมาตั้งแต่แรกแล้ว อาเดรียน” ความโกรธวาบผ่านดวงตาสีแดง แต่ชายผมขาวกลับยิ้มเศร้า ๆ “นั่นเป็นสิ่งหนึ่งที่เจ้ายังไม่เปลี่ยน” โรสลินรู้สึกถึงบางอย่างผิดปกติในบรรยากาศ ชายคนนี้ไม่ได้พูดเหมือนศัตรูที่กำลังยั่วยุอาเดรียน เขาพูดเหมือนคนที่เฝ้ามองชายตรงหน้ามาเป็นเวลานาน และกำลังพบกับคนที่เปลี่ยนไปจากความทรงจำของตัวเอง “ท่านชื่ออะไร” เธอถาม ชายผมขาวหันมามองเธอ “ชื่อของข้าถูกผนึกไว้ในห้องแห่งนาม” “ถ้าเช่นนั้นข้าจะเรียกท่านว่าอะไร” เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบ “เรียกข้าว่าผู้เฝ้าประตูก็พอ” “ข้าไม่ชอบเรียกคนด้วยตำแหน่งที่ไม่รู้ว่ามีความหมายอะไร” “เจ้ามีนิสัยเหมือนมารดาของเจ้ามาก” คำพูดนั้นทำให้โรสลินก้าวเข้าไปหาเขาหนึ่งก้าว “ท่านรู้จักราชินีลูนาเรีย?” “ข้ารู้จักนางตั้งแต่ก่อนที่นางจะกลายเป็นราชินี” “แล้วท่านรู้หรือไม่ว่าใครเป็นคนทำให้ราชวงศ์จันทราล่มสลาย” ชายผมขาวสบตาเธอ “รู้” “ใคร” “ก่อนที่ข้าจะตอบ เจ้าต้องเข้าใจเรื่องหนึ่งก่อน โรสลิน วินเทอร์” เขาเรียกชื่อเต็มของเธออย่างชัดเจน “ราชวงศ์จันทราไม่ได้ล่มสลายเพราะถูกศัตรูทำลายเพียงฝ่ายเดียว แต่มันล่มสลายเพราะคนในราชวงศ์เลือกปกป้องความลับมากกว่าปกป้องผู้คนของตนเอง” โรสลินรู้สึกเหมือนมีน้ำแข็งไหลผ่านอก “ท่านกำลังกล่าวหามารดาของข้าหรือ” “ไม่ ข้ากำลังกล่าวถึงคนรุ่นก่อนหน้านาง” ชายผมขาวหันไปมองรูปปั้นทั้งสอง “ราชวงศ์จันทราถูกสร้างขึ้นเพื่อเฝ้ารักษาประตูระหว่างโลก ไม่ใช่เพื่อปกครองอาณาจักร แต่เมื่อหลายพันปีก่อน ผู้ถือครองบัลลังก์เริ่มหวาดกลัวสิ่งที่ตนเองปกป้อง พวกเขาต้องการพลังที่มากกว่าเดิม ต้องการควบคุมทุกสิ่งที่อยู่นอกขอบเขต” “แล้วพวกเขาทำอะไร” โรสลินถาม “พวกเขาพยายามเปลี่ยนผู้พิทักษ์ให้กลายเป็นอาวุธ” ความเงียบปกคลุมห้องโถง “ผู้พิทักษ์ขัดขืนหรือ” เซราฟีนถาม “ไม่ใช่ทุกคน” ชายผมขาวตอบ “บางคนยอมทำตาม บางคนหลบหนี และบางคนเลือกผนึกความทรงจำของตัวเองเพื่อไม่ให้ความลับตกอยู่ในมือของผู้มีอำนาจ” โรสลินนึกถึงภาพความฝันของหญิงสาวผมขาว “อิซาราเป็นหนึ่งในผู้พิทักษ์เหล่านั้นหรือ” ชายผมขาวหันกลับมามองเธอ “อิซาราเป็นคนแรกที่ปฏิเสธจะมอบนามของตนให้ราชวงศ์ครอบครอง” “แล้วนางเป็นอะไรกับอาเดรียน” คำถามนั้นทำให้สีหน้าของชายผมขาวเปลี่ยนไป เขามองอาเดรียนเป็นเวลานาน ก่อนกล่าวช้า ๆ “นางเป็นคนที่ช่วยให้เขามีชีวิตอยู่” อาเดรียนก้าวเข้าไปหาเขาทันที “หมายความว่าอย่างไร” “ในคืนที่เจ้าถูกลอบสังหาร เจ้าไม่ได้เพียงถูกแทงด้วยอาวุธธรรมดา สิ่งที่ทำร้ายเจ้าคือเศษเสี้ยวของพลังจากประตูบานที่สาม มันกำลังลบเจ้าออกจากโลก ไม่ใช่แค่ทำให้เจ้าตาย” ชายผมขาวยกมือขึ้นชี้ไปยังรูปปั้น “อิซาราจึงใช้พันธสัญญาแห่งนามผูกชีวิตของเจ้าไว้กับผนึก นางแลกความทรงจำส่วนใหญ่ของตนเอง เพื่อให้เจ้ากลับมามีชีวิต และให้พลังที่กำลังลบเจ้าออกจากโลกถูกกักไว้ในตัวเจ้าแทน” อาเดรียนไม่พูดอะไร โรสลินมองเขาอย่างเจ็บปวด คำสาปที่เขาแบกรับมาตลอดชีวิตอาจไม่ใช่ผลจากความผิดพลาดของตัวเอง แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะใครบางคนเลือกช่วยเขาไว้ “ถ้าอิซาราช่วยชีวิตเขา เหตุใดจึงต้องลบความทรงจำของเขา” เธอถาม “เพราะความทรงจำของอาเดรียนเชื่อมโยงกับนามของนาง หากเขาจำได้ทั้งหมด ผนึกจะเริ่มเรียกนางกลับมา” “แล้วการเรียกนางกลับมาจะเกิดอะไรขึ้น” ชายผมขาวเงียบไปชั่วครู่ “ประตูบานที่สามจะเริ่มเปิด” อาเดรียนลดดาบลงในที่สุด แต่สีหน้าของเขากลับแข็งกระด้างยิ่งกว่าเดิม “เจ้ารู้เรื่องนี้มาตลอดพันปี แล้วปล่อยให้ข้าเชื่อว่าคำสาปเป็นผลจากความผิดพลาดของตัวเอง?” “ข้าไม่ได้มีสิทธิ์บอกเจ้า” “ใครเป็นคนกำหนดสิทธิ์นั้น!” เสียงคำรามของราชาแวมไพร์สะท้อนทั่วห้องโถง ผลึกบนเพดานสั่นไหวจนฝุ่นหินร่วงลงมา ชายผมขาวไม่ถอยหนี “อิซาราเป็นคนเลือก” “นางไม่มีสิทธิ์เลือกแทนข้า!” คำพูดนั้นทำให้ทุกคนเงียบลง โรสลินหันไปมองอาเดรียน เธอเข้าใจความโกรธของเขาดี การถูกพรากความทรงจำ แม้จะเพื่อช่วยชีวิต ก็ยังเป็นการพรากสิทธิ์ในการตัดสินใจ ชายผมขาวหลุบตาลง “ใช่ นางไม่มีสิทธิ์ และนางรู้เรื่องนั้นดี” “แล้วเหตุใดจึงทำ” “เพราะในเวลานั้นไม่มีทางเลือกอื่นที่นางมองเห็นได้” อาเดรียนหัวเราะอย่างขมขื่น “ข้าเบื่อคำพูดนี้เต็มที ทุกคนมักบอกว่าไม่มีทางเลือกอื่น หลังจากตัดสินใจแทนข้าไปแล้ว” โรสลินขยับเข้ามาใกล้เขา แต่ไม่ได้แตะต้องเขาในทันที เธอรอจนเขาหันมามอง ก่อนถามเบา ๆ “ท่านอยากให้ข้าอยู่ข้าง ๆ หรืออยากอยู่คนเดียวสักครู่” คำถามเรียบง่ายนั้นทำให้ความโกรธในดวงตาของอาเดรียนสั่นไหว เขามองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยื่นมือออกมา “อยู่กับข้า” โรสลินจับมือเขา “ข้าอยู่นี่” เธอไม่ได้บอกว่าทุกอย่างจะดีขึ้น ไม่ได้บอกว่าเขาควรให้อภัยอิซารา และไม่ได้พยายามทำให้ความเจ็บปวดของเขากลายเป็นเรื่องเล็กน้อย เธอเพียงอยู่ตรงนั้น ปล่อยให้เขารู้สึกโกรธ เสียใจ และสับสนได้ โดยไม่ต้องแสร้งทำเป็นราชาผู้ไม่มีวันอ่อนแอ เมื่ออาเดรียนสงบลง เขาจึงหันกลับไปหาชายผมขาว “ข้าต้องการรู้ความจริงทั้งหมด” “เจ้าจะได้รู้” “รวมถึงชื่อของเจ้า” ชายผมขาวนิ่งงัน ครู่หนึ่ง โรสลินเห็นแววตาของเขาเปลี่ยนไป คล้ายคนที่ได้ยินคำขอซึ่งรอคอยมานาน แต่ไม่แน่ใจว่าตัวเองพร้อมจะตอบหรือไม่ “หากข้าบอกชื่อของข้า ความทรงจำของอิซาราจะเริ่มกลับมา และประตูบานที่สามจะตอบสนองต่อเจ้า” เขาหันไปหาโรสลิน “แต่หากข้าไม่บอก วาเลเรียนจะเป็นคนทำให้มันเปิดด้วยวิธีของเขาเอง” โรสลินยกคางขึ้น “เช่นนั้นเราก็ไม่มีเหตุผลที่จะเสียเวลา” ชายผมขาวจ้องมองเธอ ก่อนจะค่อย ๆ เดินไปหยุดตรงหน้ารูปปั้นหญิงสาว เขาวางมือบนฐานหิน “ก่อนที่ข้าจะเปิดเผยชื่อ มีอีกเรื่องที่พวกเจ้าต้องรู้” พื้นวิหารสั่นสะเทือนเบา ๆ ด้านหลังรูปปั้น ประตูหินซึ่งถูกซ่อนอยู่ในผนังเริ่มปรากฏรอยเส้นสีเงิน มันมีสัญลักษณ์เดียวกับที่อยู่บนจี้ของโรสลิน “ราชวงศ์จันทราไม่ได้เป็นผู้สร้างประตูบานที่สาม” ชายผมขาวกล่าว “พวกเขาเพียงสร้างผนึกขึ้นมาภายหลัง” โรสลินรู้สึกถึงหัวใจที่เต้นแรงขึ้น “แล้วใครเป็นคนสร้างมัน” ชายผมขาวหันกลับมา “ผู้ที่อยู่หลังประตูรัตติกาลไม่ได้เป็นผู้สร้างมันเช่นกัน” อาเดรียนก้าวเข้ามายืนข้างโรสลิน “เช่นนั้นมีสิ่งใดอยู่หลังประตูบานที่สาม” ชายผมขาวมองทั้งสองคนด้วยแววตาหนักอึ้ง “สิ่งที่แม้แต่ความว่างเปล่าก็หวาดกลัว” ทันใดนั้น แหวนเงินในมืออาเดรียนก็แตกออกเป็นสองส่วน เสียงกรีดร้องดังมาจากส่วนลึกของวิหาร ไม่ใช่เสียงของมนุษย์ ไม่ใช่เสียงของหมาป่า แต่เป็นเสียงของสิ่งมีชีวิตจำนวนมากที่ถูกขังอยู่ในสถานที่เดียวกันมาอย่างยาวนาน โรสลินยกมือกุมจี้ของตัวเอง ขณะที่แสงสีเงินพุ่งออกจากมันและเชื่อมต่อเข้ากับประตูหิน อักษรโบราณปรากฏขึ้นทีละบรรทัด ผู้พิทักษ์แห่งนามแรกกลับคืนสู่สถานที่แห่งพันธสัญญา ผู้ถือครองชีวิตที่ถูกผนึกกลับคืนสู่ต้นกำเนิด เมื่อทั้งสองจำกันได้ ประตูที่สามจะไม่อาจหลับใหลอีกต่อไป อาเดรียนอ่านข้อความเหล่านั้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “เจ้าบอกว่าอิซาราสูญเสียความทรงจำส่วนใหญ่ไปแล้ว” เขาหันไปถามชายผมขาว “แล้วเหตุใดข้อความจึงกล่าวว่านางกลับคืนมา” ชายผมขาวไม่ได้ตอบในทันที เขามองโรสลิน จากนั้นมองอาเดรียน ก่อนจะกล่าวคำที่ทำให้ทุกคนในวิหารเย็นวาบไปทั้งร่าง “เพราะคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเจ้าในตอนนี้... ไม่ใช่ผู้เฝ้าประตูเพียงคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่” เขายกมือขึ้นแตะหน้าอกตัวเอง “และข้าก็ไม่ใช่คนเดียวที่อิซาราทิ้งความทรงจำไว้ให้” เสียงแตกร้าวดังขึ้นจากประตูบานที่สามอีกครั้ง คราวนี้รอยร้าวขยายกว้างจนแสงสีดำลอดออกมา โรสลินสัมผัสได้ถึงแรงดึงบางอย่างที่ไม่เหมือนพลังของความว่างเปล่า มันไม่ได้พยายามดึงพลังของเธอออกไป แต่กลับกำลังค้นหาบางสิ่งภายในสายเลือดของเธอ บางสิ่งที่เธอไม่เคยรู้ว่าตัวเองมี ชายผมขาวรีบหันไปหาประตู “เราต้องออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้!” “เมื่อครู่ท่านบอกว่าจะเปิดเผยชื่อของตัวเอง” โรสลินทักท้วง “ไม่ใช่ตอนนี้!” “ทำไม!” เขาหันกลับมา ดวงตาสีเงินเปลี่ยนเป็นสีขาวสว่าง “เพราะประตูบานที่สามกำลังตอบสนองต่อชื่อของข้า!” พื้นหินแตกออกเป็นแนวยาว จากช่องว่างนั้น มีเสียงหนึ่งดังขึ้นช้า ๆ “...ในที่สุด...” เสียงนั้นไม่ใช่เสียงเดียวกับที่พวกเขาเคยได้ยินผ่านความว่างเปล่า มันมีความลึกซึ้งกว่า เก่าแก่กว่า และเต็มไปด้วยความเศร้าอย่างประหลาด “...เจ้ากลับมาแล้ว... อิซารา...” โรสลินหันไปมองอาเดรียน และในวินาทีนั้น ดวงตาสีแดงของเขาก็เปลี่ยนเป็นสีเงินชั่วขณะ ภาพความทรงจำที่ถูกฝังไว้นับพันปีเริ่มกลับคืนมา เขาเห็นหญิงสาวผมขาวยืนอยู่ตรงหน้า เห็นมือของนางที่ประสานกับมือของเขา และได้ยินเสียงที่เขาไม่เคยรู้ว่าตัวเองคิดถึงมากเพียงใด อาเดรียน... หากวันหนึ่งเจ้าจำข้าได้ อย่าปล่อยให้ใครใช้ความรักของเราเป็นข้ออ้างในการพรากสิทธิ์เลือกของเจ้าอีก เขาทรุดเข่าลง มือกุมศีรษะอย่างเจ็บปวด โรสลินรีบประคองเขาไว้ “อาเดรียน! มองข้า!” เขาพยายามเงยหน้าขึ้น “โรสลิน... ข้าเห็นนางแล้ว” “อิซารา?” อาเดรียนส่ายหน้าอย่างช้า ๆ “ไม่ใช่แค่นาง” เขามองชายผมขาวตรงหน้า ก่อนเอ่ยคำถามที่ไม่มีใครคาดคิด “เจ้าคือใครกันแน่?” ชายผมขาวยืนนิ่งอยู่หน้าประตูที่กำลังแตกร้าว แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ถูกเก็บซ่อนไว้มานานกว่าพันปี “ข้าคือคนที่เจ้าสัญญาว่าจะกลับมาหา” เขาหยุดหายใจไปชั่วขณะ ก่อนกล่าวชื่อที่ถูกผนึกไว้ในห้องแห่งนามมาตลอดกาล “ข้าชื่อ เอเรน” แสงสีเงินระเบิดออกจากประตู และในวินาทีที่ชื่อนั้นถูกเอ่ยออกมา ประตูบานที่สามก็เปิดออกเป็นครั้งแรกในรอบหลายพันปี สิ่งที่อยู่ด้านในไม่ได้พุ่งออกมา มันเพียงลืมตาขึ้น แล้วเรียกชื่อของอาเดรียนด้วยเสียงที่เขาเคยได้ยินในคืนที่ตัวเองตาย “ผู้เฝ้าประตูคนสุดท้าย... ในที่สุดเจ้าก็กลับมา”ชื่อของอาเดรียน วาลมอร์หายไปจากแผนที่เวทมนตร์ต่อหน้าทุกคน ไม่มีเสียงระเบิด ไม่มีเปลวไฟลุกท่วม และไม่มีรอยแตกร้าวบนพื้นห้องบัญชาการ ทว่าความเงียบที่เกิดขึ้นกลับน่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าภัยพิบัติใด ๆ เพราะชั่วขณะที่ชื่อของราชาแวมไพร์ถูกลบออกไป โรสลินรู้สึกได้ว่าพันธะเลือดระหว่างนางกับเขาสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับโลกทั้งใบกำลังพยายามลืมว่าเขาเคยมีตัวตน “อาเดรียน!” นางคว้ามือเขาไว้ทันที ราชาแวมไพร์ยืนตัวแข็ง ดวงตาสีแดงที่เคยส่องประกายราวกับเปลวเพลิงกำลังซีดจางลงทีละน้อย ขอบร่างของเขาโปร่งแสงเพียงชั่วพริบตา ก่อนกลับคืนสู่สภาพเดิม เซราฟีนก้าวเข้ามาหาเจ้านายด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “ฝ่าบาท!” อาเดรียนยกมือขึ้นเป็นสัญญาณห้ามไม่ให้นางเข้ามาใกล้กว่าเดิม “อย่าแตะต้องข้า” น้ำเสียงของเขายังคงหนักแน่น แต่โรสลินสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ในพันธะ นางบีบมือเขาแน่นขึ้น “ฉันอยู่ตรงนี้ คุณได้ยินฉันไหม?” “ได้ยิน” “มองฉัน” อาเดรียนหันมาสบตานาง โรสลินปล่อยพลังจันทราออกจากฝ่ามือ แสงสีเงินไหลคลุมมือของทั้งคู่ ไม่ได้พยายามบังคับให้ชื่อของเขากลับไปอยู่บนแผนที่ แต่กำลังยืนยันสิ่งที่แผนที่ไม่อาจต
“คนที่สั่งให้ราชวงศ์จันทราล่มสลาย... ไม่ใช่เอเรนเพียงคนเดียว” เสียงของอิซาราดับลง ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่หนักอึ้งอยู่กลางวิหาร โรสลินก้มมองจี้พระจันทร์เสี้ยวในมือ เส้นสีดำบนผิวหินขยับช้า ๆ ราวกับเส้นเลือดที่กำลังเต้น ก่อนจะหยุดนิ่งตรงสัญลักษณ์รูปดวงตาซึ่งปรากฏขึ้นในวงกลมไม่สมบูรณ์ เธอเงยหน้ามองชายผมขาวที่ยืนอยู่ตรงข้าม “คุณบอกว่าคุณเป็นคนสั่งปิดผนึกเมืองหลวง” “ใช่” “และคุณรู้ว่าการตัดสินใจนั้นจะทำให้ผู้คนจำนวนมากตาย” เอเรนไม่หลบสายตา “ข้ารู้” “แต่คุณไม่ได้บอกว่าคุณเป็นคนสั่งให้ราชวงศ์จันทราล่มสลาย” “เพราะสองสิ่งนั้นไม่เหมือนกัน” “สำหรับคนที่ตายอยู่ข้างใน พวกมันอาจไม่ต่างกันเลย” คำพูดของโรสลินทำให้เซราฟีนขยับมือเข้าใกล้ด้ามดาบ นางไม่ได้ชักมันออกมา แต่พร้อมรับมือหากชายผมขาวคิดจะใช้พลังบางอย่าง อาเดรียนยืนอยู่ข้างโรสลิน ใบหน้าของเขายังคงเย็นชา ทว่าดวงตาสีแดงเข้มกลับมีประกายผิดปกติ เขากำลังพยายามนึกถึงบางสิ่งที่อยู่ลึกลงไปในความทรงจำ “เจ้ารู้ว่าใครเป็นคนที่สองหรือไม่” ราชาแวมไพร์ถาม เอเรนหลับตาลงชั่วครู่ “ข้าเคยคิดว่ารู้” “แต่ตอนนี้ไม่แน่ใจ?” “ตอนนี้ข้าไม่แน่ใจแม้กระทั่ง
เสียงเรียกจากหลังประตูทำให้ทั้งวิหารสั่นสะเทือน “ผู้เฝ้าประตูคนสุดท้าย... ในที่สุดเจ้าก็กลับมา” อาเดรียนยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นหิน มือข้างหนึ่งกดลงบนหน้าอก ขณะที่เส้นสีเงินค่อย ๆ แผ่กระจายใต้ผิวหนังของเขา ราวกับมีบางสิ่งกำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนาน โรสลินประคองไหล่เขาไว้แน่น “อาเดรียน มองข้า อย่าฟังเสียงนั้น” เขาพยายามเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีแดงสลับกับสีเงินอย่างควบคุมไม่ได้ “ข้าได้ยินมันมาตลอดชีวิต” เขากระซิบ “แต่ไม่เคยรู้ว่ามันเป็นเสียงของใคร” “ตอนนี้ท่านรู้แล้วหรือ” “ไม่ทั้งหมด” คำตอบนั้นทำให้โรสลินรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด อย่างน้อยเขาก็ยังไม่ยอมเชื่อทุกสิ่งที่เห็นเพียงเพราะมันดูเหมือนความทรงจำของตัวเอง เธอจับมือเขาไว้ “เช่นนั้นเราจะหาคำตอบด้วยกัน” อาเดรียนบีบมือเธอตอบ ก่อนค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน แม้ความเจ็บปวดจะยังทำให้สีหน้าเขาซีดลงก็ตาม อีกด้านหนึ่ง เอเรนยืนขวางอยู่ระหว่างพวกเขากับประตูบานที่สาม ใบหน้าของชายผมขาวเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แววตาสีเงินที่เคยสงบนิ่งเต็มไปด้วยความระมัดระวัง “ทุกคนถอยออกจากประตู” เขาสั่ง เซราฟีนชักดาบออกมา “ท่านไม่มีสิทธิ์สั่งพวกเรา” “หากเจ้า
เสียงแตกร้าวจากประตูบานที่สามดังขึ้นพร้อมกับความเงียบงันที่แผ่ปกคลุมวิหารใต้ดิน ชายผมขาวยืนมองรอยแยกบนแท่นหินโดยไม่ขยับเขยื้อน แสงสีเงินในดวงตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาเย็นชาเช่นเดิม เขารู้ดีว่ารอยร้าวนั้นหมายถึงอะไร มันไม่ใช่สัญญาณว่าผนึกกำลังอ่อนแอลงตามกาลเวลา แต่เป็นผลจากการที่ผู้ถือครองนามส่วนแรกเริ่มเข้าใกล้ความจริง โรสลิน วินเทอร์ กำลังเดินตามเส้นทางที่ถูกปิดตายมานานกว่าพันปี และอาเดรียนกำลังจะกลับไปยังสถานที่ซึ่งความตายครั้งแรกของเขาได้เปลี่ยนชะตาของโลกทั้งสองไปตลอดกาล “เจ้าควรหยุดพวกเขา” เสียงจากความมืดกล่าว ชายผมขาวส่ายหน้า “ข้าหยุดพวกเขามานานพอแล้ว” “หากพวกเขาเปิดเผยนามของเจ้า ทุกสิ่งที่เจ้าพยายามรักษาไว้อาจพังทลาย” “หากความจริงทำให้สิ่งที่สร้างขึ้นจากคำโกหกพังทลาย มันก็สมควรพัง” เขาหันหลังให้ประตูบานที่สาม ก่อนเดินลึกเข้าไปในทางเดินมืด “เตรียมตัวให้พร้อม เมื่อพวกเขามาถึงวิหารแห่งแรก ข้าจะไม่ซ่อนตัวอีกต่อไป” สามวันหลังจากได้รับแหวนเงิน โรสลินกับอาเดรียนออกเดินทางไปยังวิหารแห่งแรก โดยมีเซราฟีนและองครักษ์แวมไพร์จำนวนหนึ่งติดตามไปด้วย สถานที่แห่งนั้นตั้งอ
โรสลินไม่เคยเห็นอาเดรียนเงียบงันได้นานขนาดนี้มาก่อนหลังจากจี้หินสีขาวเปล่งแสงและเผยคำว่า ผู้พิทักษ์แห่งนามแรก เขาก็แทบไม่พูดอะไรอีก ชายผู้เคยเผชิญหน้ากับศัตรูนับพันโดยไม่กะพริบตากลับนั่งนิ่งอยู่ข้างหน้าต่าง ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าความตายโรสลินไม่ได้เร่งรัดให้เขาตอบคำถามเธอรู้ดีว่าบางครั้งความเงียบไม่ได้หมายถึงการปิดบัง แต่อาจหมายถึงการพยายามทำความเข้าใจกับความจริงที่ไม่เคยมีใครเตรียมใจรับมือกระนั้น เธอก็ไม่คิดจะปล่อยให้เรื่องนี้ถูกฝังไว้ใต้ความเงียบตลอดไป“ท่านจำอะไรได้บ้าง”อาเดรียนหันมามองเธอ“ไม่มากพอจะเรียกว่าความทรงจำ”“แต่ก็ไม่ใช่ไม่รู้อะไรเลย”เขาถอนหายใจเบา ๆ ก่อนยื่นมือมาแตะจี้ที่อยู่บนลำคอของเธอ ทว่าคราวนี้เขาไม่ได้สัมผัสมันโดยตรง เพียงหยุดนิ้วไว้ห่างจากผิวหินเล็กน้อย“ตอนข้ายังเด็ก ข้ามักฝันถึงสถานที่แห่งหนึ่ง เป็นห้องสีขาวที่ไม่มีประตู ไม่มีหน้าต่าง และไม่มีเงา ในห้องนั้นมีเสียงผู้หญิงเรียกชื่อข้า”“นางเรียกชื่ออาเดรียนหรือ”“ไม่ใช่”คำตอบนั้นทำให้โรสลินขมวดคิ้ว“แล้วนางเรียกท่านว่าอะไร”อาเดรียนหลุบตาลง“ข้าจำไม่ได้ แต่ทุกครั้งที่ตื่นขึ้น ข้าจะรู
เสียงนั้นยังคงก้องอยู่ในความทรงจำของโรสลิน แม้เธอกับอาเดรียนจะเดินออกมาจากถ้ำแล้วก็ตาม “จงรีบกลับมา ก่อนที่เจ้าจะได้รู้ว่าใครเป็นคนสร้างราชวงศ์จันทราขึ้นมา... และใครเป็นคนสั่งให้มันล่มสลาย” คำพูดนั้นไม่เหมือนคำข่มขู่ และไม่เหมือนคำเชื้อเชิญจากความว่างเปล่าที่พยายามล่อลวงเธอมาตลอดหลายวัน มันฟังคล้ายคำเตือนจากใครบางคนที่รอคอยมานานแสนนาน โรสลินหยุดยืนตรงปากถ้ำ ลมหนาวพัดผ่านเส้นผมของเธอ ขณะที่จี้หินสีขาวบนลำคอเย็นจัดจนแทบเหมือนน้ำแข็ง สัญลักษณ์รูปดวงตาที่ปรากฏอยู่บนผิวหินค่อย ๆ เลือนหาย เหลือเพียงรอยเส้นสีเงินจาง ๆ “เจ้าคิดว่าเสียงนั้นเป็นใคร” เธอถาม อาเดรียนยืนอยู่ข้างกาย ดวงตาสีแดงจับจ้องความมืดภายในถ้ำ “ข้ายังไม่รู้” “ปกติท่านจะมีคำตอบที่น่าหงุดหงิดกว่านี้ อย่างน้อยก็ต้องบอกว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุม” “ข้าไม่เคยบอกว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุม” “ท่านเคยพูดว่าไม่มีสิ่งใดหลุดรอดสายตาของราชาแวมไพร์” “นั่นเป็นคำกล่าวที่ใช้ข่มขู่ขุนนางโง่เขลา ไม่ใช่คำสารภาพต่อหญิงที่รู้จักข้าดีกว่าคนเหล่านั้น” โรสลินเหลือบมองเขา “ท่านกำลังยอมรับว่าข้ารู้จักท่านดีหรือ” “อย่าทำให้ข้าต้องเสียใจที่พูดค







