LOGINเสียงนั้นยังคงก้องอยู่ในความทรงจำของโรสลิน แม้เธอกับอาเดรียนจะเดินออกมาจากถ้ำแล้วก็ตาม
“จงรีบกลับมา ก่อนที่เจ้าจะได้รู้ว่าใครเป็นคนสร้างราชวงศ์จันทราขึ้นมา... และใครเป็นคนสั่งให้มันล่มสลาย” คำพูดนั้นไม่เหมือนคำข่มขู่ และไม่เหมือนคำเชื้อเชิญจากความว่างเปล่าที่พยายามล่อลวงเธอมาตลอดหลายวัน มันฟังคล้ายคำเตือนจากใครบางคนที่รอคอยมานานแสนนาน โรสลินหยุดยืนตรงปากถ้ำ ลมหนาวพัดผ่านเส้นผมของเธอ ขณะที่จี้หินสีขาวบนลำคอเย็นจัดจนแทบเหมือนน้ำแข็ง สัญลักษณ์รูปดวงตาที่ปรากฏอยู่บนผิวหินค่อย ๆ เลือนหาย เหลือเพียงรอยเส้นสีเงินจาง ๆ “เจ้าคิดว่าเสียงนั้นเป็นใคร” เธอถาม อาเดรียนยืนอยู่ข้างกาย ดวงตาสีแดงจับจ้องความมืดภายในถ้ำ “ข้ายังไม่รู้” “ปกติท่านจะมีคำตอบที่น่าหงุดหงิดกว่านี้ อย่างน้อยก็ต้องบอกว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุม” “ข้าไม่เคยบอกว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุม” “ท่านเคยพูดว่าไม่มีสิ่งใดหลุดรอดสายตาของราชาแวมไพร์” “นั่นเป็นคำกล่าวที่ใช้ข่มขู่ขุนนางโง่เขลา ไม่ใช่คำสารภาพต่อหญิงที่รู้จักข้าดีกว่าคนเหล่านั้น” โรสลินเหลือบมองเขา “ท่านกำลังยอมรับว่าข้ารู้จักท่านดีหรือ” “อย่าทำให้ข้าต้องเสียใจที่พูดความจริง” ริมฝีปากของเธอยกขึ้นเล็กน้อย แต่รอยยิ้มนั้นหายไปเมื่ออาเดรียนหันกลับมามองอย่างจริงจัง “เราไม่ควรเปิดประตูบานนั้นโดยไม่รู้ว่าอะไรอยู่ข้างใน” เขากล่าว “เสียงนั้นรู้จักสายเลือดของเจ้า และรู้เรื่องการล่มสลายของราชวงศ์จันทรา หากมันต้องการให้เจ้าเข้าไป อาจมีเหตุผลที่เราไม่เข้าใจ” “หรือมันอาจกำลังพยายามปกป้องบางอย่าง” “ความเป็นไปได้นั้นมีอยู่” “น่าแปลกที่ท่านไม่ห้ามข้า” อาเดรียนเงียบไปชั่วครู่ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงต่ำ “ข้าอยากห้าม แต่ข้าไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจแทนเจ้า” คำตอบนั้นทำให้โรสลินมองเขานานกว่าปกติ เมื่อก่อนชายคนนี้อาจเลือกกักขังเธอไว้ในปราสาทเพื่อความปลอดภัย อาจปิดบังความจริงแล้วเรียกมันว่าการปกป้อง แต่ตอนนี้เขากำลังเรียนรู้ที่จะยืนอยู่ข้างเธอ แม้จะต้องเผชิญกับความหวาดกลัวของตัวเองก็ตาม “ดี” เธอตอบ “เพราะข้าก็ไม่คิดจะปล่อยให้ใครเลือกชะตาชีวิตแทนข้าอีกแล้ว” “ข้ารู้” “แต่ถ้าท่านคิดจะเดินเข้าไปในถ้ำนั้นคนเดียว ข้าจะหักขาท่านก่อน” อาเดรียนเลิกคิ้ว “เจ้ากำลังข่มขู่ราชาแวมไพร์หรือ” “เปล่า ข้ากำลังแจ้งให้ทราบถึงผลลัพธ์ล่วงหน้า” “ช่างเป็นคู่พันธะที่น่าภาคภูมิใจเสียจริง” “ท่านยังมีเวลาถอนคำพูด” “ไม่มีวัน” คราวนี้โรสลินหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเดินตามเขาออกจากปากถ้ำ โดยไม่รู้เลยว่าคำตัดสินใจไม่เปิดประตูในวันนี้จะเปลี่ยนทิศทางของสงครามทั้งหมด เพราะในสถานที่ซึ่งไม่มีใครมองเห็น ประตูหินบานนั้นได้เปิดตาขึ้นอีกครั้ง และบางสิ่งภายในห้องกำลังรอพวกเขากลับไป เมื่อกลับถึงปราสาทแบล็กธอร์น เอเวอเร็ตต์ก็รีบนำบันทึกโบราณหลายเล่มมาวางบนโต๊ะประชุม เซราฟีนยืนกอดอกอยู่ข้างหน้าต่าง ส่วนคัลเลนกับเซเลสเทียเดินทางมาจากมูนฟอลล์ทันทีหลังได้รับข้อความจากโรสลิน “ถ้าเสียงนั้นเป็นผู้พิทักษ์จริง เหตุใดจึงไม่เปิดเผยตัว” เซราฟีนถาม “ผู้พิทักษ์บางประเภทไม่ได้มีร่างกายให้เปิดเผย” เอเวอเร็ตต์ตอบ พลางเปิดหนังสือเล่มหนึ่ง “โดยเฉพาะผู้ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรักษาความทรงจำ ไม่ใช่ปกป้องสถานที่” โรสลินนั่งลงตรงข้ามเขา “ท่านกำลังบอกว่าชายคนนั้นอาจเป็นความทรงจำที่พูดได้?” “อาจเป็นมากกว่านั้น ความทรงจำธรรมดาไม่สามารถรับรู้การมาถึงของผู้สืบสายเลือดได้ด้วยตัวเอง แต่ถ้ามันถูกผูกเข้ากับเวทเก่าแก่ หรือมีจิตสำนึกเหลืออยู่บางส่วน ก็เป็นไปได้” อาเดรียนวางมือบนพนักเก้าอี้ของโรสลิน “ค้นเรื่องห้องแห่งนามที่ถูกลืม” “ข้ากำลังทำอยู่พ่ะย่ะค่ะ” เอเวอเร็ตต์ตอบ ก่อนหยิบแผ่นหนังที่มีขอบไหม้เกรียมออกมา “แต่มีบางอย่างที่ข้าคิดว่าพวกท่านควรเห็น” บนแผ่นหนังมีภาพสลักของประตูสามบาน บานแรกเป็นประตูสีดำ มีเส้นสีเงินพาดผ่านตรงกลาง คล้ายประตูรัตติกาลนิรันดร์ บานที่สองเป็นประตูสีขาว มีสัญลักษณ์ดวงตาอยู่ตรงกลาง เหมือนประตูในถ้ำทางเหนือ ส่วนบานที่สามกลับไม่มีภาพวาด มีเพียงช่องว่างสีดำสนิท ด้านล่างภาพมีข้อความภาษาราชวงศ์โบราณที่ถูกขีดฆ่าไปหลายส่วน เอเวอเร็ตต์ใช้นิ้วไล่ตามอักษรที่ยังอ่านได้ “ประตูแห่งรัตติกาลเชื่อมโลกเข้ากับสิ่งที่อยู่นอกขอบเขต ประตูแห่งนามเก็บรักษาความทรงจำ ส่วนประตูสุดท้าย...” เขาหยุด “ประตูสุดท้ายคืออะไร” โรสลินถาม “ข้าอ่านได้เพียงว่า มันไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เปิด” เซเลสเทียขมวดคิ้ว “แล้วจะสร้างประตูที่เปิดไม่ได้ขึ้นมาทำไม” “เพื่อให้บางสิ่งอยู่ข้างใน” อาเดรียนตอบ คำพูดนั้นทำให้ทุกคนเงียบลง โรสลินมองภาพประตูทั้งสามบาน ความเย็นบางอย่างไหลผ่านกระดูกสันหลัง เธอจำความรู้สึกจากคืนที่ประตูรัตติกาลเปิดออกได้ดี ความว่างเปล่าไม่ได้มีรูปร่าง แต่มันสามารถทำให้ทุกสิ่งที่สัมผัสสูญเสียความหมายได้ หากมีประตูอีกบานที่สร้างขึ้นเพื่อขังบางสิ่งไว้จริง นั่นหมายความว่าศัตรูของพวกเขาอาจไม่ใช่สิ่งเดียวกับที่วาเลเรียนพยายามปลดปล่อย “แล้วคำสาปของอาเดรียนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างไร” เธอถาม เอเวอเร็ตต์หันไปมองราชาแวมไพร์ “ข้าพบข้อมูลในบันทึกอีกชุดหนึ่ง แต่ยังไม่กล้ายืนยัน” “พูดมา” อาเดรียนสั่ง “มีบันทึกว่ากษัตริย์องค์แรกของแวมไพร์ไม่ได้รับพลังจากการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ แต่ได้รับมันจากการทำพันธสัญญากับผู้พิทักษ์ที่ยืนอยู่ระหว่างสองโลก” ดวงตาสีแดงของอาเดรียนพลันเย็นเยียบ “เป็นไปไม่ได้” โรสลินหันไปหาเขาทันที “ท่านรู้เรื่องนี้?” “ข้ารู้เพียงตำนานเก่าแก่ ราชวงศ์แวมไพร์ถือกำเนิดจากเลือดของกษัตริย์องค์แรก ผู้ซึ่งได้รับพรจากรัตติกาล ไม่มีบันทึกเรื่องผู้พิทักษ์” “แล้วคำสาปของท่านเริ่มขึ้นเมื่อไร” เธอถาม อาเดรียนนิ่งไป “ก่อนที่ข้าจะขึ้นครองบัลลังก์” “นานแค่ไหน” “หลายสิบปีก่อนหน้านั้น” โรสลินขยับตัวหันเข้าหาเขาเต็มตัว “ท่านไม่เคยบอกข้า” “เพราะข้าเองก็ไม่รู้ว่ามันเริ่มต้นจากอะไร ตอนนั้นข้าคิดว่ามันเป็นผลจากสายเลือดของข้า เป็นความผิดปกติที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด” “แล้วเกิดอะไรขึ้นก่อนที่คำสาปจะปรากฏ” อาเดรียนมองเธอ แววตาของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย คล้ายกำลังพิจารณาว่าควรเปิดเผยความทรงจำที่ฝังลึกเพียงใด “ข้าเคยเกือบตาย” ความเงียบปกคลุมห้อง “ข้าอายุยังไม่ถึงสามสิบปีในเวลานั้น ถูกลอบสังหารระหว่างเดินทางไปยังเขตชายแดน ข้าถูกแทงด้วยอาวุธที่ไม่รู้จัก พลังทั้งหมดดับลง และหัวใจหยุดเต้น” เซราฟีนเบิกตาเล็กน้อย นางรับใช้ราชามาหลายร้อยปี แต่ไม่เคยได้ยินเรื่องนี้ “แล้วท่านรอดมาได้อย่างไร” โรสลินถาม “เมื่อข้าลืมตาขึ้นอีกครั้ง ข้าอยู่ในวิหารร้างแห่งหนึ่ง ไม่มีบาดแผล ไม่มีเลือด และไม่มีใครอยู่ที่นั่น” อาเดรียนกล่าว “มีเพียงรอยสัญลักษณ์สีเงินบนหน้าอก และเสียงที่บอกข้าว่า ชีวิตของข้าไม่ได้เป็นของข้าอีกต่อไป” มือของโรสลินเย็นลงทันที “เสียงนั้นพูดว่าอะไร” “มันบอกว่า หากข้ายังต้องการมีชีวิตอยู่ ข้าต้องรักษาสิ่งที่ไม่ควรถูกเปิดออก” เอเวอเร็ตต์ค่อย ๆ วางแผ่นหนังลง “นั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของคำสาป” “ไม่” อาเดรียนกล่าว “คำสาปเกิดขึ้นหลังจากนั้นหลายปี มันเริ่มกัดกินข้าเมื่อข้าพยายามใช้พลังเกินขีดจำกัด” “หรือสิ่งที่ท่านเรียกว่าคำสาปอาจเป็นผนึกที่กำลังเสื่อมสภาพ” โรสลินเอ่ย ไม่มีใครตอบในทันที แต่แววตาของเอเวอเร็ตต์บอกว่าความเป็นไปได้นั้นน่ากลัวยิ่งกว่าที่คิด หากคำสาปไม่ใช่โทษทัณฑ์ แต่เป็นผนึกที่ทำหน้าที่บางอย่างมาตลอดพันปี การพยายามกำจัดมันอาจเท่ากับทำลายสิ่งสุดท้ายที่กั้นขวางหายนะเอาไว้ โรสลินนึกถึงคำพูดของลูนาเรีย คำสาปของเจ้าเริ่มก่อนที่วาเลเรียนจะทำพิธี มารดาของเธอรู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ แต่ไม่เคยมีโอกาสบอกความจริงทั้งหมด “เราต้องกลับไปที่ห้องแห่งนาม” เธอกล่าว “แต่ก่อนหน้านั้น ข้าต้องรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับอาเดรียนในวิหารร้าง และใครเป็นคนช่วยชีวิตเขา” “ข้าจะไปกับเจ้า” อาเดรียนตอบ “แน่นอน ท่านไปกับข้าอยู่แล้ว” “ข้าหมายถึง หากความทรงจำนั้นทำร้ายเจ้า—” “ข้าจะตัดการเชื่อมต่อและถอยออกมา ไม่ใช่ยืนรอให้ใครช่วย” เธอขัด “และท่านก็จะไม่ทำอะไรโง่ ๆ เพื่อเสียสละตัวเองเช่นกัน” ราชาแวมไพร์ถอนหายใจช้า ๆ “บางครั้งข้าก็คิดถึงวันที่เจ้ายังกลัวข้า” “ข้าก็คิดถึงวันที่ท่านยังไม่ชอบเถียง” คัลเลนซึ่งนั่งฟังอยู่นานถึงกับหลุดหัวเราะสั้น ๆ ก่อนรีบปรับสีหน้าเมื่อโรสลินหันไปมอง “ขออภัย” เขาพูด “ข้าเพียงคิดว่าพวกท่านเหมาะสมกันดี” “ความเห็นของเจ้าไม่ได้อยู่ในวาระประชุม” โรสลินตอบเรียบ ๆ รอยยิ้มของคัลเลนจางลงทันที เซเลสเทียแตะข้อศอกเขาเบา ๆ เป็นการเตือนให้หยุดพูด ก่อนหันไปหาโรสลิน “ระหว่างที่พวกท่านค้นหาความจริง ข้าจะจัดกำลังเฝ้าชายแดน หากมีอะไรเกิดขึ้นกับมูนฟอลล์ เราจะส่งข่าวทันที” โรสลินพยักหน้า “ขอบใจ” ไม่มีการให้อภัย ไม่มีคำสัญญาว่าทุกอย่างจะกลับไปเหมือนเดิม แต่เป็นครั้งแรกที่เธอสามารถยืนอยู่ต่อหน้าคัลเลนและพูดคุยเรื่องอนาคตได้ โดยไม่รู้สึกว่าตัวเองต้องพิสูจน์คุณค่าของชีวิตให้เขาเห็นอีก อดีตยังอยู่ตรงนั้น ทว่ามันไม่ได้มีสิทธิ์กำหนดทุกก้าวของเธออีกต่อไป ในเวลาเดียวกัน ณ วิหารใต้ดินที่ซ่อนอยู่ห่างจากชายแดนแวมไพร์ไปหลายร้อยไมล์ ลอร์ดวาเลเรียนกำลังยืนอยู่หน้าบัลลังก์หินสีดำ จดหมายที่เขาส่งออกไปเมื่อสามวันก่อนวางอยู่บนแท่นหิน ซองจดหมายถูกเปิดแล้ว ผู้รับมาถึงโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ไม่มีเสียงฝีเท้า ไม่มีประตูเปิดออก และไม่มีพลังใดให้ตรวจจับ ชายผู้ปรากฏตัวตรงหน้าเขาสวมเสื้อคลุมสีเทาซีด ใบหน้าถูกบดบังด้วยหน้ากากเงินที่มีรอยแตกร้าวตรงบริเวณดวงตา วาเลเรียนก้มศีรษะเล็กน้อย ไม่ใช่ด้วยความเคารพ หากแต่เป็นการยอมรับว่าบุคคลตรงหน้าไม่ใช่คนที่เขาควรประมาท “ท่านยังมีชีวิตอยู่จริง ๆ” วาเลเรียนกล่าว “เจ้าผิดหวังหรือ” “ข้าเพียงสงสัยว่าท่านหายไปนานถึงเพียงนี้ได้อย่างไร” ชายสวมหน้ากากหัวเราะเบา ๆ “เจ้าควรสงสัยว่าทำไมข้าจึงยอมให้เจ้าพบข้าในเวลานี้มากกว่า” วาเลเรียนไม่ตอบ เขาเลื่อนขวดแก้วขนาดเล็กไปบนแท่น ภายในมีเลือดสีแดงเข้มหนึ่งหยดลอยอยู่กลางของเหลวใส เลือดของอาเดรียน เส้นสีดำบางเฉียบขดตัวอยู่ภายในหยดเลือดราวกับสิ่งมีชีวิต “มันเริ่มตอบสนองต่อความว่างเปล่าโดยไม่ต้องใช้พิธีกรรมอีกแล้ว” วาเลเรียนกล่าว “หากข้าขยายการเชื่อมต่อได้มากพอ ข้าจะสามารถควบคุมทางผ่านระหว่างสองโลกได้” “เจ้ายังเข้าใจผิดเหมือนเดิม” รอยยิ้มของวาเลเรียนหายไป “หมายความว่าอย่างไร” “เจ้าเรียกมันว่าทางผ่าน เพราะเจ้าต้องการให้ตัวเองเป็นผู้ควบคุม แต่สิ่งที่อยู่หลังประตูไม่เคยต้องการคนควบคุม” ชายสวมหน้ากากเอื้อมมือไปแตะขวดแก้ว เส้นดำในเลือดพุ่งเข้าหานิ้วของเขาทันที ทว่าก่อนจะสัมผัสผิวหนัง มันกลับหยุดนิ่ง ราวกับรับรู้ถึงบางสิ่งที่ไม่อาจต่อต้าน ชายคนนั้นยกมือออก “เห็นหรือไม่ มันจำเลือดของข้าได้” วาเลเรียนจ้องเขาอย่างระแวดระวัง “ท่านเป็นใครกันแน่” “คนที่อยู่ตรงนั้นในคืนที่อาเดรียนตายเป็นครั้งแรก” คำตอบนั้นทำให้วิหารทั้งหลังเงียบสนิท “ท่านช่วยชีวิตเขา?” “ข้าไม่ได้ช่วยเขา ข้าเพียงรักษาสิ่งที่ไม่ควรตายให้คงอยู่ต่อไป” “เพื่ออะไร” “เพื่อให้ผนึกยังทำงาน” วาเลเรียนหัวเราะออกมาอย่างไม่เชื่อ “ท่านต้องการให้ข้าเชื่อว่าคำสาปของราชาแวมไพร์เป็นผนึกอย่างนั้นหรือ” “ข้าไม่สนใจว่าเจ้าจะเชื่อหรือไม่” ชายสวมหน้ากากตอบ “แต่หากเจ้าทำลายมัน เจ้าจะไม่ได้รับพลังที่ต้องการ เจ้าจะเป็นคนเปิดประตูบานที่สาม” วาเลเรียนชะงัก เขาเคยเห็นภาพประตูบานนั้นในนิมิตบางอย่าง เป็นประตูที่ไม่มีรูปร่างชัดเจน ไม่มีบานพับ ไม่มีลูกบิด มีเพียงช่องว่างสีดำที่ทำให้แม้แต่ความทรงจำยังไม่กล้าจดจำมัน “ประตูที่ไม่ควรถูกเปิด...” เขาพึมพำ “ในที่สุดเจ้าก็จำได้” วาเลเรียนกำมือแน่น “ข้าไม่สนใจประตูบานนั้น ข้าต้องการอำนาจเหนือความว่างเปล่า” “เช่นนั้นเจ้าก็ไม่ต่างจากคนที่สร้างราชวงศ์จันทราขึ้นมา” ดวงตาของวาเลเรียนหรี่ลง “ท่านพูดถึงอะไร” ชายสวมหน้ากากหันหน้าไปยังผนังด้านหลัง บนหินสีดำมีอักษรเก่าแก่ที่แทบเลือนหายไปแล้ว “ราชวงศ์จันทราไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อครอบครองพลังแห่งดวงจันทร์ มันถูกสร้างขึ้นเพื่อเฝ้ารักษาความทรงจำเกี่ยวกับสิ่งที่โลกทั้งสองร่วมกันปิดผนึกไว้” “แล้วใครสั่งให้ราชวงศ์นั้นล่มสลาย” ชายคนนั้นนิ่งไปนาน “คำถามที่ถูกต้องไม่ใช่ใครสั่ง แต่เป็นใครได้ประโยชน์จากการที่ไม่มีผู้ใดเหลืออยู่เพื่อจดจำความจริง” วาเลเรียนก้าวเข้าไปใกล้ “ข้าต้องการชื่อ” “ชื่อไม่อาจช่วยเจ้าได้” “ข้าไม่ได้เรียกท่านมาเพื่อฟังคำสอน” “และข้าก็ไม่ได้มาที่นี่เพื่อรับคำสั่งจากเจ้า” ความเย็นจัดแผ่กระจายออกจากร่างชายสวมหน้ากาก จนเปลวไฟสีม่วงในเชิงเทียนดับลงพร้อมกันทุกดวง วาเลเรียนถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ชายคนนั้นโน้มตัวลงเหนือขวดเลือดอีกครั้ง “หากเจ้ายังต้องการมีชีวิตอยู่ จงหยุดทดลองกับเลือดของอาเดรียน และอย่าแตะต้องโรสลิน วินเทอร์” “เหตุใดจึงต้องเป็นนาง” “เพราะนางเป็นคนสุดท้ายที่สามารถเลือกได้ว่าความทรงจำใดควรได้รับการเปิดเผย และความทรงจำใดควรถูกฝังไว้ตลอดกาล” “แล้วหากข้าไม่ยอมล่ะ” ชายสวมหน้ากากหันกลับมา “เจ้าก็จะได้รู้ว่าความว่างเปล่ากินสิ่งที่มันไม่ต้องการใช้ทิ้งอย่างไร” สิ้นคำ ร่างของเขาก็หายไปจากวิหาร เหลือเพียงขวดเลือดบนแท่นหิน วาเลเรียนยืนนิ่งอยู่หลายนาที ก่อนยกมือขึ้นกุมหน้าอก เมื่อเส้นสีดำเส้นหนึ่งปรากฏใต้ผิวหนังบริเวณข้อมือของเขา มันไม่ได้มาจากเลือดอาเดรียน มันเกิดขึ้นขณะที่ชายสวมหน้ากากกำลังพูด ราวกับบางสิ่งได้ยินบทสนทนาทั้งหมด และกำลังตัดสินใจว่าจะทำอะไรกับเขาต่อไป วาเลเรียนก้มมองรอยดำ ก่อนจะค่อย ๆ ยิ้มออกมา “ถ้าเจ้าไม่ต้องการให้ข้าเปิดประตู...” เขาหยิบขวดเลือดขึ้นมา “ข้าก็จะหาวิธีทำให้โรสลินเปิดมันแทน” คืนนั้น โรสลินฝันถึงสถานที่ซึ่งเธอไม่เคยเห็นมาก่อน ท้องฟ้าเหนือเมืองโบราณเป็นสีเงิน ไม่มีดวงอาทิตย์ ไม่มีดวงจันทร์ มีเพียงแสงสีขาวที่ส่องลงมาจากช่องว่างระหว่างโลกทั้งสอง หญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่กลางลานหิน นางมีเส้นผมสีขาวยาวถึงเอวและดวงตาสีเดียวกับจี้ของโรสลิน ตรงหน้านางคือชายหนุ่มในชุดเกราะสีดำ ใบหน้าของเขาเหมือนอาเดรียนทุกประการ แต่ดวงตาของเขาไม่มีสีแดง มันเป็นสีเงิน หญิงสาวยื่นมือไปแตะแก้มชายหนุ่ม “เมื่อเจ้าตื่นขึ้น เจ้าจะไม่จดจำข้า” ชายหนุ่มจับข้อมือนางไว้ “ข้าไม่ยอมให้เจ้าหายไป” “เจ้าไม่มีสิทธิ์เลือกเรื่องนี้” “ถ้าเช่นนั้นข้าจะเลือกจำเจ้า แม้โลกจะพยายามลบเจ้าจากความทรงจำของข้า” หญิงสาวหลับตาลง น้ำตาหยดหนึ่งไหลผ่านแก้ม “นั่นคือเหตุผลที่ข้าต้องผนึกเจ้าไว้” ทันใดนั้นพื้นดินก็สั่นสะเทือน ประตูสีขาวเปิดออกด้านหลังพวกเขา และเงาสีดำมหาศาลเคลื่อนผ่านช่องว่างระหว่างโลก หญิงสาวผลักชายหนุ่มออกไป ก่อนหันกลับไปเผชิญหน้ากับประตู “เมื่อทายาทแห่งจันทรากลับมา จงอย่าปล่อยให้เขาจำข้าได้ทั้งหมด” เสียงระเบิดดังขึ้น ทุกสิ่งแตกสลายเป็นแสงสีเงิน โรสลินสะดุ้งตื่นบนเตียงในห้องของอาเดรียน ลมหายใจติดขัด มือข้างหนึ่งกำจี้หินสีขาวแน่นจนข้อนิ้วซีด อาเดรียนลืมตาขึ้นทันที “โรสลิน?” เธอหันไปหาเขา ใบหน้าซีดเผือด “ข้าเห็นความทรงจำบางอย่าง” เขาลุกขึ้นนั่ง “เกี่ยวกับใคร” โรสลินจ้องมองใบหน้าของชายที่อยู่ตรงหน้า ความฝันนั้นชัดเจนเกินกว่าจะเป็นเพียงจินตนาการ และชายหนุ่มในชุดเกราะก็มีใบหน้าเหมือนเขาอย่างน่ากลัว “เกี่ยวกับท่าน” อาเดรียนขมวดคิ้ว “ข้าเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง นางมีผมสีขาว ดวงตาสีเงิน และนางพูดว่าต้องผนึกชายคนหนึ่งเอาไว้” “ชายคนนั้นเป็นใคร” โรสลินส่ายหน้า ก่อนจับมือเขาแน่น “เขาหน้าเหมือนท่าน” ความเงียบเข้าปกคลุมห้อง “แต่ดวงตาของเขาไม่ใช่สีแดง” เธอพูดต่อ “มันเป็นสีเงินเหมือนดวงจันทร์” อาเดรียนไม่ขยับเขยื้อน เป็นครั้งแรกที่โรสลินเห็นความหวาดกลัวปรากฏบนใบหน้าของเขาอย่างชัดเจน ไม่ใช่ความกลัวความตาย ไม่ใช่ความกลัวการสูญเสียอำนาจ แต่เป็นความหวาดกลัวต่อความทรงจำที่เขาไม่เคยมี อาเดรียนยกมือขึ้นแตะหน้าอกตัวเอง ตรงตำแหน่งที่ครั้งหนึ่งเขาเคยพบรอยสัญลักษณ์สีเงินหลังตื่นขึ้นจากความตาย “ข้าเคยเห็นผู้หญิงคนนั้นมาก่อน” เขากระซิบ โรสลินเบิกตากว้าง “เมื่อไร” “ในความฝันที่ข้าไม่เคยจดจำได้หลังตื่นนอน” เขาหลับตาลง พยายามค้นหาบางอย่างที่ซ่อนอยู่ลึกในจิตใจ แต่สิ่งที่ตอบกลับมามีเพียงความว่างเปล่า แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นภายในหัวของเขา เสียงที่เขาไม่ได้ยินมานานกว่าพันปี อย่าให้เธอจำชื่อของข้าได้ อาเดรียนลืมตาพรวด ในวินาทีเดียวกัน จี้ของโรสลินส่องแสงสีเงินสว่างจ้า ก่อนจะปรากฏอักษรโบราณสามตัวบนผิวหิน เอเวอเร็ตต์เคยบอกว่าภาษานี้สูญหายไปก่อนการล่มสลายของราชวงศ์จันทรา โรสลินอ่านมันออกโดยไม่รู้ว่าเหตุใด ริมฝีปากของเธอขยับช้า ๆ “ผู้พิทักษ์...” เธอหยุดหายใจไปชั่วขณะ ก่อนอ่านอักษรที่เหลือ “...แห่งนามแรก” แสงจากจี้ดับลง อาเดรียนคว้ามือเธอไว้ แต่ไม่ได้ถามให้เธอเปิดเผยอะไรต่อ เขาเพียงประสานนิ้วกับเธอแน่นขึ้น ราวกับทั้งคู่ต่างรู้ว่าความจริงที่กำลังจะค้นพบอาจเปลี่ยนทุกสิ่งที่พวกเขาเชื่อเกี่ยวกับอดีต โรสลินมองออกไปนอกหน้าต่าง เหนือยอดหอคอยของปราสาทแบล็กธอร์น ดวงจันทร์กำลังเคลื่อนผ่านกลุ่มเมฆสีดำ และเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เธอถูกขับไล่ออกจากฝูง เธอรู้สึกว่าบางทีสายเลือดที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดอาจไม่ใช่เพียงมรดกของราชวงศ์ที่สูญสิ้น มันอาจเป็นคำสัญญาที่ใครบางคนเคยให้ไว้ คำสัญญาที่ถูกผนึกพร้อมกับชื่อของผู้พิทักษ์คนแรก และหากชื่อของเขาถูกเปิดเผย ประวัติศาสตร์ของทั้งราชวงศ์จันทราและราชวงศ์แวมไพร์อาจไม่เหลือสิ่งใดให้เชื่อถืออีกเลย“คนที่สั่งให้ราชวงศ์จันทราล่มสลาย... ไม่ใช่เอเรนเพียงคนเดียว” เสียงของอิซาราดับลง ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่หนักอึ้งอยู่กลางวิหาร โรสลินก้มมองจี้พระจันทร์เสี้ยวในมือ เส้นสีดำบนผิวหินขยับช้า ๆ ราวกับเส้นเลือดที่กำลังเต้น ก่อนจะหยุดนิ่งตรงสัญลักษณ์รูปดวงตาซึ่งปรากฏขึ้นในวงกลมไม่สมบูรณ์ เธอเงยหน้ามองชายผมขาวที่ยืนอยู่ตรงข้าม “คุณบอกว่าคุณเป็นคนสั่งปิดผนึกเมืองหลวง” “ใช่” “และคุณรู้ว่าการตัดสินใจนั้นจะทำให้ผู้คนจำนวนมากตาย” เอเรนไม่หลบสายตา “ข้ารู้” “แต่คุณไม่ได้บอกว่าคุณเป็นคนสั่งให้ราชวงศ์จันทราล่มสลาย” “เพราะสองสิ่งนั้นไม่เหมือนกัน” “สำหรับคนที่ตายอยู่ข้างใน พวกมันอาจไม่ต่างกันเลย” คำพูดของโรสลินทำให้เซราฟีนขยับมือเข้าใกล้ด้ามดาบ นางไม่ได้ชักมันออกมา แต่พร้อมรับมือหากชายผมขาวคิดจะใช้พลังบางอย่าง อาเดรียนยืนอยู่ข้างโรสลิน ใบหน้าของเขายังคงเย็นชา ทว่าดวงตาสีแดงเข้มกลับมีประกายผิดปกติ เขากำลังพยายามนึกถึงบางสิ่งที่อยู่ลึกลงไปในความทรงจำ “เจ้ารู้ว่าใครเป็นคนที่สองหรือไม่” ราชาแวมไพร์ถาม เอเรนหลับตาลงชั่วครู่ “ข้าเคยคิดว่ารู้” “แต่ตอนนี้ไม่แน่ใจ?” “ตอนนี้ข้าไม่แน่ใจแม้กระทั่ง
เสียงเรียกจากหลังประตูทำให้ทั้งวิหารสั่นสะเทือน “ผู้เฝ้าประตูคนสุดท้าย... ในที่สุดเจ้าก็กลับมา” อาเดรียนยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นหิน มือข้างหนึ่งกดลงบนหน้าอก ขณะที่เส้นสีเงินค่อย ๆ แผ่กระจายใต้ผิวหนังของเขา ราวกับมีบางสิ่งกำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนาน โรสลินประคองไหล่เขาไว้แน่น “อาเดรียน มองข้า อย่าฟังเสียงนั้น” เขาพยายามเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีแดงสลับกับสีเงินอย่างควบคุมไม่ได้ “ข้าได้ยินมันมาตลอดชีวิต” เขากระซิบ “แต่ไม่เคยรู้ว่ามันเป็นเสียงของใคร” “ตอนนี้ท่านรู้แล้วหรือ” “ไม่ทั้งหมด” คำตอบนั้นทำให้โรสลินรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด อย่างน้อยเขาก็ยังไม่ยอมเชื่อทุกสิ่งที่เห็นเพียงเพราะมันดูเหมือนความทรงจำของตัวเอง เธอจับมือเขาไว้ “เช่นนั้นเราจะหาคำตอบด้วยกัน” อาเดรียนบีบมือเธอตอบ ก่อนค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน แม้ความเจ็บปวดจะยังทำให้สีหน้าเขาซีดลงก็ตาม อีกด้านหนึ่ง เอเรนยืนขวางอยู่ระหว่างพวกเขากับประตูบานที่สาม ใบหน้าของชายผมขาวเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แววตาสีเงินที่เคยสงบนิ่งเต็มไปด้วยความระมัดระวัง “ทุกคนถอยออกจากประตู” เขาสั่ง เซราฟีนชักดาบออกมา “ท่านไม่มีสิทธิ์สั่งพวกเรา” “หากเจ้า
เสียงแตกร้าวจากประตูบานที่สามดังขึ้นพร้อมกับความเงียบงันที่แผ่ปกคลุมวิหารใต้ดิน ชายผมขาวยืนมองรอยแยกบนแท่นหินโดยไม่ขยับเขยื้อน แสงสีเงินในดวงตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาเย็นชาเช่นเดิม เขารู้ดีว่ารอยร้าวนั้นหมายถึงอะไร มันไม่ใช่สัญญาณว่าผนึกกำลังอ่อนแอลงตามกาลเวลา แต่เป็นผลจากการที่ผู้ถือครองนามส่วนแรกเริ่มเข้าใกล้ความจริง โรสลิน วินเทอร์ กำลังเดินตามเส้นทางที่ถูกปิดตายมานานกว่าพันปี และอาเดรียนกำลังจะกลับไปยังสถานที่ซึ่งความตายครั้งแรกของเขาได้เปลี่ยนชะตาของโลกทั้งสองไปตลอดกาล “เจ้าควรหยุดพวกเขา” เสียงจากความมืดกล่าว ชายผมขาวส่ายหน้า “ข้าหยุดพวกเขามานานพอแล้ว” “หากพวกเขาเปิดเผยนามของเจ้า ทุกสิ่งที่เจ้าพยายามรักษาไว้อาจพังทลาย” “หากความจริงทำให้สิ่งที่สร้างขึ้นจากคำโกหกพังทลาย มันก็สมควรพัง” เขาหันหลังให้ประตูบานที่สาม ก่อนเดินลึกเข้าไปในทางเดินมืด “เตรียมตัวให้พร้อม เมื่อพวกเขามาถึงวิหารแห่งแรก ข้าจะไม่ซ่อนตัวอีกต่อไป” สามวันหลังจากได้รับแหวนเงิน โรสลินกับอาเดรียนออกเดินทางไปยังวิหารแห่งแรก โดยมีเซราฟีนและองครักษ์แวมไพร์จำนวนหนึ่งติดตามไปด้วย สถานที่แห่งนั้นตั้งอ
โรสลินไม่เคยเห็นอาเดรียนเงียบงันได้นานขนาดนี้มาก่อนหลังจากจี้หินสีขาวเปล่งแสงและเผยคำว่า ผู้พิทักษ์แห่งนามแรก เขาก็แทบไม่พูดอะไรอีก ชายผู้เคยเผชิญหน้ากับศัตรูนับพันโดยไม่กะพริบตากลับนั่งนิ่งอยู่ข้างหน้าต่าง ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าความตายโรสลินไม่ได้เร่งรัดให้เขาตอบคำถามเธอรู้ดีว่าบางครั้งความเงียบไม่ได้หมายถึงการปิดบัง แต่อาจหมายถึงการพยายามทำความเข้าใจกับความจริงที่ไม่เคยมีใครเตรียมใจรับมือกระนั้น เธอก็ไม่คิดจะปล่อยให้เรื่องนี้ถูกฝังไว้ใต้ความเงียบตลอดไป“ท่านจำอะไรได้บ้าง”อาเดรียนหันมามองเธอ“ไม่มากพอจะเรียกว่าความทรงจำ”“แต่ก็ไม่ใช่ไม่รู้อะไรเลย”เขาถอนหายใจเบา ๆ ก่อนยื่นมือมาแตะจี้ที่อยู่บนลำคอของเธอ ทว่าคราวนี้เขาไม่ได้สัมผัสมันโดยตรง เพียงหยุดนิ้วไว้ห่างจากผิวหินเล็กน้อย“ตอนข้ายังเด็ก ข้ามักฝันถึงสถานที่แห่งหนึ่ง เป็นห้องสีขาวที่ไม่มีประตู ไม่มีหน้าต่าง และไม่มีเงา ในห้องนั้นมีเสียงผู้หญิงเรียกชื่อข้า”“นางเรียกชื่ออาเดรียนหรือ”“ไม่ใช่”คำตอบนั้นทำให้โรสลินขมวดคิ้ว“แล้วนางเรียกท่านว่าอะไร”อาเดรียนหลุบตาลง“ข้าจำไม่ได้ แต่ทุกครั้งที่ตื่นขึ้น ข้าจะรู
เสียงนั้นยังคงก้องอยู่ในความทรงจำของโรสลิน แม้เธอกับอาเดรียนจะเดินออกมาจากถ้ำแล้วก็ตาม “จงรีบกลับมา ก่อนที่เจ้าจะได้รู้ว่าใครเป็นคนสร้างราชวงศ์จันทราขึ้นมา... และใครเป็นคนสั่งให้มันล่มสลาย” คำพูดนั้นไม่เหมือนคำข่มขู่ และไม่เหมือนคำเชื้อเชิญจากความว่างเปล่าที่พยายามล่อลวงเธอมาตลอดหลายวัน มันฟังคล้ายคำเตือนจากใครบางคนที่รอคอยมานานแสนนาน โรสลินหยุดยืนตรงปากถ้ำ ลมหนาวพัดผ่านเส้นผมของเธอ ขณะที่จี้หินสีขาวบนลำคอเย็นจัดจนแทบเหมือนน้ำแข็ง สัญลักษณ์รูปดวงตาที่ปรากฏอยู่บนผิวหินค่อย ๆ เลือนหาย เหลือเพียงรอยเส้นสีเงินจาง ๆ “เจ้าคิดว่าเสียงนั้นเป็นใคร” เธอถาม อาเดรียนยืนอยู่ข้างกาย ดวงตาสีแดงจับจ้องความมืดภายในถ้ำ “ข้ายังไม่รู้” “ปกติท่านจะมีคำตอบที่น่าหงุดหงิดกว่านี้ อย่างน้อยก็ต้องบอกว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุม” “ข้าไม่เคยบอกว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุม” “ท่านเคยพูดว่าไม่มีสิ่งใดหลุดรอดสายตาของราชาแวมไพร์” “นั่นเป็นคำกล่าวที่ใช้ข่มขู่ขุนนางโง่เขลา ไม่ใช่คำสารภาพต่อหญิงที่รู้จักข้าดีกว่าคนเหล่านั้น” โรสลินเหลือบมองเขา “ท่านกำลังยอมรับว่าข้ารู้จักท่านดีหรือ” “อย่าทำให้ข้าต้องเสียใจที่พูดค
โรสลินไม่เคยเห็นอาเดรียนมีสีหน้าเช่นนั้นมาก่อน ทันทีที่สัญลักษณ์สีดำปรากฏขึ้นภายในจี้หินสีขาว แววตาของราชาแวมไพร์ก็เปลี่ยนไป ความเย็นชาที่เขาใช้เผชิญหน้ากับศัตรูมาตลอดถูกแทนที่ด้วยความตื่นตระหนกซึ่งเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา แต่โรสลินมองเห็นมันชัดเจน เขาจำสัญลักษณ์นั้นได้ “ท่านรู้จักมัน” เธอเอ่ย อาเดรียนไม่ได้ตอบในทันที เขายื่นมือมาใกล้จี้ แต่หยุดก่อนแตะต้องมัน ราวกับกำลังระวังไม่ให้บางสิ่งตอบสนองต่อพลังของเขา “ข้าเคยเห็นมันครั้งหนึ่ง” “เมื่อไร?” “คืนที่ราชวงศ์จันทราล่มสลาย” คำตอบทำให้โรสลินรู้สึกเหมือนอากาศในห้องเย็นลง เธอก้มมองจี้บนลำคอ สัญลักษณ์สีดำมีลักษณะคล้ายดวงตาซ้อนอยู่ภายในวงกลมที่ไม่สมบูรณ์ เส้นบาง ๆ แผ่ออกจากจุดศูนย์กลางราวกับรากไม้ที่กำลังแทรกตัวผ่านหิน “ท่านเคยบอกข้าว่าในคืนนั้น ราชินีลูนาเรียพยายามปิดผนึกประตูรัตติกาลนิรันดร์” “นางทำเช่นนั้นจริง” “แล้วสัญลักษณ์นี้เกี่ยวข้องกับอะไร?” อาเดรียนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนั่งลงตรงขอบเตียง “ในคืนที่พิธีกรรมของวาเลเรียนผิดพลาด ข้าเห็นสัญลักษณ์นี้บนประตูอีกบานหนึ่ง ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปใต้ห้องประกอบพิธี ข้าไม่เคยเห็นมันในตำรา







