Home / แฟนตาซี / พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ / บทที่ 5 บทเรียนแรกของ Blood Luna

Share

บทที่ 5 บทเรียนแรกของ Blood Luna

last update publish date: 2026-10-18 12:12:59

เสียงระฆังจากหอคอยตะวันออกดังขึ้นในยามรุ่งสาง

โรสลิน วินเทอร์ขยับตัวใต้ผ้าห่มผืนหนา ก่อนจะยกหมอนขึ้นปิดหูอย่างไม่เต็มใจ

“ขออีกห้านาที…”

เงียบ

เธอพลิกตัวไปอีกด้านแล้วซุกหน้ากับหมอนนุ่ม ๆ

“อีกห้านาทีจริง ๆ นะ…”

“หากเจ้ายังไม่ลุกภายในสิบวินาที ข้าจะสั่งให้คนยกเตียงทั้งหลังไปไว้กลางลานฝึก”

เสียงทุ้มเย็นชาดังขึ้นจากปลายเตียง

โรสลินสะดุ้งสุดตัว

เธอเด้งขึ้นนั่งทันที เส้นผมยุ่งเหยิงกระจายรอบใบหน้า ดวงตายังพร่ามัวจากการนอนหลับ แต่เมื่อเห็นชายในชุดดำยืนกอดอกอยู่ข้างเตียง ความง่วงทั้งหมดก็หายไปในพริบตา

“ฝ่าบาท!”

อาเดรียน วาลมอร์เลิกคิ้ว

“ดี อย่างน้อยเจ้าก็ยังจำได้ว่าต้องเรียกข้าว่าอะไร”

โรสลินก้มมองตัวเองอย่างรวดเร็ว โชคดีที่เธอสวมชุดนอนเรียบร้อยแล้ว ผ้าห่มยังคลุมอยู่บนตัก และประตูก็ปิดสนิท

แต่เดี๋ยวก่อน!

“ทำไมฝ่าบาทถึงเข้ามาในห้องฉันโดยไม่เคาะประตูคะ!”

“ข้าเคาะแล้ว”

“เมื่อไรคะ”

“ก่อนที่เจ้าจะพูดว่าอีกห้านาที”

โรสลินอ้าปากค้าง

“ฉันไม่ได้ยินค่ะ!”

“นั่นเป็นปัญหาของหูเจ้า ไม่ใช่ของข้า”

“แต่—”

“ห้านาทีของเจ้าหมดแล้ว”

อาเดรียนหันหลังเดินไปทางประตู ก่อนจะทิ้งคำสั่งไว้ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“แต่งตัวให้เรียบร้อย แล้วลงไปที่ลานฝึกภายในสิบห้านาที”

ประตูปิดลง

โรสลินจ้องบานประตูอย่างไม่อยากเชื่อ

เมื่อคืนเขายังบอกให้เธอพักผ่อนให้มากอยู่เลย!

นี่เรียกว่าพักผ่อนตรงไหนกัน!

เธอทิ้งตัวกลับลงบนหมอนเพียงชั่วอึดใจ ก่อนจะรีบเด้งขึ้นมาอีกครั้งเมื่อนึกถึงคำขู่เรื่องเตียง

“ให้ตายเถอะ…ฉันต้องเอาชีวิตรอดจากราชาแวมไพร์ให้ได้ก่อนจะคิดเรื่องอื่นแล้ว!”

หญิงสาวกระโดดลงจากเตียง วิ่งไปล้างหน้า แล้วรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เซราฟีนเตรียมไว้ให้

ชุดฝึกสีดำตัดเย็บอย่างเรียบง่าย เสื้อแขนยาวพอดีตัว กางเกงขายาว และรองเท้าบูตหนังนุ่มที่ช่วยปกป้องเท้าซึ่งยังมีบาดแผล

เมื่อสวมเสื้อคลุมตัวสั้นทับอีกชั้น โรสลินก็หมุนตัวหน้ากระจก

เธอดูไม่เหมือนโอเมก้าผู้ถูกขับไล่เมื่อคืนก่อนอีกแล้ว

แม้ใบหน้ายังซีดเซียว แต่ดวงตากลับมีประกายบางอย่างที่เธอไม่เคยเห็นในตัวเองมาก่อน

ความหวัง

โรสลินยกมือแตะรอยพระจันทร์เสี้ยวบนข้อมือซ้าย

สัญลักษณ์สีแดงจาง ๆ ยังคงอยู่ตรงนั้น

“ฉันจะทำให้ได้ค่ะ”

เธอพูดกับเงาสะท้อนในกระจก

“ฉันจะไม่กลับไปเป็นคนที่ใครก็รังแกได้อีกแล้ว”

ลานฝึกของปราสาทแบล็กธอร์นตั้งอยู่ด้านหลังอาคารหลัก พื้นที่กว้างขวางล้อมด้วยกำแพงหินสูง มีหุ่นฝึกหลายสิบตัวเรียงรายอยู่รอบสนาม และมีวงอักขระสีเงินสลักไว้ตามพื้นเพื่อป้องกันพลังเวทหลุดออกไปภายนอก

โรสลินมาถึงก่อนเวลาสองนาที

เธอคิดว่าตัวเองน่าจะได้รับคำชมอย่างน้อยสักคำ

แต่ทันทีที่เดินเข้ามา อาเดรียนก็ยื่นแก้วน้ำให้เธอ

“ดื่มเสีย”

“ขอบคุณค่ะ”

เธอรับแก้วมาแล้วดื่มจนหมด เพราะเพิ่งวิ่งมาจากปีกตะวันออก

“วันนี้เราจะฝึกอะไรกันคะ”

“ควบคุมพลัง”

“แล้วการต่อสู้ล่ะคะ”

“เจ้าคิดว่าตัวเองจะต่อสู้กับใครได้ ในเมื่อยังควบคุมพลังของตัวเองไม่ได้”

โรสลินก้มมองข้อมือ

“ฉันลอยใบไม้ได้แล้วนะคะ”

“ข้าเห็นแล้ว”

“ตั้งสามใบด้วยค่ะ”

“และทั้งสามใบร่วงใส่หัวเจ้า”

หญิงสาวเม้มปาก

เธอเริ่มสงสัยว่าราชาแวมไพร์ผู้นี้เคยพูดอะไรโดยไม่ทำให้คนฟังอยากเถียงกลับบ้างหรือไม่

อาเดรียนเดินไปหยุดกลางลานฝึก ก่อนจะยกมือขึ้น

“มองข้าให้ดี”

ทันใดนั้น เงาสีดำใต้เท้าของเขาก็แผ่กระจายออกไปบนพื้น ราวกับหมึกที่ถูกหยดลงในน้ำ เส้นเงาเลื้อยผ่านหินทีละเส้น ก่อนจะพุ่งขึ้นพันรอบหุ่นฝึกตัวหนึ่ง

เสียงแตกดังสนั่น

หุ่นไม้ถูกบีบจนแหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยในเวลาไม่ถึงวินาที

โรสลินยืนตาค้าง

“นั่นคือพลังของแวมไพร์หรือคะ”

“ส่วนหนึ่ง”

“แล้วฉันจะทำแบบนั้นได้ไหม”

อาเดรียนหันมามองเธอ

“ไม่ใช่พลังทุกอย่างที่เจ้าจะใช้ได้เหมือนข้า เลือดจันทราโบราณมีคุณสมบัติแตกต่างออกไป เราต้องค้นหาว่าเจ้ามีความสามารถแบบใด”

“แล้วจะเริ่มอย่างไรคะ”

“หลับตา”

โรสลินทำตาม

“สัมผัสพลังที่อยู่ใต้ผิวหนัง อย่าฝืนดึงมันออกมา จงปล่อยให้มันตอบสนองต่อความตั้งใจของเจ้า”

เธอสูดลมหายใจเข้าลึก

ตอนแรกเธอสัมผัสได้เพียงความเย็นบางเบาที่ข้อมือ แต่เมื่อรวบรวมสมาธิ ความเย็นนั้นก็แผ่กระจายไปตามแขนและเข้าสู่ฝ่ามือ

มันเหมือนสายน้ำที่ไหลอยู่ใต้ผิวหนัง

โรสลินพยายามนึกถึงใบไม้ที่ลอยขึ้นเมื่อวาน

ใบไม้แห้งตรงพื้นขยับเล็กน้อย

หนึ่งใบลอยขึ้นจากดิน

เธอเผลอยิ้ม

แต่ทันทีที่พยายามยกใบที่สอง พลังในร่างกลับปะทุขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้

พรึ่บ!

ใบไม้แห้งหลายสิบใบหมุนวนรอบตัวเธอราวกับพายุขนาดย่อม

“ว้าย!”

โรสลินยกแขนขึ้นปิดหน้า

ใบไม้พุ่งชนศีรษะ ไหล่ และใบหน้าไม่หยุด บางใบติดอยู่ในเส้นผม ขณะที่บางใบปลิวเข้าไปในปกเสื้อ

อาเดรียนยืนนิ่งอยู่ห่างออกไปสองก้าว

เขามองหญิงสาวที่กำลังหมุนตัวหลบใบไม้ด้วยสีหน้าว่างเปล่า

“หยุดพลัง”

“ฉันพยายามอยู่ค่ะ!”

“เจ้ากำลังตื่นตระหนก ยิ่งกลัว พลังยิ่งตอบสนองผิดทิศทาง”

“แล้วฉันควรทำอย่างไรคะ!”

“หายใจ”

โรสลินชะงัก

“หายใจ?”

“ใช่ หายใจเข้าให้ลึก แล้วปล่อยลมหายใจออกช้า ๆ อย่าคิดว่าต้องควบคุมทุกอย่าง จงตั้งใจเพียงสิ่งเดียว”

น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่ง ไม่มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย

โรสลินพยายามทำตาม

หายใจเข้า

หายใจออก

เธอค่อย ๆ ลดแขนลง พยายามไม่สนใจใบไม้ที่กระแทกแก้ม

พลังที่ปั่นป่วนเริ่มสงบลงทีละน้อย ใบไม้ซึ่งลอยอยู่กลางอากาศค่อย ๆ ร่วงลงบนพื้น จนเหลือเพียงใบเดียวที่หมุนช้า ๆ อยู่ตรงหน้าเธอ

โรสลินลืมตาขึ้น

ใบไม้นั้นลอยอยู่ตรงปลายนิ้ว

มันหมุนไปทางซ้าย ก่อนจะหมุนกลับไปทางขวาอย่างเชื่องช้า

“ฉันทำได้แล้ว…”

เธอกระซิบด้วยความตื่นเต้น

แต่ในวินาทีต่อมา ใบไม้ก็ร่วงลงบนจมูกของเธอ

โรสลินจามออกมาเสียงดัง

อาเดรียนหลับตาลงอย่างอดทน

“การฝึกวันนี้คงยาวนานกว่าที่คิด”

เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วโมง

โรสลินเริ่มเข้าใจว่าการควบคุมพลังไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด

บางครั้งเธอสามารถทำให้วัตถุชิ้นเล็กลอยขึ้นได้อย่างราบรื่น แต่บางครั้งเพียงแค่พยายามยกก้อนหินก้อนเดียว พลังกลับทำให้ก้อนหินแตกกระจายจนฝุ่นคลุ้งไปทั่วลาน

อาเดรียนไม่ได้ขึ้นเสียงใส่เธอเลยแม้แต่ครั้งเดียว

แต่คำวิจารณ์ของเขาก็ทำให้เธออยากร้องไห้ไม่ต่างกัน

“ช้าเกินไป”

“เจ้ากำลังฝืนพลัง”

“สมาธิของเจ้าหลุดอีกแล้ว”

“หากศัตรูยืนอยู่ตรงหน้า เจ้าคงตายไปสามครั้งแล้ว”

โรสลินวางก้อนหินที่แตกละเอียดลงบนพื้น ก่อนจะหันไปมองเขาด้วยสีหน้าหมดความอดทน

“ฝ่าบาทคะ”

“อะไร”

“ท่านเคยเป็นมือใหม่มาก่อนหรือเปล่าคะ”

อาเดรียนเลิกคิ้ว

“แน่นอน”

เธอเบิกตากว้างอย่างมีความหวัง

“จริงหรือคะ”

“เมื่อพันสองร้อยปีก่อน”

ความหวังของโรสลินแตกละเอียดในทันที

“ฉันไม่ควรถามเลย…”

มุมปากของอาเดรียนขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย ก่อนจะกลับเป็นปกติอย่างรวดเร็ว

“พักห้านาที”

โรสลินแทบอยากคุกเข่าขอบคุณ

เธอเดินไปนั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างสนาม หยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับเหงื่อ ก่อนจะมองฝ่ามือของตัวเอง

รอยพันธะเลือดเปล่งแสงจาง ๆ ทุกครั้งที่เธอใช้พลัง

เธอสงสัยว่าตัวเองจะสามารถแข็งแกร่งได้มากแค่ไหน

จะมีวันหนึ่งที่เธอสามารถยืนต่อหน้าคัลเลนโดยไม่รู้สึกหวาดกลัวหรือไม่

จะมีวันหนึ่งที่เธอสามารถปกป้องตัวเองได้โดยไม่ต้องรอให้ใครเข้ามาช่วยหรือเปล่า

“เจ้าไม่ควรคิดถึงเขาระหว่างฝึก”

เสียงของอาเดรียนดังขึ้นเหนือศีรษะ

โรสลินเงยหน้าขึ้นทันที

“ฝ่าบาทอ่านความคิดฉันได้หรือคะ”

“ไม่ทั้งหมด แต่ความรู้สึกของเจ้าส่งผ่านพันธะมาเป็นระยะ”

เขาหยุดยืนตรงหน้าเธอ

“ทุกครั้งที่เจ้าคิดถึงชายคนนั้น พลังของเจ้าจะสั่นไหว”

โรสลินก้มหน้าลง

“ฉันไม่ได้ตั้งใจค่ะ”

“ข้าไม่ได้ถามว่าเจ้าตั้งใจหรือไม่ ข้ากำลังบอกให้เจ้ารู้ว่าความรู้สึกมีผลต่อการควบคุมพลัง”

เธอเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามเสียงเบา

“ถ้าฉันยังเจ็บปวดเพราะเรื่องของเขา แปลว่าฉันอ่อนแอหรือเปล่าคะ”

อาเดรียนไม่ได้ตอบทันที

เขามองหญิงสาวตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์

“ความเจ็บปวดไม่ได้ทำให้เจ้าอ่อนแอ”

โรสลินเงยหน้าขึ้น

“แต่การปล่อยให้คนที่ทำร้ายเจ้าควบคุมทุกการตัดสินใจของเจ้า นั่นต่างหากที่ทำให้เจ้าตกอยู่ในอันตราย”

คำพูดนั้นทำให้เธอนิ่งไป

อาเดรียนย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกับเธอ

“เจ้าไม่จำเป็นต้องลืมเขาในวันนี้ ไม่จำเป็นต้องหยุดเสียใจในคืนนี้ แต่เมื่อถึงเวลาต้องต่อสู้ เจ้าต้องเลือกให้ได้ว่าจะใช้ความเจ็บปวดนั้นเป็นเชื้อเพลิง หรือปล่อยให้มันเผาผลาญตัวเอง”

โรสลินรู้สึกร้อนผ่าวตรงขอบตา

นี่เป็นครั้งแรกที่มีใครพูดกับเธอเช่นนี้

ไม่มีใครบอกให้เธอเลิกอ่อนแอ

ไม่มีใครบอกให้เธอหยุดร้องไห้เพราะมันน่ารำคาญ

อาเดรียนเพียงบอกให้เธอเรียนรู้ว่าจะอยู่กับความเจ็บปวดอย่างไร โดยไม่ยอมให้มันกำหนดชีวิตของตัวเอง

“ฉันจะพยายามค่ะ”

เธอตอบเบา ๆ

อาเดรียนยืดตัวขึ้น

“ดี ลุกขึ้น”

โรสลินกะพริบตา

“พักครบห้านาทีแล้วหรือคะ”

“ยังเหลืออีกสองนาที”

“แล้วทำไม—”

“ข้าเปลี่ยนใจ”

เธอเงยหน้ามองเขาอย่างเหลือเชื่อ

“ฝ่าบาท!”

“สามนาทีที่เหลือถือเป็นบทเรียนเรื่องการปรับตัว”

โรสลินอยากเอาผ้าเช็ดหน้าอุดปากเขาจริง ๆ

บทเรียนช่วงบ่ายเริ่มต้นด้วยการทดสอบความสามารถด้านประสาทสัมผัส

อาเดรียนให้โรสลินยืนอยู่กลางลานฝึก ขณะที่เขาเดินไปหยุดห่างออกไปหลายก้าว

“หลับตา”

เธอทำตาม

“บอกข้าว่ามีอะไรอยู่รอบตัวเจ้า”

โรสลินตั้งใจฟัง

เสียงลมพัดผ่านยอดไม้

เสียงรองเท้าของเซราฟีนที่ยืนอยู่ตรงทางเข้า

เสียงนกตัวเล็กบนหลังคาหอคอย

และ…

“มีใครบางคนอยู่ทางซ้ายของฉันค่ะ”

เซราฟีนขยับเล็กน้อย

อาเดรียนพยักหน้า

“ต่อ”

“มีคนอยู่ด้านหลังอีกสองคน พวกเขาเดินอยู่ห่างออกไป…ประมาณยี่สิบก้าว”

“ดี แล้วข้าล่ะ”

โรสลินขมวดคิ้ว

เธอพยายามสัมผัสทุกอย่างรอบตัว แต่กลับพบว่ามีบางสิ่งที่แตกต่างออกไป

ความรู้สึกเย็นเยียบตรงข้อมือซ้ายของเธอ

มันเต้นเป็นจังหวะเดียวกับอะไรบางอย่างที่อยู่ไม่ไกล

โรสลินค่อย ๆ หันหน้าไปทางขวา

“ท่านอยู่ตรงนั้นค่ะ”

“เพราะอะไร”

“ฉันไม่รู้ค่ะ แต่ฉันรู้สึกได้”

อาเดรียนมองรอยพันธะบนข้อมือของเธอ

“พันธะเลือดอาจช่วยให้เจ้ารับรู้ตำแหน่งของข้าได้ในระยะหนึ่ง นั่นเป็นความสามารถที่มีประโยชน์ แต่ยังไม่ควรพึ่งพามากเกินไป”

“แล้วฉันจะใช้มันได้อย่างไรคะ”

“ฝึกจนกว่าจะรู้ว่าเมื่อใดควรเชื่อความรู้สึกของตัวเอง และเมื่อใดควรระวังว่ามันอาจหลอกเจ้า”

โรสลินพยักหน้า

ครั้งนี้เธอไม่ถามต่อ

เธอตั้งใจฟังเสียงรอบตัวอีกครั้ง พยายามแยกความแตกต่างระหว่างเสียงที่ได้ยินกับสิ่งที่สัมผัสได้ผ่านพันธะเลือด

ผ่านไปครู่หนึ่ง เธอก็พูดขึ้น

“ฉันได้กลิ่นเลือดค่ะ”

บรรยากาศในลานฝึกเปลี่ยนไปทันที

อาเดรียนหันมองเซราฟีน ก่อนจะกลับมามองโรสลิน

“กลิ่นจากที่ใด”

“ทางกำแพงด้านเหนือค่ะ แต่จางมาก…เหมือนมีใครกำลังบาดเจ็บ”

เซราฟีนขมวดคิ้ว

“ทางเหนือเป็นเขตปิด ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้เข้าไปโดยไม่ได้รับคำสั่ง”

อาเดรียนยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้ทุกคนเงียบ

เขาหลับตาลงเพื่อสัมผัสกระแสพลังรอบปราสาท

ไม่กี่วินาทีต่อมา ดวงตาสีแดงของเขาก็เปิดขึ้น

“เซราฟีน ไปตรวจสอบกำแพงด้านเหนือ พาคนไปด้วยสองคน”

“เพคะ”

ราชองครักษ์สาวรีบออกจากลานฝึกทันที

โรสลินมองตามด้วยความกังวล

“มีอะไรเกิดขึ้นหรือคะ”

“ข้ายังไม่รู้”

“ฉันไปด้วยได้ไหมคะ”

“ไม่ได้”

คำตอบของอาเดรียนรวดเร็วเสียจนเธอสะดุ้ง

“แต่ฉันเป็นคนได้กลิ่นนะคะ บางทีฉันอาจช่วย—”

“หน้าที่ของเจ้าคือเรียนรู้ที่จะใช้พลัง ไม่ใช่พุ่งเข้าไปหาอันตรายทุกครั้งที่พบสิ่งผิดปกติ”

โรสลินเม้มปาก

“ฉันไม่ได้อยากสร้างปัญหาค่ะ ฉันแค่คิดว่าถ้าฉันช่วยได้ก็ควรช่วย”

อาเดรียนมองเธอนิ่ง ๆ

คำพูดนั้นทำให้เขานึกถึงตอนที่เธอช่วยหมาป่าสีดำบาดเจ็บในป่าต้องห้าม

ทั้งที่ตัวเองแทบเอาชีวิตไม่รอด เธอก็ยังยอมใช้แรงที่เหลือเพื่อช่วยสิ่งมีชีวิตอีกตัวหนึ่ง

หญิงสาวคนนี้มีนิสัยชอบยื่นมือช่วยผู้อื่นโดยไม่คิดถึงความปลอดภัยของตัวเอง

มันเป็นข้อดีที่อันตรายอย่างยิ่งในโลกที่เต็มไปด้วยผู้ล่า

“การช่วยคนอื่นไม่ใช่เรื่องผิด” เขากล่าว “แต่เจ้าต้องรู้ก่อนว่าตัวเองกำลังเผชิญกับอะไร”

โรสลินพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจ

“เข้าใจแล้วค่ะ”

อาเดรียนกำลังจะสั่งให้เธอฝึกต่อ แต่จู่ ๆ รอยพันธะบนข้อมือของเขาก็ร้อนวาบ

ความเจ็บปวดแปลบผ่านหัวใจอย่างรวดเร็ว

ภาพบางอย่างปรากฏขึ้นในความรู้สึกของเขาเพียงชั่วพริบตา

ความกลัว

ความเจ็บปวด

และเสียงเรียกที่ไม่มีถ้อยคำ

อาเดรียนหันไปมองโรสลินทันที

หญิงสาวยืนกุมข้อมือซ้าย สีหน้าซีดเผือด

“โรสลิน?”

“ฉัน…ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นค่ะ”

เธอหายใจถี่ขึ้น

“เมื่อกี้ฉันรู้สึกเหมือนมีใครบางคนกำลังเจ็บปวดมาก แล้วฉันก็รู้สึกเจ็บตามไปด้วย”

อาเดรียนคว้ามือเธอไว้ ตรวจดูสัญลักษณ์พันธะที่กำลังเรืองแสงสีแดงเข้ม

มันไม่ควรตอบสนองเช่นนี้

ไม่ใช่เมื่อพวกเขาอยู่ห่างกันเพียงไม่กี่ก้าว

ไม่ใช่เมื่อไม่มีใครพยายามใช้พลังเวทกับพันธะ

เว้นแต่ว่า…

“มีใครกำลังแตะต้องพันธะนี้จากภายนอก”

เสียงของอาเดรียนเย็นเยียบลง

โรสลินเบิกตากว้าง

“หมายความว่ามีคนกำลังทำร้ายฉันหรือคะ”

“ข้ายังไม่รู้”

เขาปล่อยมือเธอ ก่อนหันไปทางประตูทางออก

“อยู่ที่นี่ ห้ามออกจากลานฝึกจนกว่าข้าจะกลับมา”

“ฝ่าบาทคะ!”

อาเดรียนหยุดฝีเท้า

โรสลินมองเขาด้วยความกังวล

“ระวังตัวด้วยนะคะ”

คำพูดธรรมดา ๆ ทำให้เขานิ่งไปเพียงชั่ววินาที

ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชาเช่นเดิม

“ข้าอยู่มาเกินหนึ่งพันปี ไม่จำเป็นต้องให้เจ้ามาสอนเรื่องนั้น”

แล้วเขาก็หายไปจากสายตาอย่างรวดเร็ว

อาเดรียนมาถึงกำแพงด้านเหนือในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที

เซราฟีนยืนอยู่ข้างประตูหินที่ถูกเปิดแง้ม ทหารยามสองคนอยู่ด้านหลัง ทั้งคู่มีสีหน้าเคร่งเครียด

บนพื้นมีหยดเลือดสีเข้มกระจายเป็นทาง

แต่สิ่งที่ทำให้อาเดรียนหยุดฝีเท้ากลับเป็นรอยสัญลักษณ์ที่ถูกเขียนไว้บนกำแพง

รูปพระจันทร์เสี้ยว

และเส้นเลือดสีดำที่พาดผ่านตรงกลาง

มันเป็นสัญลักษณ์ที่เขาเคยเห็นครั้งสุดท้ายเมื่อหลายร้อยปีก่อน

ในคืนที่คำสาปเริ่มกัดกินราชวงศ์วาลมอร์

“ใครเป็นคนเขียนสิ่งนี้”

เซราฟีนคุกเข่าลงทันที

“เราไม่พบผู้บุกรุกเพคะ พบเพียงร่องรอยเลือดและผ้าคลุมที่ถูกทิ้งไว้ตรงด้านนอกกำแพง”

นางยื่นผ้าสีเทาเข้มให้เขา

อาเดรียนรับมา พลิกดูตราประทับที่ปักอยู่ตรงมุมผ้า

ดวงตาของเขาเย็นเยียบจนแทบไร้ประกาย

ตราของราชวงศ์ที่ถูกลบเลือนไปจากประวัติศาสตร์

ราชวงศ์ที่เขาเชื่อว่าถูกกำจัดจนหมดสิ้นแล้ว

“ปิดกำแพงด้านเหนือ ห้ามผู้ใดเข้าออกโดยไม่ได้รับอนุญาตจากข้า”

“เพคะ ฝ่าบาท”

อาเดรียนกำผ้าผืนนั้นแน่น

หากคนที่เขาคิดถึงกลับมาจริง ๆ การปรากฏตัวของโรสลินอาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

และพันธะเลือดของพวกเขาอาจกำลังดึงดูดบางสิ่งที่อันตรายกว่าคำสาปเสียอีก

เมื่ออาเดรียนกลับมาถึงลานฝึก โรสลินยังคงยืนอยู่ที่เดิม

เธอไม่ได้หนีไปไหน แม้จะมีสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัด

ทันทีที่เห็นเขา หญิงสาวก็รีบเดินเข้าไปหา

“เกิดอะไรขึ้นคะ”

“มีร่องรอยของผู้บุกรุก”

“แล้วจับได้ไหมคะ”

“ไม่”

โรสลินก้มมองข้อมือของตัวเอง

รอยพันธะกลับเป็นสีแดงจางตามเดิมแล้ว แต่ความรู้สึกแปลกประหลาดเมื่อครู่ยังคงหลงเหลืออยู่ในใจ

“คนคนนั้นเกี่ยวข้องกับฉันหรือเปล่าคะ”

อาเดรียนเงียบไปครู่หนึ่ง

เขาควรบอกเธอว่าไม่เกี่ยว

ควรปิดบังเรื่องสัญลักษณ์บนกำแพงและตราประทับที่พบ

แต่หลังจากอ่านข้อความในบันทึกโบราณเมื่อคืน เขาก็ไม่อาจแน่ใจได้อีกต่อไปว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงความบังเอิญ

“ข้ายังไม่มีคำตอบ”

โรสลินพยักหน้า

“ถ้ารู้แล้ว ช่วยบอกฉันด้วยนะคะ”

“เหตุใด”

“เพราะฉันไม่อยากเป็นคนเดียวที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตตัวเองอีกแล้วค่ะ”

อาเดรียนมองเธอนิ่ง ๆ

คำพูดนั้นไม่ได้เรียกร้องให้เขาปกป้องเธออย่างไร้เงื่อนไข

ไม่ได้ขอให้เขาแก้ปัญหาทุกอย่างแทน

เธอเพียงต้องการรู้ความจริงเกี่ยวกับชะตาของตัวเอง

เขาพบว่าตัวเองไม่อาจปฏิเสธคำขอนั้นได้อย่างง่ายดาย

“หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเจ้า ข้าจะบอกเมื่อแน่ใจในข้อเท็จจริง”

โรสลินยิ้มบาง ๆ

“ขอบคุณค่ะ”

อาเดรียนเบือนหน้าหนี

“อย่าเพิ่งดีใจ ข้ายังไม่อนุญาตให้เจ้าหยุดฝึก”

รอยยิ้มของเธอแข็งค้าง

“ยังต้องฝึกอีกหรือคะ!”

“แน่นอน”

“แต่ฉันฝึกมาตั้งแต่เช้าแล้วนะคะ!”

“และเจ้าก็ยังควบคุมพลังได้ไม่ดีพอ”

โรสลินเงยหน้ามองท้องฟ้าอย่างหมดหวัง

บางทีสิ่งที่อันตรายที่สุดในปราสาทแบล็กธอร์นอาจไม่ใช่แวมไพร์หรือคำสาปโบราณ

แต่อาจเป็นราชาแวมไพร์ผู้ไม่รู้จักคำว่า พอแค่นี้ก่อน ต่างหาก

อาเดรียนยื่นมือออกมา

“เอาละ ลองอีกครั้ง”

โรสลินมองมือของเขา ก่อนจะค่อย ๆ ยื่นมือของตัวเองไปวางลงบนฝ่ามือนั้น

ทันทีที่สัมผัสกัน รอยพันธะเลือดก็ส่องแสงขึ้นพร้อมกัน

คราวนี้เธอไม่ได้รู้สึกเจ็บปวด

กลับสัมผัสได้ถึงความเย็นสงบที่แผ่เข้ามาในร่าง คล้ายกับมีใครบางคนกำลังช่วยประคองพลังของเธอไม่ให้ปั่นป่วน

โรสลินเงยหน้าขึ้นสบตาเขา

“ท่านกำลังช่วยฉันอยู่หรือคะ”

“ข้าเพียงป้องกันไม่ให้เจ้าทำลายลานฝึกของข้า”

เธอหัวเราะเบา ๆ

“ค่ะ ฝ่าบาท”

อาเดรียนมองรอยยิ้มนั้นอยู่ครู่หนึ่ง

แล้วจึงค่อย ๆ ปล่อยมือ

เขาบอกตัวเองว่าสิ่งที่ทำเป็นเพียงหน้าที่ของผู้สร้างพันธะ

ไม่มีเหตุผลอื่นใด

แต่ในวินาทีที่มือของโรสลินหลุดจากฝ่ามือ ความรู้สึกว่างเปล่าเล็ก ๆ กลับเกิดขึ้นในอกของเขา

เล็กน้อยเสียจนแทบสังเกตไม่เห็น

และน่ารำคาญเสียจนเขาไม่อยากยอมรับมัน

ขณะที่โรสลินกำลังเรียนรู้ที่จะควบคุมพลังของ Blood Luna อันตรายจากอดีตของราชาแวมไพร์ก็เริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง

และคราวนี้ สิ่งที่กำลังตามล่าพวกเขาอาจไม่ได้ต้องการเพียงเลือดของเธอ

แต่อาจต้องการทำลายพันธะที่เชื่อมชีวิตของทั้งคู่เข้าด้วยกันด้วยเช่นกัน

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 41 ผู้ที่ลบชื่อราชวงศ์

    “คนที่สั่งให้ราชวงศ์จันทราล่มสลาย... ไม่ใช่เอเรนเพียงคนเดียว” เสียงของอิซาราดับลง ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่หนักอึ้งอยู่กลางวิหาร โรสลินก้มมองจี้พระจันทร์เสี้ยวในมือ เส้นสีดำบนผิวหินขยับช้า ๆ ราวกับเส้นเลือดที่กำลังเต้น ก่อนจะหยุดนิ่งตรงสัญลักษณ์รูปดวงตาซึ่งปรากฏขึ้นในวงกลมไม่สมบูรณ์ เธอเงยหน้ามองชายผมขาวที่ยืนอยู่ตรงข้าม “คุณบอกว่าคุณเป็นคนสั่งปิดผนึกเมืองหลวง” “ใช่” “และคุณรู้ว่าการตัดสินใจนั้นจะทำให้ผู้คนจำนวนมากตาย” เอเรนไม่หลบสายตา “ข้ารู้” “แต่คุณไม่ได้บอกว่าคุณเป็นคนสั่งให้ราชวงศ์จันทราล่มสลาย” “เพราะสองสิ่งนั้นไม่เหมือนกัน” “สำหรับคนที่ตายอยู่ข้างใน พวกมันอาจไม่ต่างกันเลย” คำพูดของโรสลินทำให้เซราฟีนขยับมือเข้าใกล้ด้ามดาบ นางไม่ได้ชักมันออกมา แต่พร้อมรับมือหากชายผมขาวคิดจะใช้พลังบางอย่าง อาเดรียนยืนอยู่ข้างโรสลิน ใบหน้าของเขายังคงเย็นชา ทว่าดวงตาสีแดงเข้มกลับมีประกายผิดปกติ เขากำลังพยายามนึกถึงบางสิ่งที่อยู่ลึกลงไปในความทรงจำ “เจ้ารู้ว่าใครเป็นคนที่สองหรือไม่” ราชาแวมไพร์ถาม เอเรนหลับตาลงชั่วครู่ “ข้าเคยคิดว่ารู้” “แต่ตอนนี้ไม่แน่ใจ?” “ตอนนี้ข้าไม่แน่ใจแม้กระทั่ง

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 40 ผู้เฝ้าประตูคนสุดท้าย

    เสียงเรียกจากหลังประตูทำให้ทั้งวิหารสั่นสะเทือน “ผู้เฝ้าประตูคนสุดท้าย... ในที่สุดเจ้าก็กลับมา” อาเดรียนยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นหิน มือข้างหนึ่งกดลงบนหน้าอก ขณะที่เส้นสีเงินค่อย ๆ แผ่กระจายใต้ผิวหนังของเขา ราวกับมีบางสิ่งกำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนาน โรสลินประคองไหล่เขาไว้แน่น “อาเดรียน มองข้า อย่าฟังเสียงนั้น” เขาพยายามเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีแดงสลับกับสีเงินอย่างควบคุมไม่ได้ “ข้าได้ยินมันมาตลอดชีวิต” เขากระซิบ “แต่ไม่เคยรู้ว่ามันเป็นเสียงของใคร” “ตอนนี้ท่านรู้แล้วหรือ” “ไม่ทั้งหมด” คำตอบนั้นทำให้โรสลินรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด อย่างน้อยเขาก็ยังไม่ยอมเชื่อทุกสิ่งที่เห็นเพียงเพราะมันดูเหมือนความทรงจำของตัวเอง เธอจับมือเขาไว้ “เช่นนั้นเราจะหาคำตอบด้วยกัน” อาเดรียนบีบมือเธอตอบ ก่อนค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน แม้ความเจ็บปวดจะยังทำให้สีหน้าเขาซีดลงก็ตาม อีกด้านหนึ่ง เอเรนยืนขวางอยู่ระหว่างพวกเขากับประตูบานที่สาม ใบหน้าของชายผมขาวเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แววตาสีเงินที่เคยสงบนิ่งเต็มไปด้วยความระมัดระวัง “ทุกคนถอยออกจากประตู” เขาสั่ง เซราฟีนชักดาบออกมา “ท่านไม่มีสิทธิ์สั่งพวกเรา” “หากเจ้า

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 39 วิหารแห่งแรก

    เสียงแตกร้าวจากประตูบานที่สามดังขึ้นพร้อมกับความเงียบงันที่แผ่ปกคลุมวิหารใต้ดิน ชายผมขาวยืนมองรอยแยกบนแท่นหินโดยไม่ขยับเขยื้อน แสงสีเงินในดวงตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาเย็นชาเช่นเดิม เขารู้ดีว่ารอยร้าวนั้นหมายถึงอะไร มันไม่ใช่สัญญาณว่าผนึกกำลังอ่อนแอลงตามกาลเวลา แต่เป็นผลจากการที่ผู้ถือครองนามส่วนแรกเริ่มเข้าใกล้ความจริง โรสลิน วินเทอร์ กำลังเดินตามเส้นทางที่ถูกปิดตายมานานกว่าพันปี และอาเดรียนกำลังจะกลับไปยังสถานที่ซึ่งความตายครั้งแรกของเขาได้เปลี่ยนชะตาของโลกทั้งสองไปตลอดกาล “เจ้าควรหยุดพวกเขา” เสียงจากความมืดกล่าว ชายผมขาวส่ายหน้า “ข้าหยุดพวกเขามานานพอแล้ว” “หากพวกเขาเปิดเผยนามของเจ้า ทุกสิ่งที่เจ้าพยายามรักษาไว้อาจพังทลาย” “หากความจริงทำให้สิ่งที่สร้างขึ้นจากคำโกหกพังทลาย มันก็สมควรพัง” เขาหันหลังให้ประตูบานที่สาม ก่อนเดินลึกเข้าไปในทางเดินมืด “เตรียมตัวให้พร้อม เมื่อพวกเขามาถึงวิหารแห่งแรก ข้าจะไม่ซ่อนตัวอีกต่อไป” สามวันหลังจากได้รับแหวนเงิน โรสลินกับอาเดรียนออกเดินทางไปยังวิหารแห่งแรก โดยมีเซราฟีนและองครักษ์แวมไพร์จำนวนหนึ่งติดตามไปด้วย สถานที่แห่งนั้นตั้งอ

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ    บทที่ 38 ชื่อที่ไม่ควรถูกจดจำ

    โรสลินไม่เคยเห็นอาเดรียนเงียบงันได้นานขนาดนี้มาก่อนหลังจากจี้หินสีขาวเปล่งแสงและเผยคำว่า ผู้พิทักษ์แห่งนามแรก เขาก็แทบไม่พูดอะไรอีก ชายผู้เคยเผชิญหน้ากับศัตรูนับพันโดยไม่กะพริบตากลับนั่งนิ่งอยู่ข้างหน้าต่าง ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าความตายโรสลินไม่ได้เร่งรัดให้เขาตอบคำถามเธอรู้ดีว่าบางครั้งความเงียบไม่ได้หมายถึงการปิดบัง แต่อาจหมายถึงการพยายามทำความเข้าใจกับความจริงที่ไม่เคยมีใครเตรียมใจรับมือกระนั้น เธอก็ไม่คิดจะปล่อยให้เรื่องนี้ถูกฝังไว้ใต้ความเงียบตลอดไป“ท่านจำอะไรได้บ้าง”อาเดรียนหันมามองเธอ“ไม่มากพอจะเรียกว่าความทรงจำ”“แต่ก็ไม่ใช่ไม่รู้อะไรเลย”เขาถอนหายใจเบา ๆ ก่อนยื่นมือมาแตะจี้ที่อยู่บนลำคอของเธอ ทว่าคราวนี้เขาไม่ได้สัมผัสมันโดยตรง เพียงหยุดนิ้วไว้ห่างจากผิวหินเล็กน้อย“ตอนข้ายังเด็ก ข้ามักฝันถึงสถานที่แห่งหนึ่ง เป็นห้องสีขาวที่ไม่มีประตู ไม่มีหน้าต่าง และไม่มีเงา ในห้องนั้นมีเสียงผู้หญิงเรียกชื่อข้า”“นางเรียกชื่ออาเดรียนหรือ”“ไม่ใช่”คำตอบนั้นทำให้โรสลินขมวดคิ้ว“แล้วนางเรียกท่านว่าอะไร”อาเดรียนหลุบตาลง“ข้าจำไม่ได้ แต่ทุกครั้งที่ตื่นขึ้น ข้าจะรู

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 37 ผู้พิทักษ์ระหว่างสองโลก

    เสียงนั้นยังคงก้องอยู่ในความทรงจำของโรสลิน แม้เธอกับอาเดรียนจะเดินออกมาจากถ้ำแล้วก็ตาม “จงรีบกลับมา ก่อนที่เจ้าจะได้รู้ว่าใครเป็นคนสร้างราชวงศ์จันทราขึ้นมา... และใครเป็นคนสั่งให้มันล่มสลาย” คำพูดนั้นไม่เหมือนคำข่มขู่ และไม่เหมือนคำเชื้อเชิญจากความว่างเปล่าที่พยายามล่อลวงเธอมาตลอดหลายวัน มันฟังคล้ายคำเตือนจากใครบางคนที่รอคอยมานานแสนนาน โรสลินหยุดยืนตรงปากถ้ำ ลมหนาวพัดผ่านเส้นผมของเธอ ขณะที่จี้หินสีขาวบนลำคอเย็นจัดจนแทบเหมือนน้ำแข็ง สัญลักษณ์รูปดวงตาที่ปรากฏอยู่บนผิวหินค่อย ๆ เลือนหาย เหลือเพียงรอยเส้นสีเงินจาง ๆ “เจ้าคิดว่าเสียงนั้นเป็นใคร” เธอถาม อาเดรียนยืนอยู่ข้างกาย ดวงตาสีแดงจับจ้องความมืดภายในถ้ำ “ข้ายังไม่รู้” “ปกติท่านจะมีคำตอบที่น่าหงุดหงิดกว่านี้ อย่างน้อยก็ต้องบอกว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุม” “ข้าไม่เคยบอกว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุม” “ท่านเคยพูดว่าไม่มีสิ่งใดหลุดรอดสายตาของราชาแวมไพร์” “นั่นเป็นคำกล่าวที่ใช้ข่มขู่ขุนนางโง่เขลา ไม่ใช่คำสารภาพต่อหญิงที่รู้จักข้าดีกว่าคนเหล่านั้น” โรสลินเหลือบมองเขา “ท่านกำลังยอมรับว่าข้ารู้จักท่านดีหรือ” “อย่าทำให้ข้าต้องเสียใจที่พูดค

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 36 ความลับที่ถูกผนึกไว้

    โรสลินไม่เคยเห็นอาเดรียนมีสีหน้าเช่นนั้นมาก่อน ทันทีที่สัญลักษณ์สีดำปรากฏขึ้นภายในจี้หินสีขาว แววตาของราชาแวมไพร์ก็เปลี่ยนไป ความเย็นชาที่เขาใช้เผชิญหน้ากับศัตรูมาตลอดถูกแทนที่ด้วยความตื่นตระหนกซึ่งเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา แต่โรสลินมองเห็นมันชัดเจน เขาจำสัญลักษณ์นั้นได้ “ท่านรู้จักมัน” เธอเอ่ย อาเดรียนไม่ได้ตอบในทันที เขายื่นมือมาใกล้จี้ แต่หยุดก่อนแตะต้องมัน ราวกับกำลังระวังไม่ให้บางสิ่งตอบสนองต่อพลังของเขา “ข้าเคยเห็นมันครั้งหนึ่ง” “เมื่อไร?” “คืนที่ราชวงศ์จันทราล่มสลาย” คำตอบทำให้โรสลินรู้สึกเหมือนอากาศในห้องเย็นลง เธอก้มมองจี้บนลำคอ สัญลักษณ์สีดำมีลักษณะคล้ายดวงตาซ้อนอยู่ภายในวงกลมที่ไม่สมบูรณ์ เส้นบาง ๆ แผ่ออกจากจุดศูนย์กลางราวกับรากไม้ที่กำลังแทรกตัวผ่านหิน “ท่านเคยบอกข้าว่าในคืนนั้น ราชินีลูนาเรียพยายามปิดผนึกประตูรัตติกาลนิรันดร์” “นางทำเช่นนั้นจริง” “แล้วสัญลักษณ์นี้เกี่ยวข้องกับอะไร?” อาเดรียนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนั่งลงตรงขอบเตียง “ในคืนที่พิธีกรรมของวาเลเรียนผิดพลาด ข้าเห็นสัญลักษณ์นี้บนประตูอีกบานหนึ่ง ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปใต้ห้องประกอบพิธี ข้าไม่เคยเห็นมันในตำรา

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status