Masukประโยชน์ของการซื้อของออนไลน์โดยไม่คิดมันก็มีเช่นกัน เมื่อเธอค้นพบว่าในห้องเธอมีไฟฉายแอลอีดีที่สว่างเวอร์อยู่มากมายก่ายกอง แต่ถึงอย่างนั้นคนร่างบางก็เลือกที่จะพกมันไว้เพียงสามอันเพราะเธอก็ไม่รู้จะเอามันไว้ที่ไหนได้บ้าง กระเป๋ากระโปรงซ้ายหนึ่งอันขวาหนึ่งอันและในมืออีกหนึ่งอัน หลังจากตรวจตราแล้วว่าทุกอันเปิดติด การก้าวเท้าออกจากบ้านครั้งแรกในรอบหลายเดือนก็ได้เกิดขึ้น ถ้าในยามนี้อาม่าสามคนนั้นเดินมาพบเธอเข้าก็คงช็อคตาตั้งเป็นแน่
ทันทีที่ก้าวเท้าพ้นประตูอัลลอยสีเขียว
ติ้ง.....เสียงข้อความโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
คุณพิมจะออกไปจริงๆหรือครับ
พิมดาวอ่านข้อความจากนั้นก็หันหน้าไปยังทิศทางของป้อมยามท้ายหมู่บ้าน ลุงกำพลรปภประจำหมู่บ้านคงเห็นเธอผ่านกล้องวงจรปิดที่ติดไว้ตามพื้นที่สาธารณะ
ติ้ง.....
ผมห้ามเขาแล้วแต่เขาบอกว่าต้องไปส่งของที่ซอยเจ็ดให้ถึงมือ
ข้อความที่สองของลุงกำพลทำเอาเธอมีสีหน้าสลด รุ่นน้องของเธอคงถึงฆาตแล้วจริงๆ เธอแหงนหน้าไปทางกล้องวงจรปิดตัวหนึ่งที่ติดอยู่กับเสาไฟซึ่งไม่ห่างจากบ้านเธอนักจากนั้นก็เปิดๆ ปิดๆ ไฟฉายในมือ เพื่อส่งสัญญาณว่าไม่ต้องห่วงเพราะเธอมีไฟฉายมาด้วย
ติ้ง.....
ระวังด้วยนะครับคุณพิมอย่าลืมว่ามันกินแสงได้
สัมผัสแรกในรอบหลายปีที่เธอได้ออกนอกตัวบ้านกลับเป็นกลิ่มหอมของดอกแก้วของบ้านใดบ้านหนึ่งที่อยู่ใกล้กัน ถนนทั้งสายและทุกเส้นในหมู่บ้านไร้ผู้คนไม่ว่าจะหันไปด้านไหนก็ตาม
"ดีแล้ว"
พิมดาวพูดกับตัวเองก่อนที่ก้าวเท้าไปยังทิศทางของสี่แยกที่อยู่ห่างจากบ้านเธอประมาณหนึ่งร้อยเมตร บริเวณที่เธอเดินแสงไฟทางและจากรั้วบ้านของเธอยังคงทำหน้าที่อย่างเข็มแข็งซึ่งก็บ่งบอกว่าไอ้แขนยาวยังคงอยู่แค่ที่สี่แยก เธอเคยออกไปดูมันใกล้ๆก็จริงแต่นั่นเป็นช่วงที่เธอยังใช้ชีวิตอย่างคนปกติซึ่งก็หลายปีมาแล้ว
ก้าวแล้วก้าวเล่าที่เสียงฝีเท้าของเธอสะท้อนไปมาท่ามกลางความมืดที่น่าหวาดหวั่น อีกห้าสิบเมตรโดยประมาณจะถึงที่หมาย คนร่างบางเปิดไฟฉายแอลอีดีที่เธอซื้อมาในราคาโปรโมชั่น แสงจร้าของมันส่องไปยังสี่แยกด้านหนึ่งที่รุ่นน้องคนนั้นหายไป
สิ่งที่ปรากฏในสายตา แสงไฟสีขาวส่องให้เห็นร่างใหญ่ผอมแห้งที่นุ่งผ้าขี้ริ้วสีเกือบดำ ร่างนั้นสูงเกินกว่าสองเมตรและสูงเกินกว่ารั้วบ้านร้างที่อยู่ด้านข้าง แต่สิ่งที่น่าสลดจนทำเอาพิมดาวแทบใจสลายคือในปากที่อ้ากว้างของมันกำลังคาบบางอย่างไว้อยู่
รุ่นน้องร่างใหญ่ของเธอคาอยู่ในปากของมันครึ่งตัวเขายังคงดิ้นรนใช้มือผลักเพื่อพยายามจะดันตัวเองออกมา
"ยังไม่ตาย"
พิมดาวพูดกับตัวเอง
ตอนนี้เธอรู้เกี่ยวกับมันเพิ่มอีกอย่างหรือสองอย่าง
หนึ่งมันไม่มีฟันแต่มันอาศัยวิธีกลืนกินเหยื่อของมันเข้าไปทั้งเป็น
สองมันกินเสียงด้วยเพราะตอนนี้เธอเห็นรุ่นน้องของเธอที่มองสวนแสงไฟกลับมาเขาพยายามอ้าปากตะโกนเรียกขอความช่วยเหลือจากเธอ แต่กลับไม่มีเสียงใดที่ส่งมาถึงเธอเลยแม้แต่น้อย
พิมดาวส่องไฟเข้าไปยังใบหน้าของมันให้ใกล้กว่าเดิมและนี่คือสิ่งหนึ่งที่เธอรู้อยู่แล้วมันกินแสงได้แต่การกินแสงของมันจะแลกมาด้วยการอ่อนแรง ผิวหนังที่แห้งเหี่ยวของมันปรากฏควันจางๆออกมา มันไม่ถึงกับไหม้แต่ในการกลืนกินแสงของมันต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดบริเวณผิวหนังนั่นเอง
กฎของการแลกเปลี่ยนเป็นจริงเสมอถึงแสงไฟของเธอจะทำให้มันเจ็บปวดแต่การกลืนกินแสงของมันก็ทำให้แสงไฟของเธอเริ่มอ่อนแรงจนต้องหยิบไฟฉายแอลอีดีอีกอันหนึ่งขึ้นมา
"ดันตัวเองออกมา ออกมาให้เยอะที่สุด"
พิมพ์ดาวตะโกนพูดกับรุ่นน้องร่างใหญ่ของเธอเพื่อให้เขาออกแรงดันซึ่งเขาก็อ้าปากตอบกลับและก็เช่นเดิมไม่มีเสียงส่งมาถึงเธอ
"มันกินเสียงได้ไม่ต้องพูด ดันอย่างเดียว"
เธอพยายามจี้ไฟฉายทั้งสองมือเข้าไปให้ใกล้มันที่สุดพร้อมกับที่เขาคนนั้นพยายามผลักตัวเองออกมาจากปากที่กำลังดูดกลืนกิน
มีเสียงดัง ฟู่..ออกมาเมื่อเธอจี้ไฟฉายเข้าไปที่ใบหน้ามันตอนนี้เธออยู่ห่างจากไอ้แขนยาวเพียงแค่เมตรครึ่งเท่านั้น และพร้อมกับการที่แสงไฟของเธอเริ่มอ่อนแรงลงคนร่างใหญ่หรือไรเดอร์ร่างใหญ่ก็ผลักตัวเองออกมาจนหลุดออกปากของมันได้สำเร็จ
"ตามพี่มา"
พิมดาวพูดพร้อมกับก้าวเท้าถอยหลังโดยไม่ลืมที่จะจี้ไฟฉายไปทางมันส่วนรุ่นน้องร่างใหญ่ที่อยู่ในสีหน้าตกใจจนใบหน้าซีดเผือกรีบลุกขึ้นยืนพร้อมกับวิ่งมาหาเธอ
"ไปหลบมันที่บ้านพี่"
"ครับ"
ประโยคแรกของเขาที่ได้พูดกับเธอเป็นเพียงคำสั้นๆโดยไม่มีคำว่าขอบคุณ สีหน้าของเขาในยามนี้ตื่นตระหนกชัดเจนก่อนที่จะหันไปมองมอเตอร์ไซค์ที่ยังล้มคว่ำอยู่ในเงาดำของมุมถนน
ทุกย่างก้าวของพิมดาวคือการก้าวเท้าถอยหลังโดยไม่ละสายตาจากมันและนั่นเองก็ทำให้เขาทำตามด้วย แสงไฟในมือเธอเริ่มเจือจางจนแทบจะไม่ส่องไม่เห็นสิ่งใดแต่มันก็แลกกับการที่เธอกลับเข้ามาถึงข้างรั้วบ้านของเธอได้สำเร็จ รั้วบ้านที่มีแสงสว่างอย่างเพียงพอ
ตอนนี้ทั้งคู่มองไม่เห็นมันแล้วมันคงอยู่ในมุมมืดของซอยด้านซ้ายตรงสี่แยก
"เฮ้อ...."
พิมดาวถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่อรู้ว่าทั้งคู่เข้ามาอยู่ในระยะปลอดภัยแล้ว เธอเดินนำรุ่นน้องร่างใหญ่เลี้ยวตรงหัวมุมไปยังประตูหน้าบ้านของเธอ
"ตามพี่มา"
"ครับ"
"พูดเป็นคำเดียวหรอ ขอบคุณไปไหน"
"เอ่อ...ขอบคุณครับ"
"พูดเป็นแค่สี่คำเหรอ"
"เอ่อ...ขอบคุณมากๆครับ"
"พูดเป็นแค่..."
"ไม่ครับผมพูดได้มากกว่านี้แต่ไอ้ตัวเมื่อกี้มันอะไรเหรอครับ"
"เข้าบ้านก่อนแล้วพี่จะเล่าให้ฟัง"
ติ้ง.....เสียงข้อความจากโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้งคราวนี้คนร่างบางขมวดคิ้วแปลกใจพร้อมกับมองหน้าจอ
คุณพิมครับไฟข้างรั้วบ้านของคุณพิมดับไปสามดวงแล้วมันตามไอ้หนุ่มนั่นมา
"แย่แล้ว"
พิมดาวพูดกับตัวเองพร้อมกับจูงมือคนร่างใหญ่ให้รีบผ่านโรงรถเข้าไปยังตัวบ้าน
"ไปรีบเข้าบ้านพี่ต้องรีบเปิดไฟในบ้านทุกดวง"
"มันกลัวแสงไฟเหรอครับพี่ พี่"
"พิมดาว พี่ชื่อพิมดาว และใช่มันกลัวแสง แต่มันก็กินแสงไฟได้เราสามารถใช้ไฟถ่วงเวลามันได้"
พีทแหงนหน้าขึ้นมองเพดาน เขามองดูความสว่างของหลอดไฟแอลอีดีที่อยู่กลางห้อง ไฟดวงนี้ก็เหมือนไฟดวงอื่นๆในบ้านมันไม่ได้สว่างอะไรมากนัก จากนั้นก็หันไปมองผนังด้านซ้ายที่มีประตูเชื่อมกับห้องนอนของคนที่ชอบเรียกเขาว่าซื่อบื้อ เสียงใสๆ เงียบไประยะนึงแล้ว เขาถอนหายใจออกมาเพื่อระบายความกลัดกลุ้มต่อมาก็หันไปมองผนังด้านขวาด้านนี้มีสวิทช์ไฟอยู่สี่อันซึ่งคงเป็นของสปอร์ตไลท์ที่ติดอยู่มุมห้องทั้งสี่ด้าน ความเป็นความตายของเขาขึ้นอยู่กับสิ่งนี้ระยะห่างเพียงสามสี่ก้าวสำหรับคนร่างใหญ่แบบพีททำให้เขามั่นใจว่าถ้ามันเข้ามาเมื่อไหร่เขาพุ่งตัวไปสับสวิทช์ทันแน่นอน แต่ถ้าจะให้ดีควรรอให้มันเข้ามาเกือบถึงกลางห้องแล้วค่อยเปิดสปร์ตไลท์น่าใจได้ผลมากที่สุดใช้แสงทำให้มันอ่อนแรงจากทั้งสี่ทิศทางพีทกำหนดแผนการคร่าวๆอยู่ในใจ'ซื่อบื้อ'คำนี้แว่วมาในหัวเขาอีกครั้งแกร็ก !!แกร็ก !!เสียงแรกที่ทำลายความเงียบมาคือเสียงลูกบิดของประตูหน้าห้อง พีทสูดลมหายใจเข้าลึกตาเสียวสีเข้มจับจ้องที่ประตูไม่วางตา ตอนแรกเขานึกว่ามันจะหายตัวเข้ามาด้วยซ้ำแต่ที่ไหนได้มันยังจัดว่าเป็นผีร้ายที่เข้าตามตรอกออกทางประตู และแค่เพียงมันบิดลูกบิดวงรัศมีของ
หลังจากได้ไฟฉายกันมาคนละสองสามกระบอกคนร่างบางที่อยู่ในเสื้อแขนยาวคอเต่าก็มายืนที่ประตูทำท่าจะบิดลุกบิดโดยมีไรเดอร์ร่างใหญ่ที่ยืนถือไฟฉายในท่าเตรียมพร้อมอยู่ด้านหลัง ตากลมของคนงามหันมามองด้วยภาษากายที่สื่อว่าพร้อมยัง"เอาเลยครับพี่""ซื่อบื้อ"ตอนนี้เขาเองเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าคำว่าซื่อบื้อของพิมดาวมันหมายถึงสิ่งใดหรือบางทีมันอาจเป็นแค่ประโยคทักทายหรือคำพูดติดปากของนางเท่านั้นแอ็ด.......เสียงประตูไม้สักเลื่อนออกทั้งหมดค่อยๆ ก้าวเท้ามายังชั้นลอยของชั้นสองจากนั้นก็หันหน้ามองลงไปตามราวบันใด บันไดไม้ขัดมันทอดตัวยาวจากชั้นสองสู่ชั้นลอยก่อนถึงชั้นหนึ่ง ราวบันใดไม้สีวอลนัตสะท้อนกับแสงสปอร์ตไลท์อันกระทัดรัดที่ติดผนังของชั้นลอยและตรงนี้เองที่ไรเดอร์ผู้โชคร้ายได้เห็นสิ่งเกือบจะกลืนกินชีวิตเขาอีกครั้งร่างสูงชะลูดจนศีรษะเกือบชนเพดานห่มผ้าขี้ริ้วสีหม่นยาวลงมาถึงข้อเท้า ปลายผ้าสั่นไหวพริ้วไปมาราวกับมีชีวิตของตัวเอง ใบหน้าที่โผล่พ้นผืนผ้าคือผิวหนังซูบผอมติดกระดูกจนเห็นโหนกแก้มแหลมคม มันไม่ได้ยืนในความมืดแต่มันทำให้ความสว่างจากแสงสปอร์ตไลท์หายเข้าไปในผิวหนัง ทุกครั้งครั้งที่มันพยายามก้าวเท้าไปข้างหน
เป็นอีกครั้งที่รุ่นน้องร่างใหญ่ต้องอยู่ในสีหน้ามึนงงเขายกมือขึ้นมาลูบผมด้วยอาการทำตัวไม่ถูก เขาไม่เข้าใจจริงๆ ตั้งแต่ที่เขาเจอรุ่นพี่ผู้นี้ก็โดนว่าซื้อบื้อมาสองครั้งแล้วเขาซื่อบื้อตรงไหนแล้วยังไงและเหมือนเธอก็จะจับสังเกตุความงุงงงของเขาออก"พอเปิดประตูห้องไป ฝั่งตรงข้ามจะเป็นห้องไม้ตายถ้าไอ้แขนยาวเริ่มกินแสงไฟที่ทางขึ้นเมื่อไหร่ให้เราไปที่ห้องนั้น จำไว้นะว่าห้องตรงข้ามเท่านั้นไม่ใช่ห้องที่อยู่ด้านซ้าย""ห้องตรงข้าม"เขาทวนคำพยายามจดจำ"ใช่ห้องตรงข้าม อย่าไปห้องด้านซ้ายเด็ดขาด""ทำไมเหรอครับ""ห้องด้านซ้ายเป็นห้องนอนพี่""อ่อ....ครับ""ใช่เข้าใจใช่ไหม มันไม่ได้ล็อคด้วย"เขาพยักหน้ารับว่าเข้าใจถึงแม้จะงงกับคำว่าไม่ได้ล็อค"ซื่อบื้อ!!"และก็เป็นอีกครั้งที่คำนี้หลุดมา จากนั้นก็เป็นเช่นเดิมทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบเสียงต๊อกๆ ของแป้นพิมพ์เริ่มดังขึ้นอีกครั้ง เขาเอาแต่ครุ่นคิดว่าค่ำคืนเช่นนี้มันเกิดขึ้นกับเขาได้ไงเขาแค่อยากหารายได้เสริมหลังเลิกเรียนจึงมาขับรถส่งของ อีกทั้งหมู่บ้านนี้เขาก็เคยเข้าออกมานับครั้งไม่ถ้วนไม่ว่าจะดึกดื่นค่ำคืนเพียงใดก็ไม่เคยมีครั้งไหนจะโชคร้ายที่เจอเจ้าผีร้ายร่างใ
ทันทีที่พิมดาวเข้ามายังตัวบ้านได้นางก็รีบวิ่งตรงไปยังห้องข้างบันไดพร้อมกับสับสวิทช์ในแผงคัทเอ้าท์ทุกอัน เสียงดังฮึ่งๆ ถูกส่งมาจากหลายทิศทางของบ้านหลังใหญ่ ไฟทุกดวงในบ้านสว่างและบางดวงเกินกว่าจะเรียกได้ว่าสว่างเพราะมันเป็นแสงจร้าของสปอร์ตไลท์ที่ติดไว้มุมสูงรอบตัวบ้าน สวนไม้ประดับรอบตัวบ้านเห็นชัดขึ้นทันตาแม้ยามนี้จะห้าทุ่มกว่าแล้วก็ตามรุ่นน้องร่างใหญ่ที่อยู่ในเสื้อยืดมหาลัยมองห้องโถงที่มีพื้นหินอ่อนขัดจนเป็นมันแต่กลับไร้เฟอร์นิเจอร์สักชิ้น จะมีก็เพียงแค่โซฟาสีฟ้าเพียงตัวเดียวเท่านั้น เขามองสำรวจรอบทิศทางด้วยความแปลกใจ"พี่อยู่คนเดียว มาตามพี่ขึ้นมา ห้องทำงานพี่อยู่ชั้นสองเราต้องหลบในบ้านพี่จนกว่า..""จนกว่าอะไรครับ"คนร่างบางตากลมมองค้อนขวับเมื่อเขาถามและนางก็โพล่งขึ้นมาแบบไม่มีบริบท"นี่เราจะไม่บอกชื่อพี่จริงเหรอ ที่มหาลัยไม่ได้สอนหรือไงเดี๋ยวมาตราฐานตกต่ำขนาดนี้แล้วเหรอ แล้วอาจารย์มงคลล่ะได้เรียนกับเขาไหม ปกติปีหนึ่งทุกคนต้องลงวิชาเขา"ไรเดอร์ร่างใหญ่อ้าปากข้างเขายกมือขึ้นลูบผมแบบงงๆ ที่อยู่ๆ ก็โดนต่อว่าขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยและในจังหวะที่เขากำลังจะอธิบาย คนร่างบางที่อยู่ในเสื
ประโยชน์ของการซื้อของออนไลน์โดยไม่คิดมันก็มีเช่นกัน เมื่อเธอค้นพบว่าในห้องเธอมีไฟฉายแอลอีดีที่สว่างเวอร์อยู่มากมายก่ายกอง แต่ถึงอย่างนั้นคนร่างบางก็เลือกที่จะพกมันไว้เพียงสามอันเพราะเธอก็ไม่รู้จะเอามันไว้ที่ไหนได้บ้าง กระเป๋ากระโปรงซ้ายหนึ่งอันขวาหนึ่งอันและในมืออีกหนึ่งอัน หลังจากตรวจตราแล้วว่าทุกอันเปิดติด การก้าวเท้าออกจากบ้านครั้งแรกในรอบหลายเดือนก็ได้เกิดขึ้น ถ้าในยามนี้อาม่าสามคนนั้นเดินมาพบเธอเข้าก็คงช็อคตาตั้งเป็นแน่ทันทีที่ก้าวเท้าพ้นประตูอัลลอยสีเขียวติ้ง.....เสียงข้อความโทรศัพท์ก็ดังขึ้นคุณพิมจะออกไปจริงๆหรือครับพิมดาวอ่านข้อความจากนั้นก็หันหน้าไปยังทิศทางของป้อมยามท้ายหมู่บ้าน ลุงกำพลรปภประจำหมู่บ้านคงเห็นเธอผ่านกล้องวงจรปิดที่ติดไว้ตามพื้นที่สาธารณะติ้ง.....ผมห้ามเขาแล้วแต่เขาบอกว่าต้องไปส่งของที่ซอยเจ็ดให้ถึงมือข้อความที่สองของลุงกำพลทำเอาเธอมีสีหน้าสลด รุ่นน้องของเธอคงถึงฆาตแล้วจริงๆ เธอแหงนหน้าไปทางกล้องวงจรปิดตัวหนึ่งที่ติดอยู่กับเสาไฟซึ่งไม่ห่างจากบ้านเธอนักจากนั้นก็เปิดๆ ปิดๆ ไฟฉายในมือ เพื่อส่งสัญญาณว่าไม่ต้องห่วงเพราะเธอมีไฟฉายมาด้วยติ้ง.....ระวังด้วยนะคร
"รู้ไหมบ้านนี้นะ....""หยุด!! อย่า อย่าพูด ยิ่งตอนที่เราเดินผ่าน""โอ๊ย พวกลื้อสองคนพูดไปเถอะป่านนี้เด็กนั่นไปเกิดใหม่แล้วมั้ง เห็นตาลุงซอยเจ็ดเขาว่าอีโดนมีดปักอกเชียว"อ่าม่าคนที่ดัดผมเป็นลอนพูดพร้อมทำท่าห่อไหล่ด้วยอาการสยอง"ใช่ และอย่างนี้พวกลื้อยังจะพูดถึงกันอีก ไปๆ รีบไปใกล้มืดแล้ว"เฮ้อ........พิมดาวถอนหายใจเบาๆ ถึงแม้ว่านางจะอยู่บนชั้นสองของตัวบ้านแต่ประโยคเหล่านี้ก็ยังคงได้ยินเสมอ"มีดปักโพ่ง...พูดกันทุกวันแต่ก็เดินผ่านกันทุกวัน"เธอบนพึมพำกับตัวเองก่อนที่จะเปิดโน๊ตบุ๊คเครื่องเก่าพร้อมกับเชื่อมต่อคีย์บอร์ดลายน่ารักที่มักส่งเสียงต๊อกแต๊กจนเกิดความสุขใจเล็กๆ ในแต่ละค่ำคืน คนร่างบางดวงตากลมโตที่มักอยู่ในเสื้อไหมพรมคอเต่าฮัมเพลงเบาๆ ทุกค่ำคืนพิมดาววัยยังสาวจะมานั่งที่โต๊ะตัวนี้เนื่องด้วยหลายเหตุผล เหตุผลหนึ่งที่เธอเลือกคือมันอยู่ชั้นสองและติดหน้าต่างและเมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างก็จะเห็นสวนไม้ประดับข้างบ้านและถ้ามองเลยไปอีกก็จะเห็นถนนของหมู่บ้านที่อาม่าปากมากสามคนเพิ่งเดินผ่านไปนั่นคือเหตุผลข้อที่หนึ่งส่วนเหตุผลข้อสองที่เธอเลือกจะนั่งเขียนหนังสือที่มุมนี้ก็เพราะสี่แยกของหมู่บ้านซึ







