مشاركة

บทที่ 6 พันธมิตร

مؤلف: Ladyporn
last update تاريخ النشر: 2026-09-16 11:22:35

สายลมยามค่ำพัดผ่านตรอกแคบจนชายเสื้อคลุมสีดำของมู่เฉินอวี้พลิ้วไหว

กลิ่นคาวเลือดยังคงอบอวลอยู่ในอากาศ ศพของมือสังหารสองรายนอนแน่นิ่งอยู่ไม่ไกล ส่วนรอยเลือดบนพื้นหินทอดเป็นทางยาวไปจนถึงปากตรอก

ไป๋หลิงเยว่ยืนนิ่งอยู่ใต้เสื้อคลุมขององค์รัชทายาท ผืนผ้าสีดำยังอุ่นอยู่จากไอร่างของเจ้าของ

นางก้มมองมันเพียงชั่วครู่ ก่อนค่อย ๆ ยกมือถอดออก

"ฝ่าบาท..."

นางยื่นเสื้อคลุมคืนด้วยกิริยาสุภาพ

"หม่อมฉันไม่เป็นไรแล้ว"

มู่เฉินอวี้ไม่ได้รับเสื้อคลุมกลับทันที สายตาคมเข้มกวาดมองบาดแผลที่ต้นแขนของนาง เลือดแม้จะหยุดไหลแล้ว แต่รอยเฉือนยังลึกพอสมควร

"เจ้าคิดว่าบาดแผลเช่นนี้เรียกว่าไม่เป็นไรหรือ"

น้ำเสียงเรียบเฉยดังเช่นเคย แต่ครั้งนี้ ไป๋หลิงเยว่กลับสัมผัสได้ถึงความไม่พอใจที่ซ่อนอยู่ภายใต้คำพูด

นางหลุบตาลง

"เป็นเพียงแผลเล็กน้อย"

"หากดาบเอียงเข้ามาอีกเพียงครึ่งชุ่น"

มู่เฉินอวี้กล่าวแทรก

"วันนี้เจ้าคงไม่มีโอกาสยืนพูดกับข้า"

หญิงสาวเงียบไป ประโยคนั้นทำให้นางนึกถึงลานประหารในชาติที่แล้ว หากวันนั้น...เขามาทันเพียงครึ่งก้าว ทุกอย่างคงไม่จบลงเช่นนั้น นางรีบสลัดความคิดนั้นออกจากหัว ไม่ได้...ชาตินี้นางไม่ควรปล่อยให้ความรู้สึกในอดีตมามีอิทธิพลอีก นางยังมีเรื่องสำคัญกว่าการคิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งสอง

มู่เฉินอวี้ก้มลงหยิบลูกธนูที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาอีกครั้ง เขาหมุนลูกธนูในมือช้า ๆ ตรงปลายด้ามมีตราสลักรูปดอกเหมยห้ากลีบอย่างประณีต

"เจ้ารู้จักสัญลักษณ์นี้หรือไม่"

ไป๋หลิงเยว่ชะงัก คำถามนี้...นางไม่รู้จะตอบอย่างไร หากบอกว่ารู้มากเกินไป ย่อมทำให้เขาสงสัย แต่หากปฏิเสธ...อาจทำให้เสียโอกาสร่วมมือ หญิงสาวจึงเลือกตอบอย่างระมัดระวัง

"หม่อมฉันเพิ่งพบมันไม่นานนี้"

"มันปรากฏอยู่หลายแห่ง ทั้งที่เกิดเหตุ...บนร่างของมือสังหาร...รวมถึงก่อนสิ้นใจ..."

"อวี้หลานก็พูดคำว่าดอกเหมย"

ดวงตาของมู่เฉินอวี้หรี่ลง

"เจ้าคิดว่าเป็นชื่อคน หรือองค์กร"

"หม่อมฉันยังไม่แน่ใจ"

นางตอบตามตรง

"แต่เชื่อว่า...คนที่อยู่เบื้องหลังคดีวางยาพิษฮ่องเต้ ต้องเกี่ยวข้องกับดอกเหมย"

มู่เฉินอวี้ไม่ตอบทันที เขาหันไปมองศพมือสังหารก่อนย่อตัวลงเปิดแขนเสื้อของอีกฝ่าย ตราดอกเหมยสีดำยังปรากฏชัดบนต้นแขน แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาเขากลับเป็นแผลเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวที่ข้อมือ

"โม่เฟิง"

องครักษ์หนุ่มที่เพิ่งนำกำลังตามมาสมทบรีบคุกเข่าลง

"พ่ะย่ะค่ะ"

"ตรวจสอบ ว่าคนของสำนักใดใช้สัญลักษณ์นี้ รวมถึงตามหาที่มาของแผลเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว"

"รับบัญชา"

โม่เฟิงรีบพาคนเก็บศพและตรวจพื้นที่ทันที เหลือเพียงมู่เฉินอวี้กับไป๋หลิงเยว่ที่ยืนอยู่เงียบ ๆ

สายลมพัดผ่านระหว่างคนทั้งสอง ความเงียบยืดยาวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนองค์รัชทายาทจะเอ่ยขึ้นช้า ๆ

"ไป๋หลิงเยว่"

หญิงสาวเงยหน้าขึ้น

"เจ้ากำลังสืบคดีนี้"

ไม่ใช่คำถาม แต่เป็นประโยคบอกเล่า นางเม้มริมฝีปาก

"หม่อมฉัน..."

"ไม่จำเป็นต้องปฏิเสธ"

เขาเอ่ยต่ออย่างสงบนิ่ง

"เจ้าตามหาขันทีหลี่"

"ไปคลังโอสถ"

"ตรวจหอจดหมายเหตุ และวันนี้ยังมาที่เกิดเหตุของอวี้หลาน"

ทุกคำที่เขาพูด ทำให้หัวใจของไป๋หลิงเยว่ค่อย ๆ จมดิ่ง เขารู้...เขารู้ทุกอย่าง แสดงว่า...เขาให้คนติดตามนางมาตลอด หญิงสาวสูดหายใจลึก

"เช่นนั้น ฝ่าบาทคิดจะจับหม่อมฉันหรือ"

คำถามนั้นทำให้มู่เฉินอวี้มองนางนิ่ง

ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

"ไม่ ข้าจะช่วยเจ้า"

ไป๋หลิงเยว่เบิกตากว้าง คำตอบนั้นเหนือความคาดหมาย มู่เฉินอวี้เดินเข้ามาหยุดตรงหน้า ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองเหลือเพียงก้าวเดียว ดวงตาสีดำสนิทของเขาจ้องมองนางตรง ๆ

"เจ้าสืบความจริง"

"ส่วนข้า..."

เขากำลูกธนูดอกเหมยในมือแน่น

น้ำเสียงเย็นเฉียบจนแม้แต่สายลมยังดูเหมือนหยุดพัด

"...จะกำจัดทุกคนที่คิดแตะต้องเจ้า"

หัวใจของไป๋หลิงเยว่สั่นไหวอย่างไม่อาจควบคุม ประโยคเดียวกันนี้...นางไม่เคยได้ยินในชาติที่แล้ว หรือบางที...ชาตินี้ ทุกอย่างอาจกำลังเปลี่ยนไปจริง ๆ

แสงอรุณของวันใหม่ค่อย ๆ สาดผ่านหน้าต่างไม้ฉลุลายภายในสำนักโอสถหลวง

กลิ่นสมุนไพรแห้งนับร้อยชนิดอบอวลไปทั่วห้องตรวจยา เสียงครกหินตำสมุนไพรดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ขณะที่หมอหลวงและศิษย์ฝึกหัดต่างทำงานของตนเองตามปกติ

หากแต่ภายในห้องปรุงยาชั้นในสุด...กลับมีเพียงคนสองคนเท่านั้น ไป๋หลิงเยว่ค่อย ๆ วางถาดไม้ลงบนโต๊ะ

ภายในประกอบด้วยถ้วยพระโอสถจำลอง เศษผงยาที่เก็บได้จากจุดเกิดเหตุ เส้นใยผ้าจากมือสังหาร และลูกธนูที่มู่เฉินอวี้นำมาเมื่อคืน

มู่เฉินอวี้ยืนกอดอกอยู่ข้างหน้าต่าง

แม้จะสวมอาภรณ์ธรรมดาสีครามเข้มเพื่ออำพรางฐานะ แต่บุคลิกสูงสง่าของเขาก็ยังโดดเด่นจนยากจะมองเป็นคนทั่วไป หญิงสาวหยิบเข็มเงินขึ้นมา จุ่มลงในผงยาทีละชนิด ไม่นาน สีของเข็มก็เปลี่ยนเป็นเทาหม่น

"เป็นอย่างไร" มู่เฉินอวี้เอ่ยถาม

ไป๋หลิงเยว่ไม่รีบตอบ

นางหยิบผงยาอีกชนิดขึ้นมาผสมในอัตราส่วนต่างกัน ก่อนใช้เข็มเล่มใหม่ตรวจซ้ำ ครั้งนี้ปลายเข็มเปลี่ยนเป็นสีดำเข้มทันที หญิงสาวค่อย ๆ ถอนหายใจ

"ไม่ผิดจริง ๆ พิษชนิดเดียวกัน"

มู่เฉินอวี้เดินเข้ามาใกล้

"หมายความว่าอย่างไร"

ไป๋หลิงเยว่ใช้นิ้วแตะสมุนไพรสามชนิดที่วางเรียงอยู่

"พิษที่อยู่ในร่างอวี้หลาน...พิษในขันทีหลี่ รวมถึงสารตกค้างบนปลายลูกธนู"

"ล้วนเกิดจากตำรับเดียวกัน"

มู่เฉินอวี้หรี่ตาลง

"คนคนเดียวกันลงมือ หรืออย่างน้อย..."

หญิงสาวส่ายหน้าเบา ๆ

"ก็เป็นคนในสำนักเดียวกัน"

นางหยิบตำราเก่าเล่มหนึ่งขึ้นมาเปิด หน้ากระดาษเต็มไปด้วยภาพวาดสมุนไพรนานาชนิด พร้อมคำอธิบายละเอียด ปลายนิ้วเรียวหยุดอยู่ที่ภาพต้นไม้สีแดงอมม่วง

"นี่คือ...หญ้าหงซา"

มู่เฉินอวี้พยักหน้า

"เจ้าพบมันมาก่อน"

"ใช่"

นางตอบพลางพลิกหน้าถัดไป

"แต่ตำรับพิษนี้...ใช้หญ้าหงซาเพียงอย่างเดียวไม่ได้"

"ต้องมีสมุนไพรอีกชนิดเป็นตัวเร่ง"

มู่เฉินอวี้ก้มมองตำรา

"สมุนไพรชนิดใด"

หญิงสาวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยช้า ๆ

"ยังหาไม่พบ แต่เชื่อว่า...เป็นสมุนไพรที่พบได้ยากมาก"

ขณะนั้นเอง

เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง โม่เฟิงก้าวเข้ามาพร้อมม้วนเอกสารหลายฉบับ

"ถวายบังคมองค์รัชทายาท"

"พูดมา"

องครักษ์หนุ่มคลี่เอกสารออกบนโต๊ะ

"กระหม่อมตรวจสอบศพมือสังหารแล้ว ทั้งสี่คนไม่มีประวัติอยู่ในทะเบียนราษฎร์"

"เหมือนไม่เคยมีตัวตน"

ไป๋หลิงเยว่ขมวดคิ้ว

"แล้วรอยแผลเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว"

โม่เฟิงพยักหน้า

"พบข้อมูลเพียงเล็กน้อย"

"เมื่อยี่สิบปีก่อน...เคยมีหน่วยลับกลุ่มหนึ่งใช้เครื่องหมายนี้ แต่ถูกสั่งยุบไปนานแล้ว"

มู่เฉินอวี้ถามทันที

"ผู้ใดเป็นผู้ก่อตั้ง"

โม่เฟิงลังเล ก่อนตอบเสียงเบา

"ขึ้นตรงต่อราชสำนักโดยตรง"

"ผู้มีอำนาจเรียกใช้..."

...มีเพียงฮ่องเต้กับฮองเฮา"

บรรยากาศภายในห้องเงียบลงทันที ไป๋หลิงเยว่สบตามู่เฉินอวี้เพียงชั่วครู่ ต่างฝ่ายต่างเข้าใจว่า เรื่องนี้...เริ่มโยงไปถึงบุคคลระดับสูงแล้ว

มู่เฉินอวี้ใช้ปลายนิ้วเคาะโต๊ะเบา ๆ เขาไม่เชื่อว่าฮองเฮาจะลงมือด้วยพระองค์เอง แต่หากมีผู้ใดอาศัยพระนามของฮองเฮา...สถานการณ์ก็ยิ่งอันตรายกว่าเดิม

"อีกเรื่องหนึ่ง"

โม่เฟิงหยิบถุงผ้าขนาดเล็กออกมา

"กระหม่อมพบสิ่งนี้ในแขนเสื้อของมือสังหาร"

ไป๋หลิงเยว่รับถุงผ้ามาเปิด ภายในมีเศษใบไม้แห้งสีเขียวเข้มเพียงสองใบ ทันทีที่ได้กลิ่นนางก็รีบหยิบเข็มเงินขึ้นมาตรวจปลายเข็มเปลี่ยนเป็นสีทองอ่อน หญิงสาวเบิกตากว้าง

"เป็นไปไม่ได้..."

"เจ้ารู้จักหรือ" มู่เฉินอวี้ถาม

ไป๋หลิงเยว่พยักหน้าช้า ๆ

"นี่ไม่ใช่สมุนไพรที่หมอทั่วไปจะมี"

นางค่อย ๆ วางใบไม้ลงบนผ้าขาว ก่อนเปิดตำราอีกเล่มอย่างรวดเร็วพลิกผ่านหน้ากระดาษทีละหน้า จนกระทั่งหยุดลง ภาพวาดบนหน้ากระดาษเป็นต้นไม้ใบเรียวยาวสีเขียวอมเงิน ใต้ภาพมีตัวอักษรเขียนไว้ว่า "หลิงเซียงเยี่ย" หญิงสาวสูดลมหายใจลึก

"พบแล้ว..."

มู่เฉินอวี้ก้มมองตำรา

"สมุนไพรชนิดนี้มีสรรพคุณอย่างไร"

ไป๋หลิงเยว่เงยหน้าขึ้นช้า ๆ สีหน้าของนางเคร่งเครียดกว่าครั้งใด

"มันเป็นตัวเร่งพิษ เมื่อผสมกับหญ้าหงซา...จะกลายเป็นพิษที่แทบตรวจไม่พบ"

โม่เฟิงเบิกตากว้าง

"เช่นนั้นก็หมายความว่า..."

หญิงสาวพยักหน้า

"ใช่"

"นี่คือสมุนไพรชิ้นสุดท้ายที่หายไปจากตำรับพิษ"

มู่เฉินอวี้ถามต่อทันที

"หาซื้อได้จากที่ใด"

ไป๋หลิงเยว่ค่อย ๆ ปิดตำราลง ก่อนเอ่ยประโยคที่ทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ

"สมุนไพรชนิดนี้...ไม่มีจำหน่ายภายนอก"

"ทั่วทั้งแคว้นต้าเซิ่ง...มีเพียงสถานที่เดียวที่เพาะปลูกได้"

นางหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวชัดถ้อยชัดคำ

"สวนสมุนไพรหลวง..."

"...ที่ใช้สำหรับราชวงศ์เท่านั้น"

ภายในห้องปรุงโอสถเงียบงันจนได้ยินเพียงเสียงเปลวเทียนลุกไหม้ คำพูดของไป๋หลิงเยว่ยังคงก้องอยู่ในอากาศ "สวนสมุนไพรหลวง...ที่ใช้สำหรับราชวงศ์เท่านั้น" มู่เฉินอวี้ค่อย ๆ ยกสายตาขึ้นมองหญิงสาว

"เจ้ามั่นใจหรือ"

ไป๋หลิงเยว่พยักหน้าช้า ๆ

"หม่อมฉันเคยเห็นสมุนไพรชนิดนี้เพียงครั้งเดียว"

"เมื่อยังเด็ก บิดาเคยพาเข้าไปในสวนสมุนไพรหลวง"

"ตอนนั้นพระองค์ทรงรับสั่งให้สำนักโอสถทดลองปลูกสมุนไพรหายากหลายชนิด"

นางใช้นิ้วแตะภาพในตำราเบา ๆ

"หลิงเซียงเยี่ยเป็นสมุนไพรที่บอบบางมาก"

"ต้องใช้น้ำจากธารบนภูเขาและดินชนิดพิเศษ หากนำออกมาปลูกภายนอกจะเหี่ยวเฉาภายในไม่กี่วัน"

มู่เฉินอวี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

"หากเช่นนั้น..."

"ผู้ที่นำสมุนไพรออกมาได้ ย่อมไม่ใช่คนธรรมดา"

"ใช่"

ไป๋หลิงเยว่ตอบหนักแน่น

"อย่างน้อยก็ต้องมีสิทธิ์เข้าออกสวนสมุนไพรหลวง"

โม่เฟิงที่ยืนฟังอยู่ด้านข้างขมวดคิ้ว

"แต่ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าออกมีไม่มาก"

"ฮ่องเต้"

"ฮองเฮา เชื้อพระวงศ์บางพระองค์"

"หมอหลวงชั้นผู้ใหญ่ รวมถึงขันทีและองครักษ์ที่ได้รับมอบหมาย"

ทุกคนต่างตกอยู่ในความเงียบ ยิ่งสืบ...วงผู้ต้องสงสัยกลับยิ่งแคบลง แต่ทุกคนที่เหลืออยู่ ล้วนเป็นบุคคลที่มีอำนาจทั้งสิ้น มู่เฉินอวี้เดินไปยืนหน้าต่าง พลางทอดสายตามองท้องฟ้าที่เริ่มมืดครึ้ม

"คนที่อยู่เบื้องหลัง...กำลังใช้ราชสำนักเป็นเกราะกำบัง"

น้ำเสียงของเขาเย็นเฉียบ

"และกำลังมั่นใจว่าจะไม่มีผู้ใดแตะต้องได้"

ไป๋หลิงเยว่กำตำราในมือแน่น ความทรงจำในชาติที่แล้วค่อย ๆ ผุดขึ้นอีกครั้งตอนที่นางถูกนำตัวขึ้นศาล หลักฐานทุกชิ้นล้วนถูกเตรียมไว้อย่างสมบูรณ์ ไม่มีช่องโหว่แม้แต่น้อย หากคนร้ายไม่มีอำนาจมากพอ... ย่อมไม่มีทางจัดฉากได้แนบเนียนถึงเพียงนั้น นางค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น

"ฝ่าบาท"

"หากต้องการนำสมุนไพรออกจากสวนหลวง จำเป็นต้องมีบันทึกการเบิกหรือไม่"

มู่เฉินอวี้หันกลับมามอง

"ตามระเบียบ ต้องมี"

"แต่หากผู้มีอำนาจเป็นผู้สั่งเอง ก็สามารถนำออกได้โดยไม่ต้องลงทะเบียน"

หญิงสาวเม้มริมฝีปากนั่นหมายความว่า...หากผู้ร้ายเป็นคนระดับสูงจริง เอกสารเพียงอย่างเดียวอาจเอาผิดไม่ได้

โม่เฟิงก้าวเข้ามาอีกก้าว

"องค์รัชทายาท"

"กระหม่อมขอเข้าไปตรวจสวนสมุนไพรหลวงคืนนี้"

มู่เฉินอวี้ส่ายหน้า

"ไม่ได้ หากคนร้ายอยู่ในวัง การส่งคนเข้าไปตอนนี้ จะทำให้พวกมันไหวตัว"

เขาหันไปมองไป๋หลิงเยว่ ดวงตาคมสงบนิ่ง แต่แฝงด้วยความเด็ดขาด

"เราจะเปลี่ยนวิธี"

หญิงสาวเลิกคิ้วน้อย ๆ

"เปลี่ยนอย่างไร"

มู่เฉินอวี้ยกแผนที่พระราชวังที่แขวนอยู่บนผนังลงมา เขาใช้นิ้วชี้ไปยังตำแหน่งของสวนสมุนไพรหลวง จากนั้นลากเส้นไปยังสำนักโอสถ ต่อด้วยตำหนักฮองเฮา สุดท้ายหยุดที่ห้องเครื่องยา

"หากคนร้ายต้องใช้สมุนไพรชนิดนี้เป็นประจำ"

"ย่อมต้องมีเส้นทางขนส่ง ไม่ว่าจะปกปิดดีเพียงใด..."

"ก็ต้องเหลือร่องรอย"

ไป๋หลิงเยว่พยักหน้า นางเข้าใจทันที คนหนึ่งตามหาต้นทางของสมุนไพรอีกคนตรวจสอบปลายทางของพิษ หากข้อมูลทั้งสองด้านมาบรรจบกัน...ย่อมสามารถระบุตัวคนร้ายได้ หญิงสาวยื่นมือออกไปบนแผนที่ ปลายนิ้วหยุดตรงตำแหน่งห้องเครื่องยา

"หม่อมฉันจะตรวจสอบตำรับโอสถทั้งหมด"

"ดูว่ามีตำรับใดที่สามารถใช้หลิงเซียงเยี่ยได้โดยไม่เป็นที่สงสัย"

มู่เฉินอวี้พยักหน้า

"ส่วนข้า..."

เขาใช้ปลายนิ้วแตะตำแหน่งสวนสมุนไพรหลวง

"จะตามหาคนที่สามารถเข้าออกที่นี่ได้ทุกคน"

ทั้งสองสบตากัน เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่นางย้อนเวลากลับมา ที่สายตาของทั้งคู่ไม่ได้เต็มไปด้วยความระแวง แต่เป็นความเข้าใจ และเป้าหมายเดียวกัน โม่เฟิงมองทั้งสองคน ก่อนถอนหายใจอย่างโล่งอก

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา องค์รัชทายาทไม่เคยเปิดใจร่วมมือกับผู้ใดเช่นนี้ ขณะที่ไป๋หลิงเยว่ก็ไม่เคยยอมให้ผู้ใดเข้ามาแบกรับภาระของตน

แต่วันนี้...คนทั้งสองกลับยืนอยู่ข้างกันอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับควรเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่แรก

ทันใดนั้นเอง เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างรีบร้อน

ปัง! ปัง!

ศิษย์ฝึกหัดคนหนึ่งรีบวิ่งเข้ามา ใบหน้าซีดเผือด

"ท่านอาจารย์!"

"เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!"

ทุกคนหันไปมองพร้อมกัน

"เกิดอะไรขึ้น"

เด็กหนุ่มหอบหายใจ ก่อนตอบเสียงสั่น

"สวนสมุนไพรหลวง...มีคนลอบวางเพลิง!"

คำพูดนั้นทำให้สีหน้าของมู่เฉินอวี้และไป๋หลิงเยว่เปลี่ยนไปพร้อมกัน สวนสมุนไพรหลวง...สถานที่เดียวที่ปลูกหลิงเซียงเยี่ยกำลังถูกเผา หากไฟไหม้สำเร็จ...หลักฐานทั้งหมดเกี่ยวกับสมุนไพรหายากจะหายไปในพริบตา

มู่เฉินอวี้คว้าดาบประจำตัวขึ้นทันที

"โม่เฟิง...นำคนไปกับข้า"

"รับบัญชา!"

ไป๋หลิงเยว่หยิบกล่องเข็มเงินและถุงยาขึ้นสะพายบ่า

"หม่อมฉันจะไปด้วย"

มู่เฉินอวี้หันมามอง

"อันตราย"

หญิงสาวสบตาเขาโดยไม่หลบ

"คนที่รู้จักสมุนไพรดีที่สุด...คือหม่อมฉัน"

บุรุษหนุ่มเงียบไปเพียงครู่เดียว ก่อนพยักหน้ารับ

"เช่นนั้น...ไปด้วยกัน"

ทั้งสองก้าวออกจากห้องพร้อมกันไม่มีใครรู้ว่าเปลวเพลิงที่กำลังลุกไหม้อยู่ในสวนสมุนไพรหลวงนั้น...เกิดจากความบังเอิญหรือเป็นความพยายามครั้งใหม่ของศัตรู เพื่อทำลายหลักฐานทุกชิ้นก่อนที่ความจริงจะถูกเปิดเผย

استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • พิษรักใต้บัลลังก์มังกร   บทที่ 16 ชาตินี้...ข้าทันแล้ว Nc

    หนึ่งเดือนหลังศึกกบฏสิ้นสุดลง พระราชวังหลวงกลับคืนสู่ความสงบสุขอีกครั้ง มู่เฉินอวี้ขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้พระองค์ใหม่ด้วยพระนามว่า “เฉินอวี้ฮ่องเต้” การขึ้นครองราชย์ดำเนินไปอย่างเรียบง่ายแต่สมเกียรติ ขุนนางทั้งหลายต่างยอมรับพระองค์ด้วยความศรัทธา หลักฐานจากห้องลับที่ถูกเปิดเผยทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าขัดขืนในพิธีแต่งตั้งฮองเฮา ไป๋หลิงเยว่สวมชุดมังกรสีแดงทองอันงดงาม เดินเคียงข้างพระองค์ไปบนพรมแดงยาว ผมดำยาวถูกมุ่นสูงประดับปิ่นมังกรหยก เมื่อฮ่องเต้ทรงสวมตำแหน่งฮองเฮาให้ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง เสียงปรบมือดังก้องไปทั่วท้องพระโรง“ข้าขอประกาศต่อแผ่นดิน” มู่เฉินอวี้ตรัสด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“ไป๋หลิงเยว่ คือฮองเฮาแห่งแผ่นดินนี้ ผู้ที่ข้ารักและไว้ใจที่สุด”ไป๋หลิงเยว่ช้อนสายตาขึ้นมองพระองค์ ดวงตาทั้งคู่ประสานกันท่ามกลางแสงไฟโคมแดง นางยิ้มบางๆ น้ำตาคลอเบาๆ แต่เป็นน้ำตาแห่งความสุขค่ำคืนหลังพิธีบรมราชาภิเษก ทั้งสองพระองค์เสด็จออกจากพระราชวังหลวงอย่างเงียบๆ พร้อมองครักษ์ลับเพียงเล็กน้อย มุ่งหน้าไปยังสถานที่หนึ่งนอกเมืองหลวง ลานประหารเก่าแก่ที่เคยเป็นจุดจบของชาติที่แล้วลานประหารยังคงเงียบสงบเหมือนเด

  • พิษรักใต้บัลลังก์มังกร   บทที่ 15 ศึกสุดท้าย

    เสียงระเบิดจากเหนือห้องลับยังคงดังก้องไม่หยุด เศษหินและฝุ่นทรายโปรยร่วงลงมาจากเพดานจนคบเพลิงหลายดวงสั่นไหว โม่เฟิงรีบก้าวมาขวางหน้ามู่เฉินอวี้กับไป๋หลิงเยว่"องค์รัชทายาท เสด็จออกจากที่นี่ก่อนพ่ะย่ะค่ะ!"มู่เฉินอวี้ส่ายพระพักตร์"ไม่ได้"พระองค์ก้มลงรวบรวมเอกสารสำคัญทั้งหมดลงในหีบไม้ใบเล็กอย่างรวดเร็ว บัญชีสมาชิกดอกเหมย ตำราพิษ พระราชลัญจกรปลอม รวมถึงจดหมายลายมือของฮองเฮา ทุกชิ้นคือหลักฐานที่จะตัดสินชะตาของราชวงศ์"ต่อให้ต้องเสียชีวิต..." พระองค์กล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด"หลักฐานเหล่านี้ต้องออกไปจากห้องนี้"ไป๋หลิงเยว่รีบช่วยมัดหีบด้วยเชือกหนัง ก่อนยื่นให้โม่เฟิง"เจ้าพาเอกสารออกไป""ส่วนหม่อมฉันกับฝ่าบาทจะตามไป"โม่เฟิงกำลังจะคัดค้าน แต่ยังไม่ทันเอ่ยปาก เสียงฝีเท้าจำนวนมากก็ดังมาจากบันไดหินตึง!ตึง!ตึง!แสงคบเพลิงสาดลงมาตามทางเดินใต้ดิน เงาร่างชุดดำทยอยปรากฏขึ้นทีละคน ไม่ใช่เพียงสิบหรือยี่สิบ แต่เกือบห้าสิบคน ทุกคนสวมหน้ากากดอกเหมยสีดำเหมือนกัน"คนของดอกเหมย..."โม่เฟิงกัดฟัน"พวกมันรู้ตำแหน่งห้องลับแล้ว"ชายชุดดำคนหนึ่งก้าวออกมาข้างหน้า เขาชักดาบออกจากฝักช้า ๆ ก่อนกล่าวเสียงเย็น"ส

  • พิษรักใต้บัลลังก์มังกร   บทที่ 14 ผู้บงการ

    รุ่งเช้าหลังคืนแห่งความโกลาหล พระราชวังหลวงทั้งแห่งตกอยู่ภายใต้บรรยากาศอึมครึม ฮ่องเต้ยังคงประชวรหนักหลันกุ้ยเฟยสิ้นพระชนม์อย่างเป็นปริศนาประตูพระราชวังถูกสั่งปิดทั้งหมด ไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้ออกหรือเข้าโดยปราศจากพระบัญชาขององค์รัชทายาท ขุนนางทุกฝ่ายต่างหวาดระแวงซึ่งกันและกัน แม้แต่คำพูดเพียงประโยคเดียว ก็อาจกลายเป็นเหตุให้ถูกจับตาภายในตำหนักองค์รัชทายาทไป๋หลิงเยว่ยังคงนั่งตรวจสอบเศษผ้าไหมสีแดงที่หลันกุ้ยเฟยกำไว้ก่อนสิ้นใจ นางใช้แว่นขยายทองเหลืองส่องดูรอยปักทีละเส้น ด้ายสีทอง...ด้ายสีชาด...และลายปักรูปดอกเหมยเพียงครึ่งดอก ยิ่งตรวจละเอียดเท่าไร นางก็ยิ่งรู้สึกคุ้นเคย"ฝ่าบาท"นางเงยหน้าขึ้น"หม่อมฉันนึกออกแล้ว"มู่เฉินอวี้ที่กำลังอ่านฎีกาเงยพระพักตร์ขึ้นทันที"พูดมา"หญิงสาวรีบหยิบสมุดบันทึกของสำนักโอสถออกมา เปิดไปยังหน้าที่บันทึกเครื่องหอมและผ้าไหมพระราชทานเมื่อสิบกว่าปีก่อน ปลายนิ้วของนางหยุดอยู่ตรงรายชื่อหนึ่ง"ผ้าไหมลายเหมยทอง...ผลิตขึ้นเพียงสิบพับ""ถวายเฉพาะตำหนักฝ่ายในระดับสูง"มู่เฉินอวี้รับสมุดไปอ่าน พระขนงค่อย ๆ ขมวดเข้าหากัน"ตำหนักฮองเฮา...ตำหนักหลันกุ้ยเฟย...ตำหนักซ

  • พิษรักใต้บัลลังก์มังกร   บทที่ 13 คืนแห่งพิษ

    สายลมเย็นพัดผ่านยอดไม้ภายในพระราชวังหลวงค่ำคืนนี้...เป็นคืนเดียวกันกับชาติแรก คืนที่ไป๋หลิงเยว่ไม่มีวันลืมหญิงสาวยืนอยู่บนระเบียงตำหนักสำนักโอสถ พลางทอดสายตามองแสงตะเกียงนับร้อยดวงที่ส่องสว่างทั่วพระราชวัง ทุกอย่าง...เหมือนเดิมแทบทุกประการ เสียงฆ้องยามต้นดังขึ้นตรงเวลา ขันทีเดินส่งพระโอสถไปยังตำหนักบรรทมของฮ่องเต้ หมอหลวงผลัดเวรเข้าเฝ้าตามกำหนด แม้แต่สายลมยามค่ำคืน...ก็เย็นไม่ต่างจากความทรงจำในชาติแรก แต่มือของไป๋หลิงเยว่กลับเย็นเฉียบยิ่งกว่า"ยังคิดถึงเรื่องในอดีตอยู่หรือ" เสียงของมู่เฉินอวี้ดังขึ้นจากด้านหลังหญิงสาวหันกลับมา ก่อนพยักหน้าเบา ๆ"คืนนี้...คือคืนที่ทุกอย่างเริ่มต้น"มู่เฉินอวี้เดินเข้ามายืนเคียงข้างนาง สายตาของเขาทอดมองไปยังตำหนักฮ่องเต้เช่นกัน"แต่ชาตินี้...จะไม่เหมือนเดิม" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคงตลอดหลายวันที่ผ่านมา พระองค์ทรงเปลี่ยนทุกอย่าง เปลี่ยนหมอหลวงเวร เปลี่ยนเส้นทางลำเลียงพระโอสถ เพิ่มองครักษ์รอบตำหนักเป็นสามเท่า แม้แต่ภาชนะทุกใบที่ใช้ปรุงพระโอสถ ก็ถูกเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดไป๋หลิงเยว่เป็นผู้ตรวจสอบสมุนไพรทุกชนิดด้วยตนเอง ไม่มีหลิงเซียงเยี่ย ไม่มีพิษแปลกปลอ

  • พิษรักใต้บัลลังก์มังกร   บทที่ 12 คำมั่นขององค์รัชทายาท Nc

    ราตรีคลี่ม่านปกคลุมพระราชวังอย่างเงียบงันหลังเหตุการณ์ในหอเก็บเอกสารผ่านพ้นไปได้เพียงหนึ่งวัน ราชสำนักกลับดูสงบเสียจนน่าประหลาด ราวกับไม่มีผู้ใดกล่าวถึงมือสังหารที่บุกเข้ามาชิงตำราพิษ และไม่มีผู้ใดกล่าวถึงคำพูดสุดท้ายที่ทิ้งไว้ว่า "...นายหญิงจะไม่มีวันแพ้..." แต่ทั้งมู่เฉินอวี้และไป๋หลิงเยว่ต่างรู้ดีความเงียบในครั้งนี้...คือความเงียบก่อนพายุลูกใหญ่จะมาถึง คืนนี้ องค์รัชทายาทไม่ได้เรียกประชุมโม่เฟิงหรือองครักษ์ลับ ไม่มีการกางแผนผัง ไม่มีการวิเคราะห์หลักฐาน เขาเพียงส่งคนไปเชิญไป๋หลิงเยว่มายังตำหนักส่วนพระองค์หญิงสาวก้าวผ่านประตูไม้แกะสลักช้า ๆ ภายในตำหนักเงียบสงบ มีเพียงตะเกียงไม่กี่ดวงให้แสงสีทองอ่อน มู่เฉินอวี้กำลังยืนอยู่ริมระเบียง มองแสงจันทร์ที่ทอดลงบนสระบัว เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า เขาจึงหันกลับมา"มาแล้วหรือ"ไป๋หลิงเยว่ย่อกายคำนับ "ฝ่าบาท"มู่เฉินอวี้ส่ายหน้าเบา ๆ "คืนนี้...ไม่มีองค์รัชทายาท"หญิงสาวชะงัก"ไม่มีราชกิจ...ไม่มีขุนนาง...ไม่มีคนของดอกเหมย"เขาเดินเข้ามาหยุดตรงหน้านาง"คืนนี้...ข้าเพียงอยากคุยกับเจ้า"น้ำเสียงนั้นอ่อนลงกว่าทุกครั้ง ทำให้หัวใจของไป๋หลิงเยว่เต้นผิดจัง

  • พิษรักใต้บัลลังก์มังกร   บทที่ 11 กับดัก

    สายฝนที่ตกหนักติดต่อกันหลายวัน ในที่สุดก็เปลี่ยนเป็นท้องฟ้าแจ่มใส แต่ภายในห้องหนังสือของตำหนักองค์รัชทายาท บรรยากาศกลับหนักอึ้งกว่าทุกครั้ง แผนผังขนาดใหญ่บนโต๊ะถูกเติมรายละเอียดเพิ่มขึ้นอีกหลายจุด รายชื่อสมาชิกดอกเหมย เส้นทางลำเลียงสมุนไพร ตำแหน่งของขุนนางที่เกี่ยวข้องรวมถึงเหรียญตราหมายเลขเจ็ดที่ไป๋หลิงเยว่ได้มาจากห้องของหลิ่วชิงมู่เฉินอวี้ยืนกอดอกอยู่หน้าโต๊ะ สายตาคมทอดมองแผนผังอยู่นาน ก่อนเอ่ยขึ้น"เราไล่ตามพวกมันมาตลอด""ถึงเวลา...ให้พวกมันเป็นฝ่ายเดินเข้าหาเราเสียบ้าง"ไป๋หลิงเยว่เงยหน้าขึ้น"ฝ่าบาทหมายถึง..."มู่เฉินอวี้ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้นาง ด้านบนเขียนข้อความเพียงไม่กี่บรรทัด พบตำราพิษโบราณของผู้บงการคดีวางยาพิษฮ่องเต้ เตรียมส่งมอบต่อศาลหลวงในอีกสามวัน หญิงสาวเพียงอ่านจบ ก็เข้าใจแผนการทั้งหมดทันที"ข่าวปลอม"มู่เฉินอวี้ยิ้มบาง ๆ"ใช่""หากอีกฝ่ายเชื่อ...พวกมันต้องลงมือ"ไป๋หลิงเยว่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวขึ้น"แต่หากข่าวแพร่เร็วเกินไป""คนร้ายอาจสงสัย""หากช้าเกินไป...พวกมันก็ไม่มีเวลาวางแผน"มู่เฉินอวี้พยักหน้า"ดังนั้น...ข่าวนี้จะหลุดจากปากของคนเพียงคนเดียว"เขาใช

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status