تسجيل الدخولสายลมยามค่ำพัดผ่านตรอกแคบจนชายเสื้อคลุมสีดำของมู่เฉินอวี้พลิ้วไหว
กลิ่นคาวเลือดยังคงอบอวลอยู่ในอากาศ ศพของมือสังหารสองรายนอนแน่นิ่งอยู่ไม่ไกล ส่วนรอยเลือดบนพื้นหินทอดเป็นทางยาวไปจนถึงปากตรอก
ไป๋หลิงเยว่ยืนนิ่งอยู่ใต้เสื้อคลุมขององค์รัชทายาท ผืนผ้าสีดำยังอุ่นอยู่จากไอร่างของเจ้าของ
นางก้มมองมันเพียงชั่วครู่ ก่อนค่อย ๆ ยกมือถอดออก
"ฝ่าบาท..."
นางยื่นเสื้อคลุมคืนด้วยกิริยาสุภาพ
"หม่อมฉันไม่เป็นไรแล้ว"
มู่เฉินอวี้ไม่ได้รับเสื้อคลุมกลับทันที สายตาคมเข้มกวาดมองบาดแผลที่ต้นแขนของนาง เลือดแม้จะหยุดไหลแล้ว แต่รอยเฉือนยังลึกพอสมควร
"เจ้าคิดว่าบาดแผลเช่นนี้เรียกว่าไม่เป็นไรหรือ"
น้ำเสียงเรียบเฉยดังเช่นเคย แต่ครั้งนี้ ไป๋หลิงเยว่กลับสัมผัสได้ถึงความไม่พอใจที่ซ่อนอยู่ภายใต้คำพูด
นางหลุบตาลง
"เป็นเพียงแผลเล็กน้อย"
"หากดาบเอียงเข้ามาอีกเพียงครึ่งชุ่น"
มู่เฉินอวี้กล่าวแทรก
"วันนี้เจ้าคงไม่มีโอกาสยืนพูดกับข้า"
หญิงสาวเงียบไป ประโยคนั้นทำให้นางนึกถึงลานประหารในชาติที่แล้ว หากวันนั้น...เขามาทันเพียงครึ่งก้าว ทุกอย่างคงไม่จบลงเช่นนั้น นางรีบสลัดความคิดนั้นออกจากหัว ไม่ได้...ชาตินี้นางไม่ควรปล่อยให้ความรู้สึกในอดีตมามีอิทธิพลอีก นางยังมีเรื่องสำคัญกว่าการคิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งสอง
มู่เฉินอวี้ก้มลงหยิบลูกธนูที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาอีกครั้ง เขาหมุนลูกธนูในมือช้า ๆ ตรงปลายด้ามมีตราสลักรูปดอกเหมยห้ากลีบอย่างประณีต
"เจ้ารู้จักสัญลักษณ์นี้หรือไม่"
ไป๋หลิงเยว่ชะงัก คำถามนี้...นางไม่รู้จะตอบอย่างไร หากบอกว่ารู้มากเกินไป ย่อมทำให้เขาสงสัย แต่หากปฏิเสธ...อาจทำให้เสียโอกาสร่วมมือ หญิงสาวจึงเลือกตอบอย่างระมัดระวัง
"หม่อมฉันเพิ่งพบมันไม่นานนี้"
"มันปรากฏอยู่หลายแห่ง ทั้งที่เกิดเหตุ...บนร่างของมือสังหาร...รวมถึงก่อนสิ้นใจ..."
"อวี้หลานก็พูดคำว่าดอกเหมย"
ดวงตาของมู่เฉินอวี้หรี่ลง
"เจ้าคิดว่าเป็นชื่อคน หรือองค์กร"
"หม่อมฉันยังไม่แน่ใจ"
นางตอบตามตรง
"แต่เชื่อว่า...คนที่อยู่เบื้องหลังคดีวางยาพิษฮ่องเต้ ต้องเกี่ยวข้องกับดอกเหมย"
มู่เฉินอวี้ไม่ตอบทันที เขาหันไปมองศพมือสังหารก่อนย่อตัวลงเปิดแขนเสื้อของอีกฝ่าย ตราดอกเหมยสีดำยังปรากฏชัดบนต้นแขน แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาเขากลับเป็นแผลเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวที่ข้อมือ
"โม่เฟิง"
องครักษ์หนุ่มที่เพิ่งนำกำลังตามมาสมทบรีบคุกเข่าลง
"พ่ะย่ะค่ะ"
"ตรวจสอบ ว่าคนของสำนักใดใช้สัญลักษณ์นี้ รวมถึงตามหาที่มาของแผลเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว"
"รับบัญชา"
โม่เฟิงรีบพาคนเก็บศพและตรวจพื้นที่ทันที เหลือเพียงมู่เฉินอวี้กับไป๋หลิงเยว่ที่ยืนอยู่เงียบ ๆ
สายลมพัดผ่านระหว่างคนทั้งสอง ความเงียบยืดยาวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนองค์รัชทายาทจะเอ่ยขึ้นช้า ๆ
"ไป๋หลิงเยว่"
หญิงสาวเงยหน้าขึ้น
"เจ้ากำลังสืบคดีนี้"
ไม่ใช่คำถาม แต่เป็นประโยคบอกเล่า นางเม้มริมฝีปาก
"หม่อมฉัน..."
"ไม่จำเป็นต้องปฏิเสธ"
เขาเอ่ยต่ออย่างสงบนิ่ง
"เจ้าตามหาขันทีหลี่"
"ไปคลังโอสถ"
"ตรวจหอจดหมายเหตุ และวันนี้ยังมาที่เกิดเหตุของอวี้หลาน"
ทุกคำที่เขาพูด ทำให้หัวใจของไป๋หลิงเยว่ค่อย ๆ จมดิ่ง เขารู้...เขารู้ทุกอย่าง แสดงว่า...เขาให้คนติดตามนางมาตลอด หญิงสาวสูดหายใจลึก
"เช่นนั้น ฝ่าบาทคิดจะจับหม่อมฉันหรือ"
คำถามนั้นทำให้มู่เฉินอวี้มองนางนิ่ง
ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"ไม่ ข้าจะช่วยเจ้า"
ไป๋หลิงเยว่เบิกตากว้าง คำตอบนั้นเหนือความคาดหมาย มู่เฉินอวี้เดินเข้ามาหยุดตรงหน้า ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองเหลือเพียงก้าวเดียว ดวงตาสีดำสนิทของเขาจ้องมองนางตรง ๆ
"เจ้าสืบความจริง"
"ส่วนข้า..."
เขากำลูกธนูดอกเหมยในมือแน่น
น้ำเสียงเย็นเฉียบจนแม้แต่สายลมยังดูเหมือนหยุดพัด
"...จะกำจัดทุกคนที่คิดแตะต้องเจ้า"
หัวใจของไป๋หลิงเยว่สั่นไหวอย่างไม่อาจควบคุม ประโยคเดียวกันนี้...นางไม่เคยได้ยินในชาติที่แล้ว หรือบางที...ชาตินี้ ทุกอย่างอาจกำลังเปลี่ยนไปจริง ๆ
แสงอรุณของวันใหม่ค่อย ๆ สาดผ่านหน้าต่างไม้ฉลุลายภายในสำนักโอสถหลวง
กลิ่นสมุนไพรแห้งนับร้อยชนิดอบอวลไปทั่วห้องตรวจยา เสียงครกหินตำสมุนไพรดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ขณะที่หมอหลวงและศิษย์ฝึกหัดต่างทำงานของตนเองตามปกติ
หากแต่ภายในห้องปรุงยาชั้นในสุด...กลับมีเพียงคนสองคนเท่านั้น ไป๋หลิงเยว่ค่อย ๆ วางถาดไม้ลงบนโต๊ะ
ภายในประกอบด้วยถ้วยพระโอสถจำลอง เศษผงยาที่เก็บได้จากจุดเกิดเหตุ เส้นใยผ้าจากมือสังหาร และลูกธนูที่มู่เฉินอวี้นำมาเมื่อคืน
มู่เฉินอวี้ยืนกอดอกอยู่ข้างหน้าต่าง
แม้จะสวมอาภรณ์ธรรมดาสีครามเข้มเพื่ออำพรางฐานะ แต่บุคลิกสูงสง่าของเขาก็ยังโดดเด่นจนยากจะมองเป็นคนทั่วไป หญิงสาวหยิบเข็มเงินขึ้นมา จุ่มลงในผงยาทีละชนิด ไม่นาน สีของเข็มก็เปลี่ยนเป็นเทาหม่น
"เป็นอย่างไร" มู่เฉินอวี้เอ่ยถาม
ไป๋หลิงเยว่ไม่รีบตอบ
นางหยิบผงยาอีกชนิดขึ้นมาผสมในอัตราส่วนต่างกัน ก่อนใช้เข็มเล่มใหม่ตรวจซ้ำ ครั้งนี้ปลายเข็มเปลี่ยนเป็นสีดำเข้มทันที หญิงสาวค่อย ๆ ถอนหายใจ
"ไม่ผิดจริง ๆ พิษชนิดเดียวกัน"
มู่เฉินอวี้เดินเข้ามาใกล้
"หมายความว่าอย่างไร"
ไป๋หลิงเยว่ใช้นิ้วแตะสมุนไพรสามชนิดที่วางเรียงอยู่
"พิษที่อยู่ในร่างอวี้หลาน...พิษในขันทีหลี่ รวมถึงสารตกค้างบนปลายลูกธนู"
"ล้วนเกิดจากตำรับเดียวกัน"
มู่เฉินอวี้หรี่ตาลง
"คนคนเดียวกันลงมือ หรืออย่างน้อย..."
หญิงสาวส่ายหน้าเบา ๆ
"ก็เป็นคนในสำนักเดียวกัน"
นางหยิบตำราเก่าเล่มหนึ่งขึ้นมาเปิด หน้ากระดาษเต็มไปด้วยภาพวาดสมุนไพรนานาชนิด พร้อมคำอธิบายละเอียด ปลายนิ้วเรียวหยุดอยู่ที่ภาพต้นไม้สีแดงอมม่วง
"นี่คือ...หญ้าหงซา"
มู่เฉินอวี้พยักหน้า
"เจ้าพบมันมาก่อน"
"ใช่"
นางตอบพลางพลิกหน้าถัดไป
"แต่ตำรับพิษนี้...ใช้หญ้าหงซาเพียงอย่างเดียวไม่ได้"
"ต้องมีสมุนไพรอีกชนิดเป็นตัวเร่ง"
มู่เฉินอวี้ก้มมองตำรา
"สมุนไพรชนิดใด"
หญิงสาวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยช้า ๆ
"ยังหาไม่พบ แต่เชื่อว่า...เป็นสมุนไพรที่พบได้ยากมาก"
ขณะนั้นเอง
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง โม่เฟิงก้าวเข้ามาพร้อมม้วนเอกสารหลายฉบับ
"ถวายบังคมองค์รัชทายาท"
"พูดมา"
องครักษ์หนุ่มคลี่เอกสารออกบนโต๊ะ
"กระหม่อมตรวจสอบศพมือสังหารแล้ว ทั้งสี่คนไม่มีประวัติอยู่ในทะเบียนราษฎร์"
"เหมือนไม่เคยมีตัวตน"
ไป๋หลิงเยว่ขมวดคิ้ว
"แล้วรอยแผลเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว"
โม่เฟิงพยักหน้า
"พบข้อมูลเพียงเล็กน้อย"
"เมื่อยี่สิบปีก่อน...เคยมีหน่วยลับกลุ่มหนึ่งใช้เครื่องหมายนี้ แต่ถูกสั่งยุบไปนานแล้ว"
มู่เฉินอวี้ถามทันที
"ผู้ใดเป็นผู้ก่อตั้ง"
โม่เฟิงลังเล ก่อนตอบเสียงเบา
"ขึ้นตรงต่อราชสำนักโดยตรง"
"ผู้มีอำนาจเรียกใช้..."
...มีเพียงฮ่องเต้กับฮองเฮา"
บรรยากาศภายในห้องเงียบลงทันที ไป๋หลิงเยว่สบตามู่เฉินอวี้เพียงชั่วครู่ ต่างฝ่ายต่างเข้าใจว่า เรื่องนี้...เริ่มโยงไปถึงบุคคลระดับสูงแล้ว
มู่เฉินอวี้ใช้ปลายนิ้วเคาะโต๊ะเบา ๆ เขาไม่เชื่อว่าฮองเฮาจะลงมือด้วยพระองค์เอง แต่หากมีผู้ใดอาศัยพระนามของฮองเฮา...สถานการณ์ก็ยิ่งอันตรายกว่าเดิม
"อีกเรื่องหนึ่ง"
โม่เฟิงหยิบถุงผ้าขนาดเล็กออกมา
"กระหม่อมพบสิ่งนี้ในแขนเสื้อของมือสังหาร"
ไป๋หลิงเยว่รับถุงผ้ามาเปิด ภายในมีเศษใบไม้แห้งสีเขียวเข้มเพียงสองใบ ทันทีที่ได้กลิ่นนางก็รีบหยิบเข็มเงินขึ้นมาตรวจปลายเข็มเปลี่ยนเป็นสีทองอ่อน หญิงสาวเบิกตากว้าง
"เป็นไปไม่ได้..."
"เจ้ารู้จักหรือ" มู่เฉินอวี้ถาม
ไป๋หลิงเยว่พยักหน้าช้า ๆ
"นี่ไม่ใช่สมุนไพรที่หมอทั่วไปจะมี"
นางค่อย ๆ วางใบไม้ลงบนผ้าขาว ก่อนเปิดตำราอีกเล่มอย่างรวดเร็วพลิกผ่านหน้ากระดาษทีละหน้า จนกระทั่งหยุดลง ภาพวาดบนหน้ากระดาษเป็นต้นไม้ใบเรียวยาวสีเขียวอมเงิน ใต้ภาพมีตัวอักษรเขียนไว้ว่า "หลิงเซียงเยี่ย" หญิงสาวสูดลมหายใจลึก
"พบแล้ว..."
มู่เฉินอวี้ก้มมองตำรา
"สมุนไพรชนิดนี้มีสรรพคุณอย่างไร"
ไป๋หลิงเยว่เงยหน้าขึ้นช้า ๆ สีหน้าของนางเคร่งเครียดกว่าครั้งใด
"มันเป็นตัวเร่งพิษ เมื่อผสมกับหญ้าหงซา...จะกลายเป็นพิษที่แทบตรวจไม่พบ"
โม่เฟิงเบิกตากว้าง
"เช่นนั้นก็หมายความว่า..."
หญิงสาวพยักหน้า
"ใช่"
"นี่คือสมุนไพรชิ้นสุดท้ายที่หายไปจากตำรับพิษ"
มู่เฉินอวี้ถามต่อทันที
"หาซื้อได้จากที่ใด"
ไป๋หลิงเยว่ค่อย ๆ ปิดตำราลง ก่อนเอ่ยประโยคที่ทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ
"สมุนไพรชนิดนี้...ไม่มีจำหน่ายภายนอก"
"ทั่วทั้งแคว้นต้าเซิ่ง...มีเพียงสถานที่เดียวที่เพาะปลูกได้"
นางหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวชัดถ้อยชัดคำ
"สวนสมุนไพรหลวง..."
"...ที่ใช้สำหรับราชวงศ์เท่านั้น"
ภายในห้องปรุงโอสถเงียบงันจนได้ยินเพียงเสียงเปลวเทียนลุกไหม้ คำพูดของไป๋หลิงเยว่ยังคงก้องอยู่ในอากาศ "สวนสมุนไพรหลวง...ที่ใช้สำหรับราชวงศ์เท่านั้น" มู่เฉินอวี้ค่อย ๆ ยกสายตาขึ้นมองหญิงสาว
"เจ้ามั่นใจหรือ"
ไป๋หลิงเยว่พยักหน้าช้า ๆ
"หม่อมฉันเคยเห็นสมุนไพรชนิดนี้เพียงครั้งเดียว"
"เมื่อยังเด็ก บิดาเคยพาเข้าไปในสวนสมุนไพรหลวง"
"ตอนนั้นพระองค์ทรงรับสั่งให้สำนักโอสถทดลองปลูกสมุนไพรหายากหลายชนิด"
นางใช้นิ้วแตะภาพในตำราเบา ๆ
"หลิงเซียงเยี่ยเป็นสมุนไพรที่บอบบางมาก"
"ต้องใช้น้ำจากธารบนภูเขาและดินชนิดพิเศษ หากนำออกมาปลูกภายนอกจะเหี่ยวเฉาภายในไม่กี่วัน"
มู่เฉินอวี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
"หากเช่นนั้น..."
"ผู้ที่นำสมุนไพรออกมาได้ ย่อมไม่ใช่คนธรรมดา"
"ใช่"
ไป๋หลิงเยว่ตอบหนักแน่น
"อย่างน้อยก็ต้องมีสิทธิ์เข้าออกสวนสมุนไพรหลวง"
โม่เฟิงที่ยืนฟังอยู่ด้านข้างขมวดคิ้ว
"แต่ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าออกมีไม่มาก"
"ฮ่องเต้"
"ฮองเฮา เชื้อพระวงศ์บางพระองค์"
"หมอหลวงชั้นผู้ใหญ่ รวมถึงขันทีและองครักษ์ที่ได้รับมอบหมาย"
ทุกคนต่างตกอยู่ในความเงียบ ยิ่งสืบ...วงผู้ต้องสงสัยกลับยิ่งแคบลง แต่ทุกคนที่เหลืออยู่ ล้วนเป็นบุคคลที่มีอำนาจทั้งสิ้น มู่เฉินอวี้เดินไปยืนหน้าต่าง พลางทอดสายตามองท้องฟ้าที่เริ่มมืดครึ้ม
"คนที่อยู่เบื้องหลัง...กำลังใช้ราชสำนักเป็นเกราะกำบัง"
น้ำเสียงของเขาเย็นเฉียบ
"และกำลังมั่นใจว่าจะไม่มีผู้ใดแตะต้องได้"
ไป๋หลิงเยว่กำตำราในมือแน่น ความทรงจำในชาติที่แล้วค่อย ๆ ผุดขึ้นอีกครั้งตอนที่นางถูกนำตัวขึ้นศาล หลักฐานทุกชิ้นล้วนถูกเตรียมไว้อย่างสมบูรณ์ ไม่มีช่องโหว่แม้แต่น้อย หากคนร้ายไม่มีอำนาจมากพอ... ย่อมไม่มีทางจัดฉากได้แนบเนียนถึงเพียงนั้น นางค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น
"ฝ่าบาท"
"หากต้องการนำสมุนไพรออกจากสวนหลวง จำเป็นต้องมีบันทึกการเบิกหรือไม่"
มู่เฉินอวี้หันกลับมามอง
"ตามระเบียบ ต้องมี"
"แต่หากผู้มีอำนาจเป็นผู้สั่งเอง ก็สามารถนำออกได้โดยไม่ต้องลงทะเบียน"
หญิงสาวเม้มริมฝีปากนั่นหมายความว่า...หากผู้ร้ายเป็นคนระดับสูงจริง เอกสารเพียงอย่างเดียวอาจเอาผิดไม่ได้
โม่เฟิงก้าวเข้ามาอีกก้าว
"องค์รัชทายาท"
"กระหม่อมขอเข้าไปตรวจสวนสมุนไพรหลวงคืนนี้"
มู่เฉินอวี้ส่ายหน้า
"ไม่ได้ หากคนร้ายอยู่ในวัง การส่งคนเข้าไปตอนนี้ จะทำให้พวกมันไหวตัว"
เขาหันไปมองไป๋หลิงเยว่ ดวงตาคมสงบนิ่ง แต่แฝงด้วยความเด็ดขาด
"เราจะเปลี่ยนวิธี"
หญิงสาวเลิกคิ้วน้อย ๆ
"เปลี่ยนอย่างไร"
มู่เฉินอวี้ยกแผนที่พระราชวังที่แขวนอยู่บนผนังลงมา เขาใช้นิ้วชี้ไปยังตำแหน่งของสวนสมุนไพรหลวง จากนั้นลากเส้นไปยังสำนักโอสถ ต่อด้วยตำหนักฮองเฮา สุดท้ายหยุดที่ห้องเครื่องยา
"หากคนร้ายต้องใช้สมุนไพรชนิดนี้เป็นประจำ"
"ย่อมต้องมีเส้นทางขนส่ง ไม่ว่าจะปกปิดดีเพียงใด..."
"ก็ต้องเหลือร่องรอย"
ไป๋หลิงเยว่พยักหน้า นางเข้าใจทันที คนหนึ่งตามหาต้นทางของสมุนไพรอีกคนตรวจสอบปลายทางของพิษ หากข้อมูลทั้งสองด้านมาบรรจบกัน...ย่อมสามารถระบุตัวคนร้ายได้ หญิงสาวยื่นมือออกไปบนแผนที่ ปลายนิ้วหยุดตรงตำแหน่งห้องเครื่องยา
"หม่อมฉันจะตรวจสอบตำรับโอสถทั้งหมด"
"ดูว่ามีตำรับใดที่สามารถใช้หลิงเซียงเยี่ยได้โดยไม่เป็นที่สงสัย"
มู่เฉินอวี้พยักหน้า
"ส่วนข้า..."
เขาใช้ปลายนิ้วแตะตำแหน่งสวนสมุนไพรหลวง
"จะตามหาคนที่สามารถเข้าออกที่นี่ได้ทุกคน"
ทั้งสองสบตากัน เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่นางย้อนเวลากลับมา ที่สายตาของทั้งคู่ไม่ได้เต็มไปด้วยความระแวง แต่เป็นความเข้าใจ และเป้าหมายเดียวกัน โม่เฟิงมองทั้งสองคน ก่อนถอนหายใจอย่างโล่งอก
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา องค์รัชทายาทไม่เคยเปิดใจร่วมมือกับผู้ใดเช่นนี้ ขณะที่ไป๋หลิงเยว่ก็ไม่เคยยอมให้ผู้ใดเข้ามาแบกรับภาระของตน
แต่วันนี้...คนทั้งสองกลับยืนอยู่ข้างกันอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับควรเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่แรก
ทันใดนั้นเอง เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างรีบร้อน
ปัง! ปัง!
ศิษย์ฝึกหัดคนหนึ่งรีบวิ่งเข้ามา ใบหน้าซีดเผือด
"ท่านอาจารย์!"
"เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!"
ทุกคนหันไปมองพร้อมกัน
"เกิดอะไรขึ้น"
เด็กหนุ่มหอบหายใจ ก่อนตอบเสียงสั่น
"สวนสมุนไพรหลวง...มีคนลอบวางเพลิง!"
คำพูดนั้นทำให้สีหน้าของมู่เฉินอวี้และไป๋หลิงเยว่เปลี่ยนไปพร้อมกัน สวนสมุนไพรหลวง...สถานที่เดียวที่ปลูกหลิงเซียงเยี่ยกำลังถูกเผา หากไฟไหม้สำเร็จ...หลักฐานทั้งหมดเกี่ยวกับสมุนไพรหายากจะหายไปในพริบตา
มู่เฉินอวี้คว้าดาบประจำตัวขึ้นทันที
"โม่เฟิง...นำคนไปกับข้า"
"รับบัญชา!"
ไป๋หลิงเยว่หยิบกล่องเข็มเงินและถุงยาขึ้นสะพายบ่า
"หม่อมฉันจะไปด้วย"
มู่เฉินอวี้หันมามอง
"อันตราย"
หญิงสาวสบตาเขาโดยไม่หลบ
"คนที่รู้จักสมุนไพรดีที่สุด...คือหม่อมฉัน"
บุรุษหนุ่มเงียบไปเพียงครู่เดียว ก่อนพยักหน้ารับ
"เช่นนั้น...ไปด้วยกัน"
ทั้งสองก้าวออกจากห้องพร้อมกันไม่มีใครรู้ว่าเปลวเพลิงที่กำลังลุกไหม้อยู่ในสวนสมุนไพรหลวงนั้น...เกิดจากความบังเอิญหรือเป็นความพยายามครั้งใหม่ของศัตรู เพื่อทำลายหลักฐานทุกชิ้นก่อนที่ความจริงจะถูกเปิดเผย
หนึ่งเดือนหลังศึกกบฏสิ้นสุดลง พระราชวังหลวงกลับคืนสู่ความสงบสุขอีกครั้ง มู่เฉินอวี้ขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้พระองค์ใหม่ด้วยพระนามว่า “เฉินอวี้ฮ่องเต้” การขึ้นครองราชย์ดำเนินไปอย่างเรียบง่ายแต่สมเกียรติ ขุนนางทั้งหลายต่างยอมรับพระองค์ด้วยความศรัทธา หลักฐานจากห้องลับที่ถูกเปิดเผยทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าขัดขืนในพิธีแต่งตั้งฮองเฮา ไป๋หลิงเยว่สวมชุดมังกรสีแดงทองอันงดงาม เดินเคียงข้างพระองค์ไปบนพรมแดงยาว ผมดำยาวถูกมุ่นสูงประดับปิ่นมังกรหยก เมื่อฮ่องเต้ทรงสวมตำแหน่งฮองเฮาให้ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง เสียงปรบมือดังก้องไปทั่วท้องพระโรง“ข้าขอประกาศต่อแผ่นดิน” มู่เฉินอวี้ตรัสด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“ไป๋หลิงเยว่ คือฮองเฮาแห่งแผ่นดินนี้ ผู้ที่ข้ารักและไว้ใจที่สุด”ไป๋หลิงเยว่ช้อนสายตาขึ้นมองพระองค์ ดวงตาทั้งคู่ประสานกันท่ามกลางแสงไฟโคมแดง นางยิ้มบางๆ น้ำตาคลอเบาๆ แต่เป็นน้ำตาแห่งความสุขค่ำคืนหลังพิธีบรมราชาภิเษก ทั้งสองพระองค์เสด็จออกจากพระราชวังหลวงอย่างเงียบๆ พร้อมองครักษ์ลับเพียงเล็กน้อย มุ่งหน้าไปยังสถานที่หนึ่งนอกเมืองหลวง ลานประหารเก่าแก่ที่เคยเป็นจุดจบของชาติที่แล้วลานประหารยังคงเงียบสงบเหมือนเด
เสียงระเบิดจากเหนือห้องลับยังคงดังก้องไม่หยุด เศษหินและฝุ่นทรายโปรยร่วงลงมาจากเพดานจนคบเพลิงหลายดวงสั่นไหว โม่เฟิงรีบก้าวมาขวางหน้ามู่เฉินอวี้กับไป๋หลิงเยว่"องค์รัชทายาท เสด็จออกจากที่นี่ก่อนพ่ะย่ะค่ะ!"มู่เฉินอวี้ส่ายพระพักตร์"ไม่ได้"พระองค์ก้มลงรวบรวมเอกสารสำคัญทั้งหมดลงในหีบไม้ใบเล็กอย่างรวดเร็ว บัญชีสมาชิกดอกเหมย ตำราพิษ พระราชลัญจกรปลอม รวมถึงจดหมายลายมือของฮองเฮา ทุกชิ้นคือหลักฐานที่จะตัดสินชะตาของราชวงศ์"ต่อให้ต้องเสียชีวิต..." พระองค์กล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด"หลักฐานเหล่านี้ต้องออกไปจากห้องนี้"ไป๋หลิงเยว่รีบช่วยมัดหีบด้วยเชือกหนัง ก่อนยื่นให้โม่เฟิง"เจ้าพาเอกสารออกไป""ส่วนหม่อมฉันกับฝ่าบาทจะตามไป"โม่เฟิงกำลังจะคัดค้าน แต่ยังไม่ทันเอ่ยปาก เสียงฝีเท้าจำนวนมากก็ดังมาจากบันไดหินตึง!ตึง!ตึง!แสงคบเพลิงสาดลงมาตามทางเดินใต้ดิน เงาร่างชุดดำทยอยปรากฏขึ้นทีละคน ไม่ใช่เพียงสิบหรือยี่สิบ แต่เกือบห้าสิบคน ทุกคนสวมหน้ากากดอกเหมยสีดำเหมือนกัน"คนของดอกเหมย..."โม่เฟิงกัดฟัน"พวกมันรู้ตำแหน่งห้องลับแล้ว"ชายชุดดำคนหนึ่งก้าวออกมาข้างหน้า เขาชักดาบออกจากฝักช้า ๆ ก่อนกล่าวเสียงเย็น"ส
รุ่งเช้าหลังคืนแห่งความโกลาหล พระราชวังหลวงทั้งแห่งตกอยู่ภายใต้บรรยากาศอึมครึม ฮ่องเต้ยังคงประชวรหนักหลันกุ้ยเฟยสิ้นพระชนม์อย่างเป็นปริศนาประตูพระราชวังถูกสั่งปิดทั้งหมด ไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้ออกหรือเข้าโดยปราศจากพระบัญชาขององค์รัชทายาท ขุนนางทุกฝ่ายต่างหวาดระแวงซึ่งกันและกัน แม้แต่คำพูดเพียงประโยคเดียว ก็อาจกลายเป็นเหตุให้ถูกจับตาภายในตำหนักองค์รัชทายาทไป๋หลิงเยว่ยังคงนั่งตรวจสอบเศษผ้าไหมสีแดงที่หลันกุ้ยเฟยกำไว้ก่อนสิ้นใจ นางใช้แว่นขยายทองเหลืองส่องดูรอยปักทีละเส้น ด้ายสีทอง...ด้ายสีชาด...และลายปักรูปดอกเหมยเพียงครึ่งดอก ยิ่งตรวจละเอียดเท่าไร นางก็ยิ่งรู้สึกคุ้นเคย"ฝ่าบาท"นางเงยหน้าขึ้น"หม่อมฉันนึกออกแล้ว"มู่เฉินอวี้ที่กำลังอ่านฎีกาเงยพระพักตร์ขึ้นทันที"พูดมา"หญิงสาวรีบหยิบสมุดบันทึกของสำนักโอสถออกมา เปิดไปยังหน้าที่บันทึกเครื่องหอมและผ้าไหมพระราชทานเมื่อสิบกว่าปีก่อน ปลายนิ้วของนางหยุดอยู่ตรงรายชื่อหนึ่ง"ผ้าไหมลายเหมยทอง...ผลิตขึ้นเพียงสิบพับ""ถวายเฉพาะตำหนักฝ่ายในระดับสูง"มู่เฉินอวี้รับสมุดไปอ่าน พระขนงค่อย ๆ ขมวดเข้าหากัน"ตำหนักฮองเฮา...ตำหนักหลันกุ้ยเฟย...ตำหนักซ
สายลมเย็นพัดผ่านยอดไม้ภายในพระราชวังหลวงค่ำคืนนี้...เป็นคืนเดียวกันกับชาติแรก คืนที่ไป๋หลิงเยว่ไม่มีวันลืมหญิงสาวยืนอยู่บนระเบียงตำหนักสำนักโอสถ พลางทอดสายตามองแสงตะเกียงนับร้อยดวงที่ส่องสว่างทั่วพระราชวัง ทุกอย่าง...เหมือนเดิมแทบทุกประการ เสียงฆ้องยามต้นดังขึ้นตรงเวลา ขันทีเดินส่งพระโอสถไปยังตำหนักบรรทมของฮ่องเต้ หมอหลวงผลัดเวรเข้าเฝ้าตามกำหนด แม้แต่สายลมยามค่ำคืน...ก็เย็นไม่ต่างจากความทรงจำในชาติแรก แต่มือของไป๋หลิงเยว่กลับเย็นเฉียบยิ่งกว่า"ยังคิดถึงเรื่องในอดีตอยู่หรือ" เสียงของมู่เฉินอวี้ดังขึ้นจากด้านหลังหญิงสาวหันกลับมา ก่อนพยักหน้าเบา ๆ"คืนนี้...คือคืนที่ทุกอย่างเริ่มต้น"มู่เฉินอวี้เดินเข้ามายืนเคียงข้างนาง สายตาของเขาทอดมองไปยังตำหนักฮ่องเต้เช่นกัน"แต่ชาตินี้...จะไม่เหมือนเดิม" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคงตลอดหลายวันที่ผ่านมา พระองค์ทรงเปลี่ยนทุกอย่าง เปลี่ยนหมอหลวงเวร เปลี่ยนเส้นทางลำเลียงพระโอสถ เพิ่มองครักษ์รอบตำหนักเป็นสามเท่า แม้แต่ภาชนะทุกใบที่ใช้ปรุงพระโอสถ ก็ถูกเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดไป๋หลิงเยว่เป็นผู้ตรวจสอบสมุนไพรทุกชนิดด้วยตนเอง ไม่มีหลิงเซียงเยี่ย ไม่มีพิษแปลกปลอ
ราตรีคลี่ม่านปกคลุมพระราชวังอย่างเงียบงันหลังเหตุการณ์ในหอเก็บเอกสารผ่านพ้นไปได้เพียงหนึ่งวัน ราชสำนักกลับดูสงบเสียจนน่าประหลาด ราวกับไม่มีผู้ใดกล่าวถึงมือสังหารที่บุกเข้ามาชิงตำราพิษ และไม่มีผู้ใดกล่าวถึงคำพูดสุดท้ายที่ทิ้งไว้ว่า "...นายหญิงจะไม่มีวันแพ้..." แต่ทั้งมู่เฉินอวี้และไป๋หลิงเยว่ต่างรู้ดีความเงียบในครั้งนี้...คือความเงียบก่อนพายุลูกใหญ่จะมาถึง คืนนี้ องค์รัชทายาทไม่ได้เรียกประชุมโม่เฟิงหรือองครักษ์ลับ ไม่มีการกางแผนผัง ไม่มีการวิเคราะห์หลักฐาน เขาเพียงส่งคนไปเชิญไป๋หลิงเยว่มายังตำหนักส่วนพระองค์หญิงสาวก้าวผ่านประตูไม้แกะสลักช้า ๆ ภายในตำหนักเงียบสงบ มีเพียงตะเกียงไม่กี่ดวงให้แสงสีทองอ่อน มู่เฉินอวี้กำลังยืนอยู่ริมระเบียง มองแสงจันทร์ที่ทอดลงบนสระบัว เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า เขาจึงหันกลับมา"มาแล้วหรือ"ไป๋หลิงเยว่ย่อกายคำนับ "ฝ่าบาท"มู่เฉินอวี้ส่ายหน้าเบา ๆ "คืนนี้...ไม่มีองค์รัชทายาท"หญิงสาวชะงัก"ไม่มีราชกิจ...ไม่มีขุนนาง...ไม่มีคนของดอกเหมย"เขาเดินเข้ามาหยุดตรงหน้านาง"คืนนี้...ข้าเพียงอยากคุยกับเจ้า"น้ำเสียงนั้นอ่อนลงกว่าทุกครั้ง ทำให้หัวใจของไป๋หลิงเยว่เต้นผิดจัง
สายฝนที่ตกหนักติดต่อกันหลายวัน ในที่สุดก็เปลี่ยนเป็นท้องฟ้าแจ่มใส แต่ภายในห้องหนังสือของตำหนักองค์รัชทายาท บรรยากาศกลับหนักอึ้งกว่าทุกครั้ง แผนผังขนาดใหญ่บนโต๊ะถูกเติมรายละเอียดเพิ่มขึ้นอีกหลายจุด รายชื่อสมาชิกดอกเหมย เส้นทางลำเลียงสมุนไพร ตำแหน่งของขุนนางที่เกี่ยวข้องรวมถึงเหรียญตราหมายเลขเจ็ดที่ไป๋หลิงเยว่ได้มาจากห้องของหลิ่วชิงมู่เฉินอวี้ยืนกอดอกอยู่หน้าโต๊ะ สายตาคมทอดมองแผนผังอยู่นาน ก่อนเอ่ยขึ้น"เราไล่ตามพวกมันมาตลอด""ถึงเวลา...ให้พวกมันเป็นฝ่ายเดินเข้าหาเราเสียบ้าง"ไป๋หลิงเยว่เงยหน้าขึ้น"ฝ่าบาทหมายถึง..."มู่เฉินอวี้ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้นาง ด้านบนเขียนข้อความเพียงไม่กี่บรรทัด พบตำราพิษโบราณของผู้บงการคดีวางยาพิษฮ่องเต้ เตรียมส่งมอบต่อศาลหลวงในอีกสามวัน หญิงสาวเพียงอ่านจบ ก็เข้าใจแผนการทั้งหมดทันที"ข่าวปลอม"มู่เฉินอวี้ยิ้มบาง ๆ"ใช่""หากอีกฝ่ายเชื่อ...พวกมันต้องลงมือ"ไป๋หลิงเยว่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวขึ้น"แต่หากข่าวแพร่เร็วเกินไป""คนร้ายอาจสงสัย""หากช้าเกินไป...พวกมันก็ไม่มีเวลาวางแผน"มู่เฉินอวี้พยักหน้า"ดังนั้น...ข่าวนี้จะหลุดจากปากของคนเพียงคนเดียว"เขาใช







