Masukสายฝนกระหน่ำลงมาราวกับฟ้ารั่ว
หยาดน้ำเม็ดใหญ่ตกกระทบพื้นป่าเกิดเสียงดังไม่ขาดสาย ลมหนาวพัดยอดสนสูงไหวเอนจนกิ่งไม้เสียดสีกันเป็นจังหวะน่าหวาดหวั่น
เสียงฝีเท้าม้าดังฝ่าความมืด มู่เฉินอวี้กระชับบังเหียน พลางหันกลับมามองด้านหลัง แสงคบเพลิงของผู้ไล่ล่าค่อย ๆ เลือนหายไปตามม่านฝน
"ตามมาแล้วหรือไม่" ไป๋หลิงเยว่ซึ่งนั่งซ้อนอยู่ด้านหลังเอ่ยถาม แม้น้ำเสียงจะพยายามนิ่ง แต่ลมหายใจกลับเริ่มไม่สม่ำเสมอ นางเผลอยกมือกดหัวไหล่ซ้าย
บาดแผลจากลูกธนูเมื่อคืน แม้จะรักษาเบื้องต้นแล้ว แต่หลังควบม้าติดต่อกันหลายชั่วยาม เลือดก็เริ่มซึมผ่านผ้าพันแผลอีกครั้ง มู่เฉินอวี้สังเกตเห็นทันที
"เจ้าบาดเจ็บ"
"เพียงแผลเล็กน้อย"
"เจ้ายังจะโกหกข้าอีกหรือ"
น้ำเสียงเรียบเฉยของเขา ทำให้ไป๋หลิงเยว่เม้มริมฝีปาก ก่อนจะทันได้ตอบ มู่เฉินอวี้ก็ดึงบังเหียนเปลี่ยนทิศทาง ม้าศึกวิ่งเลี้ยวเข้าไปตามทางแคบที่เต็มไปด้วยต้นไผ่หนาทึบ
ไม่นานนัก...เรือนไม้หลังเล็กก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางสายฝน หลังคามุงจากเก่า ๆ ถูกเถาวัลย์ปกคลุมจนแทบมองไม่เห็น หากไม่รู้มาก่อน ย่อมไม่มีผู้ใดคิดว่าที่นี่เคยมีคนอาศัยอยู่
"ลงมา"
มู่เฉินอวี้กระโดดลงจากหลังม้าก่อน แล้วหันมายื่นมือให้ ไป๋หลิงเยว่ลังเลเพียงครู่เดียว ก่อนจะวางมือเรียวลงบนฝ่ามือของเขา ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสกัน นางก็รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นจากมือของบุรุษตรงหน้า อบอุ่น...และมั่นคงกว่าที่เคยคิด แต่นางรีบถอนมือกลับแทบจะทันที ราวกับหวาดกลัวว่าหัวใจของตนเองจะหวั่นไหว
มู่เฉินอวี้ไม่ได้กล่าวสิ่งใด เพียงผลักประตูไม้ที่ขึ้นสนิมส่งเสียงออดแอด ก่อนก้าวเข้าไปสำรวจด้านใน เรือนหลังนี้แม้จะเก่า แต่กลับสะอาดผิดคาด มีโต๊ะไม้ เตียงไม้สองหลัง เตาไฟ และเครื่องใช้จำเป็นวางไว้อย่างเป็นระเบียบ ไป๋หลิงเยว่มองไปรอบห้องอย่างแปลกใจ
"ที่นี่คือ...เรือนพักลับ"
มู่เฉินอวี้ตอบสั้น ๆ
"เมื่อครั้งข้าออกตรวจหัวเมือง มักใช้เป็นที่พัก"
เขาจุดตะเกียงน้ำมัน ก่อนก่อไฟในเตา เปลวไฟสีส้มค่อย ๆ ลุกขึ้น ขับไล่ความหนาวเย็นภายในเรือน
"นั่งลง"
เขาหันมาหานาง "ข้าจะดูแผลให้"
ไป๋หลิงเยว่รีบส่ายหน้า "หม่อมฉันทำเองได้"
มู่เฉินอวี้มองนางนิ่ง
"เจ้าเป็นหมอ แต่วันนี้...เจ้าเป็นคนไข้"
คำพูดเรียบง่ายนั้นทำให้หญิงสาวเงียบไป สุดท้ายนางจึงค่อย ๆ นั่งลงข้างเตาไฟ มู่เฉินอวี้เปิดกล่องยาอย่างคล่องแคล่ว ราวกับคุ้นเคยกับการรักษาบาดแผลเป็นอย่างดี เขาค่อย ๆ คลายผ้าพันแผลออก เมื่อเห็นรอยแผลที่บวมแดง คิ้วเข้มก็ขมวดเข้าหากันทันที
"อักเสบแล้ว"
ไป๋หลิงเยว่เหลือบมองเพียงครู่
"เพราะฝน"
"ไม่เป็นไร"
"เจ้ายังจะพูดว่าไม่เป็นไรอีก"
มู่เฉินอวี้ถอนหายใจเบา ๆ เขาชุบผ้าสะอาดกับน้ำอุ่น ก่อนเช็ดคราบเลือดรอบบาดแผลอย่างระมัดระวัง ปลายนิ้วของเขาแตะผิวกายนางเพียงแผ่วเบา แต่กลับอ่อนโยนเกินกว่าที่ไป๋หลิงเยว่เคยจินตนาการ นางลอบมองใบหน้าของเขา บุรุษผู้ได้รับการกล่าวขานว่าเย็นชาไร้หัวใจ กำลังก้มหน้าตั้งใจทำแผลให้นางอย่างเงียบ ๆ ทุกการเคลื่อนไหวมั่นคง ทุกสัมผัสเต็มไปด้วยความระมัดระวัง ราวกับเกรงว่านางจะเจ็บ ภาพตรงหน้าค่อย ๆ ซ้อนทับกับความทรงจำในชาติที่แล้ว
คืนก่อนถูกประหาร...นางจำได้ว่ามีคนส่งยาเข้าคุกมาให้ ตอนนั้นนางคิดว่าเป็นความเมตตาจากหมอหลวง แต่ตอนนี้...หัวใจของนางกลับเกิดคำถามขึ้นมา หรือแท้จริงแล้ว...คนที่ส่งยานั้น จะเป็นเขา
"เจ็บหรือ" เสียงทุ้มดังขึ้น
ไป๋หลิงเยว่สะดุ้งจากภวังค์ "มะ...ไม่"
มู่เฉินอวี้เงยหน้าขึ้นมอง สายตาทั้งสองประสานกัน เปลวไฟในเตาสะท้อนอยู่ในดวงตาสีดำของเขา อบอุ่นจนผิดกับบุคลิกเย็นชาที่ผู้คนรู้จัก เขาพันผ้าพันแผลเสร็จ ก่อนผูกปมอย่างเรียบร้อย
"พักสองวัน แผลจะดีขึ้น"
หญิงสาวก้มมองผ้าพันแผล เรียบร้อยเสียจนแทบไม่ต่างจากฝีมือหมอหลวง
"ฝ่าบาท..."
นางเอ่ยเบา ๆ
"เหตุใดท่านจึงทำแผลเก่งเช่นนี้"
มู่เฉินอวี้ยิ้มบาง ๆ เป็นรอยยิ้มที่แทบมองไม่เห็น
"สนามรบ สอนให้ข้ารักษาชีวิตคนของตัวเอง"
เขาลุกขึ้นเติมฟืนในเตาไฟ เปลวเพลิงลุกโชนขึ้นอีกครั้ง สายฝนด้านนอกยังคงตกหนัก ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดในคืนนี้
เรือนไม้กลางป่าที่เคยเงียบเหงา บัดนี้กลับกลายเป็นสถานที่เพียงแห่งเดียว ที่ทั้งสองสามารถพักหายใจ...จากการไล่ล่าของศัตรูได้ชั่วคราว
เสียงสายฝนยังคงตกกระทบหลังคาเรือนไม้อย่างสม่ำเสมอ เปลวไฟในเตาผิงลุกไหวตามแรงลมที่ลอดผ่านร่องไม้เก่า แสงสีส้มอ่อนสาดทาบใบหน้าของทั้งสองคนให้ดูอ่อนโยนกว่าปกติ
หลังทำแผลเสร็จ มู่เฉินอวี้ลุกขึ้นไปยกหม้อดินใบเล็กที่วางอยู่เหนือเตาไฟ ไม่นาน กลิ่นหอมของน้ำต้มสมุนไพรก็ลอยอบอวลไปทั่วห้อง ไป๋หลิงเยว่เงยมองอย่างแปลกใจ
"ท่านต้มยาเองหรือ"
"อืม"
มู่เฉินอวี้ตอบสั้น ๆ พลางเทน้ำยาลงในถ้วยไม้
"เป็นตำรับสำหรับขับพิษและลดไข้"
เขายื่นถ้วยมาให้นาง
"ดื่มเสีย"
หญิงสาวรับมาไว้ในมือ ไออุ่นจากถ้วยค่อย ๆ ซึมเข้าสู่ปลายนิ้วที่เย็นเฉียบ นางยกขึ้นดมเบา ๆ ก่อนเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ
"ใส่ใบชิงหลัวกับรากเทียนซานด้วย"
มู่เฉินอวี้ยิ้มมุมปาก
"ยังพอชิมออก"
ไป๋หลิงเยว่หัวเราะแผ่วเบา
"หม่อมฉันเป็นหมอ หากชิมไม่ออก คงถูกบิดาตีเสียแล้ว"
เป็นครั้งแรกตั้งแต่รู้จักกันมา...ที่บทสนทนาของทั้งสองไม่ได้เต็มไปด้วยความระแวดระวัง
เพียงประโยคสั้น ๆ กลับทำให้บรรยากาศภายในเรือนผ่อนคลายลงอย่างประหลาด หญิงสาวจิบยาคำหนึ่ง รสขมแล่นผ่านปลายลิ้น ก่อนจะตามมาด้วยรสหวานอ่อน ๆ
"แปลก"
นางพึมพำ
"ตำรับนี้...คล้ายกับตำรับที่บิดาหม่อมฉันใช้"
มู่เฉินอวี้นั่งลงฝั่งตรงข้าม
"อาจารย์ของข้าคือบิดาเจ้า"
ไป๋หลิงเยว่ชะงัก
"อะไรนะ"
บุรุษหนุ่มทอดสายตามองเปลวไฟ
"เมื่อข้ายังเด็ก เคยถูกลอบทำร้ายระหว่างออกล่าสัตว์"
"คนที่ช่วยชีวิตข้าไว้ คือเจ้ากรมไป๋"
หัวใจของไป๋หลิงเยว่เต้นแรง
เรื่องนี้...นางไม่เคยรู้มาก่อน มู่เฉินอวี้เอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ
"หลังจากนั้น ทุกครั้งที่เจ้ากรมไป๋เข้าวัง"
"ข้าจะไปขอเรียนเรื่องการปฐมพยาบาลและสมุนไพร"
"เพราะสนามรบ...ไม่เคยให้เวลารอหมอหลวง"
ไป๋หลิงเยว่ค่อย ๆ ก้มมองถ้วยยาในมือ นางเพิ่งเข้าใจว่าเหตุใดเขาจึงทำแผลได้อย่างชำนาญ ไม่ใช่เพราะเคยชินกับการบาดเจ็บเพียงอย่างเดียว แต่เขาเคยตั้งใจเรียนวิชาเหล่านี้จริง ๆ ความเงียบปกคลุมเรือนไม้อีกครั้ง มีเพียงเสียงไม้แตกดังเปรี๊ยะจากเตาผิง ผ่านไปครู่ใหญ่ ไป๋หลิงเยว่จึงเอ่ยขึ้นเบา ๆ
"ฝ่าบาท...หม่อมฉันถามเรื่องหนึ่งได้หรือไม่"
"ได้"
หญิงสาวสูดลมหายใจลึก "เหตุใด...ท่านจึงช่วยหม่อมฉัน"
มู่เฉินอวี้มองนางนิ่ง คำถามนั้นเรียบง่ายแต่กลับทำให้เขาเงียบไปนาน สุดท้าย เขาจึงลุกขึ้นเดินไปยังหน้าต่าง สายฝนด้านนอกยังคงตกหนักไม่ต่างจากในใจของเขาเมื่อหลายปีก่อน
"เจ้ารู้หรือไม่ ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจ้าเข้าวัง มีคนหมายเอาชีวิตเจ้าแล้ว"
ไป๋หลิงเยว่เบิกตากว้าง
"อะไรนะ"
"ตอนนั้นเจ้ายังเด็ก เจ้าวิ่งเล่นอยู่ในสวนหลวง มีงูพิษเลื้อยเข้ามา"
หญิงสาวพยายามรื้อฟื้นความทรงจำ ภาพเลือนรางภาพหนึ่งผุดขึ้นในหัวนางจำได้เพียงว่ามีองครักษ์คนหนึ่งใช้ดาบฟันงูตาย แล้วทุกคนก็พากันบอกว่าเป็นเรื่องบังเอิญ
มู่เฉินอวี้เอ่ยต่อ
"งูตัวนั้น...ถูกปล่อยมา"
"ข้าให้คนสืบ แต่หาตัวผู้บงการไม่พบ"
หัวใจของไป๋หลิงเยว่ค่อย ๆ หนักอึ้ง หรือว่าการลอบสังหาร...เริ่มต้นตั้งแต่ตอนนั้น
"หลังจากนั้น"
"ข้าจึงให้คนของข้าคอยดูเจ้าอยู่ห่าง ๆ โดยไม่ให้เจ้ารู้"
หญิงสาวนิ่งงัน ความทรงจำหลายอย่างค่อย ๆ ผุดขึ้นมา ครั้งหนึ่งรถม้าของนางเสียหลัก แต่กลับมีคนช่วยดึงม้าไว้ทัน อีกครั้งหนึ่งมีโจรดักปล้นระหว่างเดินทางกลับจวน แต่โจรกลับหนีไปเองก่อนลงมือ รวมถึงหลายเหตุการณ์ที่นางเคยคิดว่าเป็นเพียงโชคดี
แท้จริงแล้ว...ไม่ใช่โชค แต่มีใครบางคนกำลังคอยปกป้องนางอยู่เสมอ ไป๋หลิงเยว่เงยหน้าขึ้นมองบุรุษตรงหน้า น้ำเสียงของนางสั่นไหวเล็กน้อย
"ตลอดหลายปี...เป็นท่านหรือ"
มู่เฉินอวี้ไม่ได้ตอบทันที เพียงพยักหน้าช้า ๆ
"ข้าไม่ต้องการให้เจ้ารู้"
"เพราะยิ่งเจ้ารู้น้อย เจ้าก็ยิ่งปลอดภัย"
เพียงประโยคนั้น...หัวใจของไป๋หลิงเยว่ก็เหมือนถูกบางสิ่งบีบรัด
ชาติแรก...นางเฝ้าโทษเขาว่าเย็นชา คิดว่าเขาไม่เคยใส่ใจ แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม เขาไม่เคยอยู่ไกลจากนางเลย เพียงแต่เลือกปกป้อง...โดยไม่เรียกร้องให้นางรับรู้
หญิงสาวก้มหน้าลง ดวงตาร้อนผ่าวขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ หากชาติที่แล้ว...นางได้รับรู้เรื่องทั้งหมดนี้ ชะตากรรมของคนทั้งคู่ จะยังลงเอยเช่นเดิมหรือไม่
คำถามนั้น...ไม่มีผู้ใดตอบได้อีกแล้ว
สายฝนด้านนอกเริ่มแผ่วลง หยดน้ำที่เกาะอยู่ตามชายคาเรือนไม้ค่อย ๆ หยดลงสู่พื้นดินทีละเม็ด จังหวะสม่ำเสมอราวกับช่วยขับกล่อมความเงียบภายในเรือนพักกลางป่า ไป๋หลิงเยว่ยังคงนั่งนิ่งอยู่ข้างเตาไฟ ความอบอุ่นจากเปลวเพลิงไม่อาจละลายความรู้สึกที่กำลังปั่นป่วนอยู่ในหัวใจได้
นางคิดย้อนกลับไปถึงทุกเหตุการณ์ในชาติแรก ตั้งแต่วันที่ได้รับพระราชทานสมรส วันที่นางพยายามเข้าใกล้มู่เฉินอวี้ วันที่เขาเอาแต่ทำงาน ไม่ค่อยพูด ไม่แสดงความรู้สึก นางจึงเข้าใจไปเอง...ว่าเขาไม่เคยมีใจให้ แต่วันนี้ ความจริงที่ได้รับรู้กลับทำให้ภาพทุกภาพเปลี่ยนไป คนที่แอบส่งองครักษ์คุ้มกันนาง คนที่คอยช่วยโดยไม่เคยออกหน้า และคนที่รีบควบม้าพร้อมหลักฐานมาช่วยนางในวันประหาร...ล้วนเป็นคนคนเดียวกัน เป็นเขา...มู่เฉินอวี้
หญิงสาวค่อย ๆ กำถ้วยยาในมือแน่น ริมฝีปากขยับช้า ๆ
"หม่อมฉัน...ติดค้างคำขอบคุณท่านมากเหลือเกิน"
มู่เฉินอวี้ส่ายหน้าเบา ๆ
"ข้าไม่ได้ต้องการคำขอบคุณ"
เขาหยิบฟืนอีกท่อนใส่ลงในเตา ประกายไฟลอยขึ้นวูบหนึ่งก่อนค่อย ๆ สงบลง
"ข้าเพียงทำในสิ่งที่ควรทำ"
ไป๋หลิงเยว่ยิ้มบาง ๆ
"แต่หม่อมฉัน...ไม่เคยรู้เลย"
มู่เฉินอวี้นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงทุ้ม
"เพราะข้าไม่เคยบอก และข้าก็ไม่ใช่คนพูดเก่ง"
คำตอบนั้นทำให้หญิงสาวหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ
ใช่...ตลอดเวลาที่รู้จักกัน เขาแทบไม่เคยอธิบายสิ่งใด เลือกทำมากกว่าพูดเสมอ ความเงียบกลับมาเยือนอีกครั้ง
แต่ครั้งนี้...ไม่ใช่ความเงียบที่อึดอัดเหมือนเมื่อก่อน กลับเป็นความเงียบที่ทำให้ทั้งสองรู้สึกสบายใจอย่างประหลาด ไม่นานนัก มู่เฉินอวี้ก็ลุกขึ้นเดินไปเปิดหน้าต่าง
สายฝนหยุดตกแล้ว ท้องฟ้ายามค่ำคืนเริ่มเผยให้เห็นแสงจันทร์ที่ลอดผ่านหมู่เมฆ
"พรุ่งนี้..."
เขาเอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับมา
"เมื่อกลับถึงเมืองหลวง พวกมันคงลงมืออีก"
ไป๋หลิงเยว่เดินมายืนข้างเขา
"หม่อมฉันก็คิดเช่นนั้น"
"ยิ่งเราเข้าใกล้ความจริง พวกมันยิ่งไม่ปล่อยเราไว้"
มู่เฉินอวี้หันมาสบตานาง
ดวงตาของทั้งสองสะท้อนแสงจันทร์สีเงินอ่อน
"เช่นนั้น..."
เขาเอ่ยช้า ๆ
"สัญญากับข้า อย่าทำทุกอย่างเพียงลำพังอีก"
ไป๋หลิงเยว่ชะงัก คำพูดนั้นเรียบง่ายแต่กลับหนักแน่นกว่าคำสาบานใด ๆ นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าช้า ๆ
"หม่อมฉันสัญญา"
"แต่ฝ่าบาทก็ต้องรับปากหม่อมฉันเช่นกัน"
มู่เฉินอวี้เลิกคิ้วเล็กน้อย
"ว่ามา"
"ไม่ว่าจะพบหลักฐานใด อย่าเพิ่งเสี่ยงพระองค์เพียงผู้เดียว"
บุรุษหนุ่มมองนางนิ่ง ก่อนรอยยิ้มบาง ๆ จะปรากฏขึ้นที่มุมปาก แม้จะจางเสียจนแทบมองไม่เห็น แต่กลับทำให้ใบหน้าที่เคร่งขรึมดูอ่อนโยนลงอย่างมาก
"ตกลง"
เขาตอบสั้น ๆ "ข้ารับปาก"
คำตอบนั้นทำให้ไป๋หลิงเยว่รู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก ไม่ใช่เพียงเพราะได้พันธมิตรที่แข็งแกร่ง แต่เพราะนางไม่อยากเห็นเขาต้องพบจุดจบเช่นชาติที่แล้วอีก
ทันใดนั้น ลมเย็นก็พัดเข้ามาภายในเรือน หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อย มู่เฉินอวี้สังเกตเห็นทันที เขาหยิบผ้าคลุมผืนหนาจากเก้าอี้ด้านหลัง ก่อนคลี่วางลงบนไหล่ของนางอย่างแผ่วเบา
"กลางคืนในป่าหนาวกว่าที่คิด"
ไป๋หลิงเยว่เงยหน้ามองเขา
ครั้งนี้...นางไม่ได้รีบถอดผ้าคลุมคืนเหมือนก่อน เพียงใช้นิ้วจับชายผ้าไว้เบา ๆ
"ขอบพระทัย" น้ำเสียงของนางอ่อนโยนกว่าเดิม
มู่เฉินอวี้พยักหน้า ก่อนหันกลับไปมองทิวเขาที่ถูกแสงจันทร์อาบไล้
"พักผ่อนเถิด พรุ่งนี้เรายังมีศัตรูต้องรับมืออีกมาก"
ไป๋หลิงเยว่มองแผ่นหลังสูงสง่าของบุรุษตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงค่อย ๆ เดินกลับไปนั่งบนเตียงไม้ นางหลับตาลงช้า ๆ
เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ย้อนเวลากลับมา...ที่หัวใจของนางไม่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง เพราะนางรู้แล้วว่า บนเส้นทางอันเต็มไปด้วยอันตรายสายนี้ ไม่ได้มีเพียงนางที่กำลังต่อสู้ ยังมีบุรุษผู้หนึ่ง...ที่พร้อมยืนอยู่เคียงข้าง และในขณะเดียวกัน
มู่เฉินอวี้ซึ่งยังคงยืนเฝ้าอยู่หน้าต่าง ก็หันกลับมามองหญิงสาวที่หลับไปด้วยแววตาสงบนิ่ง เมื่อเห็นว่านางพักผ่อนอย่างสบายใจแล้ว เขาจึงค่อย ๆ ชักดาบออกจากฝัก วางไว้ข้างกาย ก่อนนั่งเฝ้าหน้าประตูตลอดทั้งคืน โดยไม่ยอมหลับตาแม้แต่น้อย เพราะตราบใดที่เขายังตื่นอยู่...จะไม่มีผู้ใดก้าวผ่านประตูบานนี้ไปทำร้ายนางได้อีก
หนึ่งเดือนหลังศึกกบฏสิ้นสุดลง พระราชวังหลวงกลับคืนสู่ความสงบสุขอีกครั้ง มู่เฉินอวี้ขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้พระองค์ใหม่ด้วยพระนามว่า “เฉินอวี้ฮ่องเต้” การขึ้นครองราชย์ดำเนินไปอย่างเรียบง่ายแต่สมเกียรติ ขุนนางทั้งหลายต่างยอมรับพระองค์ด้วยความศรัทธา หลักฐานจากห้องลับที่ถูกเปิดเผยทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าขัดขืนในพิธีแต่งตั้งฮองเฮา ไป๋หลิงเยว่สวมชุดมังกรสีแดงทองอันงดงาม เดินเคียงข้างพระองค์ไปบนพรมแดงยาว ผมดำยาวถูกมุ่นสูงประดับปิ่นมังกรหยก เมื่อฮ่องเต้ทรงสวมตำแหน่งฮองเฮาให้ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง เสียงปรบมือดังก้องไปทั่วท้องพระโรง“ข้าขอประกาศต่อแผ่นดิน” มู่เฉินอวี้ตรัสด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“ไป๋หลิงเยว่ คือฮองเฮาแห่งแผ่นดินนี้ ผู้ที่ข้ารักและไว้ใจที่สุด”ไป๋หลิงเยว่ช้อนสายตาขึ้นมองพระองค์ ดวงตาทั้งคู่ประสานกันท่ามกลางแสงไฟโคมแดง นางยิ้มบางๆ น้ำตาคลอเบาๆ แต่เป็นน้ำตาแห่งความสุขค่ำคืนหลังพิธีบรมราชาภิเษก ทั้งสองพระองค์เสด็จออกจากพระราชวังหลวงอย่างเงียบๆ พร้อมองครักษ์ลับเพียงเล็กน้อย มุ่งหน้าไปยังสถานที่หนึ่งนอกเมืองหลวง ลานประหารเก่าแก่ที่เคยเป็นจุดจบของชาติที่แล้วลานประหารยังคงเงียบสงบเหมือนเด
เสียงระเบิดจากเหนือห้องลับยังคงดังก้องไม่หยุด เศษหินและฝุ่นทรายโปรยร่วงลงมาจากเพดานจนคบเพลิงหลายดวงสั่นไหว โม่เฟิงรีบก้าวมาขวางหน้ามู่เฉินอวี้กับไป๋หลิงเยว่"องค์รัชทายาท เสด็จออกจากที่นี่ก่อนพ่ะย่ะค่ะ!"มู่เฉินอวี้ส่ายพระพักตร์"ไม่ได้"พระองค์ก้มลงรวบรวมเอกสารสำคัญทั้งหมดลงในหีบไม้ใบเล็กอย่างรวดเร็ว บัญชีสมาชิกดอกเหมย ตำราพิษ พระราชลัญจกรปลอม รวมถึงจดหมายลายมือของฮองเฮา ทุกชิ้นคือหลักฐานที่จะตัดสินชะตาของราชวงศ์"ต่อให้ต้องเสียชีวิต..." พระองค์กล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด"หลักฐานเหล่านี้ต้องออกไปจากห้องนี้"ไป๋หลิงเยว่รีบช่วยมัดหีบด้วยเชือกหนัง ก่อนยื่นให้โม่เฟิง"เจ้าพาเอกสารออกไป""ส่วนหม่อมฉันกับฝ่าบาทจะตามไป"โม่เฟิงกำลังจะคัดค้าน แต่ยังไม่ทันเอ่ยปาก เสียงฝีเท้าจำนวนมากก็ดังมาจากบันไดหินตึง!ตึง!ตึง!แสงคบเพลิงสาดลงมาตามทางเดินใต้ดิน เงาร่างชุดดำทยอยปรากฏขึ้นทีละคน ไม่ใช่เพียงสิบหรือยี่สิบ แต่เกือบห้าสิบคน ทุกคนสวมหน้ากากดอกเหมยสีดำเหมือนกัน"คนของดอกเหมย..."โม่เฟิงกัดฟัน"พวกมันรู้ตำแหน่งห้องลับแล้ว"ชายชุดดำคนหนึ่งก้าวออกมาข้างหน้า เขาชักดาบออกจากฝักช้า ๆ ก่อนกล่าวเสียงเย็น"ส
รุ่งเช้าหลังคืนแห่งความโกลาหล พระราชวังหลวงทั้งแห่งตกอยู่ภายใต้บรรยากาศอึมครึม ฮ่องเต้ยังคงประชวรหนักหลันกุ้ยเฟยสิ้นพระชนม์อย่างเป็นปริศนาประตูพระราชวังถูกสั่งปิดทั้งหมด ไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้ออกหรือเข้าโดยปราศจากพระบัญชาขององค์รัชทายาท ขุนนางทุกฝ่ายต่างหวาดระแวงซึ่งกันและกัน แม้แต่คำพูดเพียงประโยคเดียว ก็อาจกลายเป็นเหตุให้ถูกจับตาภายในตำหนักองค์รัชทายาทไป๋หลิงเยว่ยังคงนั่งตรวจสอบเศษผ้าไหมสีแดงที่หลันกุ้ยเฟยกำไว้ก่อนสิ้นใจ นางใช้แว่นขยายทองเหลืองส่องดูรอยปักทีละเส้น ด้ายสีทอง...ด้ายสีชาด...และลายปักรูปดอกเหมยเพียงครึ่งดอก ยิ่งตรวจละเอียดเท่าไร นางก็ยิ่งรู้สึกคุ้นเคย"ฝ่าบาท"นางเงยหน้าขึ้น"หม่อมฉันนึกออกแล้ว"มู่เฉินอวี้ที่กำลังอ่านฎีกาเงยพระพักตร์ขึ้นทันที"พูดมา"หญิงสาวรีบหยิบสมุดบันทึกของสำนักโอสถออกมา เปิดไปยังหน้าที่บันทึกเครื่องหอมและผ้าไหมพระราชทานเมื่อสิบกว่าปีก่อน ปลายนิ้วของนางหยุดอยู่ตรงรายชื่อหนึ่ง"ผ้าไหมลายเหมยทอง...ผลิตขึ้นเพียงสิบพับ""ถวายเฉพาะตำหนักฝ่ายในระดับสูง"มู่เฉินอวี้รับสมุดไปอ่าน พระขนงค่อย ๆ ขมวดเข้าหากัน"ตำหนักฮองเฮา...ตำหนักหลันกุ้ยเฟย...ตำหนักซ
สายลมเย็นพัดผ่านยอดไม้ภายในพระราชวังหลวงค่ำคืนนี้...เป็นคืนเดียวกันกับชาติแรก คืนที่ไป๋หลิงเยว่ไม่มีวันลืมหญิงสาวยืนอยู่บนระเบียงตำหนักสำนักโอสถ พลางทอดสายตามองแสงตะเกียงนับร้อยดวงที่ส่องสว่างทั่วพระราชวัง ทุกอย่าง...เหมือนเดิมแทบทุกประการ เสียงฆ้องยามต้นดังขึ้นตรงเวลา ขันทีเดินส่งพระโอสถไปยังตำหนักบรรทมของฮ่องเต้ หมอหลวงผลัดเวรเข้าเฝ้าตามกำหนด แม้แต่สายลมยามค่ำคืน...ก็เย็นไม่ต่างจากความทรงจำในชาติแรก แต่มือของไป๋หลิงเยว่กลับเย็นเฉียบยิ่งกว่า"ยังคิดถึงเรื่องในอดีตอยู่หรือ" เสียงของมู่เฉินอวี้ดังขึ้นจากด้านหลังหญิงสาวหันกลับมา ก่อนพยักหน้าเบา ๆ"คืนนี้...คือคืนที่ทุกอย่างเริ่มต้น"มู่เฉินอวี้เดินเข้ามายืนเคียงข้างนาง สายตาของเขาทอดมองไปยังตำหนักฮ่องเต้เช่นกัน"แต่ชาตินี้...จะไม่เหมือนเดิม" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคงตลอดหลายวันที่ผ่านมา พระองค์ทรงเปลี่ยนทุกอย่าง เปลี่ยนหมอหลวงเวร เปลี่ยนเส้นทางลำเลียงพระโอสถ เพิ่มองครักษ์รอบตำหนักเป็นสามเท่า แม้แต่ภาชนะทุกใบที่ใช้ปรุงพระโอสถ ก็ถูกเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดไป๋หลิงเยว่เป็นผู้ตรวจสอบสมุนไพรทุกชนิดด้วยตนเอง ไม่มีหลิงเซียงเยี่ย ไม่มีพิษแปลกปลอ
ราตรีคลี่ม่านปกคลุมพระราชวังอย่างเงียบงันหลังเหตุการณ์ในหอเก็บเอกสารผ่านพ้นไปได้เพียงหนึ่งวัน ราชสำนักกลับดูสงบเสียจนน่าประหลาด ราวกับไม่มีผู้ใดกล่าวถึงมือสังหารที่บุกเข้ามาชิงตำราพิษ และไม่มีผู้ใดกล่าวถึงคำพูดสุดท้ายที่ทิ้งไว้ว่า "...นายหญิงจะไม่มีวันแพ้..." แต่ทั้งมู่เฉินอวี้และไป๋หลิงเยว่ต่างรู้ดีความเงียบในครั้งนี้...คือความเงียบก่อนพายุลูกใหญ่จะมาถึง คืนนี้ องค์รัชทายาทไม่ได้เรียกประชุมโม่เฟิงหรือองครักษ์ลับ ไม่มีการกางแผนผัง ไม่มีการวิเคราะห์หลักฐาน เขาเพียงส่งคนไปเชิญไป๋หลิงเยว่มายังตำหนักส่วนพระองค์หญิงสาวก้าวผ่านประตูไม้แกะสลักช้า ๆ ภายในตำหนักเงียบสงบ มีเพียงตะเกียงไม่กี่ดวงให้แสงสีทองอ่อน มู่เฉินอวี้กำลังยืนอยู่ริมระเบียง มองแสงจันทร์ที่ทอดลงบนสระบัว เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า เขาจึงหันกลับมา"มาแล้วหรือ"ไป๋หลิงเยว่ย่อกายคำนับ "ฝ่าบาท"มู่เฉินอวี้ส่ายหน้าเบา ๆ "คืนนี้...ไม่มีองค์รัชทายาท"หญิงสาวชะงัก"ไม่มีราชกิจ...ไม่มีขุนนาง...ไม่มีคนของดอกเหมย"เขาเดินเข้ามาหยุดตรงหน้านาง"คืนนี้...ข้าเพียงอยากคุยกับเจ้า"น้ำเสียงนั้นอ่อนลงกว่าทุกครั้ง ทำให้หัวใจของไป๋หลิงเยว่เต้นผิดจัง
สายฝนที่ตกหนักติดต่อกันหลายวัน ในที่สุดก็เปลี่ยนเป็นท้องฟ้าแจ่มใส แต่ภายในห้องหนังสือของตำหนักองค์รัชทายาท บรรยากาศกลับหนักอึ้งกว่าทุกครั้ง แผนผังขนาดใหญ่บนโต๊ะถูกเติมรายละเอียดเพิ่มขึ้นอีกหลายจุด รายชื่อสมาชิกดอกเหมย เส้นทางลำเลียงสมุนไพร ตำแหน่งของขุนนางที่เกี่ยวข้องรวมถึงเหรียญตราหมายเลขเจ็ดที่ไป๋หลิงเยว่ได้มาจากห้องของหลิ่วชิงมู่เฉินอวี้ยืนกอดอกอยู่หน้าโต๊ะ สายตาคมทอดมองแผนผังอยู่นาน ก่อนเอ่ยขึ้น"เราไล่ตามพวกมันมาตลอด""ถึงเวลา...ให้พวกมันเป็นฝ่ายเดินเข้าหาเราเสียบ้าง"ไป๋หลิงเยว่เงยหน้าขึ้น"ฝ่าบาทหมายถึง..."มู่เฉินอวี้ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้นาง ด้านบนเขียนข้อความเพียงไม่กี่บรรทัด พบตำราพิษโบราณของผู้บงการคดีวางยาพิษฮ่องเต้ เตรียมส่งมอบต่อศาลหลวงในอีกสามวัน หญิงสาวเพียงอ่านจบ ก็เข้าใจแผนการทั้งหมดทันที"ข่าวปลอม"มู่เฉินอวี้ยิ้มบาง ๆ"ใช่""หากอีกฝ่ายเชื่อ...พวกมันต้องลงมือ"ไป๋หลิงเยว่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวขึ้น"แต่หากข่าวแพร่เร็วเกินไป""คนร้ายอาจสงสัย""หากช้าเกินไป...พวกมันก็ไม่มีเวลาวางแผน"มู่เฉินอวี้พยักหน้า"ดังนั้น...ข่าวนี้จะหลุดจากปากของคนเพียงคนเดียว"เขาใช






![เพลิงแค้นเจ้าสาวผิดตัว [Love Drama 18+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
