Masuk“เขาห้ามใจมานาน แต่เมื่อเธอไม่ใช่น้องอีกต่อไป... หัวใจก็ไม่มีเหตุผลอีกแล้ว”หรือ“น้องสาวเพื่อน... คำว่าต้องห้าม ทำให้เขาอยากครอบครองยิ่งกว่าใคร”
Lihat lebih banyakเสียงน้ำอุ่นจากฝักบัวยังไหลอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นฉากหลังที่โอบล้อมร่างเปลือยเปียกทั้งสองไว้ในบรรยากาศที่ชวนให้ใจเต้นรัวไม่หยุดพี่ผากระชับเรียวขาของเอยแนบกับสะโพกแกร่งของเขา ปลายจมูกกดจูบข้างแก้มเธอเบา ๆ แล้วกระซิบเสียงพร่า“ไม่ต้องกลั้นหรอกเอย... ร้องออกมาเลย พี่อยากได้ยิน... อยากรู้ว่าทุกจังหวะของพี่... มันทำให้เอยรู้สึกแค่ไหน”เอยกัดริมฝีปาก ร่างกายตอบสนองเขาเร็วกว่าคำพูดทุกคำ“พี่ผา... ฮื่อ... พี่ใจร้าย...” เธอร้องเบา ๆ พร้อมสะโพกที่บิดเร้าในอ้อมแขนเขาอย่างห้ามใจไม่ได้“พี่รัก... เอยคนเดียว”เขากระซิบ แล้วจูบเธออย่างลึกซึ้ง จูบที่ไม่มีช่องว่างให้อากาศไหลผ่าน มีเพียงปลายลิ้นที่สอดประสานเป็นหนึ่งเดียวขณะสะโพกกำลังขยับช้า ๆ อย่างแนบแน่น เอยก็แอ่นอกเข้าหาอกกว้างของเขา ปลายเล็บจิกเข้ากับไหล่เปียกน้ำอย่างห้ามไม่อยู่“พี่ผา... อะ...อึก... มันมากไป...”“ยังไม่หมดหรอก... พี่ยังไม่ได้ยินเสียงเอยตอนสุดท้ายเลย”คำพูดนั้นเหมือนกระตุ้นไฟในร่างหญิงสาว เธอครวญครางหนักขึ้นทุกจังหวะ ความหวานที่เคยพัวพันเริ่มผันเปลี่ยนเป็นความเร่าร้อนที่ก่อตัวจากความรักและความเป็นเจ้าของพี่ผาประคองเธอไ
[คืนส่งตัว / ห้องสวีทชั้นบนสุดของโรงแรมหรู]เสียงประตูห้องสวีทเปิดออกช้า ๆ แสงไฟสลัวจากโคมแก้วคริสตัลสะท้อนบรรยากาศโรแมนติกละมุนตา กลีบดอกพุดที่โรยตามทางเดินทอดยาวไปถึงเตียงขนาดคิงไซซ์กลางห้อง ช่วยแต่งเติมให้ค่ำคืนนี้ต่างจากคืนไหนในชีวิตเอยก้าวเข้ามาก่อน หยุดยืนมองห้องอย่างประหม่า ใจเต้นไม่เป็นจังหวะเมื่อได้ยินเสียงประตูปิดลงอย่างเงียบเชียบจากข้างหลังสองแขนแข็งแรงโอบกระชับจากด้านหลัง กลิ่นกายอบอุ่นที่คุ้นเคยของพี่ผาทำให้หัวใจเธอสั่นสะท้าน“วันนี้เอยสวยที่สุดเลยรู้ไหม...” เสียงกระซิบแผ่วข้างใบหูทำให้เธอขนลุกวาบ“พี่ผา... ห้ามแกล้งเอยนะ...” เธอพูดเสียงสั่น พลางหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ใบหน้าแดงจัดราวกลีบพุดแต่แทนคำตอบ เขาเพียงยกมือขึ้นแตะแก้มเธอแผ่วเบา แล้วก้มลงจูบหน้าผากอย่างอ่อนโยน ก่อนจะเลื่อนไปยังข้างแก้มและริมฝีปากที่กำลังสั่นระริกสัมผัสแรกของค่ำคืน เริ่มต้นจากความอ่อนหวาน...ริมฝีปากของเขาละเมียดละไม ค่อย ๆ เกลี่ยไล้ความกลัวและความเขินออกไปทีละน้อย... จนเธอเริ่มตอบรับกลับด้วยปลายลิ้นอย่างกล้า ๆ กลัว ๆเสียงหายใจเบาบางกลายเป็นเสียงครางน้อย ๆ เมื่อมือหนาเริ่มปลดสายชุดแต่งงานของเ
[วันแต่งงาน ณ โรงแรมหรูในเมือง / เวลา 06:30 น.]เสียงดนตรีไทยบรรเลงเบา ๆ ล่องลอยไปทั่วชั้นห้องจัดงานของโรงแรมหรูกลางเมืองซึ่งถูกเนรมิตให้กลายเป็นเรือนไทยโบราณอย่างละเมียดละไม กลิ่นหอมละมุนของดอกพุดแซมกลีบกุหลาบขาวลอยมาแตะจมูก บรรยากาศช่างอบอุ่นและละมุนละไมกว่าวันหมั้นที่บ้านเสียอีกภายในห้องเจ้าสาว ห้องสวีตพิเศษของโรงแรมที่เปิดม่านรับแสงธรรมชาติอ่อน ๆ ยามเช้า “หนูเอย” กำลังนั่งสงบอยู่หน้ากระจกบานใหญ่บนโต๊ะเครื่องแป้งไม้สักที่ตกแต่งด้วยมาลัยข้อมือสีขาว“พร้อมหรือยังคะคุณเจ้าสาว”เสียงหวานของช่างแต่งหน้าดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มอบอุ่นที่ส่งผ่านกระจก“พร้อมค่ะ”คำตอบของเธอนุ่มเบา แต่หนักแน่นและเต็มไปด้วยความหมายหนูเอยอยู่ในชุดไทยประยุกต์สีขาวงาช้าง ปักลวดลายดอกพุดสีเงินละเอียดอ่อนทั่วสไบเฉียง ผมเกล้าเรียบสูง ประดับด้วยปิ่นดอกไม้สดสีขาว ดวงหน้าแต่งแต้มอย่างละมุนละไม มีแสงอ่อน ๆ สะท้อนจากกระจกขับความเปล่งประกายออกมาจากภายในหัวใจของเธอเต้นรัวอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ว่า... นี่ไม่ใช่แค่วันสำคัญ แต่มันคือวันที่เธอกำลังจะกลายเป็นภรรยาของผู้ชายที่รักมากที่สุดในชีวิต[เวลา 07:30 น. / พิธีเช้า ณ
สองเดือนก่อนงานแต่งไฟในห้องนอนสว่างเพียงแสงสีส้มสลัวจากโคมข้างเตียง หนูเอยเพิ่งเปลี่ยนชุดนอนเสร็จแล้วเดินออกมาจากห้องน้ำ ชุดนอนสายเดี่ยวผ้าซาตินเนื้อบางเฉียบแนบเนื้อ รั้งชายเสื้อไว้แค่ต้นขา ก้อนนูนเล็กๆ สองข้างหน้าอกดันผ้าบางจนเห็นเป็นรูปทรงเด่นชัด โดยไม่มีเสื้อชั้นในกั้นอยู่แม้แต่นิดสายตาคมเข้มของภูผาไล่ตามเธอทุกก้าว“พี่ผา...” หนูเอยเอ่ยเสียงแผ่ว เมื่อเห็นสายตาของคนตรงหน้ากำลังลุกวาว ไม่ใช่แค่ลุกวาว...แต่มันเหมือนคนหิวกระหายอะไรบางอย่างอย่างสุดขีด“มาใส่ชุดแบบนี้ เดินออกมาแบบนี้ แล้วจะให้พี่ทำเฉยเหรอ หนูเอย”น้ำเสียงทุ้มต่ำ ฟังแล้วขนลุกวาบไปถึงกลางหลัง หนูเอยชะงักเท้า แต่ยังไม่ทันได้ถอยหนีก็ถูกร่างสูงใหญ่คว้าเข้าไปแนบอกแน่น แขนแกร่งรัดรอบเอวบางไว้แน่นจนตัวแทบติดกัน“พี่ผา… เดี๋ยวก่อนสิ”“ไม่เดี๋ยวแล้ว หนูเอย พี่จะอดใจไม่ไหวแล้วจริง ๆ”เขาพูดจบก็กดจูบลงมาที่ซอกคอขาวเนียนของเธอทันที เสียงสูดลมหายใจเข้าลึกบ่งบอกถึงความอดกลั้นอย่างสุดขีด มือหนึ่งเลื่อนขึ้นจับเนินอกเล็กผ่านผ้าบาง บีบเคล้นด้วยความกระหาย“ตัวเล็กขนาดนี้ แต่ทำพี่แทบบ้า...”เสียงครางต่ำในลำคอเขาทำเอาเธอใจเต้นรัว ขาแทบยืนไม
สองวันถัดมาแสงแดดยามสายสาดลอดม่านบางเข้ามาในห้องรับรองหรูของคฤหาสน์สไตล์คลาสสิก ครอบครัวของหนูเอยและครอบครัวของภูผานั่งล้อมวงบนโซฟาหลายชุดที่ถูกจัดไว้รอบโต๊ะกลางบุนวมสีครีมอ่อน บรรยากาศเป็นกันเอง มีเสียงหัวเราะเบา ๆ แทรกเข้ามาเป็นระยะบนโต๊ะกลางมีเอกสารลายมือเขียนที่ระบุ "ฤกษ์งามยามดี" พร้อมด้วยสม
[วันอาทิตย์บ่าย ที่บ้านใหญ่ของครอบครัวเอย]เสียงรถหรูคันใหญ่แล่นเข้ามาจอดในลานหน้าคฤหาสน์ เอยยืนรออยู่หน้าบ้านในชุดเดรสสีอ่อนเรียบร้อย มือเย็นเฉียบจนต้องกำมันเข้าหากันแน่น สายตาชำเลืองมองภูผาที่ยืนอยู่ไม่ห่างกันนัก ใบหน้าคมของเขาเรียบสนิทแต่ดวงตานั้น...จริงจังมากพอจะทำให้เธอใจกล้าขึ้น“พร้อมไหมคะพี
[ เช้านั้น ภายในห้องนั่งเล่น คอนโดภูผา]หลังมื้อเช้าผ่านไป หนูเอยยังคงนั่งนิ่งอยู่บนโซฟาในชุดเสื้อเชิ้ตตัวใหญ่ของพี่ผา ใบหน้าหวานฉายชัดถึงความกังวล ไม่ว่าเขาจะปลอบยังไง เธอก็ยังไม่วางโทรศัพท์สักทีพี่ผานั่งลงข้าง ๆ ก่อนจะเอื้อมมือมาจับมือเธอไว้แน่น“หนูเอย”“คะ...”“ให้พี่จัดการเอง”“หมายความว่าไง.
บริเวณลานจอดรถ — หลังมื้อเย็นภูผายังยืนนิ่งอยู่ข้างรถ ดวงตาเข้มขรึมสบเธอไม่วางสายตา“วันนี้...ขุนเขาไปส่งเอยเหรอ” เขาถามเรียบ ๆ แต่แววตาหนักแน่นอย่างห้ามไม่ให้รู้สึกอะไรไม่ได้เอยชะงักเล็กน้อยก่อนตอบ “ใช่ค่ะ พี่ขุนมารับเอยทุกวันอยู่แล้ว”ชายหนุ่มเลิกคิ้วน้อย ๆ“ทุกวัน?”เธอยิ้มจาง ๆ พลางพยักหน้า“