Masukบทที่7 หนีเสือปะจระเข้
ลิลลี่จัดการกดโอนเงินหนึ่งแสนบาทคืนให้คินทร์ต่อหน้า เพื่อตัดรำคาญและหวังว่าเขาจะเลิกยุ่งกับเธอสักที แม้จะรู้ความจริงแล้วว่าที่พักแห่งนี้เป็นของครอบครัวเขา แต่เธอก็ไม่มีทางเลือกอื่นในตอนนี้ นอกจากต้องอดทนและใช้ชีวิตต่อไป วันต่อมา ลิลลี่พยายามรวบรวมกำลังใจและกลับไปเรียนตามปกติที่คณะบัญชี ทันทีที่เธอปรากฏตัว ลูกพีช และ แตงโม ก็โผเข้ามากอดเพื่อนรักด้วยความดีใจจนเกือบจะร้องไห้ "ลี่! ดีใจจังที่มึงกลับมาเรียน" ลูกพีชบอกพร้อมกับลูบแขนเพื่อนเบาๆ "พวกกูเป็นห่วงมึงแทบแย่ ต่อไปนี้มีอะไรต้องบอกพวกเรานะ ห้ามหายไปเงียบๆ แบบนั้นอีก" แตงโมเสริมด้วยน้ำเสียงจริงจัง ตลอดช่วงเช้า ทั้งสามคนตั้งใจเรียนอย่างหนัก ลิลลี่พยายามจดจ่ออยู่กับตำราเพื่อไม่ให้หัวใจฟุ้งซ่านเรื่องแม่และเรื่องหนี้สินที่ยังค้างคา จนกระทั่งถึงเวลาพักเที่ยง ทั้งสามคนจึงเดินลงมาที่โรงอาหารของคณะเพื่อหาอะไรกินตามปกติ แต่ทว่า ทันทีที่เดินเข้ามาในโรงอาหาร สายตาของลิลลี่ก็ปะทะเข้ากับร่างสูงของคินทร์ที่นั่งอยู่กับกลุ่มเพื่อนอย่าง นิก และ เพลิง พอดี ดูเหมือนว่ากลุ่มของคินทร์จะเลือกมากินข้าวที่คณะบัญชีในวันนี้ และจังหวะที่ลิลลี่เงยหน้าขึ้น คินทร์ก็กำลังจ้องมองมาที่เธออยู่ก่อนแล้วด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก "ลี่ มึงไหวมั้ย ถ้าไม่โอเคพวกกูพาไปกินข้างนอกก็ได้นะ" ลูกพีชกระซิบถามพลางมองไปทางกลุ่มของคินทร์ที่นั่งเด่นอยู่กลางโรงอาหาร "ไม่เป็นไรหรอกมึง คนตั้งเยอะแยะ เขาคงไม่กล้าทำอะไรบ้าๆ หรอก" ลิลลี่ตอบเพื่อนไปแบบนั้น ทั้งที่ใจข้างในเริ่มสั่นรัว เธอพยายามก้มหน้าเดินเลี่ยงไปอีกทางเพื่อหาโต๊ะว่าง แต่ดูเหมือนคินทร์จะไม่ยอมปล่อยให้เธอทำตัวเป็นธาตุอากาศได้นานนัก ทันทีที่เขาเห็นลิลลี่ เขาก็วางช้อนในมือลงทันที แววตาคมกริบจ้องมองร่างบางที่ดูสดใสขึ้นกว่าเมื่อวานเล็กน้อย ก่อนจะกระตุกยิ้มที่มุมปาก "ไอ้คินทร์ มึงมองลิลลี่ตาไม่กะพริบเลยนะ" เพลิงเอ่ยแซวพลางตักข้าวเข้าปาก "เขากลับมาเรียนได้ก็ดีแล้ว มึงก็อย่าไปหาเรื่องเขาอีกล่ะ" "กูไม่ได้หาเรื่อง กูแค่จะทวงงาน" คินทร์ตอบเสียงเรียบก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง "พวกมึงนั่งกินไปก่อนนะ กูมีธุระต้องเคลียร์" คินทร์เดินตรงดิ่งเข้าไปหาโต๊ะที่สามสาวเพิ่งจะวางกระเป๋าจองที่นั่งได้สำเร็จ เขาหยุดยืนอยู่ข้างหลังลิลลี่จนเงาทับร่างของเธอ ลิลลี่ที่กำลังจะนั่งลงถึงกับชะงักและถอนหายใจออกมาอย่างเซ็งๆ "อะไรของนายอีกคินทร์ นี่มันเวลาพักเที่ยงนะ" ลิลลี่หันไปประจันหน้ากับเขา "เวลาพักของเธอ แต่ไม่ใช่เวลาพักหนี้ของฉัน" คินทร์พูดพลางกอดอกมองเธอด้วยท่าทางยโส "เงินแสนนึงที่โอนมาเมื่อวาน ฉันหักแค่ค่าดอกเบี้ยที่เธอหายหัวไปอาทิตย์นึงนะ ส่วนเงินต้นยังอยู่ครบห้าล้าน" "นายจะบ้าเหรอ! ดอกเบี้ยอะไรแสนนึงในอาทิตย์เดียว นายมันหน้าเลือด!" ลิลลี่เผลอเสียงดังจนคนรอบข้างเริ่มหันมามอง "ก็บอกแล้วไงว่าฉันเหนือกว่าเธฮทุกอย่างและยังเป็นเจ้าของห้องที่เธอซุกหัวนอนอยู่ตอนนี้ด้วย อ้อ แล้วจำสัญญาได้ใช่มั้ย?" คินทร์โน้มตัวลงมาใกล้จนลิลลี่ได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ จากตัวเขา "เย็นนี้ไปรอฉันที่ห้อง ฉันมีงานด่วนให้เธอทำ ถ้าไม่ไป ฉันจะถือว่าเธอเบี้ยวสัญญา และฉันจะไปทวงถึงในห้องเหมือนเมื่อวาน" คินทร์เดินกลับมานั่งที่โต๊ะด้วยท่าทางหงุดหงิดพลางหยิบน้ำขึ้นมาดื่มแก้เก้อ นิกที่มองเหตุการณ์อยู่ตลอดถึงกับอดรนทนไม่ไหวหันไปสะกิดแขนเพื่อนรักพร้อมกับยิ้มล้อเลียน "ไอ้คินทร์ กูถามจริงเหอะ มึงชอบลิลลี่ใช่ไหมวะ?" นิกถามเปิดประเด็น "มึงตามจิกเขาไม่หยุดแบบนี้ กูเห็นแล้วนึกว่าไก่จิกข้าวเปลือกเลยนะมึง" "เออจริง" เพลิงเสริมพลางหัวเราะร่วน "ถ้าไม่ชอบจะไปวุ่นวายกับเขาทำไมหนักหนาวะ หนี้ห้าล้านมึงปล่อยให้ลูกน้องไปทวงก็ได้ ไม่เห็นต้องเอาตัวไปยุ่งขนาดนี้เลย" คินทร์ชะงักไปนิดก่อนจะแกล้งทำหน้าตายแล้วรีบแถออกไป "กูไม่ได้ชอบ! พวกมึงเลิกไร้สาระได้ละ ที่กูทำไปทั้งหมดก็แค่อยากได้เงินคืนเร็วๆ ยัยนั่นเจ้าเล่ห์จะตาย ถ้าไม่คุมไว้ให้ดีมีหวังหนีหนี้กูแน่" แต่ในขณะที่คินทร์กำลังพยายามรักษาฟอร์มอยู่นั้น สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็น วิน หนุ่มหล่อเดือนคณะบริหารที่เดินตรงดิ่งเข้าไปหาลิลลี่ที่โต๊ะ วินส่งยิ้มหวานให้ลิลลี่ก่อนจะก้มลงพูดอะไรบางอย่าง และภาพที่ทำให้ คินทร์ถึงกับมือสั่นคือวินหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเหมือนกำลังจะขอเบอร์ "ลิลลี่ วินขอเบอร์ติดต่อไว้หน่อยได้ไหม พอดีมีเรื่องอยากปรึกษาเรื่องงานกลุ่มน่ะครับ" เสียงของวินดังพอที่จะทำให้คนแถวๆ นั้นได้ยิน คินทร์ที่เห็นภาพนั้นถึงกับนั่งไม่ติดที่ ดวงตาคมกริบจ้องมองไปที่มือของลิลลี่ที่กำลังจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ บรรยากาศรอบโต๊ะของกลุ่มวิศวะเริ่มมาคุขึ้นมาทันทีจนนิกกับเพลิงสัมผัสได้ "ไอ้คินทร์ มึงใจเย็น มือมึงจะบีบแก้วแตกอยู่แล้วนั่น" นิกเตือนเสียงหลง แต่คินทร์ไม่ฟัง เขากัดฟันกรอดจ้องมองวินด้วยแววตาอาฆาต ในหัวขุ่นมัวไปด้วยความโกรธที่อธิบายไม่ได้ รู้เพียงว่าเขาไม่ชอบใจอย่างมากที่มีผู้ชายคนอื่นมายุ่งกับ 'ลูกหนี้' ของเขาในตอนนี้ นิกกับเพลิงที่นั่งสังเกตอาการเพื่อนอยู่ถึงกับหลุดขำออกมาเสียงดังลั่นโรงอาหาร เมื่อเห็นท่าทางกระสับกระส่ายและแววตาฆาตกรของคินทร์ที่จ้องวินตาไม่กะพริบ "หูยยย ดูอาการขนาดนี้ยังจะแถอีกเหรอวะไอ้คินทร์" นิกหัวเราะร่วนพลางตบโต๊ะ "ไหนมึงบอกว่าไม่ชอบไง แต่นี่เขามาขอเบอร์หน่อยทำเป็นมองหน้าเขาอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ อาการแบบนี้เขาเรียก 'หึง' เว้ยไอ้ควาย! ฮ่าๆๆ" "เออ มึงน่ะหึงเข้าเส้นแล้ว แถจนสีข้างถลอกหมดแล้วเนี่ย" เพลิงช่วยทับถมอีกแรง "พวกมึงหุบปากไปเลย!" คินทร์สบถด่าเพื่อนเสียงเข้ม ใบหน้าหล่อเหลาขึ้นสีจัดด้วยความโกรธที่โดนจี้จุดบวกกับความหงุดหงิดที่เห็นลิลลี่ยังคงส่งยิ้มบางๆ ให้วินอยู่ได้ เขาไม่อาจทนเห็นภาพบาดตาบาดใจตรงหน้าได้อีกต่อไป คินทร์ลุกพรวดเดินหนีออกจากโรงอาหารไปทันที ท่ามกลางเสียงโห่ฮาไล่หลังของนิกและเพลิงที่ยังขำไม่หยุด คินทร์ก้าวฉับๆ ออกมาด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่านแต่ยังไม่ทันจะพ้นดี ในหัวมีแต่ภาพของวินที่เข้าไปตอแยลิลลี่ "ได้สิวิน นี่เบอร์ลี่ค่ะ" ลิลลี่จงใจขยับโทรศัพท์ให้เห็นชัดๆ แล้วกดเบอร์โทรศัพท์ของเธอลงบนเครื่องของวินต่อหน้าต่อตา โดยไม่สนเลยว่าคินทร์ที่เพิ่งเดินสะบัดก้นออกไปจะโกรธจนอกแตกตายแค่ไหน เธอมองว่าเรื่องหนี้กับเรื่องส่วนตัวมันคนละเรื่องกัน และเขาไม่มีสิทธิ์มาเจ้าชีวิตเธอขนาดนี้ "ขอบคุณมากครับลิลลี่ ไว้เย็นนี้วินโทรหานะครับ" วินส่งยิ้มละมุนให้ก่อนจะเดินแยกตัวออกไป "อีลี่ มึงกล้ามากนะที่ให้เบอร์วินไป" แตงโมกระซิบพลางทำตาโต "เมื่อกี้กูเห็นไอ้คินทร์มองมึงอย่างกับจะฆ่าเลยนะนั่น ข้อความที่มันส่งมาขู่ตะกี้ มึงจะไม่สนจริงเหรอ?" "สนทำไมวะ" ลิลลี่ตอบพลางตักข้าวเข้าปากอย่างไม่ทุกข์ร้อน "มันอยากบ้าก็ปล่อยมันบ้าไป กูไม่ได้ทำอะไรผิด สัญญาก็ไม่ได้ระบุว่าห้ามมีเพื่อนใหม่ ห้ามให้เบอร์ใคร กูก็แค่คนเป็นลูกหนี้ ไม่ได้เป็นทาสในเรือนเบี้ยของมันซะหน่อย" "เออ มึงมันแน่" ลูกพีชยกนิ้วให้ "แต่มึงระวังตัวหน่อยละกัน" ลิลลี่ไม่ได้ตอบอะไร แต่ในใจเธอก็เริ่มหวั่นอยู่ลึกๆ เพราะรู้ดีว่านิสัยอย่างคินทร์ ถ้าโดนขัดใจแบบนี้ เขาไม่มีทางอยู่เฉยแน่ ตกเย็นวันนั้น ลิลลี่ไม่ได้กลับห้องตามคำขู่ของคินทร์ เพราะเธอมีงานพริตตี้ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง งานเริ่มตั้งแต่ช่วงเย็นลากยาวไปจนถึงค่ำ เธอต้องยืนยิ้มและพรีเซนต์สินค้าอย่างเหน็ดเหนื่อยท่ามกลางเสียงเพลงและฝูงคน ซึ่งมันเป็นวิธีเดียวที่เธอจะหาเงินมาปลดหนี้ก้อนโตได้เร็วที่สุด ในระหว่างที่ทำงาน โทรศัพท์ในกระเป๋าของเธอก็สั่นแจ้งเตือนไม่หยุด ทั้งข้อความและสายเรียกเข้าจากคินทร์ที่ระดมกดมาเหมือนคนบ้า แต่ลิลลี่เลือกที่จะปิดเสียงและตั้งหน้าตั้งตาทำงานต่อไปโดยไม่คิดจะหยิบขึ้นมาดู จนกระทั่งเวลาผ่านไปจนเกือบห้าทุ่ม งานอีเวนต์จบลง ลิลลี่เปลี่ยนชุดกลับเป็นชุดลำลองธรรมดา เธอเดินออกมาจากห้างด้วยสภาพที่อ่อนล้าเต็มที "เฮ้อ~เหนื่อยชะมัด" เธอกดโทรศัพท์ดูเพื่อจะเรียกแท็กซี่ แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นจำนวนสายที่ไม่ได้รับจากคินทร์เกือบร้อยสาย ลิลลี่ลงจากรถแท็กซี่ด้วยความอ่อนเพลีย เธอเดินขึ้นมาจนถึงหน้าห้องพักและเป็นอย่างที่คาดไว้ ร่างสูงของคินทร์ยืนกอดอกพิงกำแพงรออยู่ด้วยใบหน้าที่บึ้งตึง ดวงตาของเขาจ้องมองเธอเขม็งตั้งแต่วันหัวจรดเท้า "กลับดึกขนาดนี้ ไปร่านที่ไหนมา" คินทร์เอ่ยเสียงเรียบแต่เย็นเยียบ ลิลลี่ชะงักมือที่กำลังจะกดรหัสประตู "ฉันไปทำงาน! แล้วนายมาทำอะไรที่นี่ดึกๆ ดื่นๆ" "ฉันสั่งให้เธอไปรอฉันที่ห้อง ไม่ใช่ให้หายหัวมาโผล่เอาป่านนี้" เขาขยับเข้ามาใกล้จนแผ่นหลังของลิลลี่ติดประตูห้อง "โทรไปกี่สายทำไมไม่รับ หรือมัวแต่คุยอยู่กับไอ้วินนั่น!" "นายไม่มีสิทธิ์มาวุ่นวายกับชีวิตส่วนตัวของฉันนะคินทร์ ฉันไปทำงานหาเงินมาคืนนายไง นายควรจะดีใจด้วยซ้ำที่ฉันขยันขนาดนี้" ลิลลี่พยายามจะดันเขาออกแต่ไม่เป็นผล "หลีกไป! ฉันจะเข้าห้อง ฉันเหนื่อย" "เหนื่อยจากการยืนอ่อยผู้ชายหรือไง" คินทร์แค่นยิ้ม "ที่เธอให้เบอร์มันวันนี้ มันโทรหาเธอหรือยัง" "จะโทรหรือไม่โทรมันก็เรื่องของเขา" ลิลลี่เงยหน้าจ้องตาเขาอย่างไม่ลดละ "ถ้านายจะมาเพื่อหาเรื่องไร้สาระแบบนี้ก็กลับไปเถอะ ฉันไม่มีอารมณ์มาทะเลาะด้วย" คินทร์กัดฟันกรอด ความหงุดหงิดที่สะสมมาทั้งวันเริ่มปะทุขึ้นเพราะท่าทางไม่แคร์ของคนตรงหน้าบทที่53 ทะเลของสองแฝดหนึ่งอาทิตย์หลังจากงานวิวาห์สุดอลังการผ่านพ้นไป บรรยากาศภายในโชว์รูมรถหรู รัตนธนากุล ยังคงอบอวลไปด้วยความสุข วันนี้เป็นวันพิเศษที่ครอบครัวใหญ่มาโม้กันพร้อมหน้าในห้องทำงานส่วนตัวสุดกว้างขวางของคุณคณิณ เพื่อล้อมวงทานอาหารกลางวันมื้อพิเศษ"ลี่จ๋า คินทร์จ๋า ป๊าว่าเราไปพักผ่อนกันหน่อยดีไหม?" คุณคณิณเอ่ยขึ้นขณะตักกับข้าวให้หลานสาว "ตั้งแต่แต่งงานมายังไม่ได้พักเลย ป๊าอยากพา ลีย่า กับ เรนนี่ ไปดูทะเลด้วย เห็นบ่นว่าอยากเห็นน้ำกว้างๆ มานานแล้ว""ใช่จ้ะ มี้เตรียมชุดว่ายน้ำตัวจิ๋วให้หลานไว้แล้วนะเนี่ย" คุณย่าดารินยิ้มแก้มปริพอได้ยินคำว่า "ทะเล" สองแฝดที่กำลังเคี้ยวข้าวตุ่ยๆ ก็หูผึ่งทันที"ทะเยหยอคะคุณปู่? ทะเยที่มันมีน้ำเยอะๆกว้างๆ สีฟ้าๆ ช่ายมั้ยคะ?" ลีย่า วางช้อนแล้วรีบคลานไปเกาะเข่าคุณคณิณ ตาแป๋วแหว๋ว"เยนนี่อยากเล่นน้ำ! เยนนี่จะใส่ชุดเป็ดเล่นน้ำก้าบๆ!" เรนนี่ กระโดดโลดเต้นจนแก้มยุ้ยๆ กระเพื่อม "พ่อคินทร์ขา พาไปเยยนะ ไปเดี๋ยวนี้เยย!""ไปครับลูก เดี๋ยวเราไปพัทยากันนะ ไม่ไกลบ้านเราด้วย" คินทร์ลูบหัวลูกสาวอย่างเอ็นดู ลิลลี่เห็นลูกๆดีใจเธอก็ยิ้มกว้างออกมาจังหวะนั้นเอง เสี
บทที่52 เข้าหอไฟลุกNCภายในห้องหอที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของความรัก คินทร์จ้องมองร่างเปลือยเปล่าของลิลลี่ด้วยสายตาที่เป็นประกายโชติช่วง เขาโน้มตัวลงซุกไซ้ซอกคอหอมกรุ่น สูดดมกลิ่นกายสาวที่เขาหลงใหลซ้ำแล้วซ้ำเล่า ลิ้นร้อนลากผ่านไหปลาร้าลงมายังยอดอกที่ชูชัน ก่อนจะพรมจูบต่ำลงไปเรื่อยๆ ผ่านหน้าท้องแบนราบไปจนถึงปลายเท้าเล็กๆ ของเธอ"คินทร์รักลี่นะ รักที่สุดในชีวิตเลย" เขาพร่ำบอกข้างหูขณะที่เลื่อนตัวกลับขึ้นมาสบตาเธอ"ลี่ก็รักคินทร์ค่ะ รักจนไม่รู้จะรักยังไงแล้ว" ลิลลี่ตอบพลางยิ้มยั่ว เธอพลิกตัวขึ้นมานั่งทับบนหน้าขาแกร่ง มือเรียวซนเอื้อมไปคว้าหมับเข้าที่ "ท่อนรัก" ที่บัดนี้มันแข็งขึงขยายขนาดจนเต็มพิกัด เธอเริ่มกำรวบแล้วรูดรั้งขึ้นลงอย่างจังหวะเน้นๆ"ซี๊ดดด...ลี่อย่าชักแบบนั้นสิ มันเสียวคินทร์จะทนไม่ไหวเอา" คินทร์ครางซี้ดออกมา มือหนาจิกจนแน่น"ลี่อยากให้คินทร์เสียวจนทนไม่ไหวไงคะ อยากเห็นคินทร์คลั่งเพราะลี่" เธอแกล้งขยับมือเร็วขึ้น สลับกับใช้นิ้วหัวแม่มือคลึงที่ส่วนปลายที่เริ่มมีน้ำปริ่มออกมา"แกล้งผัวเหรอ? ได้เลยเดี๋ยวเจอคินทร์เอาคืนบ้าง อย่าร้องขอชีวิตนะ!" คินทร์คำรามเบาๆ ก่อนจะรวบตัวลิลลี่ให้น
บทที่51 แต่งงานNCในที่สุด วันที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง ห้องจัดเลี้ยงแกรนด์บอลรูมถูกเนรมิตให้กลายเป็นสวนสวรรค์สีขาวสะอาดตา อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกลิลลี่ป่าและกุหลาบขาวนับหมื่นดอก แสงไฟวอร์มไวท์ส่องสว่างนวลตาช่วยขับให้บรรยากาศดูศักดิ์สิทธิ์และอบอุ่นอย่างถึงที่สุดประตูบานยักษ์ค่อยๆ เปิดออกพร้อมกับเสียงเพลงคลาสสิกที่บรรเลงขึ้นอย่างนุ่มนวล ท่ามกลางสายตาแขกเหรื่อนับพันที่หันไปมองเป็นตาเดียว ภาพที่ปรากฏคือ ลีย่า และ เรนนี่ ในชุดกระโปรงฟูฟ่องสีขาวนวล มีโบว์ซาตินยักษ์อยู่ด้านหลัง ผมลอนเล็กๆ ถูกประดับด้วยมงกุฎดอกไม้จิ๋ว ดูเหมือนตุ๊กตานางฟ้าตัวน้อยที่หลุดออกมาจากนิทาน“ลีย่า... เยนนี่... เดินสวยๆ” ลีย่า กระซิบเตือนน้องสาวเสียงเบาพลางก้มมองตะกร้าดอกไม้ในมืออย่างมุ่งมั่น“เยนนี่รู้แย้ววว จะไม่ปาใส่หัวพี่ลีย่าแย้วค่ะ” เรนนี่ ตอบเสียงใสพลางจีบนิ้วป้อมๆ หยิบกลีบกุหลาบขึ้นมาสองแฝดเริ่มออกเดินเตาะแตะนำหน้าพ่อแม่ ลีย่าพยายามทำตามที่ซ้อมมาอย่างเคร่งครัด เธอค่อยๆ หยิบดอกไม้โปรยลงบนพรมอย่างเบามือพลางยิ้มหวานให้แขกเหรื่อ จนคนในงานต่างอุทานออกมาด้วยความเอ็นดู "อุ๊ย! น่ารักจังเลยลูก"ส่วนเรนนี่ที่เดินขนาบข้าง
บทที่50 สองปีผ่านไปผ่านไป 2 ปีเต็ม จากทารกตัวน้อยในวันนั้น บัดนี้กลายเป็นสองสาวน้อยจอมแสบ "น้องลีย่า" และ "น้องเรนนี่" ฝาแฝดที่ถอดแบบความสวยคมมาจากแม่ลิลลี่ และได้ความทะเล้นขี้เล่นมาจากพ่อคินทร์ไปเต็มๆคฤหาสน์รัตนธนากุลบัดนี้กลายเป็นสนามเด็กเล่นขนาดย่อม แม้จะมีพี่เลี้ยงอาชีพคอยประกบถึง 3 คน แต่ความแสบสันของสองแฝดก็ทำเอาพี่เลี้ยงวิ่งขาขวิดแทบทุกวัน โดยเฉพาะเวลาที่คุณแม่ลิลลี่พาออกไปที่โชว์รูมรถหรูของครอบครัว"ลีย่าลูก! อย่าเอาอมยิ้มไปแปะที่กระจกรถเฟอร์รารี่คันนั้นครับ! คันนั้นลูกค้ากำลังจะมาตรวจรับรถนะลูก!" คินทร์ในชุดสูทสุดเนี้ยบตะโกนเสียงหลง พลางวิ่งไล่จับลูกสาวคนพี่ที่กำลังวิ่งซิกแซกหลบหลีกพนักงานขายอย่างคล่องแคล่ว"คิกๆ พ่อคินทร์จ๋า!" ลีย่าหัวเราะชอบใจส่วนคนน้องอย่างเรนนี่ ก็ไม่น้อยหน้า เธอปีนขึ้นไปนั่งบนโซฟารับรองแขก VIP พร้อมกับถอดรองเท้ากระเด็นไปคนละทิศละทาง "เรนนี่หิวเยลลี่ เอามาให้หน่อย!""พะ เพิ่งทานไปเองนะคะคุณหนูเรนนี่" พี่เลี้ยงเหงื่อตกพลางรีบคว้าตัวเด็กหญิงไว้ก่อนจะซนไปมากกว่านี้ พนักงานในโชว์รูมต่างพากันอมยิ้ม บ้างก็เข้ามาช่วยล้อมจับจนโชว์รูมที่เคยดูขรึมๆ กลายเป็นสวนสน
บทที่49 NCคินทร์ไม่ปล่อยให้ลิลลี่ได้พักหายใจนานนัก หลังจากที่น้ำหวานของเธอพุ่งออกมาจนชุ่ม เขาจัดการรวบตัวร่างบางที่กำลังหอบสั่นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จับเธอพลิกให้หันหลังเข้าหาหัวเตียงในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนที่แสนยั่วยวน คินทร์ใช้เข่าแกร่งแทรกดันขาเรียวทั้งสองข้างให้แยกออกจากกันกว้างที่สุดจนเห็นความฉ่ำแฉะที่กำลังเต้นตุบๆตามจังหวะหัวใจ ลิลลี่พยายามใช้แขนยันหัวเตียงไว้เพื่อพยุงตัว ใบหน้าสวยฟุบลงกับหมอนส่งเสียงครางอื้ออึงในลำคอคินทร์คว้าแก่นกายขนาดยักษ์ที่ร้อนผ่าวและแข็งปั๋งขึ้นมาชักรูดเน้นๆ สองสามที ก่อนจะจ่อส่วนปลายที่บานฉ่ำเข้ากับรอยแยกที่ยังเปียกโชก เขาออกแรงกดพรวดเดียวแทรกผ่านความคับแน่นเข้าไปจนสุดทางรัก"สวบ!""อ๊าาาาาาา! คินทร์! มันลึก อื้ออออ!" ลิลลี่แผดเสียงครางลั่นเมื่อสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ที่ตอกอัดเข้ามาจนมิดด้าม คินทร์ไม่รอช้าเขาเริ่มโยกย้ายสะโพกสอบกระแทกเข้าใส่ไม่ยั้งมือ เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสนั่นหวั่นไหว "ตับ! ตับ! ตับ! ตับ!""อื้มมมมม! แม่งโคตรดีเลยลี่... แน่นฉิบหาย อ๊าาา!" คินทร์คำรามเสียงต่ำในลำคอด้วยความเสียวซ่านถึงทรวง เขาจับเอวบางไว้มั่นแล้วกระหน่ำแทงเข้าออกอย่างรุนแร
บทที่48 กลับบ้านรับขวัญNCสองวันต่อมาที่โรงพยาบาล หลังจากที่คุณหมอเช็กอาการจนแน่ใจว่าบาดแผลที่ขาเริ่มแห้ง และผลตรวจครรภ์ลูกแฝดไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้ว คินทร์ก็รีบทำเรื่องออกจากโรงพยาบาลทันที เขาประคองลิลลี่ขึ้นรถหรูที่เตรียมเบาะรองนั่งมาอย่างนุ่มสบาย เพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนถึงบาดแผลและเจ้าตัวเล็กในท้องทันทีที่รถเลี้ยวเข้าสู่ประตูรั้วอัลลอยด์สีทองบานยักษ์ ลิลลี่ถึงกับตาโตเมื่อเห็นภาพตรงหน้า ป๊าคณิณ และ คุณแม่ดาริน ยืนยิ้มแป้นรออยู่ที่หน้าบัน พร้อมด้วยเหล่าแม่บ้านในชุดยูนิฟอร์มสะอาดสะอ้าน คนขับรถ และคนสวนที่ถือพวงมาลัยดอกมะลิรอต้อนรับกันเป็นแถวยาว"ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะหนูลี่!" ป๊าคณิณตะโกนบอกด้วยน้ำเสียงเปี่ยมสุขคินทร์ก้าวลงจากรถแล้วรีบอ้อมไปเปิดประตูฝั่งลิลลี่ เขาช้อนร่างภรรยาขึ้นอุ้มแนบอกในท่าเจ้าหญิงทันที"คินทร์ลี่เดินเองได้ค่ะ แค่แผลถลอกเอง" ลิลลี่กระซิบเขินๆ เพราะคนอยู่กันเต็มบ้าน"ไม่ได้! คินทร์สัญญาว่าจะไม่ให้ลี่เท้าแตะพื้นจนกว่าจะถึงห้องนอน" คินทร์ตอบเสียงดังฟังชัด จนเหล่าแม่บ้านแอบยิ้มกริ่มในความคลั่งรักของเจ้านายหนุ่มเมื่อเข้าไปถึงห้องโถงกลาง ลิลลี่ต้องประหลาดใจอีกครั้ง
บทที่9 การจัดการภายในห้องบรรยายรวมขนาดใหญ่ของคณะบริหารธุรกิจ แอร์เย็นฉ่ำทว่าบรรยากาศกลับร้อนระอุอย่างบอกไม่ถูก ลิลลี่นั่งอยู่ระหว่างลูกพีชและแตงโม เธอเปิดไอแพดเตรียมจดเลกเชอร์วิชาการจัดการเบื้องต้นอย่างตั้งใจ แต่นิ้วเรียวต้องชะงักเมื่อร่างสูงที่คุ้นเคยเดินเข้ามาหยุดอยู่ที่แถวที่นั่งของเธอ"ตรงนี้ว
บทที่8 หึงหรอลิลลี่ถอนหายใจออกมาด้วยความระเหี่ยใจ เธอเปิดประตูเข้าไปในห้องเพราะไม่อยากให้ห้องข้างๆ ออกมาด่าที่ส่งเสียงดังรำคาญใจ ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตู คินทร์ก็ก้าวตามเข้ามาติดๆ พร้อมกับปิดประตูเสียงดังปัง!"ทำไมต้องมาคอยบงการชีวิตฉันขนาดนี้คินทร์ ฉันเหนื่อยนะ นายก็เห็นว่าฉันเพิ่งเลิกงาน" ลิลลี่
บทที่6 หัวใจสลายบรรยากาศภายในโรงพยาบาลที่เคยเต็มไปด้วยความหวัง กลับกลายเป็นความเงียบสงัดที่น่าใจหาย เมื่อคุณหมอเดินออกมาจากห้องไอซียูด้วยสีหน้าสลด พลางส่ายหน้าเบาๆ เป็นสัญญาณที่บอกว่ายื้อชีวิตของ มลฤดี ไว้ไม่ได้อีกแล้ว"เสียใจด้วยนะลิลลี่ แม่ไปสบายแล้ว" เสียงของลูกพีชที่พยายามกลั้นสะอื้นบอกเพื่อนร
บทที่5 โรงบาลแสงไฟจากบูธรถยนต์ที่พารากอนค่อยๆ ดับลงพร้อมกับหยาดน้ำตาที่ลิลลี่พยายามกลั้นไว้จนสุดทาง ทันทีที่เซ็นชื่อเลิกงานและรับเงินค่าจ้างมา เธอไม่รอช้าที่จะพุ่งตรงไปยังโรงพยาบาลทันที โดยมี ลูกพีช และ แตงโมมาด้วยเพราะความเป็นห่วงเพื่อนรักที่สภาพจิตใจย่ำแย่เกินกว่าจะปล่อยให้ไปไหนคนเดียวได้ณ หน้า







