Masukบทที่6 หัวใจสลาย
บรรยากาศภายในโรงพยาบาลที่เคยเต็มไปด้วยความหวัง กลับกลายเป็นความเงียบสงัดที่น่าใจหาย เมื่อคุณหมอเดินออกมาจากห้องไอซียูด้วยสีหน้าสลด พลางส่ายหน้าเบาๆ เป็นสัญญาณที่บอกว่ายื้อชีวิตของ มลฤดี ไว้ไม่ได้อีกแล้ว "เสียใจด้วยนะลิลลี่ แม่ไปสบายแล้ว" เสียงของลูกพีชที่พยายามกลั้นสะอื้นบอกเพื่อนรัก ทำให้ลิลลี่ที่นั่งหมดแรงอยู่ถึงกับนิ่งงันไปครู่ใหญ่ ก่อนจะกรีดร้องออกมาปานจะขาดใจ เธอพุ่งเข้าไปกอดร่างที่ไร้วิญญาณของแม่ที่พยาบาลกำลังเคลื่อนย้ายออกมา "แม่! ฟื้นสิแม่! ลี่หาเงินมาได้แล้วนะแม่ ลี่ยอมทุกอย่างแล้ว...ทำไมแม่ไม่อยู่ใช้เงินกับลี่ก่อน!" ลิลลี่กอดร่างเย็นชืดของแม่ไว้แน่น ความรู้สึกพังทลายจนไม่เหลือชิ้นดี ทุกสิ่งที่เธออดทนทำมา ทั้งยอมโดนดูถูก ยอมเซ็นสัญญารับใช้หนี้กับคินทร์ มันกลายเป็นความว่างเปล่าในพริบตา ท่ามกลางความโศกเศร้า ลูกพีช และ แตงโม กลายเป็นเสาหลักที่คอยช่วยจัดการเรื่องเอกสารแจ้งตายและติดต่อห้องเก็บศพ เพื่อนทั้งสองไม่ยอมห่างไปไหน คอยกอดปลอบและซับน้ำตาให้ลิลลี่ตลอดเวลา ในขณะที่ลิลลี่กำลังมืดแปดด้าน เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เธอหยิบขึ้นมาดูด้วยมือที่สั่นเทา... เงินค่าจ้างที่เหลือและค่าคอมมิชชั่นจากการเป็นพริตตี้ขายรถหรูที่พารากอนถูกโอนเข้าบัญชีเป็นจำนวนเงินหลายแสนบาท มันเป็นจำนวนเงินที่มากพอจะจัดการค่ารักษาพยาบาลส่วนที่เหลือและจัดงานศพให้แม่ได้อย่างสมเกียรติ แต่สำหรับลิลลี่ตอนนี้ เงินพวกนั้นมันช่างไร้ความหมายเมื่อเทียบกับการสูญเสียคนที่รักที่สุดในชีวิตไป เย็นวันต่อมา ณ วัดที่จัดงานศพ กลิ่นธูปและเสียงสวดอภิธรรมดังแว่วท่ามกลางความเงียบเหงา ลิลลี่ในชุดสีดำสนิท ใบหน้าขาวซีดและดวงตาบวมช้ำจากการร้องไห้อย่างหนัก นั่งอยู่หน้าหีบศพของแม่เพียงลำพัง คินทร์ เดินเข้ามาภายในศาลาเงียบๆ เขาหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตู จ้องมองแผ่นหลังที่ดูโดดเดี่ยวของหญิงสาวที่เขามักจะด่าว่า "ร่าน" หรือ "อ่อยผู้ชาย" ความรู้สึกผิดแล่นริ้วขึ้นมาจุกที่ลำคอ เขาเห็นเธอควักเงินปึกใหญ่ที่ได้จากน้ำพักน้ำแรงที่เขาสบประมาท ออกมาจ่ายค่าธูปเทียนและค่าใช้จ่ายในวัดด้วยตัวเองโดยไม่ปริปากขอความช่วยเหลือจากใคร "ลิลลี่..." คินทร์เอ่ยชื่อเธอเบาๆ ขณะเดินเข้าไปใกล้ ลิลลี่ค่อยๆ หันมามอง แววตาที่เคยมุ่งมั่นรั้นสู้ตอนนี้กลับว่างเปล่าจนคินทร์ใจหาย "นายมาทำไม มาทวงหนี้เหรอ? ฉันยังไม่มีให้ตอนนี้หรอกนะ เพราะเงินทั้งหมดที่มี ฉันต้องเอามาใช้ส่งแม่เป็นครั้งสุดท้าย" "ฉันไม่ได้จะมาทวงหนี้" คินทร์พูดไม่ออก ฟอร์มที่เคยมีมันพังทลายลงเมื่อเห็นน้ำตาหยดเล็กๆ ไหลผ่านแก้มซูบของเธอ "ถ้างั้นก็กลับไปเถอะ" ลิลลี่หันกลับไปจ้องหน้าศพ "ตอนนี้ฉันไม่เหลืออะไรแล้วคินทร์ บ้านก็ไม่มี แม่ก็ตาย นายพอใจหรือยัง?" คินทร์ยืนนิ่งเป็นใบ้ เขาอยากจะเข้าไปกอดปลอบ อยากจะขอโทษที่เคยพูดจาร้ายกาจใส่เธอในวันที่เธอแบกโลกไว้ทั้งใบ แต่สิ่งที่เขาทำได้มีเพียงการยืนมองเธอจากด้านหลังด้วยหัวใจที่เริ่มเจ็บปวดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ที่มหาลัย บรรยากาศที่โต๊ะประจำใต้ตึกคณะบัญชีเงียบเหงากว่าที่เคย ตั้งแต่จบงานศพแม่ของลิลลี่ไปได้หนึ่งอาทิตย์เต็มๆ ลิลลี่ก็ไม่ได้มาเรียนอีกเลย เพื่อนรักอย่าง ลูกพีช และ แตงโม นั่งเหม่อมองกองสมุดด้วยความกังวลใจ เพราะนอกจากเพื่อนจะขาดเรียนแล้ว ลิลลี่ยังย้ายออกจากที่พักเดิมไปอยู่ที่ใหม่ ในขณะที่ทั้งสองกำลังนั่งเงียบๆ ร่างสูงของ คินทร์ ก็เดินตรงดิ่งเข้ามาพร้อมกับ นิก และ เพลิง ใบหน้าหล่อเหลาของเขาดูหงุดหงิดและเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด เขาหยุดยืนตรงหน้าลูกพีชแล้วเปิดประเด็นทันที "ลิลลี่หายไปไหน" คินทร์ถามเสียงห้วน ลูกพีชเงยหน้าขึ้นมองด้วยสายตาเย็นชา "มึงจะอยากรู้ไปทำไมคินทร์ เพื่อนกูเพิ่งเสียแม่นะเว้ย มันยังทำใจไม่ได้ มึงจะมาทวงหนี้อะไรตอนนี้!" "กูไม่ได้ถามเรื่องนั้น กูถามว่ามันอยู่ที่ไหน!" คินทร์กระแทกเสียงใส่ด้วยความรำคาญ "หายหัวไปเป็นอาทิตย์ สัญญาที่เซ็นไว้มีผลแล้ว มันคิดจะเบี้ยวหนี้กูหรือไง" "มันไม่เบี้ยวมึงหรอก แต่มันย้ายที่อยู่ไปแล้ว และพวกกูก็จะไม่บอกมึงด้วยว่ามันอยู่ที่ไหน!" แตงโมสวนกลับทันควัน คินทร์จ้องหน้าเพื่อนทั้งสองของลิลลี่เขม็ง แววตาคมกริบวาวโรจน์ขึ้นมาอย่างน่ากลัว "บอกที่อยู่มันมา...อย่าให้กูต้องใช้วิธีของกูสืบหาเอง เพราะถ้ากูต้องเหนื่อยหาเองมันจะไม่จบง่ายๆ แค่การพูดคุยแน่ บอกมาเดี๋ยวนี้!" ลูกพีชและแตงโมต่างกอดอกแน่นและเบือนหน้าหนี ทั้งคู่ตกลงกันไว้แล้วว่าจะไม่ยอมบอกที่อยู่ใหม่ของเพื่อนรักให้คนใจดำอย่างคินทร์รู้เด็ดขาด "พวกกูไม่บอก! มึงจะไปทำวิธีไหนก็เรื่องของมึง แต่จำไว้ว่าเพื่อนกูไม่ใช่ลูกไก่ในกำมือมึงที่จะมาทำยังไงก็ได้" ลูกพีชทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะเมินเขาไปทันที คินทร์สบถออกมาอย่างหัวเสีย เขาสะบัดตัวเดินกลับไปที่คณะวิศวะด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่น ระหว่างทางเขากดโทรศัพท์หาเบอร์ของลิลลี่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ปลายสายกลับมีเพียงเสียงสัญญาณที่ดังทิ้งไว้เนิ่นนานโดยไม่มีคนรับสาย ยิ่งเธอไม่รับ เขาก็ยิ่งหงุดหงิดจนแทบจะขว้างโทรศัพท์ทิ้ง "โธ่เว้ย! รับสายสิวะ จะหนีไปถึงไหน!" ในขณะเดียวกัน ทางด้าน ลิลลี่ เธอกำลังยุ่งอยู่กับการจัดของเข้าที่พักแห่งใหม่ หลังจากที่จัดการงานศพแม่เรียบร้อย เธอก็ตัดสินใจนำเงินส่วนที่เหลือจากการทำงานพริตตี้และค่าคอมมิชชั่นที่ได้มา ย้ายจากหอพักไม้เก่าๆ มาเช่าคอนโดมิเนียมที่ระบบรักษาความปลอดภัยดีขึ้นและสะอาดสะอ้านกว่าเดิมและติดรถไฟฟ้า เธอวางโทรศัพท์ที่สั่นครืดคราดเพราะสายเรียกเข้าของ คินทร์ไว้บนเคาน์เตอร์ครัว โดยไม่คิดจะหยิบขึ้นมาดู ลิลลี่ถอนหายใจยาวพลางมองไปรอบๆ ห้องที่ว่างเปล่า แม้ที่นี่จะดีขึ้น แต่มันก็เงียบเหงาเหลือเกินเมื่อไม่มีแม่เคียงข้าง "ลี่มีเงินแล้วนะแม่... ลี่มีที่อยู่ดีๆ แล้ว" เธอกระซิบกับรูปถ่ายของแม่เบาๆ ก่อนจะหันไปจัดเสื้อผ้าต่อ โดยพยายามปิดกั้นเสียงโทรศัพท์จากคนที่เธอไม่อยากเจอที่สุดในตอนนี้ เสียงโทรศัพท์ที่สั่นรัวไม่หยุดบนเคาน์เตอร์ทำให้ลิลลี่ที่กำลังจัดของเข้าคอนโดใหม่ถึงกับทนไม่ไหว เธอตัดสินใจคว้ามันขึ้นมากดรับสายด้วยความรู้สึกที่ตึงเครียด "ฮัลโหล" "กว่าจะรับสายได้นะ! เธอหายหัวไปไหนมาฮะลิลลี่ คิดจะเบี้ยวหนี้ฉันแล้วหนีหายไปเฉยๆ แบบนี้เลยใช่มั้ย!" เสียงคินทร์ตวาดใส่ทันทีที่ปลายสายตอบรับ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดและเอาแต่ใจ ลิลลี่เม้มริมฝีปากแน่น ความเสียใจที่เพิ่งเสียแม่ไปประกอบกับความรำคาญที่ถูกตามรังควานทำให้เธอตอกกลับไปอย่างไม่ยอมแพ้ "ไอ้ปากหมา! หยุดพูดจาพล่อยๆ ได้แล้ว ฉันไม่ได้หนีไปไหนทั้งนั้นแหละ" "ไม่ได้หนีแล้วที่หายไปเป็นอาทิตย์ โทรไปก็ไม่รับมันคืออะไร!" "ฉันต้องจัดการเรื่องแม่ฉันไง ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือไง!" ลิลลี่ตะคอกกลับด้วยความโมโห "แล้วไม่ต้องมาทวงให้เสียเวลาหรอก เพราะวันนี้ฉันตั้งใจจะเอาเงินไปแบ่งจ่ายคืนให้อยู่แล้ว จะได้จบๆ กันไปสักที!" คินทร์ชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อถูกตอกกลับชุดใหญ่ ความเงียบเกิดขึ้นในสายชั่วขณะก่อนที่เขาจะเค้นเสียงรอดไรฟันออกมา "หึ มีเงินจ่ายแล้วงั้นสิ? ดี! งั้นมาเจอฉันที่คอนโดเดี๋ยวนี้ ฉันจะรอดูว่าเงินของเธอมันจะพอจ่ายค่าดอกเบี้ยของฉันมั้ย!" เขากระแทกสายทิ้งทันที ลิลลี่กำโทรศัพท์ในมือแน่นจนสั่น กดโทรศัพท์โทรกลับไปหาคินทร์ทันทีที่เธอตั้งสติได้ เธอไม่อยากเจอหน้าเขา “อะไรอีกล่ะ” คินทร์รับสาย "นายส่งเลขบัญชีมาแล้วกัน ฉันจะโอนจ่ายให้ก่อนหนึ่งแสนบาท" ลิลลี่กรอกเสียงลงไปอย่างเด็ดขาด "หนึ่งแสน? หนี้ห้าล้านแต่จะจ่ายแค่แสนเดียวเนี่ยนะลิลลี่" คินทร์แค่นหัวเราะในสาย "แล้วฉันบอกตอนไหนว่าให้โอน? ฉันบอกให้มาเจอที่คอนโด ถ้าไม่มาก็ไม่ต้องจ่าย!" "ฉันไม่อยากไป และไม่อยากเห็นหน้านายด้วย ส่งเลขบัญชีมาเถอะ ฉันจะโอนให้เดี๋ยวนี้" "เดี๋ยวนี้เธอมีสิทธิ์มาสั่งฉันแล้วเหรอ?" น้ำเสียงของคินทร์เริ่มเข้มขึ้น "ฉันไม่ให้เลขบัญชี และเธอต้องมาเจอฉันเองเท่านั้น ถ้าไม่มาก็เตรียมตัวรับผลที่ตามมาได้เลย" "ฉันไม่ไป!" ลิลลี่ตะคอกกลับก่อนจะกดตัดสายทิ้งด้วยความโมโห เธอคิดว่าถ้าไม่ไปพบเสียอย่าง เขาก็คงทำอะไรไม่ได้ แต่เธอคิดผิด... คนอย่างคินทร์ถ้าอยากรู้พิกัดของใคร เขาแทบไม่ต้องเสียเวลาสืบเองด้วยซ้ำ หลังจากวางสายไปได้ไม่นาน คินทร์ก็ใช้อิทธิพลและเส้นสายที่มี จนได้ที่อยู่คอนโดใหม่ของลิลลี่มาอยู่ในมือ เขากดอ่านพิกัดในโทรศัพท์พลางแสยะยิ้มเย็น "หนีไปอยู่คอนโดนี้หรอ ฮาฮ่าๆๆ จะจ่ายคืนแค่แสนเดียวงั้นเหรอลิลลี่...ได้ แล้วเราจะได้เห็นดีกัน" ไม่ถึง 20 นาที เสียงเคาะประตูก็ดังสนิทขึ้น ลิลลี่ที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดของสะดุ้งเล็กน้อย เธอขมวดคิ้วด้วยความสงสัยพลางนึกในใจว่าคงจะเป็นนิติบุคคลเอาเอกสารมาให้ หรือไม่ก็พนักงานมาแจ้งเรื่องระเบียบของคอนโด เพราะเธอเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ ลิลลี่เดินไปเปิดประตูโดยไม่ได้มองตาแมว แต่ทันทีที่บานประตูแง้มออก ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความตกใจเมื่อเห็นร่างสูงของคินทร์ยืนทำหน้ายักษ์อยู่ตรงหน้า "นาย!" ลิลลี่ร้องออกมาด้วยความตกใจพร้อมกับพยายามจะดันประตูปิดหนีทันที แต่คินทร์เร็วกว่า เขาใช้ไหล่หนาและฝ่ามือใหญ่ยันประตูไว้สุดแรงจนลิลลี่ต้านไม่ไหว "จะหนีไปไหน!" คินทร์สบถออกมาพลางใช้แรงมหาศาลดันประตูจนลิลลี่เสียหลักถอยหลัง และเขาก็ก้าวเข้ามาในห้องได้สำเร็จ "ออกไปนะ! นายเข้ามาได้ยังไง นายรู้ได้ยังไง" ลิลลี่ตะโกนไล่ พลางพยายามจะคว้าโทรศัพท์มาถือไว้ คินทร์ไม่ได้ตอบคำถาม แต่เขากลับกวาดสายตามองไปรอบห้องเช่าขนาดพอเหมาะที่เริ่มมีข้าวของวางเป็นระเบียบ ก่อนจะหันกลับมาจ้องร่างบางที่ยืนตัวสั่นด้วยความโมโห "นึกว่าจะไปซุกหัวนอนที่คอนโดไหน ที่แท้ก็ย้ายมาอยู่ที่นี่เองเหรอ" คินทร์แค่นยิ้มเยาะพลางปิดประตูตามหลัง "แล้วไหนล่ะเงินแสนนึงที่บอกจะจ่าย? เอาเงินมาสิ แล้วก็มาเคลียร์กันเรื่องที่เธอไม่ยอมรับสายฉันให้รู้เรื่องด้วย!" ลิลลี่ถอยหลังไปจนติดเคาน์เตอร์ครัว มือบางกำเข้าหากันแน่น "เอาเลขบัญชีมาสิ! จะโอนให้ตอนนี้เลย แล้วก็กลับไปได้แล้ว อย่ามาเหยียบที่นี่อีก!" ลิลลี่ตะโกนใส่หน้าเขาด้วยความเหลืออด เธอชี้นิ้วไปที่ประตูอย่างไล่ส่ง แทนที่คินทร์จะโกรธ เขากลับกระตุกยิ้มมุมปากแล้วระเบิดหัวเราะออกมาอย่างคนเหนือกว่า เขาเดินสำรวจห้องเช่าของเธออย่างถือวิสาสะ ก่อนจะหันมามองคนตัวเล็กที่ยืนหน้าซีดอยู่กลางห้อง "หึๆ คงไม่ได้หรอก เพราะที่นี่เป็นคอนโดของที่บ้านฉัน ยัยโง่เอ้ย" "ห่ะ... อะไรนะ!" ลิลลี่ถึงกับอึ้งไปครู่ใหญ่ สมองประมวลผลคำพูดของเขาไม่ทัน "นายพูดเรื่องอะไรจะเป็นของที่บ้านนายได้ยังไง" "เธอนี่มันโง่จริงๆ ลิลลี่" คินทร์ย่างสามขุมเข้าหาจนลิลลี่ต้องถอยหลังหนี "ที่นี่น่ะเป็นหนึ่งในเครือบริษัทฉัน แต่ฉันให้คนอื่นบริหารจัดการแทน เธอย้ายจากที่เก่ามาที่นี่ ก็เท่ากับหนีจากกรงนกกระจอกเข้ามาอยู่ในกรงเสือของฉันอยู่ดี" ลิลลี่ตัวสั่นเทาด้วยความเจ็บใจ เธอไม่คิดเลยว่าโลกจะกลมและโหดร้ายกับเธอขนาดนี้ เงินที่เธออุตส่าห์เก็บหอมรอมริบมาเช่าที่พักดีๆ เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ กลับกลายเป็นการเอาตัวมาเดินเข้าหาเขาเองถึงที่ "ฉันจะย้ายออก! ฉันจะไม่คืนเงินแสนเดียวนั่นแล้ว ฉันจะเอาไปหาที่อยู่ใหม่!" คินทร์คว้าข้อมือเธอไว้แน่น "เงินแสนนึงนั่นโอนมาซะ แล้วฉันมีสิทธิ์จะเข้าออกห้องนี้เมื่อไหร่ก็ได้ในฐานะเจ้าของคอนโด"บทที่53 ทะเลของสองแฝดหนึ่งอาทิตย์หลังจากงานวิวาห์สุดอลังการผ่านพ้นไป บรรยากาศภายในโชว์รูมรถหรู รัตนธนากุล ยังคงอบอวลไปด้วยความสุข วันนี้เป็นวันพิเศษที่ครอบครัวใหญ่มาโม้กันพร้อมหน้าในห้องทำงานส่วนตัวสุดกว้างขวางของคุณคณิณ เพื่อล้อมวงทานอาหารกลางวันมื้อพิเศษ"ลี่จ๋า คินทร์จ๋า ป๊าว่าเราไปพักผ่อนกันหน่อยดีไหม?" คุณคณิณเอ่ยขึ้นขณะตักกับข้าวให้หลานสาว "ตั้งแต่แต่งงานมายังไม่ได้พักเลย ป๊าอยากพา ลีย่า กับ เรนนี่ ไปดูทะเลด้วย เห็นบ่นว่าอยากเห็นน้ำกว้างๆ มานานแล้ว""ใช่จ้ะ มี้เตรียมชุดว่ายน้ำตัวจิ๋วให้หลานไว้แล้วนะเนี่ย" คุณย่าดารินยิ้มแก้มปริพอได้ยินคำว่า "ทะเล" สองแฝดที่กำลังเคี้ยวข้าวตุ่ยๆ ก็หูผึ่งทันที"ทะเยหยอคะคุณปู่? ทะเยที่มันมีน้ำเยอะๆกว้างๆ สีฟ้าๆ ช่ายมั้ยคะ?" ลีย่า วางช้อนแล้วรีบคลานไปเกาะเข่าคุณคณิณ ตาแป๋วแหว๋ว"เยนนี่อยากเล่นน้ำ! เยนนี่จะใส่ชุดเป็ดเล่นน้ำก้าบๆ!" เรนนี่ กระโดดโลดเต้นจนแก้มยุ้ยๆ กระเพื่อม "พ่อคินทร์ขา พาไปเยยนะ ไปเดี๋ยวนี้เยย!""ไปครับลูก เดี๋ยวเราไปพัทยากันนะ ไม่ไกลบ้านเราด้วย" คินทร์ลูบหัวลูกสาวอย่างเอ็นดู ลิลลี่เห็นลูกๆดีใจเธอก็ยิ้มกว้างออกมาจังหวะนั้นเอง เสี
บทที่52 เข้าหอไฟลุกNCภายในห้องหอที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของความรัก คินทร์จ้องมองร่างเปลือยเปล่าของลิลลี่ด้วยสายตาที่เป็นประกายโชติช่วง เขาโน้มตัวลงซุกไซ้ซอกคอหอมกรุ่น สูดดมกลิ่นกายสาวที่เขาหลงใหลซ้ำแล้วซ้ำเล่า ลิ้นร้อนลากผ่านไหปลาร้าลงมายังยอดอกที่ชูชัน ก่อนจะพรมจูบต่ำลงไปเรื่อยๆ ผ่านหน้าท้องแบนราบไปจนถึงปลายเท้าเล็กๆ ของเธอ"คินทร์รักลี่นะ รักที่สุดในชีวิตเลย" เขาพร่ำบอกข้างหูขณะที่เลื่อนตัวกลับขึ้นมาสบตาเธอ"ลี่ก็รักคินทร์ค่ะ รักจนไม่รู้จะรักยังไงแล้ว" ลิลลี่ตอบพลางยิ้มยั่ว เธอพลิกตัวขึ้นมานั่งทับบนหน้าขาแกร่ง มือเรียวซนเอื้อมไปคว้าหมับเข้าที่ "ท่อนรัก" ที่บัดนี้มันแข็งขึงขยายขนาดจนเต็มพิกัด เธอเริ่มกำรวบแล้วรูดรั้งขึ้นลงอย่างจังหวะเน้นๆ"ซี๊ดดด...ลี่อย่าชักแบบนั้นสิ มันเสียวคินทร์จะทนไม่ไหวเอา" คินทร์ครางซี้ดออกมา มือหนาจิกจนแน่น"ลี่อยากให้คินทร์เสียวจนทนไม่ไหวไงคะ อยากเห็นคินทร์คลั่งเพราะลี่" เธอแกล้งขยับมือเร็วขึ้น สลับกับใช้นิ้วหัวแม่มือคลึงที่ส่วนปลายที่เริ่มมีน้ำปริ่มออกมา"แกล้งผัวเหรอ? ได้เลยเดี๋ยวเจอคินทร์เอาคืนบ้าง อย่าร้องขอชีวิตนะ!" คินทร์คำรามเบาๆ ก่อนจะรวบตัวลิลลี่ให้น
บทที่51 แต่งงานNCในที่สุด วันที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง ห้องจัดเลี้ยงแกรนด์บอลรูมถูกเนรมิตให้กลายเป็นสวนสวรรค์สีขาวสะอาดตา อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกลิลลี่ป่าและกุหลาบขาวนับหมื่นดอก แสงไฟวอร์มไวท์ส่องสว่างนวลตาช่วยขับให้บรรยากาศดูศักดิ์สิทธิ์และอบอุ่นอย่างถึงที่สุดประตูบานยักษ์ค่อยๆ เปิดออกพร้อมกับเสียงเพลงคลาสสิกที่บรรเลงขึ้นอย่างนุ่มนวล ท่ามกลางสายตาแขกเหรื่อนับพันที่หันไปมองเป็นตาเดียว ภาพที่ปรากฏคือ ลีย่า และ เรนนี่ ในชุดกระโปรงฟูฟ่องสีขาวนวล มีโบว์ซาตินยักษ์อยู่ด้านหลัง ผมลอนเล็กๆ ถูกประดับด้วยมงกุฎดอกไม้จิ๋ว ดูเหมือนตุ๊กตานางฟ้าตัวน้อยที่หลุดออกมาจากนิทาน“ลีย่า... เยนนี่... เดินสวยๆ” ลีย่า กระซิบเตือนน้องสาวเสียงเบาพลางก้มมองตะกร้าดอกไม้ในมืออย่างมุ่งมั่น“เยนนี่รู้แย้ววว จะไม่ปาใส่หัวพี่ลีย่าแย้วค่ะ” เรนนี่ ตอบเสียงใสพลางจีบนิ้วป้อมๆ หยิบกลีบกุหลาบขึ้นมาสองแฝดเริ่มออกเดินเตาะแตะนำหน้าพ่อแม่ ลีย่าพยายามทำตามที่ซ้อมมาอย่างเคร่งครัด เธอค่อยๆ หยิบดอกไม้โปรยลงบนพรมอย่างเบามือพลางยิ้มหวานให้แขกเหรื่อ จนคนในงานต่างอุทานออกมาด้วยความเอ็นดู "อุ๊ย! น่ารักจังเลยลูก"ส่วนเรนนี่ที่เดินขนาบข้าง
บทที่50 สองปีผ่านไปผ่านไป 2 ปีเต็ม จากทารกตัวน้อยในวันนั้น บัดนี้กลายเป็นสองสาวน้อยจอมแสบ "น้องลีย่า" และ "น้องเรนนี่" ฝาแฝดที่ถอดแบบความสวยคมมาจากแม่ลิลลี่ และได้ความทะเล้นขี้เล่นมาจากพ่อคินทร์ไปเต็มๆคฤหาสน์รัตนธนากุลบัดนี้กลายเป็นสนามเด็กเล่นขนาดย่อม แม้จะมีพี่เลี้ยงอาชีพคอยประกบถึง 3 คน แต่ความแสบสันของสองแฝดก็ทำเอาพี่เลี้ยงวิ่งขาขวิดแทบทุกวัน โดยเฉพาะเวลาที่คุณแม่ลิลลี่พาออกไปที่โชว์รูมรถหรูของครอบครัว"ลีย่าลูก! อย่าเอาอมยิ้มไปแปะที่กระจกรถเฟอร์รารี่คันนั้นครับ! คันนั้นลูกค้ากำลังจะมาตรวจรับรถนะลูก!" คินทร์ในชุดสูทสุดเนี้ยบตะโกนเสียงหลง พลางวิ่งไล่จับลูกสาวคนพี่ที่กำลังวิ่งซิกแซกหลบหลีกพนักงานขายอย่างคล่องแคล่ว"คิกๆ พ่อคินทร์จ๋า!" ลีย่าหัวเราะชอบใจส่วนคนน้องอย่างเรนนี่ ก็ไม่น้อยหน้า เธอปีนขึ้นไปนั่งบนโซฟารับรองแขก VIP พร้อมกับถอดรองเท้ากระเด็นไปคนละทิศละทาง "เรนนี่หิวเยลลี่ เอามาให้หน่อย!""พะ เพิ่งทานไปเองนะคะคุณหนูเรนนี่" พี่เลี้ยงเหงื่อตกพลางรีบคว้าตัวเด็กหญิงไว้ก่อนจะซนไปมากกว่านี้ พนักงานในโชว์รูมต่างพากันอมยิ้ม บ้างก็เข้ามาช่วยล้อมจับจนโชว์รูมที่เคยดูขรึมๆ กลายเป็นสวนสน
บทที่49 NCคินทร์ไม่ปล่อยให้ลิลลี่ได้พักหายใจนานนัก หลังจากที่น้ำหวานของเธอพุ่งออกมาจนชุ่ม เขาจัดการรวบตัวร่างบางที่กำลังหอบสั่นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จับเธอพลิกให้หันหลังเข้าหาหัวเตียงในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนที่แสนยั่วยวน คินทร์ใช้เข่าแกร่งแทรกดันขาเรียวทั้งสองข้างให้แยกออกจากกันกว้างที่สุดจนเห็นความฉ่ำแฉะที่กำลังเต้นตุบๆตามจังหวะหัวใจ ลิลลี่พยายามใช้แขนยันหัวเตียงไว้เพื่อพยุงตัว ใบหน้าสวยฟุบลงกับหมอนส่งเสียงครางอื้ออึงในลำคอคินทร์คว้าแก่นกายขนาดยักษ์ที่ร้อนผ่าวและแข็งปั๋งขึ้นมาชักรูดเน้นๆ สองสามที ก่อนจะจ่อส่วนปลายที่บานฉ่ำเข้ากับรอยแยกที่ยังเปียกโชก เขาออกแรงกดพรวดเดียวแทรกผ่านความคับแน่นเข้าไปจนสุดทางรัก"สวบ!""อ๊าาาาาาา! คินทร์! มันลึก อื้ออออ!" ลิลลี่แผดเสียงครางลั่นเมื่อสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ที่ตอกอัดเข้ามาจนมิดด้าม คินทร์ไม่รอช้าเขาเริ่มโยกย้ายสะโพกสอบกระแทกเข้าใส่ไม่ยั้งมือ เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสนั่นหวั่นไหว "ตับ! ตับ! ตับ! ตับ!""อื้มมมมม! แม่งโคตรดีเลยลี่... แน่นฉิบหาย อ๊าาา!" คินทร์คำรามเสียงต่ำในลำคอด้วยความเสียวซ่านถึงทรวง เขาจับเอวบางไว้มั่นแล้วกระหน่ำแทงเข้าออกอย่างรุนแร
บทที่48 กลับบ้านรับขวัญNCสองวันต่อมาที่โรงพยาบาล หลังจากที่คุณหมอเช็กอาการจนแน่ใจว่าบาดแผลที่ขาเริ่มแห้ง และผลตรวจครรภ์ลูกแฝดไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้ว คินทร์ก็รีบทำเรื่องออกจากโรงพยาบาลทันที เขาประคองลิลลี่ขึ้นรถหรูที่เตรียมเบาะรองนั่งมาอย่างนุ่มสบาย เพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนถึงบาดแผลและเจ้าตัวเล็กในท้องทันทีที่รถเลี้ยวเข้าสู่ประตูรั้วอัลลอยด์สีทองบานยักษ์ ลิลลี่ถึงกับตาโตเมื่อเห็นภาพตรงหน้า ป๊าคณิณ และ คุณแม่ดาริน ยืนยิ้มแป้นรออยู่ที่หน้าบัน พร้อมด้วยเหล่าแม่บ้านในชุดยูนิฟอร์มสะอาดสะอ้าน คนขับรถ และคนสวนที่ถือพวงมาลัยดอกมะลิรอต้อนรับกันเป็นแถวยาว"ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะหนูลี่!" ป๊าคณิณตะโกนบอกด้วยน้ำเสียงเปี่ยมสุขคินทร์ก้าวลงจากรถแล้วรีบอ้อมไปเปิดประตูฝั่งลิลลี่ เขาช้อนร่างภรรยาขึ้นอุ้มแนบอกในท่าเจ้าหญิงทันที"คินทร์ลี่เดินเองได้ค่ะ แค่แผลถลอกเอง" ลิลลี่กระซิบเขินๆ เพราะคนอยู่กันเต็มบ้าน"ไม่ได้! คินทร์สัญญาว่าจะไม่ให้ลี่เท้าแตะพื้นจนกว่าจะถึงห้องนอน" คินทร์ตอบเสียงดังฟังชัด จนเหล่าแม่บ้านแอบยิ้มกริ่มในความคลั่งรักของเจ้านายหนุ่มเมื่อเข้าไปถึงห้องโถงกลาง ลิลลี่ต้องประหลาดใจอีกครั้ง
บทที่9 การจัดการภายในห้องบรรยายรวมขนาดใหญ่ของคณะบริหารธุรกิจ แอร์เย็นฉ่ำทว่าบรรยากาศกลับร้อนระอุอย่างบอกไม่ถูก ลิลลี่นั่งอยู่ระหว่างลูกพีชและแตงโม เธอเปิดไอแพดเตรียมจดเลกเชอร์วิชาการจัดการเบื้องต้นอย่างตั้งใจ แต่นิ้วเรียวต้องชะงักเมื่อร่างสูงที่คุ้นเคยเดินเข้ามาหยุดอยู่ที่แถวที่นั่งของเธอ"ตรงนี้ว
บทที่8 หึงหรอลิลลี่ถอนหายใจออกมาด้วยความระเหี่ยใจ เธอเปิดประตูเข้าไปในห้องเพราะไม่อยากให้ห้องข้างๆ ออกมาด่าที่ส่งเสียงดังรำคาญใจ ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตู คินทร์ก็ก้าวตามเข้ามาติดๆ พร้อมกับปิดประตูเสียงดังปัง!"ทำไมต้องมาคอยบงการชีวิตฉันขนาดนี้คินทร์ ฉันเหนื่อยนะ นายก็เห็นว่าฉันเพิ่งเลิกงาน" ลิลลี่
บทที่7 หนีเสือปะจระเข้ลิลลี่จัดการกดโอนเงินหนึ่งแสนบาทคืนให้คินทร์ต่อหน้า เพื่อตัดรำคาญและหวังว่าเขาจะเลิกยุ่งกับเธอสักที แม้จะรู้ความจริงแล้วว่าที่พักแห่งนี้เป็นของครอบครัวเขา แต่เธอก็ไม่มีทางเลือกอื่นในตอนนี้ นอกจากต้องอดทนและใช้ชีวิตต่อไปวันต่อมา ลิลลี่พยายามรวบรวมกำลังใจและกลับไปเรียนตามปกติท
บทที่5 โรงบาลแสงไฟจากบูธรถยนต์ที่พารากอนค่อยๆ ดับลงพร้อมกับหยาดน้ำตาที่ลิลลี่พยายามกลั้นไว้จนสุดทาง ทันทีที่เซ็นชื่อเลิกงานและรับเงินค่าจ้างมา เธอไม่รอช้าที่จะพุ่งตรงไปยังโรงพยาบาลทันที โดยมี ลูกพีช และ แตงโมมาด้วยเพราะความเป็นห่วงเพื่อนรักที่สภาพจิตใจย่ำแย่เกินกว่าจะปล่อยให้ไปไหนคนเดียวได้ณ หน้า







