تسجيل الدخولจวนเฟิงโหวตั้งอยู่ทิศตะวันออกของเมืองหลวง พื้นที่กว้างขวางกินอาณาเขตนับร้อยไร่ กำแพงสูงตระหง่านและประตูสีแดงชาดบ่งบอกถึงอำนาจที่ได้รับพระราชทานจากฮ่องเต้ ทว่าภายใต้ความสง่างามนั้น บรรดาบ่าวไพร่ต่างรู้ดีว่าการทำงานที่นี่เปรียบเสมือนการเดินอยู่บนกองไฟ โดยมีเฟิงหลิงฉี เป็นต้นเพลิง
เหตุผลหลักที่ทำให้หลิงฉีกลายเป็นเด็กเสียคน ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือฮูหยินผู้เฒ่าเฟิง ย่าแท้ๆ ของเขานั่นเอง ท่านย่ารักหลานชายคนนี้ยิ่งกว่าแก้วตาดวงใจ เพราะหลิงฉีคือทายาทสายตรงเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ หลังจากที่พี่ชายของเขาเสียชีวิตในสนามรบเมื่อหลายปีก่อน..หลานข้าอยากได้ดาว ก็ต้องได้ดาว ใครกล้าทำให้หลานข้าขุ่นเคือง ใจร้ายกับคนแก่คนนี้เกินไปแล้ว! ..และนี่คือประโยคไม้ตายที่ทำให้ไม่มีใครในจวนกล้าหักหาญน้ำใจนายน้อย แม้แต่ท่านโหวผู้เป็นบิดาเอง
ยามบ่าย ณ ลานหน้าเรือนรับรอง หลิงฉีนั่งอยู่บนเก้าอี้โยกไม้สลักลายมังกร ในมือมีแส้หนังเส้นเดิมที่เพิ่งแห้งจากน้ำในตลาด ใบหน้าสวยล้ำเลิศบัดนี้บึ้งตึงด้วยโทสะที่ยังค้างคาจากเรื่องของอวี้หาญ
"พวกเจ้านี่มันโง่เง่านัก! แค่จับไอ้คนชั้นต่ำคนเดียวยังไม่ได้!" หลิงฉีตวาดใส่บ่าวชายสามคนที่คุกเข่าตัวสั่นอยู่เบื้องหน้า
"คุณชาย โปรดเมตตาด้วยขอรับ ชายผู้นั้นมีวรยุทธ์สูงส่งเกินไป พวกเรา.."
"หุบปาก! ในเมื่อพวกเจ้าไร้ประโยชน์ ก็จงมาเป็นเป้าธนูให้ข้าเสีย!" หลิงฉีสั่งการด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม เขาหยิบธนูหัวทู่ที่ทำจากไม้แข็งขึ้นมาพาดสาย
นี่คือการเล่นสนุกประจำวันของเขา เขาจะสั่งให้บ่าววิ่งไปมาในลานกว้าง แล้วเขาก็จะยิงธนูใส่ทีละดอก หากใครโดนจุดสำคัญจนเขียวช้ำ หลิงฉีจะหัวเราะชอบใจราวกับเห็นการร่ายรำที่งดงาม บ่าวไพร่ต่างวิ่งหนีโกลาหล เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังระงมไปทั่วจวน ทว่ากลับไม่มีใครกล้าขัดคำสั่งของเจ้านายน้อย
“โอ้ย เจ้านายน้อย โปรดเมตตาพวกเราด้วย”
ร่างสูงสง่าในเสื้อผ้าเป็นทางการเดินเข้ามาในจวน เขาคือเฟิงเจิ้นเทียน หรือเฟิงโหว แม่ทัพผู้เกรียงไกรที่กุมกำลังทหารครึ่งแผ่นดิน และภาพที่เขาเห็นนั้น คือบุตรชายเพียงคนเดียวกำลังหัวเราะร่า ยามที่ลูกธนูพุ่งเข้ากระแทกสีข้างของบ่าวแก่ๆ จนล้มคว่ำกับพื้น
"เฟิงหลิงฉี! หยุดเดี๋ยวนี้!" เสียงคำรามของท่านโหวทำให้ทุกอย่างหยุดชะงัก บ่าวไพร่ต่างมีสีหน้าหวาดกลัว ทว่ากลับไม่มีใครกล้าหนีไป ตราบที่เจ้านายน้อยมิได้เอ่ยอนุญาต
หลิงฉีละสายตามามองบิดา เขาไม่สลดแม้แต่น้อย กลับลอยหน้าลอยตาตอบ "ท่านพ่อกลับมาแล้วหรือ? ดูสิ ข้ากำลังฝึกความแม่นยำอยู่พอดี บ่าวพวกนี้วิ่งช้าชะมัด"
เฟิงเจิ้นเทียนกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เส้นผมขาวแซมดำสั่นไหวด้วยความโกรธ "เจ้าเอาชีวิตคนมาล้อเล่นเช่นนี้ได้อย่างไร! ข้าสั่งสอนเจ้าให้เป็นบุรุษผู้กล้า มิใช่เป็นอันธพาลครองจวน!"
ท่านโหวเงื้อมือขึ้นสูงหมายจะฟาดสั่งสอนให้รู้สำนึก ทว่าพริบตานั้นเอง
"หยุดนะเจิ้นเทียน! เจ้าจะฆ่าหลานข้าหรือ!"
เสียงไม้เท้ากระทบพื้นดัง ปึ้ง! ฮูหยินผู้เฒ่าเฟิงก้าวออกมาจากหลังม่านด้วยท่าทางกระฟัดกระเฟียด นางเข้าไปขวางหน้าหลิงฉีไว้ทันที "หลานข้าแค่เล่นสนุกตามประสาเด็ก เจ้าจะลงไม้ลงมือกับเขาเชียวหรือ? ถ้าจะตีเขา ก็ตีแม่คนนี้ให้ตายไปก่อนเถอะ!"
เฟิงเจิ้นเทียนกัดฟันกรอด แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่าย เขาไม่ได้กลัวมารดา แต่เขากลัวว่าหากเขาลงมือหนักไป หลิงฉีที่มีร่างกายบอบบาง อาจจะบาดเจ็บจนเกินแก้ และความใจอ่อนของผู้เป็นพ่อก็คือความรักที่มีต่อลูกที่กำพร้ามารดาตั้งแต่เกิด
เขามองดูหลิงฉีที่แอบแลบลิ้นใส่เขาอยู่ข้างหลังฮูหยินผู้เฒ่า ความโกรธแค้นเปลี่ยนเป็นความกังวลลึกๆ 'หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ตระกูลเฟิงคงถึงกาลพินาศด้วยน้ำมือทายาทตนเองแน่'
"ดี! ในเมื่อข้าสอนเจ้าไม่ได้ ข้าก็จะหาคนที่ใจคออำมหิต ยิ่งกว่าเจ้ามาจัดการ!" ท่านโหวประกาศกร้าว
"เหอะ! ใครหน้าไหนจะกล้าสอนข้า!" หลิงฉีสวนกลับอย่างไม่ลดละ "ข้าจะแกล้งมันให้ลาออกภายในสามวันเจ็ดวัน คอยดู!"
..กลิ่นกำยานหอมกรุ่นที่อบอวลอยู่ในห้องนอนหรูหราของจวนเฟิงโหวไม่อาจช่วยให้จิตใจของเฟิงหลิงฉีสงบลงได้เลย คุณชายน้อยนอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียงนุ่มสลักลายมังกรคาบแก้ว แผ่นหลังบางถูกคลุมด้วยผ้าไหมเนื้อดี ทว่าหากเปิดดูจะพบว่ามีรอยฟกช้ำจางๆ จากการถูกกระแทกที่พื้นตลาดเมื่อวันก่อน
“โอ๊ย! เบาๆ หน่อยสิเสี่ยวฟู่ เจ้าจะฆ่าข้าหรืออย่างไร!” เสียงใสแหวลั่นเมื่อบ่าวคนสนิทพยายามทายาแก้ฟกช้ำให้
“ขออภัยขอรับคุณชาย ข้าน้อยพยายามเบามือที่สุดแล้ว.. แต่ว่าคุณชายขอรับ เห็นว่าสีหน้าท่านโหวดูเคร่งเครียดมาก ข้าเกรงว่าเรื่องวันก่อนอาจถึงหูนายท่านแล้ว ที่ตลาดวันนั้น คุณชาย..” เสี่ยวฟู่พูดด้วยเสียงสั่นเครือ
เฟิงหลิงฉีพ่นลมหายใจทิ้ง พลิกตัวกลับมานอนหงาย ดวงตากลมโตฉายแวววุ่นวายใจ “เหอะ! คงมีคนปากสว่างไปฟ้องท่านพ่อข้าล่ะสิ ข้าต่างหากที่เป็นฝ่ายถูกรังแก เจ้าคนชั้นต่ำที่ชื่ออวี้หาญนั่นบังอาจกดหัวข้าลงถังน้ำเลยนะ! ข้าสิควรจะฟ้องท่านพ่อให้สั่งประหารมัน!”
ยังไม่ทันที่คำพูดเอาแต่ใจจะสิ้นสุดดี เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้นที่หน้าห้อง ตามด้วยเสียงเปิดประตูที่กระแทกเข้ากับผนังดัง ปัง!
เฟิงเจิ้นเทียนก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่วงท่าของแม่ทัพผู้ผ่านศึกเหนือเสือใต้ ใบหน้าคมเข้มที่เริ่มมีริ้วรอยตามวัยบัดนี้แดงก่ำด้วยเพลิงโทสะ ในมือของเขาไม่ได้ถือกระบี่คู่กาย แต่กลับถือม้วนราชโองการสีทองอร่ามที่ทำให้ทุกคนในห้องต้องทรุดตัวลงคุกเข่าทันที
“เฟิงหลิงฉี! เจ้าลูกไม่รักดี!”
“ท่านพ่อ...” หลิงฉีสะดุ้งโหยง รีบตะเกียกตะกายลงจากตั่งมาคุกเข่ากับพื้น “ท่านพ่อต้องให้ความเป็นธรรมกับลูกนะขอรับ วันก่อนที่ตลาด มีไอ้คนพเนจรคนหนึ่ง มัน..”
“หยุดพล่าม!” เฟิงโหวตวาดลั่นจนแจกันหยกข้างเตียงสั่นสะเทือน “ข้ารู้หมดแล้ว! เจ้าควบม้าฝ่าตลาดจนเกือบเหยียบเด็กน้อย ไม่เพียงไม่สำนึก ยังจะไปหาเรื่องยอดฝีมือที่เขามาช่วยชีวิตเจ้าไว้อีก! ความผิดของเจ้าครั้งนี้ ข้าจะไม่ปล่อยผ่านเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาเด็ดขาด”
เฟิงหลิงฉีเบิกตากว้าง “ยอดฝีมือหรือขอรับ? ไอ้คนซอมซ่อคนนั้นน่ะนะ? ท่านพ่อ ท่านถูกมันหลอกแล้ว มันก็แค่นักต้มตุ๋นที่มีวิชาติดตัวเล็กน้อยเท่านั้นนะขอรับ”
“วิชาติดตัวเล็กน้อยอย่างนั้นรึ?” เฟิงโหวแค่นยิ้มเย็น “ชายผู้นั้นคือผู้ที่ข้าต้องก้มหัวให้ถึงสามครั้งเพื่อขอให้เขามาช่วยขัดเกลาเจ้า! และตอนนี้ ฮ่องเต้ทรงมีราชโองการลงมาแล้ว ในเมื่อจวนโหวสั่งสอนเจ้าไม่ได้ ก็จงไปให้สำนักวิถีวารีสงบสั่งสอนแทน!”
คำว่า สำนักวิถีวารีสงบ ทำให้หลิงฉีหนาวเยือกไปถึงขั้วหัวใจ ที่นั่นขึ้นชื่อว่าเป็นสถานที่ที่ยากลำบากที่สุด ใครเข้าไปหากไม่เป็นยอดคนก็กลายเป็นคนพิการเป็นแน่
“ไม่! ลูกไม่ไป! ลูกเป็นบุตรชายคนเล็กของท่านโหว จะให้ไปอยู่ป่าอยู่เขาได้อย่างไร!”
“เจ้าไม่มีสิทธิ์เลือก” เฟิงโหวชูม้วนราชโองการขึ้น “นี่คืออาญาปราบพยศ หากเจ้าขัดขืน ไม่เพียงแต่ตัวเจ้าที่จะถูกขังลืม บ่าวไพร่ในห้องนี้ทั้งหมดจะถูกโบยจนตาย!”
ท่ามกลางหุบเขาที่ปกคลุมด้วยไอหมอกนิรันดร์ สำนักวิถีวารีสงบที่เคยเงียบสงัดบัดนี้กลับตึงเครียดจนแทบจะหยุดหายใจ เสียงฝีเท้าของอาชาหลายตัวที่ควบตะบึงเข้ามาหยุดหน้าประตูใหญ่พร้อมกับร่างสูงสง่าของอวี้หาญ ที่อุ้มเฟิงหลิงฉี ไว้ในอ้อมแขนอย่างแนบแน่น ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของเหล่าศิษย์ในสำนักที่เห็นสภาพชุดมงคลสีแดงที่ขาดวิ่นและรอยเลือดที่เปรอะเปื้อนอาภรณ์สีครามของเจ้าสำนักทว่าผู้ที่ยืนขวางอยู่กลางลานหินอ่อนด้วยใบหน้าที่เขียวคล้ำด้วยโทสะคืออวี้เทียนหรง อดีตเจ้าสำนักผู้เป็นบิดา“เจ้ากล้าดีอย่างไร! อวี้หาญ! ข้าสั่งห้ามเจ้าก้าวเท้าออกจากสำนักไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องอัปยศที่ลั่วเฟิง แล้วนี่ยังกล้าพาของบรรณาการที่แปดเปื้อนผู้นี้กลับมาที่นี่อีกรึ!” อวี้หาญไม่ได้วางหลิงฉีลง แต่กลับกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นต่อหน้าบิดา นัยน์ตาที่เคยเย็นชาบัดนี้กลับวาวโรจน์ด้วยความเด็ดเดี่ยว “ภรรยาข้า! มิใช่ของบรรณาการผู้ใด และมิใช่สิ่งที่ใครจะมาตราหน้าว่าแปดเปื้อนได้ตามใจชอบ”“สามหาว!” บิดาคำรามพลางชี้หน้า “เจ้าคือความหวังของตระกูลอวี้ เป็นเจ้าสำนักที่เป็นที่เคารพรัก แต่เจ้ากลับทิ้งหน้าที่ไปเพื่อเด็กแซ่เฟิงที่ทำเรื่องงามหน้า
ท่ามกลางเศษซากของความทระนงที่พังทลาย กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งกลับกลายเป็นยาปลุกเร้าชั้นดีที่กระตุ้นสัญชาตญาณดิบในกายของกงลั่วหมิงให้พรึงเพริด เขาจ้องมองร่างของฉินเยว่ ที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนเหล็กเส้นหนา ขึงแขนทั้งสองข้างไว้กับเสาเตียงมังกรในสภาพกึ่งนั่งกึ่งนอน แสงโคมสลัวสะท้อนให้เห็นมัดกล้ามที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อและเลือดของเจ้าเมืองโฉดกงลั่วหมิงแสยะยิ้มร้าย แววตาที่เคยสั่นไหวด้วยน้ำตา บัดนี้กลับวาวโรจน์ด้วยความกระหายอันวิปริต เขาคลานเข้าไปหาฉินเยว่ช้าๆ มือเรียวที่เปื้อนเลือดลูบไล้ไปตามแผงอกกว้างที่ขยับขึ้นลงตามจังหวะหอบหายใจ ก่อนจะออกแรงจิกเล็บลงบนแผลสดจนฉินเยว่คำรามออกมาด้วยความเจ็บปวด“เจ้าชอบรุนแรงมิใช่หรือ.. ฉินเยว่ คืนนี้ข้าจะปรนนิบัติเจ้าให้สาแก่ใจ!”“ฮ่าๆๆๆ ..” ฉินเยว่หัวเราะออกมาได้ ทั้งที่เนื้อตัวของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลและของเหลวสีแดงฉาน“เจ้าหัวเราะไปเถอะ..”กงลั่วหมิงกระชากเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นของตนเองออกจนเปลือยเปล่า เขามิได้โถมเข้าหาด้วยความอ่อนหวาน แต่กลับใช้เข่ากระแทกเข้าที่กลางลำตัวของฉินเยว่เพื่อบังคับให้อีกฝ่ายอ้าปากรับจุมพิตที่ดุเดือด เขาบดขยี้ริมฝีปากของฉินเยว่อย่างบ้
ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งและเศษซากเครื่องเรือนที่พังทลายภายในห้องหออันวิจิตรนั้น อวี้หาญยืนปักกระบี่ลงบนพื้นไม้เคียงข้างเฟิงหลิงฉี ในขณะที่เฉินคุนบุกฝ่าบานประตูที่พังยับเยินเข้ามาสมทบพร้อมกระบี่ที่อาบไปด้วยเลือดทหารยาม เขาชะงักฝีเท้าเมื่อเห็นสภาพภายในห้องที่ดูราวกับนรกบนดินกงลั่วหมิงผู้ซึ่งบัดนี้มีสภาพไม่ต่างจากวิญญาณที่แตกสลาย ค่อยๆ ขยับกายที่โชกไปด้วยรอยราคะและคาวเลือด เขาประสานมืออีกครั้ง “ข้าขอขอบคุณพวกท่านที่ให้โอกาสข้า ..ความแค้นที่มันฝากไว้ในกายและใจข้า... ต่อให้มันตายนับพันครั้งก็มิอาจลบล้างได้ ข้าต้องการให้มันมีชีวิตอยู่ไม่สู้ตาย.. ข้าจะลงมือจัดการกับมันด้วยมือของข้าเอง!”เฉินคุนที่เพิ่งมาถึงขมวดคิ้วแน่นด้วยโทสะ “ท่านเจ้าสำนักกง! ท่านเสียสติไปแล้วรึ? คนโฉดเช่นฉินเยว่ หากปล่อยไว้ก็จะเป็นภัยต่อแผ่นดิน ทั้งต่อศิษย์น้องหลิงฉี และต่อพวกเราทุกคน! ท่านจะเก็บงูเห่าไว้ข้างกายเพื่ออะไรกัน!”เฟิงหลิงฉีมองเห็นสภาพอันน่าเวทนาของกงลั่วหมิงแล้วหัวใจพลันบีบคั้น เขาจำได้ถึงความหวาดกลัวยามที่กรงเล็บของฉินเยว่สัมผัสผิวกาย และเขารู้ดีว่าสิ่งที่กงลั่วหมิงได้รับนั้นหนักหนาสาหัสกว่าเขานับหม
บรรยากาศภายในห้องหอที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นหอมรัญจวนของกำยาน บัดนี้กลับคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นอายแห่งการเข่นฆ่าและเสียงหอบหายใจอันสิ้นหวัง เฟิงหลิงฉีถูกบังคับให้นอนราบอยู่บนเตียงกว้าง ร่างกายที่เคยสง่างามถูกกดไว้ด้วยพละกำลังมหาศาลของฉินเยว่ เสื้อผ้าสีมงคลฉีกขาดเผยให้เห็นผิวขาวละเอียดที่บัดนี้เต็มไปด้วยรอยแดงจากการบีบคั้น ดวงตาของหลิงฉีพร่าเลือนด้วยน้ำตาแห่งความคับแค้น มือเรียวพยายามปัดป้องทว่ากลับไร้เรี่ยวแรงจะต้านทานโรคกำหนัดที่บ้าคลั่งของเจ้าเมืองโฉดชั่ว“เฟิงหลิงฉี..ไม่มีใครช่วยเจ้าได้หรอก!” ฉินเยว่คำรามพลางโน้มใบหน้าลงซุกไซ้ซอกคอขาวอย่างหยาบโลนทว่าจังหวะนี้..ปัง!เสียงบานหน้าต่างไม้แกะสลักระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ เศษไม้ปลิวว่อนไปทั่วห้อง พร้อมกับกระแสลมเย็นจัดที่พัดกรรโชกเข้ามาอย่างรุนแรง ไอเย็นสุดขั้วนั้นแผ่ซ่านจนหยดน้ำในแจกันกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งในชั่วพริบตา เงาร่างสูงสง่าในชุดสีครามเข้มทะยานผ่านม่านหมอกเข้ามาดุจเทพแห่งความตาย“ฉินเยว่!! เอามือสกปรกของเจ้าออกจากเมียข้าเดี๋ยวนี้!”เสียงนั้นกังวานและทรงอำนาจดุจเสียงกัมปนาทจากสรวงสวรรค์ “อาจารย์.. ในที่สุดท่านก็มาแล้ว..” หลิงฉีดีใจจนสุดจะกล
ท่ามกลางความมืดมิดนอกกำแพงจวนอันสูงตระหง่าน เงาร่างสองสายทะยานขึ้นสู่ยอดกำแพงด้วยท่าทางที่คล่องแคล่ว อวี้หานเหยียนและเฉินคุน หมอบนิ่งอยู่บนสันกำแพง ลอบมองทหารยามที่เดินตรวจตราอย่างหนาแน่น“ข้าจะเข้าไปทางทิศตะวันออก เป็นตัวล่อให้เจ้า ส่วนเจ้าแฝงตัวไปทางห้องหอ หาหลิงฉีให้เจอ!” หานเหยียนกระซิบสั่ง แววตาคมกริบดุจเหยี่ยว“ไม่ได้! มันอันตรายเกินไปอาจารย์อา ข้าไปเอง!” เฉินคุนยังคงดื้อรั้นด้วยความห่วงใย“นี่คือคำสั่ง! อย่าให้ข้าต้องเสียเวลา!” หานเหยียนไม่รอฟังคำทัดทาน นางดีดตัวลงจากกำแพงพร้อมกับง้างคันธนูคู่กาย ในชั่วพริบตา ลูกธนูสามดอกก็พุ่งวาบออกไปพร้อมกัน ปักเข้าที่ลำคอของทหารยามสามนายอย่างแม่นยำและเงียบเชียบ“ผู้บุกรุก! มีผู้บุกรุก!” เสียงตะโกนดังขึ้นพร้อมกับกองกำลังทหารที่กรูกันเข้ามาหานเหยียนหาได้ตื่นตระหนกไม่ นางขยับกายพลิ้วไหวดุจปักษาสวรรค์ ใช้คันธนูแทนอาวุธระยะประชิด ฟาดกระแทกเข้าที่จุดตายของทหารที่พุ่งเข้ามา ท่วงท่าของนางงดงามทว่าเปี่ยมไปด้วยรังสีสังหารเฉินคุนเห็นดังนั้นจึงกัดฟันกรอด เขาชักกระบี่ออกมาแล้วพุ่งเข้าใส่กองทหารอีกด้านเพื่อช่วยเปิดทาง “ใครบังอาจแตะต้องอาจารย์อาของข้า ข้
ภายในเรือนพักปีกตะวันตกของจวนเจ้าเมืองลั่วเฟิงที่เคยวางตนอย่างสงบสง่างาม บัดนี้กลับคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นอายแห่งความพินาศ ข้าวของล้ำค่าแจกันลายครามจากยุคบรรพกาลแตกกระจายเกลื่อนพื้น ผ้าม่านไหมถูกกระชากขาดวิ่น ราวกับมีพายุคลั่งพัดผ่านห้องนอนของกงลั่วหมิงเจ้าสำนักอัคคีเพลิงผลาญผู้เคยทระนงบัดนี้ยืนอยู่กลางห้องกว้างใหญ่ ลมหายใจหอบถี่จนทรวงอกขยับขึ้นลงอย่างรุนแรง เส้นผมที่เคยรวบไว้อย่างประณีตหลุดลุ่ยระใบหน้าซูบซีดนั้น หยดเลือดซึมออกมาจากฝ่ามือที่กำเศษกระเบื้องแน่นจนแหลกละเอียด ทว่าความเจ็บปวดทางกายนั้นไม่อาจเทียบได้แม้เพียงเศษเสี้ยวของความรุ่มร้อนที่แผดเผาอยู่ในขั้วหัวใจเขามองดูเงาของตัวเองในกระจกเงาที่แตกเป็นเสี่ยง เห็นดวงตาที่แดงก่ำและเต็มไปด้วยความอัปยศ‘เหตุใดต้องเป็นเฟิงหลิงฉี.. เหตุใดเจ้าถึงมองแต่มัน!’ กงลั่วหมิงคำรามแผ่วเบาในลำคอ ความร้อนรนบีบคั้นให้เขารู้สึกเหมือนจะเสียสติ เขาโกรธแค้น โกรธจนอยากจะเผาทั้งจวนนี้ให้กลายเป็นจุณ ทว่าในความโกรธแค้นนั้นกลับมีความรู้สึกหนึ่งที่แหลมคมดุจเข็มพิษทิ่มแทงหัวใจอย่างต่อเนื่อง มันคือความอิจฉาเขารู้ดีว่าตัวเองไร้ค่าไปแล้วในสายตาของฉินเยว่ เมื่อหงส์
เฟิงหลิงฉีมาถึงลำธารตามที่คาดไว้ สายหมอกยามเช้ายังลอยอ้อยอิ่งเหนือผิวน้ำ เงาไม้ทอดยาวราวภาพวาด ทว่าคนที่ยืนรออยู่ริมสระกลับไม่ใช่อาจารย์อวี้หาญ หากเป็นศิษย์พี่ใหญ่เฉินคุนผู้มีสีหน้านิ่งขรึมราวศิลานั้นต่างหาก“บทเรียนขั้นสามของเจ้า เริ่มได้แล้ว” เฉินคุนเอ่ยเสียงเรียบ พลางชี้ไปยังถังไม้สองใบที่วางอยู
..วันต่อมาณ ลานฝึกที่ตั้งอยู่ริมหน้าผาที่เดิม ศิษย์ผู้พี่ต่างมิได้มารวมตัวเช่นเมื่อวาน เพราะทั้งหมดได้รับอนุญาตให้พักหนึ่งวันในรอบหนึ่งเดือน เว้นเสียแต่ศิษย์มาใหม่อย่างเฟิงหลิงฉี ที่ต้องเร่งฝึกปรือฝีมือเพื่อตามให้ทันเหล่าศิษย์พี่ระหว่างรอเจ้าเด็กจอมเกียจคร้าน อวี้หาญยืนตระหง่านอยู่กลางสายหมอกยามเ
ณ ยอดเขาโชติช่วง ที่ตั้งของสำนักเทวะอัคคีผลาญ เปลวเพลิงในกระถางสำริดขนาดมหึมาโชติช่วงอยู่ตลอดทั้งวันคืน ราวกับจะประกาศศักดาความยิ่งใหญ่ของวิชาปราณเพลิงให้โลกรู้ ทว่าในห้องโถงกลาง เจ้าสำนักกงลั่วหมิง กลับกำลังขว้างจอกสุราลงบนพื้นจนแตกกระจาย"อีกแล้วหรือ.. ผลการประลองคัดเลือกสิบยอดฝีมือฝ่ายธรรมะ สำนั
“รังแกหรือ? ข้ายังทำไม่ได้ครึ่งหนึ่งที่เจ้าทำกับชาวบ้านที่ตลาดเลยด้วยซ้ำ” อวี้หาญวางกิ่งไม้ลงแล้วหยิบม้วนคัมภีร์ไม้ไผ่ออกมา “ฟังให้ดี เฟิงหลิงฉี หากเจ้าอยากอยู่ที่นี่รอดโดยไม่โดนข้าฟาดจนหลังลาย เจ้าต้องจำกฎอีกสองข้อให้ขึ้นใจ”อวี้หาญเริ่มร่ายกฎที่ทำให้คุณชายน้อยแทบอยากจะมุดดินหนีเสียให้ได้“กฎข้อที







