เข้าสู่ระบบความโกลาหลที่ตลาดกลางเมืองหลวงแคว้นฉินสงบลงแล้ว ทิ้งไว้เพียงรอยเปียกโชกบนตัวนายน้อยเฟิงหลิงฉีและความอัปยศที่ไม่มีวันลบเลือน ทว่าสำหรับอวี้หาญ ชายหนุ่มในชุดผ้าป่านสีเทาซีด เรื่องราวเหล่านั้นเปรียบเสมือนฝุ่นผงที่เขาเพียงแค่ปัดทิ้งจากแขนเสื้อ
เขายังคงเดินต่อไปด้วยท่วงท่าที่หากใครสังเกตให้ดีจะพบว่า ทุกย่างก้าวของเขามั่นคงและเป็นจังหวะที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนัก แผ่นหลังที่เหยียดตรงนั้นเปี่ยมไปด้วยสง่าราศีที่ผ้าป่านราคาถูกไม่อาจปกปิดได้มิด
ภายใต้ชุดที่ดูเหมือนบ่าวรับใช้หรือนักศึกษาตกยาก อวี้หาญคือชายหนุ่มที่มีเครื่องหน้าคมคายดั่งภาพวาดของจิตรกรเอก คิ้วพาดเฉียงดั่งดาบดวงตาเรียวยาวที่มักจะกึ่งปิดกึ่งเปิดราวกับไม่ใส่ใจโลก แต่เมื่อใดที่เขาลืมตาขึ้นเต็มที่ แววตานั้นจะคมปลาบราวกับสามารถมองทะลุถึงก้นบึ้งของจิตใจคนได้ จมูกโด่งเป็นสันรับกับริมฝีปากบางเฉียบที่มักจะปิดสนิทจนดูเย็นชา
ผิวพรรณของเขาไม่ใช่ผิวของคนตรากตรำทำงานหนัก แม้จะดูหยาบกร้านจากการเดินทาง แต่ความจริงแล้วมันคือผิวที่ขาวละเอียดดั่งหยก ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของผู้ที่มีสายเลือดสูงส่งจากแดนเหนือ
นามที่แท้จริงของเขาคืออวี้หาญแห่งตระกูลอวี้ ตระกูลมหาอำนาจเก่าแก่จากแคว้นวารีทางตอนเหนือ ตระกูลอวี้ไม่ได้เป็นเพียงขุนนาง แต่เป็นตระกูลที่สืบทอดสายเลือดนักปราชญ์ศัสตรามานับพันปี พวกเขาได้รับสมญานามว่าผู้คุมกฎแห่งวังวารีสงบ
ตระกูลอวี้ขึ้นชื่อเรื่องความเคร่งครัดในระเบียบวินัยและศีลธรรม อวี้หาญถูกเลี้ยงดูมาท่ามกลางกฎเหล็กนับพันข้อ เขาต้องตื่นตั้งแต่ยามเหมา (05.00 น.) เพื่อฝึกกระบี่ไม้ไผ่ท่ามกลางสายน้ำที่ไหลรินจากที่สูงตกกระทบหินเบื้องล่าง และต้องคัดตำราพิชัยสงครามจนถึงยามจื่อ (23.00 น.) ความเย็นชาและหน้านิ่งประดุจผิวน้ำของเขาจึงไม่ใช่เพียงบุคลิก แต่คือโล่ที่เขาสร้างขึ้นเพื่อรับแรงกดดันจากความคาดหวังของตระกูล
แล้วเหตุใดคุณชายผู้สูงศักดิ์เช่นเขาถึงมานั่งดีดถั่วลิสงอยู่ในเพิงน้ำชาซอมซ่อในแคว้นฉินเล่า
ความลับนั้นอยู่ที่สัญญาพันธมิตรห้าสิบปี ระหว่างตระกูลอวี้และเฟิงโหว ในอดีตเมื่อครั้งที่แผ่นดินเกิดกลียุค เฟิงโหวเคยช่วยชีวิตผู้นำตระกูลอวี้คนก่อนไว้ และเงื่อนไขในการแทนคุณที่ถูกบันทึกไว้ในจดหมายลับคือ: “หากทายาทตระกูลเฟิงเป็นบุตรสาว ก็ให้คุณชายอวี้รับนางมาเป็นภรรยาเอก หรือหากเป็นชายถ้าพฤติกรรมออกนอกลู่นอกทางจนไม่อาจกู้คืน ตระกูลอวี้ต้องส่งผู้สืบทอดที่เก่งกาจที่สุดมาทำหน้าที่อาจารย์ขัดเกลา เพื่อรักษาเกียรติยศของตระกูลเฟิงมิให้สิ้นสูญ”
อวี้หาญผู้เป็นบุตรชายคนโต จึงถูกบิดาส่งตัวมายังแคว้นฉินอย่างลับๆ พร้อมคำสั่งเด็ดขาด “หากเจ้าไม่สามารถเปลี่ยนลิงป่าให้เป็นพยัคฆ์ได้ ก็มิต้องกลับเข้าสู่สำนักวารีอีก”
อาวุธที่เขาพกติดตัวมีเพียงกระบี่ที่ทำจากไม้ไผ่เก่าๆ เล่มหนึ่งเท่านั้น แต่น้อยคนนักจะรู้ว่ามันคือไผ่พันปีที่หนักยิ่งกว่าเหล็กและแข็งแกร่งยิ่งกว่าหิน พลังปราณของอวี้หาญคือปราณเหมันต์นิรันดร ที่สามารถสยบทุกความเคลื่อนไหวให้หยุดนิ่งได้เพียงแค่การสะบัดปลายนิ้ว เช่นเดียวกับตอนที่เขาสยบม้าพยศของเฟิงหลิงฉี
สำหรับอวี้หาญ การเผชิญหน้าครั้งแรกที่ตลาดทำให้เขาเกิดความรู้สึกสองอย่าง หนึ่งคือรำคาญในความไร้เหตุผลของเด็กหนุ่มที่ถูกตามใจจนเสียคน และสองคือความเสียดาย
เขามองเห็นในแววตาของหลิงฉีว่าเด็กคนนี้ไม่ได้มีจิตใจที่ชั่วร้าย หากแต่เป็นเพียงหยกที่ยังไม่ได้เจียระไนที่ถูกล้อมรอบด้วยคนสอพลอและการเลี้ยงดูที่ผิดวิธี การจับกดน้ำในวันนี้ไม่ได้ทำไปด้วยความสะใจ แต่เป็นการเรียกสติครั้งแรกที่อวี้หาญมอบให้ในฐานะอาจารย์ ที่อีกฝ่ายยังไม่รู้ตัว
อวี้หาญอาศัยอยู่ในอารามร้างท้ายเมือง เขาใช้ชีวิตอย่างสันโดษ ทำงานรับจ้างแปลตำราเก่าๆ และกินน้ำชาถูกๆ เพื่อสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวในเมืองหลวง เขาเป็นคนรักความสะอาดอย่างยิ่ง แม้จะใส่ชุดเก่าๆ แต่ต้องไม่มีรอยเปื้อน และเกลียดเสียงดังรบกวน ซึ่งนายน้อยเฟิงหลิงฉีคือสิ่งที่รวมเอาทุกอย่างที่เขาเกลียดไว้ในคนเดียว ทั้งเสียงดัง รบกวน และความวุ่นวาย
คืนนั้น หลังจากที่เขากลับถึงอารามร้าง อวี้หาญนั่งหลับตาเดินลมปราณอยู่ใต้ต้นเหมยที่ยังไม่ผลิบาน ภาพใบหน้าเปียกปอนที่แดงก่ำด้วยความแค้นของเฟิงหลิงฉีแวบเข้ามาในหัวโดยไม่ได้ตั้งใจ
“สุนัขบ้าตัวนั้น คงกำลังอาละวาดเผาจวนอยู่กระมัง” เขาพึมพำเบาๆ เสียงทุ้มต่ำราบเรียบหายไปในสายลมหนาว “เฟิงโหว ท่านทิ้งภาระที่หนักหนาสาหัสไว้ให้ข้าจริงๆ การสอนลิงให้เดินเหมือนคน ยังง่ายกว่าการสอนเด็กผู้นั้นให้รู้จักคำว่าถ่อมตน”
อวี้หาญลืมตาขึ้น แววตาสีเข้มฉายประกายบางอย่างที่ยากจะคาดเดา “แต่เอาเถอะ ในเมื่อข้ารับปากบิดามาแล้ว ต่อให้ต้องกดหัวเจ้าลงน้ำอีกร้อยครั้ง หรือต้องเฆี่ยนด้วยกระบี่ไม้ไผ่อีกพันหน ข้าก็จะทำให้เจ้าก้มหัวให้แผ่นดินนี้ให้ได้ เฟิงหลิงฉี”
ท่ามกลางหุบเขาที่ปกคลุมด้วยไอหมอกนิรันดร์ สำนักวิถีวารีสงบที่เคยเงียบสงัดบัดนี้กลับตึงเครียดจนแทบจะหยุดหายใจ เสียงฝีเท้าของอาชาหลายตัวที่ควบตะบึงเข้ามาหยุดหน้าประตูใหญ่พร้อมกับร่างสูงสง่าของอวี้หาญ ที่อุ้มเฟิงหลิงฉี ไว้ในอ้อมแขนอย่างแนบแน่น ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของเหล่าศิษย์ในสำนักที่เห็นสภาพชุดมงคลสีแดงที่ขาดวิ่นและรอยเลือดที่เปรอะเปื้อนอาภรณ์สีครามของเจ้าสำนักทว่าผู้ที่ยืนขวางอยู่กลางลานหินอ่อนด้วยใบหน้าที่เขียวคล้ำด้วยโทสะคืออวี้เทียนหรง อดีตเจ้าสำนักผู้เป็นบิดา“เจ้ากล้าดีอย่างไร! อวี้หาญ! ข้าสั่งห้ามเจ้าก้าวเท้าออกจากสำนักไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องอัปยศที่ลั่วเฟิง แล้วนี่ยังกล้าพาของบรรณาการที่แปดเปื้อนผู้นี้กลับมาที่นี่อีกรึ!” อวี้หาญไม่ได้วางหลิงฉีลง แต่กลับกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นต่อหน้าบิดา นัยน์ตาที่เคยเย็นชาบัดนี้กลับวาวโรจน์ด้วยความเด็ดเดี่ยว “ภรรยาข้า! มิใช่ของบรรณาการผู้ใด และมิใช่สิ่งที่ใครจะมาตราหน้าว่าแปดเปื้อนได้ตามใจชอบ”“สามหาว!” บิดาคำรามพลางชี้หน้า “เจ้าคือความหวังของตระกูลอวี้ เป็นเจ้าสำนักที่เป็นที่เคารพรัก แต่เจ้ากลับทิ้งหน้าที่ไปเพื่อเด็กแซ่เฟิงที่ทำเรื่องงามหน้า
ท่ามกลางเศษซากของความทระนงที่พังทลาย กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งกลับกลายเป็นยาปลุกเร้าชั้นดีที่กระตุ้นสัญชาตญาณดิบในกายของกงลั่วหมิงให้พรึงเพริด เขาจ้องมองร่างของฉินเยว่ ที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนเหล็กเส้นหนา ขึงแขนทั้งสองข้างไว้กับเสาเตียงมังกรในสภาพกึ่งนั่งกึ่งนอน แสงโคมสลัวสะท้อนให้เห็นมัดกล้ามที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อและเลือดของเจ้าเมืองโฉดกงลั่วหมิงแสยะยิ้มร้าย แววตาที่เคยสั่นไหวด้วยน้ำตา บัดนี้กลับวาวโรจน์ด้วยความกระหายอันวิปริต เขาคลานเข้าไปหาฉินเยว่ช้าๆ มือเรียวที่เปื้อนเลือดลูบไล้ไปตามแผงอกกว้างที่ขยับขึ้นลงตามจังหวะหอบหายใจ ก่อนจะออกแรงจิกเล็บลงบนแผลสดจนฉินเยว่คำรามออกมาด้วยความเจ็บปวด“เจ้าชอบรุนแรงมิใช่หรือ.. ฉินเยว่ คืนนี้ข้าจะปรนนิบัติเจ้าให้สาแก่ใจ!”“ฮ่าๆๆๆ ..” ฉินเยว่หัวเราะออกมาได้ ทั้งที่เนื้อตัวของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลและของเหลวสีแดงฉาน“เจ้าหัวเราะไปเถอะ..”กงลั่วหมิงกระชากเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นของตนเองออกจนเปลือยเปล่า เขามิได้โถมเข้าหาด้วยความอ่อนหวาน แต่กลับใช้เข่ากระแทกเข้าที่กลางลำตัวของฉินเยว่เพื่อบังคับให้อีกฝ่ายอ้าปากรับจุมพิตที่ดุเดือด เขาบดขยี้ริมฝีปากของฉินเยว่อย่างบ้
ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งและเศษซากเครื่องเรือนที่พังทลายภายในห้องหออันวิจิตรนั้น อวี้หาญยืนปักกระบี่ลงบนพื้นไม้เคียงข้างเฟิงหลิงฉี ในขณะที่เฉินคุนบุกฝ่าบานประตูที่พังยับเยินเข้ามาสมทบพร้อมกระบี่ที่อาบไปด้วยเลือดทหารยาม เขาชะงักฝีเท้าเมื่อเห็นสภาพภายในห้องที่ดูราวกับนรกบนดินกงลั่วหมิงผู้ซึ่งบัดนี้มีสภาพไม่ต่างจากวิญญาณที่แตกสลาย ค่อยๆ ขยับกายที่โชกไปด้วยรอยราคะและคาวเลือด เขาประสานมืออีกครั้ง “ข้าขอขอบคุณพวกท่านที่ให้โอกาสข้า ..ความแค้นที่มันฝากไว้ในกายและใจข้า... ต่อให้มันตายนับพันครั้งก็มิอาจลบล้างได้ ข้าต้องการให้มันมีชีวิตอยู่ไม่สู้ตาย.. ข้าจะลงมือจัดการกับมันด้วยมือของข้าเอง!”เฉินคุนที่เพิ่งมาถึงขมวดคิ้วแน่นด้วยโทสะ “ท่านเจ้าสำนักกง! ท่านเสียสติไปแล้วรึ? คนโฉดเช่นฉินเยว่ หากปล่อยไว้ก็จะเป็นภัยต่อแผ่นดิน ทั้งต่อศิษย์น้องหลิงฉี และต่อพวกเราทุกคน! ท่านจะเก็บงูเห่าไว้ข้างกายเพื่ออะไรกัน!”เฟิงหลิงฉีมองเห็นสภาพอันน่าเวทนาของกงลั่วหมิงแล้วหัวใจพลันบีบคั้น เขาจำได้ถึงความหวาดกลัวยามที่กรงเล็บของฉินเยว่สัมผัสผิวกาย และเขารู้ดีว่าสิ่งที่กงลั่วหมิงได้รับนั้นหนักหนาสาหัสกว่าเขานับหม
บรรยากาศภายในห้องหอที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นหอมรัญจวนของกำยาน บัดนี้กลับคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นอายแห่งการเข่นฆ่าและเสียงหอบหายใจอันสิ้นหวัง เฟิงหลิงฉีถูกบังคับให้นอนราบอยู่บนเตียงกว้าง ร่างกายที่เคยสง่างามถูกกดไว้ด้วยพละกำลังมหาศาลของฉินเยว่ เสื้อผ้าสีมงคลฉีกขาดเผยให้เห็นผิวขาวละเอียดที่บัดนี้เต็มไปด้วยรอยแดงจากการบีบคั้น ดวงตาของหลิงฉีพร่าเลือนด้วยน้ำตาแห่งความคับแค้น มือเรียวพยายามปัดป้องทว่ากลับไร้เรี่ยวแรงจะต้านทานโรคกำหนัดที่บ้าคลั่งของเจ้าเมืองโฉดชั่ว“เฟิงหลิงฉี..ไม่มีใครช่วยเจ้าได้หรอก!” ฉินเยว่คำรามพลางโน้มใบหน้าลงซุกไซ้ซอกคอขาวอย่างหยาบโลนทว่าจังหวะนี้..ปัง!เสียงบานหน้าต่างไม้แกะสลักระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ เศษไม้ปลิวว่อนไปทั่วห้อง พร้อมกับกระแสลมเย็นจัดที่พัดกรรโชกเข้ามาอย่างรุนแรง ไอเย็นสุดขั้วนั้นแผ่ซ่านจนหยดน้ำในแจกันกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งในชั่วพริบตา เงาร่างสูงสง่าในชุดสีครามเข้มทะยานผ่านม่านหมอกเข้ามาดุจเทพแห่งความตาย“ฉินเยว่!! เอามือสกปรกของเจ้าออกจากเมียข้าเดี๋ยวนี้!”เสียงนั้นกังวานและทรงอำนาจดุจเสียงกัมปนาทจากสรวงสวรรค์ “อาจารย์.. ในที่สุดท่านก็มาแล้ว..” หลิงฉีดีใจจนสุดจะกล
ท่ามกลางความมืดมิดนอกกำแพงจวนอันสูงตระหง่าน เงาร่างสองสายทะยานขึ้นสู่ยอดกำแพงด้วยท่าทางที่คล่องแคล่ว อวี้หานเหยียนและเฉินคุน หมอบนิ่งอยู่บนสันกำแพง ลอบมองทหารยามที่เดินตรวจตราอย่างหนาแน่น“ข้าจะเข้าไปทางทิศตะวันออก เป็นตัวล่อให้เจ้า ส่วนเจ้าแฝงตัวไปทางห้องหอ หาหลิงฉีให้เจอ!” หานเหยียนกระซิบสั่ง แววตาคมกริบดุจเหยี่ยว“ไม่ได้! มันอันตรายเกินไปอาจารย์อา ข้าไปเอง!” เฉินคุนยังคงดื้อรั้นด้วยความห่วงใย“นี่คือคำสั่ง! อย่าให้ข้าต้องเสียเวลา!” หานเหยียนไม่รอฟังคำทัดทาน นางดีดตัวลงจากกำแพงพร้อมกับง้างคันธนูคู่กาย ในชั่วพริบตา ลูกธนูสามดอกก็พุ่งวาบออกไปพร้อมกัน ปักเข้าที่ลำคอของทหารยามสามนายอย่างแม่นยำและเงียบเชียบ“ผู้บุกรุก! มีผู้บุกรุก!” เสียงตะโกนดังขึ้นพร้อมกับกองกำลังทหารที่กรูกันเข้ามาหานเหยียนหาได้ตื่นตระหนกไม่ นางขยับกายพลิ้วไหวดุจปักษาสวรรค์ ใช้คันธนูแทนอาวุธระยะประชิด ฟาดกระแทกเข้าที่จุดตายของทหารที่พุ่งเข้ามา ท่วงท่าของนางงดงามทว่าเปี่ยมไปด้วยรังสีสังหารเฉินคุนเห็นดังนั้นจึงกัดฟันกรอด เขาชักกระบี่ออกมาแล้วพุ่งเข้าใส่กองทหารอีกด้านเพื่อช่วยเปิดทาง “ใครบังอาจแตะต้องอาจารย์อาของข้า ข้
ภายในเรือนพักปีกตะวันตกของจวนเจ้าเมืองลั่วเฟิงที่เคยวางตนอย่างสงบสง่างาม บัดนี้กลับคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นอายแห่งความพินาศ ข้าวของล้ำค่าแจกันลายครามจากยุคบรรพกาลแตกกระจายเกลื่อนพื้น ผ้าม่านไหมถูกกระชากขาดวิ่น ราวกับมีพายุคลั่งพัดผ่านห้องนอนของกงลั่วหมิงเจ้าสำนักอัคคีเพลิงผลาญผู้เคยทระนงบัดนี้ยืนอยู่กลางห้องกว้างใหญ่ ลมหายใจหอบถี่จนทรวงอกขยับขึ้นลงอย่างรุนแรง เส้นผมที่เคยรวบไว้อย่างประณีตหลุดลุ่ยระใบหน้าซูบซีดนั้น หยดเลือดซึมออกมาจากฝ่ามือที่กำเศษกระเบื้องแน่นจนแหลกละเอียด ทว่าความเจ็บปวดทางกายนั้นไม่อาจเทียบได้แม้เพียงเศษเสี้ยวของความรุ่มร้อนที่แผดเผาอยู่ในขั้วหัวใจเขามองดูเงาของตัวเองในกระจกเงาที่แตกเป็นเสี่ยง เห็นดวงตาที่แดงก่ำและเต็มไปด้วยความอัปยศ‘เหตุใดต้องเป็นเฟิงหลิงฉี.. เหตุใดเจ้าถึงมองแต่มัน!’ กงลั่วหมิงคำรามแผ่วเบาในลำคอ ความร้อนรนบีบคั้นให้เขารู้สึกเหมือนจะเสียสติ เขาโกรธแค้น โกรธจนอยากจะเผาทั้งจวนนี้ให้กลายเป็นจุณ ทว่าในความโกรธแค้นนั้นกลับมีความรู้สึกหนึ่งที่แหลมคมดุจเข็มพิษทิ่มแทงหัวใจอย่างต่อเนื่อง มันคือความอิจฉาเขารู้ดีว่าตัวเองไร้ค่าไปแล้วในสายตาของฉินเยว่ เมื่อหงส์
เฟิงหลิงฉีมาถึงลำธารตามที่คาดไว้ สายหมอกยามเช้ายังลอยอ้อยอิ่งเหนือผิวน้ำ เงาไม้ทอดยาวราวภาพวาด ทว่าคนที่ยืนรออยู่ริมสระกลับไม่ใช่อาจารย์อวี้หาญ หากเป็นศิษย์พี่ใหญ่เฉินคุนผู้มีสีหน้านิ่งขรึมราวศิลานั้นต่างหาก“บทเรียนขั้นสามของเจ้า เริ่มได้แล้ว” เฉินคุนเอ่ยเสียงเรียบ พลางชี้ไปยังถังไม้สองใบที่วางอยู
..วันต่อมาณ ลานฝึกที่ตั้งอยู่ริมหน้าผาที่เดิม ศิษย์ผู้พี่ต่างมิได้มารวมตัวเช่นเมื่อวาน เพราะทั้งหมดได้รับอนุญาตให้พักหนึ่งวันในรอบหนึ่งเดือน เว้นเสียแต่ศิษย์มาใหม่อย่างเฟิงหลิงฉี ที่ต้องเร่งฝึกปรือฝีมือเพื่อตามให้ทันเหล่าศิษย์พี่ระหว่างรอเจ้าเด็กจอมเกียจคร้าน อวี้หาญยืนตระหง่านอยู่กลางสายหมอกยามเ
ณ ยอดเขาโชติช่วง ที่ตั้งของสำนักเทวะอัคคีผลาญ เปลวเพลิงในกระถางสำริดขนาดมหึมาโชติช่วงอยู่ตลอดทั้งวันคืน ราวกับจะประกาศศักดาความยิ่งใหญ่ของวิชาปราณเพลิงให้โลกรู้ ทว่าในห้องโถงกลาง เจ้าสำนักกงลั่วหมิง กลับกำลังขว้างจอกสุราลงบนพื้นจนแตกกระจาย"อีกแล้วหรือ.. ผลการประลองคัดเลือกสิบยอดฝีมือฝ่ายธรรมะ สำนั
“รังแกหรือ? ข้ายังทำไม่ได้ครึ่งหนึ่งที่เจ้าทำกับชาวบ้านที่ตลาดเลยด้วยซ้ำ” อวี้หาญวางกิ่งไม้ลงแล้วหยิบม้วนคัมภีร์ไม้ไผ่ออกมา “ฟังให้ดี เฟิงหลิงฉี หากเจ้าอยากอยู่ที่นี่รอดโดยไม่โดนข้าฟาดจนหลังลาย เจ้าต้องจำกฎอีกสองข้อให้ขึ้นใจ”อวี้หาญเริ่มร่ายกฎที่ทำให้คุณชายน้อยแทบอยากจะมุดดินหนีเสียให้ได้“กฎข้อที





![Sexy the Series | รักนี้เกินต้าน [YAOI] + [BDSM] + [NC25+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

