หน้าหลัก / LGBTQ+ / ฟาดรักนายน้อยตระกูลเฟิง / 9.หลิงฉีหลอกใช้ศิษย์พี่ใหญ่

แชร์

9.หลิงฉีหลอกใช้ศิษย์พี่ใหญ่

ผู้เขียน: เนี่ยนเจิน
last update วันที่เผยแพร่: 2026-06-06 06:07:12

เฟิงหลิงฉีมาถึงลำธารตามที่คาดไว้ สายหมอกยามเช้ายังลอยอ้อยอิ่งเหนือผิวน้ำ เงาไม้ทอดยาวราวภาพวาด ทว่าคนที่ยืนรออยู่ริมสระกลับไม่ใช่อาจารย์อวี้หาญ หากเป็นศิษย์พี่ใหญ่เฉินคุนผู้มีสีหน้านิ่งขรึมราวศิลานั้นต่างหาก

“บทเรียนขั้นสามของเจ้า เริ่มได้แล้ว” เฉินคุนเอ่ยเสียงเรียบ พลางชี้ไปยังถังไม้สองใบที่วางอยู่ริมตลิ่ง “ตักน้ำจากลำธารนี้ไปเติมตุ่มอาบน้ำที่เรือนพักหลังเขาให้เต็ม ก่อนตะวันขึ้นตรงหัว”

หลิงฉีชะงัก “ศิษย์พี่…ไยจึงเป็นท่าน?”

คิ้วเข้มของเฉินคุนขยับเล็กน้อย “หากมิใช่ข้า เจ้าหวังให้เป็นผู้ใด?”

“ผู้ที่ฝึกฝนข้าย่อมต้องเป็นอาจารย์อวี้หาญสิ” หลิงฉีโพล่งอย่างลืมตัว ก่อนจะชี้ไปยังทางคดเคี้ยวที่ไต่ขึ้นเขา “อีกอย่าง กระท่อมนั่นอยู่ไกลนัก ทั้งทางยังชันปานนั้น!”

เฉินคุนทอดสายตามองเขาอย่างไม่สะทกสะท้าน “อาจารย์มีเรื่องเร่งด่วน ลงจากเขาไปตั้งแต่เมื่อคืน วันนี้ข้ารับหน้าที่แทน และสิ่งใดที่ข้าสั่ง เจ้าย่อมต้องทำ หากยังมัวอิดออด ข้าจะเพิ่มเป็นสี่ถัง”

คำขู่นั้นทำให้หลิงฉีได้แต่กัดฟันกรอด มือกำขอบถังไม้แน่นจนเส้นเอ็นปูดโปน ในใจเดือดพล่านราวหม้อเดือดปุดปุด

เจ้าปีศาจไร้ใจ…ตัวไม่อยู่ยังฝากคนมาทรมานข้าอีก!

เขาก้มลงตักน้ำใส่ถัง เสียงน้ำกระทบไม้ดังสาดซ่า ก่อนจะหิ้วขึ้นอย่างทุลักทุเล ไหล่บางสั่นเล็กน้อยตั้งแต่ก้าวแรกที่ย่างขึ้นทางชัน

‘รอให้เจ้ากลับมาก่อนเถอะ อวี้หาญ ข้าจะคิดบัญชีกับเจ้าทั้งต้นทั้งดอก!’ 

เขาหาบถังไม้หนักอึ้งไปแล้วถึงสองรอบ ด้วยมือที่สั่นเทา ตลอดทั้งเช้าคุณชายน้อยที่เคยมีคนคอยปรนนิบัติต้องมาเดินหาบน้ำขึ้นลงเนินเขา เส้นผมสีดำสลวยเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ผิวขาวๆ เริ่มแดงก่ำ ทุกครั้งที่เขาแอบนั่งพัก กิ่งไม้ของศิษย์พี่เฉินคุนพุ่งมาจากที่ไหนสักแห่งสะกิดเข้าที่ไหล่หรือขาของเขาจนต้องสะดุ้งสุดตัว

“พอแล้วศิษย์พี่ใหญ่ ท่านไม่จำเป็นต้องฟาดข้า ข้าเจ็บจะตายแล้ว!”

“เช่นนั้นเจ้าก็รีบทำต่อสิ ห้ามหยุดพักจนกว่าน้ำจะเต็มตุ่ม นี่เป็นคำสั่งของท่านอาจารย์นะ”

‘นี่มันกี่ลี้กัน!’ หลิงฉีแอบบ่นอุบอิบ พลางเหลือบมองร่างสูงใหญ่กำยำที่ยืนกอดอกมองดูเขาราวกับรูปปั้นเทพพิทักษ์อยู่ไม่ไกลนัก 

‘เจ้าศิษย์เอกผู้เก่งกล้าคนนี้ มีความสามารถที่สุดในบรรดาศิษย์นับร้อยงั้นรึ! เหอะ! ดูผิวกร้านแดดของเจ้าซี้ ย่อมต้องมาจากการฝึกหนักใช่หรือไม่? ทั้งดวงตาคมปลาบที่มองทะลุปรุโปร่งทุกท่วงท่ากระบวนยุทธ์ของเจ้านั้นอีก! เจ้าทึ่มเฉินคุน มีอย่างหนึ่งที่ข้าย่อมเอาชนะเจ้าได้โดยไม่ต้องเปลืองแรงด้วยซ้ำ เจ้ารอดูให้ดีเถอะ’ 

"อย่ามัวแต่อู้อี้ ศิษย์น้องหลิงฉี" เสียงเข้มของเฉินคุนดังขึ้น "อาจารย์ฝากฝังให้ข้าเคี่ยวเข็ญเจ้า หากน้ำยังไม่เต็มตุ่ม เจ้าก็ห้ามหยุดพัก นี่คือการฝึกสมาธิและกำลังขา เจ้ารีบลุกขึ้นสิ"

หลิงฉีกลอกตา มองดูนิ้วเรียวบางของตนเองแล้วถอนใจ 'สมาธิกะผีน่ะสิ หลังข้าจะหักก่อนน่ะสิไม่ว่า'

แต่ด้วยสมองอันปราดเปรื่อง หลิงฉีรู้ดีว่าการขัดขืนด้วยกำลังกับเฉินคุนนั้นไม่ต่างจากการเอาไข่ไปกระทบหิน เขาต้องใช้น้ำเย็นเข้าลูบและใช้น้ำลายเป็นอาวุธ.. รอบที่สาม หลิงฉีแสร้งทำเป็นหาบน้ำขึ้นมาด้วยท่าทางสั่นเทา ก่อนจะทรุดฮวบลงกับพื้นหิน แสร้งหอบหายใจรุนแรงจนตัวโยน

"ศิษย์พี่ ข้า.. ข้าไม่ไหวแล้ว" หลิงฉีพึมพำเสียงแหบพร่า พลางลอบสังเกตปฏิกิริยาของอีกฝ่าย

เฉินคุนขมวดคิ้ว เดินเข้ามาใกล้ "เจ้าอ่อนแอถึงเพียงนี้เชียวรึ? แค่หาบที่สามเองนะ"

"ไม่ใช่ข้าอ่อนแอหรอกศิษย์พี่ แต่ในใจข้า มันหนักอึ้งกว่าน้ำในถังนัก" หลิงฉีเริ่มร่ายมนตร์ "ท่านรู้หรือไม่ เหตุใดข้าถึงชอบเหม่อลอยยามฝึกฝน? เหตุใดข้าถึงต้องฝืนสังขารมาอยู่ที่ยอดเขาอ้างว้างแห่งนี้? ทั้งหมดนั่นก็เพื่อคนผู้หนึ่ง แต่ข้ามันก็แค่ศิษย์ปลายแถว จะไปเทียบชั้นกับนางพญาหงส์ได้อย่างไร"

คำว่าคนผู้หนึ่งและนางพญาหงส์ทำให้คิ้วที่ขมวดมุ่นของเฉินคุนกระตุกขึ้นมาทันที หลิงฉีลอบยิ้มในใจ เขารู้ความลับนี้จากการแอบฟังศิษย์ในสำนักซุบซิบกัน ว่าศิษย์พี่เฉินคุนผู้ไร้เทียมทาน แอบมีหัวใจที่อ่อนไหวให้แก่อวี้หาญเหยียน น้องสาวแท้ๆ ของอาจารย์อวี้หาญ หรือที่ทุกคนเรียกขานว่าอาจารย์อา

"เจ้า! เจ้าหมายความว่าอย่างไร?" เฉินคุนเริ่มเสียอาการ น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด

หลิงฉีแสร้งเงยหน้าขึ้น ดวงตาคลอน้ำตาจางๆ "ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านคงไม่รู้ ข้ากับอาจารย์อาเหยียน... พวกเราสนิทชิดเชื้อกันมาก่อน นางชอบเล่าเรื่องราวในใจให้ข้าฟังบ่อยๆ แต่มันช่างเจ็บปวดนักที่ข้าต้องเก็บงำความรักที่มีต่อนางไว้เพียงลำพัง"

เฉินคุนถึงกับสะอึก "เจ้าชอบอาจารย์อา? เจ้า! เจ้าแอบรักนางงั้นรึ?"

"รักสิศิษย์พี่ รักจนสุดหัวใจเลยล่ะ!" หลิงฉีเล่นใหญ่ ร้องคร่ำครวญพลางทุบอกตัวเอง "แต่นางช่างสูงส่งราวกับดวงจันทร์ ส่วนข้ามันก็แค่ดินโคลนใต้เท้า ข้าแอบส่งสายตาให้นาง นางก็เพียงยิ้มตอบอย่างเมตตาในฐานะหลานศิษย์ ข้าได้แต่เศร้าโศกจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ท่านดูสิ ข้าผอมโซจนไม่มีแรงหาบน้ำแล้ว"

เฉินคุนนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ หัวใจของชายหนุ่มผู้โง่เขลาในเรื่องรักตกลงไปอยู่ในหลุมพรางที่ขุดไว้เสียมิด "ข้า! ข้าเข้าใจเจ้า ศิษย์น้อง"

หลิงฉีแสร้งตกใจ "ศิษย์พี่ ท่านเข้าใจข้างั้นรึ? หรือว่า... หรือว่าท่านเองก็..."

เฉินคุนถอนหายใจยาวเหยียด ใบหน้าคมคร้ามแดงระเรื่อขึ้นมา "ข้าเองก็แอบรักนางมาเนิ่นนาน ข้าเพียรฝึกยุทธ์จนเป็นที่หนึ่ง ก็หวังเพียงให้นางชายตามองบ้าง แต่เหมือนที่เจ้าว่า... นางคืออาจารย์อา ส่วนเราคือศิษย์ ความต่างนี้มันช่างเจ็บปวดนัก"

'โป๊ะเชะ!' หลิงฉีอุทานในใจ แต่ใบหน้ายังคงเศร้าสร้อย “ศิษย์พี่ใหญ่! ข้าไม่นึกเลยว่ายอดบุรุษเช่นท่านจะมีชะตากรรมเดียวกับข้า เราสองคนช่างน่าเวทนานัก หัวอกเดียวกันแท้ๆ!"

หลิงฉีขยับเข้าไปใกล้ คว้ามือหนาของเฉินคุนมากุมไว้ด้วยอาการสั่นเทา "ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านรู้หรือไม่ อาจารย์อาเคยเปรยกับข้าว่า นางชอบบุรุษที่ขยันขันแข็ง มีจิตเมตตา และที่สำคัญกว่านั้น นางประทับใจบุรุษที่ดูแลเอาใจใส่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ของพี่ชายนางที่สุด"

"จริงรึ?" เฉินคุนตาเป็นประกาย

"จริงสิศิษย์พี่!" หลิงฉีรีบสำทับ "นางเคยบอกว่า หากใครช่วยดูแลเรื่องความเป็นอยู่ของท่านอาจารย์อวี้หาญยามที่ท่านไม่อยู่ โดยเฉพาะการดูแลเรือนพักให้สะอาดเรียบร้อย น้ำท่าไม่ให้ขาดตุ่ม นางจะซาบซึ้งใจยิ่งนัก มิใช่แค่คำสั่งอาจารย์สั่งให้ท่านฝึกกำลังขาของข้า.. อันที่จริง ข้าตั้งใจจะทำเพื่อพิสูจน์รักแท้ แต่วันนี้ ร่างกายข้ามันประท้วงเหลือเกิน ข้าเกรงว่าจะทำงานนี้ไม่สำเร็จ และคงพลาดโอกาสที่จะทำให้นางประทับใจไปเสียแล้ว"

เฉินคุนมองถังน้ำ แล้วมองดูศิษย์น้องที่ทำท่าจะขาดใจตายเสียให้ได้ ความสงสารและความรู้สึกพวกเดียวกันพุ่งพล่านขึ้นมาในอก "หลิงฉีเอ๋ย เจ้าพักเถิด เรื่องนี้ให้เป็นหน้าที่ข้าเอง!"

"ศิษย์พี่ใหญ่! ท่านจะทำแทนข้างั้นรึ? แต่นี่มันคือการฝึกฝนของข้านะ" 

"เจ้ากับข้าหัวอกเดียวกัน ความรักมันยิ่งใหญ่นัก เรื่องน้ำเพียงไม่กี่ตุ่ม ข้าจัดการให้เอง" เฉินคุนพูดพลางถกแขนเสื้อขึ้น เผยให้เห็นกล้ามแขนเป็นมัดๆ "เจ้าไปนั่งพักใต้ต้นไม้นั่นเถิด ถือเสียว่าข้าทำเพื่อช่วยเจ้า และเพื่อทำให้นางประทับใจในตัวพวกเรา!"

"ศิษย์พี่ ท่านช่างประเสริฐยิ่งนัก!" หลิงฉีแสร้งทำท่าซาบซึ้ง "ในยามยากเช่นนี้ มีเพียงท่านที่เข้าใจข้า ท่านเก่งกล้าเหนือกว่าศิษย์นับร้อยในเชิงยุทธ์ แต่ในเชิงรัก ท่านคือสหายแท้ของข้า เรามาสาบานเป็นพี่น้องร่วมสาบานกันเถิด!"

"ได้! ต่อไปนี้เจ้าคือศิษย์น้องรักของข้า" เฉินคุนประกาศก้องอย่างฮึกเหิม "หากเจ้าต้องการให้ข้าช่วยสิ่งใด เจ้าบอกมาได้เลย ไม่ต้องเกรงใจศิษย์พี่ใหญ่คนนี้!"

"ขอบคุณท่าน ศิษย์พี่ใหญ่!" หลิงฉีประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมที่สุดเท่าที่จะทำได้

จากนั้น ภาพที่ปรากฏคือ ยอดฝีมืออันดับหนึ่งของสำนัก หาบถังน้ำขนาดใหญ่สองใบ วิ่งขึ้นวิ่งลงระหว่างลำธารกับเรือนพักของอาจารย์ด้วยความเร็วเหนือแสง ใบหน้าของเฉินคุนเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความหวัง ทุกครั้งที่น้ำถูกเทลงตุ่ม เขาจินตนาการไปถึงใบหน้ายิ้มแย้มของอาจารย์อาอวี้หาญเหยียนที่กำลังกล่าวชมเชยเขา

ส่วนเฟิงหลิงฉี เขานั่งเอกเขนกอยู่บนโขดหิน พลางเคี้ยวผลไม้ป่าอย่างสบายใจเฉิบ

'ศิษย์พี่เอ๋ยศิษย์พี่ ท่านเก่งกว่าศิษย์นับร้อยก็จริง แต่เรื่องหัวใจน่ะ ท่านมันเด็กน้อยชัดๆ' หลิงฉีหัวเราะในลำคอ พลางมองดูน้ำที่ค่อยๆ เต็มตุ่มด้วยความเบิกบานใจ

ความรักอาจจะทำให้คนตาบอด แต่สำหรับหลิงฉี ความรักของคนอื่นคือเครื่องทุ่นแรงชั้นเลิศ!

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ฟาดรักนายน้อยตระกูลเฟิง   35.เมื่อท่านพี่ของข้า ต้องยาปลุกกำหนัด (ตอนอวสาน)

    ท่ามกลางหุบเขาที่ปกคลุมด้วยไอหมอกนิรันดร์ สำนักวิถีวารีสงบที่เคยเงียบสงัดบัดนี้กลับตึงเครียดจนแทบจะหยุดหายใจ เสียงฝีเท้าของอาชาหลายตัวที่ควบตะบึงเข้ามาหยุดหน้าประตูใหญ่พร้อมกับร่างสูงสง่าของอวี้หาญ ที่อุ้มเฟิงหลิงฉี ไว้ในอ้อมแขนอย่างแนบแน่น ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของเหล่าศิษย์ในสำนักที่เห็นสภาพชุดมงคลสีแดงที่ขาดวิ่นและรอยเลือดที่เปรอะเปื้อนอาภรณ์สีครามของเจ้าสำนักทว่าผู้ที่ยืนขวางอยู่กลางลานหินอ่อนด้วยใบหน้าที่เขียวคล้ำด้วยโทสะคืออวี้เทียนหรง อดีตเจ้าสำนักผู้เป็นบิดา“เจ้ากล้าดีอย่างไร! อวี้หาญ! ข้าสั่งห้ามเจ้าก้าวเท้าออกจากสำนักไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องอัปยศที่ลั่วเฟิง แล้วนี่ยังกล้าพาของบรรณาการที่แปดเปื้อนผู้นี้กลับมาที่นี่อีกรึ!” อวี้หาญไม่ได้วางหลิงฉีลง แต่กลับกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นต่อหน้าบิดา นัยน์ตาที่เคยเย็นชาบัดนี้กลับวาวโรจน์ด้วยความเด็ดเดี่ยว “ภรรยาข้า! มิใช่ของบรรณาการผู้ใด และมิใช่สิ่งที่ใครจะมาตราหน้าว่าแปดเปื้อนได้ตามใจชอบ”“สามหาว!” บิดาคำรามพลางชี้หน้า “เจ้าคือความหวังของตระกูลอวี้ เป็นเจ้าสำนักที่เป็นที่เคารพรัก แต่เจ้ากลับทิ้งหน้าที่ไปเพื่อเด็กแซ่เฟิงที่ทำเรื่องงามหน้า

  • ฟาดรักนายน้อยตระกูลเฟิง   34.ปิดฉากรักอันโสมม

    ท่ามกลางเศษซากของความทระนงที่พังทลาย กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งกลับกลายเป็นยาปลุกเร้าชั้นดีที่กระตุ้นสัญชาตญาณดิบในกายของกงลั่วหมิงให้พรึงเพริด เขาจ้องมองร่างของฉินเยว่ ที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนเหล็กเส้นหนา ขึงแขนทั้งสองข้างไว้กับเสาเตียงมังกรในสภาพกึ่งนั่งกึ่งนอน แสงโคมสลัวสะท้อนให้เห็นมัดกล้ามที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อและเลือดของเจ้าเมืองโฉดกงลั่วหมิงแสยะยิ้มร้าย แววตาที่เคยสั่นไหวด้วยน้ำตา บัดนี้กลับวาวโรจน์ด้วยความกระหายอันวิปริต เขาคลานเข้าไปหาฉินเยว่ช้าๆ มือเรียวที่เปื้อนเลือดลูบไล้ไปตามแผงอกกว้างที่ขยับขึ้นลงตามจังหวะหอบหายใจ ก่อนจะออกแรงจิกเล็บลงบนแผลสดจนฉินเยว่คำรามออกมาด้วยความเจ็บปวด“เจ้าชอบรุนแรงมิใช่หรือ.. ฉินเยว่ คืนนี้ข้าจะปรนนิบัติเจ้าให้สาแก่ใจ!”“ฮ่าๆๆๆ ..” ฉินเยว่หัวเราะออกมาได้ ทั้งที่เนื้อตัวของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลและของเหลวสีแดงฉาน“เจ้าหัวเราะไปเถอะ..”กงลั่วหมิงกระชากเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นของตนเองออกจนเปลือยเปล่า เขามิได้โถมเข้าหาด้วยความอ่อนหวาน แต่กลับใช้เข่ากระแทกเข้าที่กลางลำตัวของฉินเยว่เพื่อบังคับให้อีกฝ่ายอ้าปากรับจุมพิตที่ดุเดือด เขาบดขยี้ริมฝีปากของฉินเยว่อย่างบ้

  • ฟาดรักนายน้อยตระกูลเฟิง   33.ลงทัณฑ์คนบาป

    ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งและเศษซากเครื่องเรือนที่พังทลายภายในห้องหออันวิจิตรนั้น อวี้หาญยืนปักกระบี่ลงบนพื้นไม้เคียงข้างเฟิงหลิงฉี ในขณะที่เฉินคุนบุกฝ่าบานประตูที่พังยับเยินเข้ามาสมทบพร้อมกระบี่ที่อาบไปด้วยเลือดทหารยาม เขาชะงักฝีเท้าเมื่อเห็นสภาพภายในห้องที่ดูราวกับนรกบนดินกงลั่วหมิงผู้ซึ่งบัดนี้มีสภาพไม่ต่างจากวิญญาณที่แตกสลาย ค่อยๆ ขยับกายที่โชกไปด้วยรอยราคะและคาวเลือด เขาประสานมืออีกครั้ง “ข้าขอขอบคุณพวกท่านที่ให้โอกาสข้า ..ความแค้นที่มันฝากไว้ในกายและใจข้า... ต่อให้มันตายนับพันครั้งก็มิอาจลบล้างได้ ข้าต้องการให้มันมีชีวิตอยู่ไม่สู้ตาย.. ข้าจะลงมือจัดการกับมันด้วยมือของข้าเอง!”เฉินคุนที่เพิ่งมาถึงขมวดคิ้วแน่นด้วยโทสะ “ท่านเจ้าสำนักกง! ท่านเสียสติไปแล้วรึ? คนโฉดเช่นฉินเยว่ หากปล่อยไว้ก็จะเป็นภัยต่อแผ่นดิน ทั้งต่อศิษย์น้องหลิงฉี และต่อพวกเราทุกคน! ท่านจะเก็บงูเห่าไว้ข้างกายเพื่ออะไรกัน!”เฟิงหลิงฉีมองเห็นสภาพอันน่าเวทนาของกงลั่วหมิงแล้วหัวใจพลันบีบคั้น เขาจำได้ถึงความหวาดกลัวยามที่กรงเล็บของฉินเยว่สัมผัสผิวกาย และเขารู้ดีว่าสิ่งที่กงลั่วหมิงได้รับนั้นหนักหนาสาหัสกว่าเขานับหม

  • ฟาดรักนายน้อยตระกูลเฟิง   32.เพลิงวารีพิฆาตอัคคี

    บรรยากาศภายในห้องหอที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นหอมรัญจวนของกำยาน บัดนี้กลับคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นอายแห่งการเข่นฆ่าและเสียงหอบหายใจอันสิ้นหวัง เฟิงหลิงฉีถูกบังคับให้นอนราบอยู่บนเตียงกว้าง ร่างกายที่เคยสง่างามถูกกดไว้ด้วยพละกำลังมหาศาลของฉินเยว่ เสื้อผ้าสีมงคลฉีกขาดเผยให้เห็นผิวขาวละเอียดที่บัดนี้เต็มไปด้วยรอยแดงจากการบีบคั้น ดวงตาของหลิงฉีพร่าเลือนด้วยน้ำตาแห่งความคับแค้น มือเรียวพยายามปัดป้องทว่ากลับไร้เรี่ยวแรงจะต้านทานโรคกำหนัดที่บ้าคลั่งของเจ้าเมืองโฉดชั่ว“เฟิงหลิงฉี..ไม่มีใครช่วยเจ้าได้หรอก!” ฉินเยว่คำรามพลางโน้มใบหน้าลงซุกไซ้ซอกคอขาวอย่างหยาบโลนทว่าจังหวะนี้..ปัง!เสียงบานหน้าต่างไม้แกะสลักระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ เศษไม้ปลิวว่อนไปทั่วห้อง พร้อมกับกระแสลมเย็นจัดที่พัดกรรโชกเข้ามาอย่างรุนแรง ไอเย็นสุดขั้วนั้นแผ่ซ่านจนหยดน้ำในแจกันกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งในชั่วพริบตา เงาร่างสูงสง่าในชุดสีครามเข้มทะยานผ่านม่านหมอกเข้ามาดุจเทพแห่งความตาย“ฉินเยว่!! เอามือสกปรกของเจ้าออกจากเมียข้าเดี๋ยวนี้!”เสียงนั้นกังวานและทรงอำนาจดุจเสียงกัมปนาทจากสรวงสวรรค์ “อาจารย์.. ในที่สุดท่านก็มาแล้ว..” หลิงฉีดีใจจนสุดจะกล

  • ฟาดรักนายน้อยตระกูลเฟิง   31.ร่วมใจปะทะกองกำลังฉินเยว่

    ท่ามกลางความมืดมิดนอกกำแพงจวนอันสูงตระหง่าน เงาร่างสองสายทะยานขึ้นสู่ยอดกำแพงด้วยท่าทางที่คล่องแคล่ว อวี้หานเหยียนและเฉินคุน หมอบนิ่งอยู่บนสันกำแพง ลอบมองทหารยามที่เดินตรวจตราอย่างหนาแน่น“ข้าจะเข้าไปทางทิศตะวันออก เป็นตัวล่อให้เจ้า ส่วนเจ้าแฝงตัวไปทางห้องหอ หาหลิงฉีให้เจอ!” หานเหยียนกระซิบสั่ง แววตาคมกริบดุจเหยี่ยว“ไม่ได้! มันอันตรายเกินไปอาจารย์อา ข้าไปเอง!” เฉินคุนยังคงดื้อรั้นด้วยความห่วงใย“นี่คือคำสั่ง! อย่าให้ข้าต้องเสียเวลา!” หานเหยียนไม่รอฟังคำทัดทาน นางดีดตัวลงจากกำแพงพร้อมกับง้างคันธนูคู่กาย ในชั่วพริบตา ลูกธนูสามดอกก็พุ่งวาบออกไปพร้อมกัน ปักเข้าที่ลำคอของทหารยามสามนายอย่างแม่นยำและเงียบเชียบ“ผู้บุกรุก! มีผู้บุกรุก!” เสียงตะโกนดังขึ้นพร้อมกับกองกำลังทหารที่กรูกันเข้ามาหานเหยียนหาได้ตื่นตระหนกไม่ นางขยับกายพลิ้วไหวดุจปักษาสวรรค์ ใช้คันธนูแทนอาวุธระยะประชิด ฟาดกระแทกเข้าที่จุดตายของทหารที่พุ่งเข้ามา ท่วงท่าของนางงดงามทว่าเปี่ยมไปด้วยรังสีสังหารเฉินคุนเห็นดังนั้นจึงกัดฟันกรอด เขาชักกระบี่ออกมาแล้วพุ่งเข้าใส่กองทหารอีกด้านเพื่อช่วยเปิดทาง “ใครบังอาจแตะต้องอาจารย์อาของข้า ข้

  • ฟาดรักนายน้อยตระกูลเฟิง   30.กงลั่วหมิงถูกขืนใจ(NC)

    ภายในเรือนพักปีกตะวันตกของจวนเจ้าเมืองลั่วเฟิงที่เคยวางตนอย่างสงบสง่างาม บัดนี้กลับคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นอายแห่งความพินาศ ข้าวของล้ำค่าแจกันลายครามจากยุคบรรพกาลแตกกระจายเกลื่อนพื้น ผ้าม่านไหมถูกกระชากขาดวิ่น ราวกับมีพายุคลั่งพัดผ่านห้องนอนของกงลั่วหมิงเจ้าสำนักอัคคีเพลิงผลาญผู้เคยทระนงบัดนี้ยืนอยู่กลางห้องกว้างใหญ่ ลมหายใจหอบถี่จนทรวงอกขยับขึ้นลงอย่างรุนแรง เส้นผมที่เคยรวบไว้อย่างประณีตหลุดลุ่ยระใบหน้าซูบซีดนั้น หยดเลือดซึมออกมาจากฝ่ามือที่กำเศษกระเบื้องแน่นจนแหลกละเอียด ทว่าความเจ็บปวดทางกายนั้นไม่อาจเทียบได้แม้เพียงเศษเสี้ยวของความรุ่มร้อนที่แผดเผาอยู่ในขั้วหัวใจเขามองดูเงาของตัวเองในกระจกเงาที่แตกเป็นเสี่ยง เห็นดวงตาที่แดงก่ำและเต็มไปด้วยความอัปยศ‘เหตุใดต้องเป็นเฟิงหลิงฉี.. เหตุใดเจ้าถึงมองแต่มัน!’ กงลั่วหมิงคำรามแผ่วเบาในลำคอ ความร้อนรนบีบคั้นให้เขารู้สึกเหมือนจะเสียสติ เขาโกรธแค้น โกรธจนอยากจะเผาทั้งจวนนี้ให้กลายเป็นจุณ ทว่าในความโกรธแค้นนั้นกลับมีความรู้สึกหนึ่งที่แหลมคมดุจเข็มพิษทิ่มแทงหัวใจอย่างต่อเนื่อง มันคือความอิจฉาเขารู้ดีว่าตัวเองไร้ค่าไปแล้วในสายตาของฉินเยว่ เมื่อหงส์

  • ฟาดรักนายน้อยตระกูลเฟิง   8.แผนพิชิตหัวใจปีศาจไร้ใจ

    ..วันต่อมาณ ลานฝึกที่ตั้งอยู่ริมหน้าผาที่เดิม ศิษย์ผู้พี่ต่างมิได้มารวมตัวเช่นเมื่อวาน เพราะทั้งหมดได้รับอนุญาตให้พักหนึ่งวันในรอบหนึ่งเดือน เว้นเสียแต่ศิษย์มาใหม่อย่างเฟิงหลิงฉี ที่ต้องเร่งฝึกปรือฝีมือเพื่อตามให้ทันเหล่าศิษย์พี่ระหว่างรอเจ้าเด็กจอมเกียจคร้าน อวี้หาญยืนตระหง่านอยู่กลางสายหมอกยามเ

  • ฟาดรักนายน้อยตระกูลเฟิง   7.แผนหว่านเสน่ห์

    ณ ยอดเขาโชติช่วง ที่ตั้งของสำนักเทวะอัคคีผลาญ เปลวเพลิงในกระถางสำริดขนาดมหึมาโชติช่วงอยู่ตลอดทั้งวันคืน ราวกับจะประกาศศักดาความยิ่งใหญ่ของวิชาปราณเพลิงให้โลกรู้ ทว่าในห้องโถงกลาง เจ้าสำนักกงลั่วหมิง กลับกำลังขว้างจอกสุราลงบนพื้นจนแตกกระจาย"อีกแล้วหรือ.. ผลการประลองคัดเลือกสิบยอดฝีมือฝ่ายธรรมะ สำนั

  • ฟาดรักนายน้อยตระกูลเฟิง   6.คำบอกใบ้ของนางมารน้อย

    “รังแกหรือ? ข้ายังทำไม่ได้ครึ่งหนึ่งที่เจ้าทำกับชาวบ้านที่ตลาดเลยด้วยซ้ำ” อวี้หาญวางกิ่งไม้ลงแล้วหยิบม้วนคัมภีร์ไม้ไผ่ออกมา “ฟังให้ดี เฟิงหลิงฉี หากเจ้าอยากอยู่ที่นี่รอดโดยไม่โดนข้าฟาดจนหลังลาย เจ้าต้องจำกฎอีกสองข้อให้ขึ้นใจ”อวี้หาญเริ่มร่ายกฎที่ทำให้คุณชายน้อยแทบอยากจะมุดดินหนีเสียให้ได้“กฎข้อที

  • ฟาดรักนายน้อยตระกูลเฟิง   5.กฏเหล็กของสำนักวิถีวารีสงบ

    ห่างไกลออกไปทางทิศเหนือที่ปกคลุมด้วยหิมะตลอดทั้งปี ณ ที่ยอดเขาเทียนซาน เป็นที่ตั้งของสำนักวิถีวารีสงบ คฤหาสน์หลังมหึมาที่สร้างขึ้นจากหินหยกขาวสลักเสลาอย่างประณีต ที่นี่คือบ้านของตระกูลอวี้ ตระกูลที่ไม่เคยข้องแวะกับทางโลกหากไม่จำเป็น ทว่ากลับทรงอิทธิพลจนแม้แต่ฮ่องเต้ยังต้องเกรงใจภายในห้องโถงหลักที่

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status