Share

4.น้ำตาปีศาจน้อย

last update publish date: 2026-06-01 06:52:34

เสียงปิดประตูโครมใหญ่ของเฟิงโหว ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่น่าอึดอัดยิ่งนัก และร่างที่สั่นเทาด้วยความโกรธปนหวาดกลัวของเฟิงหลิงฉี นายน้อยผู้ไม่เคยเกรงกลัวใครนั้น บัดนี้หน้าซีดเผือดราวกับกระดาษขาว เขารู้ดีว่าราชโองการมิใช่เรื่องล้อเล่น แต่นิสัยดื้อรั้นในกมลสันดานยังบอกให้เขาสู้ อย่าได้ยอมแพ้โดยง่ายเด็ดขาด

“ไม่! ข้าไม่ไป! เสี่ยวฟู่ พยุงข้าที ข้าจะไปหาท่านย่า!”

หลิงฉีตะโกนสั่งเสียงสั่น เขาไม่รอให้บ่าวคนสนิทพยุงด้วยซ้ำ แต่กลับวิ่งตึกตักออกจากเรือนพยัคฆ์หมอบ มุ่งหน้าไปยังเรือนพักทางฝั่งตะวันตก ซึ่งเป็นที่พำนักของฮูหยินผู้เฒ่าเฟิงทันที 

ตลอดทาง บ่าวไพร่ที่เห็นนายน้อยวิ่งหน้าตื่นมาต่างพากันก้มหน้าหลบตา เพราะรู้ดีว่าพายุลูกใหญ่กำลังจะก่อตัวแล้ว

“ท่านย่า! ท่านย่าช่วยหลิงเอ๋อร์ด้วย!”

เสียงร้องไห้จ้าดังมาก่อนตัว หลิงฉีถลาเข้าไปในเรือนหอมกรุ่นด้วยกลิ่นกำยานไม้จันทน์ เขาโถมตัวลงคุกเข่ากอดขาฮูหยินผู้เฒ่าเฟิงที่กำลังนั่งจิบชาอยู่อย่างตื่นตระหนก ใบหน้างามล้ำบัดนี้อาบไปด้วยน้ำตา ดวงตากลมโตแดงก่ำดูน่าสงสารจนคนมองใจแทบขาด

“หลิงเอ๋อร์ของย่า! เกิดอะไรขึ้นกันแน่? ใครทำอะไรเจ้า บอกย่ามา ย่าจะจัดการให้เจ้าเอง!” ฮูหยินผู้เฒ่ารีบวางจอกชา ประคองใบหน้าหลานรักขึ้นมาเช็ดน้ำตาให้ด้วยมือที่สั่นเทา

“ท่านพ่อ ท่านพ่อจะส่งหลานไปลำบากที่สำนักวิถีวารีสงบขอรับ!” หลิงฉีสะอึกสะอื้น ซบหน้าลงบนตักของผู้เป็นย่า “ที่นั่นมันคือป่าช้าชัดๆ มีแต่พวกคนเถื่อน หลานต้องตายแน่ๆ ท่านย่าช่วยพูดกับท่านพ่อทีนะขอรับ บอกให้ท่านพ่อถอนคำสั่ง หลานจะยอมคัดตำรา จะยอมอยู่บ้านนิ่งๆ แต่หลิงเอ๋อร์ไม่ไปที่นั่น!”

ฮูหยินผู้เฒ่าเฟิงฟังคำว่าสำนักวิถีวารีสงบ แล้วก็นิ่งงันไป ใบหน้าที่มีรอยเหี่ยวย่นตามวัยฉายความกังวลอย่างเห็นได้ชัด นางรู้กิตติศัพท์ของที่นั่นดีว่ามันคือสถานที่ที่ตัดขาดจากทางโลก และที่สำคัญ...ท่านเจ้าสำนักคนก่อนคือสหายเก่าของสามีนางที่มีนิสัยเผด็จการไม่แพ้กัน

“ย่าจะไปคุยกับพ่อเจ้าเอง เดี๋ยวนี้เลย!” นางลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธ แต่ยังไม่ทันจะก้าวพ้นธรณีประตู แม่นมเฉิน หญิงสูงวัยผู้คอยดูแลรับใช้ฮูหยินผู้เฒ่ามานานก็รีบก้าวเข้ามาขวางไว้ด้วยสีหน้าลำบากใจ

“ฮูหยินผู้เฒ่าเจ้าคะ โปรดใจเย็นก่อนเจ้าค่ะ” แม่นมเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “เมื่อครู่นายท่านให้คนมาแจ้งว่า ราชโองการฉบับนี้ฮ่องเต้ทรงลงพระปรมาภิไธยด้วยพระองค์เอง หากใครขัดขืน มิใช่เพียงนายน้อยที่จะเดือดร้อน แต่จวนเฟิงโหวทั้งจวนอาจต้องอาญาเจ็ดชั่วโคตรนะเจ้าคะ”

คำพูดของแม่นมเฉินเปรียบเสมือนน้ำเย็นจัดที่ราดลงบนหัวของฮูหยินผู้เฒ่า นางทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างหมดแรง มือที่เหี่ยวย่นลูบหัวหลิงฉีที่สะอื้นไห้อยู่ข้างกายด้วยความจนปัญญา

“หลิงเอ๋อร์..ย่า..ย่าอยากช่วยเจ้าเหลือเกินหลานรัก” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยเสียงสั่น น้ำตาคลอเบ้า “แต่ราชโองการคืออาญาสวรรค์ ย่าเป็นเพียงคนแก่คนหนึ่ง จะไปงัดข้อกับฮ่องเต้ได้อย่างไรกัน”

“ท่านย่า!” หลิงฉีเงยหน้าขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อสายตา “แม้แต่ท่านย่าก็ช่วยข้าไม่ได้หรือ? แล้วข้าจะทำอย่างไร ข้าต้องไปติดคุกที่นั่นจริงๆ หรือขอรับ!”

เมื่อเห็นหลานชายร้องไห้จนตัวโยน แม่นมเฉินที่รักและเอ็นดูหลิงฉีมาตั้งแต่ยังแบเบาะก็ใจอ่อนยวบ นางรีบเข้ามานั่งข้างๆ แล้วรวบตัวคุณชายน้อยมากอดไว้ประหนึ่งมารดาแท้ๆ

“คุณชายน้อยของนม อย่าร้องเลยเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวจะเจ็บไข้ไป” แม่นมเฉินปลอบประโลมพลางใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาให้ “ถึงจะต้องไปที่นั่น แต่นมเชื่อว่าด้วยสติปัญญาของคุณชาย ท่านต้องเอาตัวรอดได้แน่เจ้าค่ะ และนมยินดีจะติดตามไปรับใช้ เตรียมข้าวของเครื่องใช้ที่ดีที่สุดให้ท่านเอง”

“ข้าไม่ต้องการของใช้! ข้าต้องการอยู่ที่นี่!” หลิงฉีแผดเสียงอย่างเอาแต่ใจ แต่ในแววตาเริ่มมีความสิ้นหวังปกคลุมขึ้นมาแล้ว

“โธ่เอ้ย! นายน้อยของนม” แม่นมเฉินยิ้มละไมทั้งน้ำตา “เอาอย่างนี้ดีไหมเจ้าคะ วันนี้คุณชายร้องไห้จนเหนื่อยแล้ว นมจะไปเข้าครัวทำขนมกุ้ยฮวาคลุกน้ำผึ้ง ของโปรดของคุณชายให้กินดีหรือไม่เจ้าคะ? แล้วยังมีไก่แช่เหล้า ที่คุณชายบอกว่าอร่อยที่สุดในเมืองหลวงด้วย นมจะทำให้สุดฝีมือเลยเจ้าค่ะ”

คำว่าของอร่อยทำให้หลิงฉีชะงักไปเล็กน้อย ท้องที่ประท้วงด้วยความหิว เริ่มส่งเสียงโครกครากออกมาเบาๆ

“ข้า.. ข้าไม่อยากกิน” หลิงฉีตอบเสียงอ่อยๆ แต่สายตากลับเริ่มมองไปทางห้องครัว

“หลิงเอ๋อร์ เจ้ากินสักหน่อยเถอะ ร่างกายของเจ้าจะได้มีแรง” ฮูหยินผู้เฒ่าเสริมพลางดึงหลานมาหอมหน้าผาก “ถือเสียว่าให้ย่าสบายใจ นมเฉินรีบไปทำเข้าเถอะ เอาของที่ดีที่สุดนะ ส่วนย่า.. ย่าจะแอบสั่งให้คนขนเครื่องนอนผ้าไหมและถ่านให้ความอบอุ่นตามไปให้เจ้าที่สำนักนั่นเอง ย่าจะไม่ยอมให้หลานย่าต้องลำบากในป่าเขาเป็นอันขาด!”

สุดท้าย นายน้อยเฟิงหลิงฉีก็ได้แต่กึ่งนั่งกึ่งนอนพิงตักท่านย่า สะอื้นฮักๆ โดยมีแม่นมเฉินคอยป้อนขนมหวานรสเลิศที่ละลายในปาก แม้รสชาติจะดีเยี่ยมเพียงใด แต่ในใจของหลิงฉีกลับขมขื่นยิ่งนัก

เขากำหมัดแน่น พลางนึกถึงใบหน้าเรียบเฉยของคุณชายชุดเทาที่ชื่ออวี้หาญ ‘เจ้าคนเถื่อน.. เพราะเจ้าคนเดียว! ถ้าข้าไม่ได้เจอกับเจ้า ชีวิตข้าคงไม่ต้องมาตกต่ำเช่นนี้!’ 

..วังหลวง ในห้องทรงอักษร

ท่ามกลางความเงียบสงัดของวังหลวงยามวิกาล แสงเทียนภายในห้องทรงอักษรส่วนพระองค์ยังคงสว่างไสว กลิ่นหอมจางๆ ของหมึกและกระดาษเก่าน่าจะช่วยให้จิตใจสงบได้ ทว่าบุรุษสองคนที่ประทับอยู่ ณ ที่นั้นกลับมีสีหน้าเคร่งเครียดเกินกว่าจะสุนทรีย์

ฮ่องเต้เซิ่งหยวนอี้ ผู้ปกครองแคว้นฉินประทับอยู่บนเก้าอี้มังกร พระพักตร์ที่เคยดูหนุ่มแน่นบัดนี้แฝงไปด้วยความเหนื่อยล้า เบื้องพระพักตร์ของพระองค์คือ เฟิงเจิ้นเทียน หรือเฟิงโหว แม่ทัพผู้เกรียงไกรที่บัดนี้ดูเหมือนชายแก่ผู้แบกโลกไว้ทั้งใบ

ทั้งสองหาใช่เพียงกษัตริย์และขุนนาง แต่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดที่ลึกซึ้ง เพราะฮองเฮาองค์ก่อนผู้เป็นพระมารดาของฮ่องเต้ คือท่านน้าแท้ๆ ของเฟิงโหว ดังนั้น เฟิงหลิงฉีจึงมีศักดิ์เป็นหลานชายแท้ๆ ของฮ่องเต้นั่นเอง

“เจิ้นเทียน เจ้าถอนหายใจเป็นครั้งที่ร้อยของคืนนี้แล้วนะ” ฮ่องเต้เซิ่งหยวนอี้ตรัสพลางวางพู่กันในพระหัตถ์ลง

“ขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” เฟิงโหวกราบทูลด้วยเสียงแหบพร่า “กระหม่อมเพียงแต่.. กังวลเรื่องราชโองการที่พระองค์ทรงมีพระเมตตาออกให้ เพื่อบังคับเจ้าลิงป่าตัวนั้นให้เดินทางไปสำนักวิถีวารีสงบ กระหม่อมเกรงว่าต่อให้มีอาญาศึกสลักบนแผ่นทอง หลิงฉีก็อาจจะหาทางพลิกแพลงจนเรื่องวุ่นวายไปกันใหญ่”

ฮ่องเต้ทรงถอนพระทัยยาวเหยียดตามไปอีกคน ทอดพระเนตรออกไปนอกหน้าต่างที่เห็นจันทร์เสี้ยวลอยเด่น “เจ้าเด็กคนนั้น.. หลิงเอ๋อร์มีใบหน้าที่งดงามเหมือนเสด็จแม่ของข้ายิ่งนัก ทว่านิสัยกลับดื้อรั้นเยี่ยงม้าพยศที่ไม่มีใครเอาอยู่ ข้าเองก็จนปัญญา หากมิใช่เพราะเห็นแก่หน้าท่านย่าของเขา ข้าคงสั่งกักบริเวณเขาในวังหลวงไปนานแล้ว”

“นั่นแหละพ่ะย่ะค่ะคือปัญหา” เฟิงโหวกล่าวด้วยความอัดอั้น “ท่านแม่ให้ท้ายเขาเสียจนเสียคน ข้าจะยกไม้เรียวขึ้นทีไร ท่านแม่ก็เอาตัวเข้าขวางทุกที ข้าเป็นแม่ทัพคุมทหารนับแสน แต่กลับพ่ายแพ้พยศลูกชายตนเอง ช่างน่าอายขายหน้ายิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ”

ฮ่องเต้เซิ่งหยวนอี้ขยับวรกายเล็กน้อย แววตาฉายความจริงจัง “ที่ข้ายอมออกราชโองการให้ครั้งนี้ เพราะข้าเห็นด้วยกับเจ้า.. แคว้นฉินของเรากำลังเผชิญศึกรอบด้าน หากทายาทตระกูลเฟิงซึ่งเป็นกำลังหลักทางทหารกลับกลายเป็นเพียงคุณชายเจ้าสำราญที่วันๆ เอาแต่รังแกชาวบ้าน แผ่นดินเราจะฝากไว้ที่ใคร? หลิงเอ๋อร์ต้องได้รับบทเรียนที่เข้มงวดที่สุด”

“แล้วคุณชายอวี้หาญผู้นั้น..” เฟิงโหวเอ่ยด้วยความไม่แน่ใจ “เขาจะไหวหรือพ่ะย่ะค่ะ? กระหม่อมเคยเห็นเขาครั้งหนึ่ง เมื่อสองเดือนก่อน แม้จะมีวรยุทธ์เลิศล้ำและนิ่งสงบผิดมนุษย์มนา แต่หลิงฉีคือเด็กที่สามารถทำให้พระธุดงค์ตบะแตกได้ภายในครึ่งวันนะพ่ะย่ะค่ะ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฮ่องเต้กลับทรงสรวลออกมาเบาๆ ทว่าดวงตากลับไม่ได้ยิ้มตาม “เจ้ายังไม่รู้จักคนตระกูลอวี้ดีพอเจิ้นเทียน ตระกูลอวี้แห่งวังวารีไม่ใช่คนที่จะยอมก้มหัวให้ใคร และคุณชายใหญ่ผู้นั้น.. เขาผ่านการฝึกฝนที่คนธรรมดาต้องร้องขอความตายมาแล้ว ข้าเชื่อว่าความนิ่งดุจผิวน้ำของเขา จะเป็นสิ่งเดียวที่ดับไฟในใจของหลิงเอ๋อร์ได้”

“กระหม่อมหวังเพียงว่า.. พวกเขาจะเข้ากันได้ ไม่ใช่ฆ่ากันตายเสียก่อนพ่ะย่ะค่ะ” เฟิงโหวพึมพำ

“นั่นแหละคือสิ่งที่ข้ากังวลและคาดหวังไปพร้อมกัน” ฮ่องเต้ทรงลุกขึ้นยืน เดินมาตบบ่าผู้เป็นพี่ชายลูกพี่ลูกน้องของพระองค์เบาๆ “คนหนึ่งร้อนดั่งเพลิงกัลป์ อีกคนเย็นดุจน้ำแข็งขั้วโลก หากน้ำแข็งละลายเพลิงได้ หลิงเอ๋อร์จะกลายเป็นยอดคน แต่หากเพลิงเผาน้ำแข็งจนระเหย.. เราคงต้องทำใจเสียม้าดีไปอีกตัว”

สองคนลูกพี่ลูกน้องในสายเลือดราชนิกุล ต่างยืนนิ่งอยู่ในห้องทรงอักษร ท่ามกลางแสงเทียนที่เริ่มริบหรี่ ทั้งสองคนต่างถอดถอนใจออกมาพร้อมกันอีกครั้ง เป็นเสียงถอนหายใจที่เต็มไปด้วยความรัก ความเป็นห่วง และความคาดหวังที่ฝากไว้กับบุรุษหนุ่มชุดเทาผู้มีนามว่า อวี้หาญ

“ขอให้สวรรค์เมตตา.. ให้เจ้าเด็กนั่นรอดชีวิตกลับมาพร้อมสันดานใหม่ด้วยเถิด” เฟิงโหวพึมพำปิดท้ายต่อหน้าพระพักตร์

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ฟาดรักนายน้อยตระกูลเฟิง   35.เมื่อท่านพี่ของข้า ต้องยาปลุกกำหนัด (ตอนอวสาน)

    ท่ามกลางหุบเขาที่ปกคลุมด้วยไอหมอกนิรันดร์ สำนักวิถีวารีสงบที่เคยเงียบสงัดบัดนี้กลับตึงเครียดจนแทบจะหยุดหายใจ เสียงฝีเท้าของอาชาหลายตัวที่ควบตะบึงเข้ามาหยุดหน้าประตูใหญ่พร้อมกับร่างสูงสง่าของอวี้หาญ ที่อุ้มเฟิงหลิงฉี ไว้ในอ้อมแขนอย่างแนบแน่น ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของเหล่าศิษย์ในสำนักที่เห็นสภาพชุดมงคลสีแดงที่ขาดวิ่นและรอยเลือดที่เปรอะเปื้อนอาภรณ์สีครามของเจ้าสำนักทว่าผู้ที่ยืนขวางอยู่กลางลานหินอ่อนด้วยใบหน้าที่เขียวคล้ำด้วยโทสะคืออวี้เทียนหรง อดีตเจ้าสำนักผู้เป็นบิดา“เจ้ากล้าดีอย่างไร! อวี้หาญ! ข้าสั่งห้ามเจ้าก้าวเท้าออกจากสำนักไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องอัปยศที่ลั่วเฟิง แล้วนี่ยังกล้าพาของบรรณาการที่แปดเปื้อนผู้นี้กลับมาที่นี่อีกรึ!” อวี้หาญไม่ได้วางหลิงฉีลง แต่กลับกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นต่อหน้าบิดา นัยน์ตาที่เคยเย็นชาบัดนี้กลับวาวโรจน์ด้วยความเด็ดเดี่ยว “ภรรยาข้า! มิใช่ของบรรณาการผู้ใด และมิใช่สิ่งที่ใครจะมาตราหน้าว่าแปดเปื้อนได้ตามใจชอบ”“สามหาว!” บิดาคำรามพลางชี้หน้า “เจ้าคือความหวังของตระกูลอวี้ เป็นเจ้าสำนักที่เป็นที่เคารพรัก แต่เจ้ากลับทิ้งหน้าที่ไปเพื่อเด็กแซ่เฟิงที่ทำเรื่องงามหน้า

  • ฟาดรักนายน้อยตระกูลเฟิง   34.ปิดฉากรักอันโสมม

    ท่ามกลางเศษซากของความทระนงที่พังทลาย กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งกลับกลายเป็นยาปลุกเร้าชั้นดีที่กระตุ้นสัญชาตญาณดิบในกายของกงลั่วหมิงให้พรึงเพริด เขาจ้องมองร่างของฉินเยว่ ที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนเหล็กเส้นหนา ขึงแขนทั้งสองข้างไว้กับเสาเตียงมังกรในสภาพกึ่งนั่งกึ่งนอน แสงโคมสลัวสะท้อนให้เห็นมัดกล้ามที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อและเลือดของเจ้าเมืองโฉดกงลั่วหมิงแสยะยิ้มร้าย แววตาที่เคยสั่นไหวด้วยน้ำตา บัดนี้กลับวาวโรจน์ด้วยความกระหายอันวิปริต เขาคลานเข้าไปหาฉินเยว่ช้าๆ มือเรียวที่เปื้อนเลือดลูบไล้ไปตามแผงอกกว้างที่ขยับขึ้นลงตามจังหวะหอบหายใจ ก่อนจะออกแรงจิกเล็บลงบนแผลสดจนฉินเยว่คำรามออกมาด้วยความเจ็บปวด“เจ้าชอบรุนแรงมิใช่หรือ.. ฉินเยว่ คืนนี้ข้าจะปรนนิบัติเจ้าให้สาแก่ใจ!”“ฮ่าๆๆๆ ..” ฉินเยว่หัวเราะออกมาได้ ทั้งที่เนื้อตัวของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลและของเหลวสีแดงฉาน“เจ้าหัวเราะไปเถอะ..”กงลั่วหมิงกระชากเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นของตนเองออกจนเปลือยเปล่า เขามิได้โถมเข้าหาด้วยความอ่อนหวาน แต่กลับใช้เข่ากระแทกเข้าที่กลางลำตัวของฉินเยว่เพื่อบังคับให้อีกฝ่ายอ้าปากรับจุมพิตที่ดุเดือด เขาบดขยี้ริมฝีปากของฉินเยว่อย่างบ้

  • ฟาดรักนายน้อยตระกูลเฟิง   33.ลงทัณฑ์คนบาป

    ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งและเศษซากเครื่องเรือนที่พังทลายภายในห้องหออันวิจิตรนั้น อวี้หาญยืนปักกระบี่ลงบนพื้นไม้เคียงข้างเฟิงหลิงฉี ในขณะที่เฉินคุนบุกฝ่าบานประตูที่พังยับเยินเข้ามาสมทบพร้อมกระบี่ที่อาบไปด้วยเลือดทหารยาม เขาชะงักฝีเท้าเมื่อเห็นสภาพภายในห้องที่ดูราวกับนรกบนดินกงลั่วหมิงผู้ซึ่งบัดนี้มีสภาพไม่ต่างจากวิญญาณที่แตกสลาย ค่อยๆ ขยับกายที่โชกไปด้วยรอยราคะและคาวเลือด เขาประสานมืออีกครั้ง “ข้าขอขอบคุณพวกท่านที่ให้โอกาสข้า ..ความแค้นที่มันฝากไว้ในกายและใจข้า... ต่อให้มันตายนับพันครั้งก็มิอาจลบล้างได้ ข้าต้องการให้มันมีชีวิตอยู่ไม่สู้ตาย.. ข้าจะลงมือจัดการกับมันด้วยมือของข้าเอง!”เฉินคุนที่เพิ่งมาถึงขมวดคิ้วแน่นด้วยโทสะ “ท่านเจ้าสำนักกง! ท่านเสียสติไปแล้วรึ? คนโฉดเช่นฉินเยว่ หากปล่อยไว้ก็จะเป็นภัยต่อแผ่นดิน ทั้งต่อศิษย์น้องหลิงฉี และต่อพวกเราทุกคน! ท่านจะเก็บงูเห่าไว้ข้างกายเพื่ออะไรกัน!”เฟิงหลิงฉีมองเห็นสภาพอันน่าเวทนาของกงลั่วหมิงแล้วหัวใจพลันบีบคั้น เขาจำได้ถึงความหวาดกลัวยามที่กรงเล็บของฉินเยว่สัมผัสผิวกาย และเขารู้ดีว่าสิ่งที่กงลั่วหมิงได้รับนั้นหนักหนาสาหัสกว่าเขานับหม

  • ฟาดรักนายน้อยตระกูลเฟิง   32.เพลิงวารีพิฆาตอัคคี

    บรรยากาศภายในห้องหอที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นหอมรัญจวนของกำยาน บัดนี้กลับคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นอายแห่งการเข่นฆ่าและเสียงหอบหายใจอันสิ้นหวัง เฟิงหลิงฉีถูกบังคับให้นอนราบอยู่บนเตียงกว้าง ร่างกายที่เคยสง่างามถูกกดไว้ด้วยพละกำลังมหาศาลของฉินเยว่ เสื้อผ้าสีมงคลฉีกขาดเผยให้เห็นผิวขาวละเอียดที่บัดนี้เต็มไปด้วยรอยแดงจากการบีบคั้น ดวงตาของหลิงฉีพร่าเลือนด้วยน้ำตาแห่งความคับแค้น มือเรียวพยายามปัดป้องทว่ากลับไร้เรี่ยวแรงจะต้านทานโรคกำหนัดที่บ้าคลั่งของเจ้าเมืองโฉดชั่ว“เฟิงหลิงฉี..ไม่มีใครช่วยเจ้าได้หรอก!” ฉินเยว่คำรามพลางโน้มใบหน้าลงซุกไซ้ซอกคอขาวอย่างหยาบโลนทว่าจังหวะนี้..ปัง!เสียงบานหน้าต่างไม้แกะสลักระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ เศษไม้ปลิวว่อนไปทั่วห้อง พร้อมกับกระแสลมเย็นจัดที่พัดกรรโชกเข้ามาอย่างรุนแรง ไอเย็นสุดขั้วนั้นแผ่ซ่านจนหยดน้ำในแจกันกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งในชั่วพริบตา เงาร่างสูงสง่าในชุดสีครามเข้มทะยานผ่านม่านหมอกเข้ามาดุจเทพแห่งความตาย“ฉินเยว่!! เอามือสกปรกของเจ้าออกจากเมียข้าเดี๋ยวนี้!”เสียงนั้นกังวานและทรงอำนาจดุจเสียงกัมปนาทจากสรวงสวรรค์ “อาจารย์.. ในที่สุดท่านก็มาแล้ว..” หลิงฉีดีใจจนสุดจะกล

  • ฟาดรักนายน้อยตระกูลเฟิง   31.ร่วมใจปะทะกองกำลังฉินเยว่

    ท่ามกลางความมืดมิดนอกกำแพงจวนอันสูงตระหง่าน เงาร่างสองสายทะยานขึ้นสู่ยอดกำแพงด้วยท่าทางที่คล่องแคล่ว อวี้หานเหยียนและเฉินคุน หมอบนิ่งอยู่บนสันกำแพง ลอบมองทหารยามที่เดินตรวจตราอย่างหนาแน่น“ข้าจะเข้าไปทางทิศตะวันออก เป็นตัวล่อให้เจ้า ส่วนเจ้าแฝงตัวไปทางห้องหอ หาหลิงฉีให้เจอ!” หานเหยียนกระซิบสั่ง แววตาคมกริบดุจเหยี่ยว“ไม่ได้! มันอันตรายเกินไปอาจารย์อา ข้าไปเอง!” เฉินคุนยังคงดื้อรั้นด้วยความห่วงใย“นี่คือคำสั่ง! อย่าให้ข้าต้องเสียเวลา!” หานเหยียนไม่รอฟังคำทัดทาน นางดีดตัวลงจากกำแพงพร้อมกับง้างคันธนูคู่กาย ในชั่วพริบตา ลูกธนูสามดอกก็พุ่งวาบออกไปพร้อมกัน ปักเข้าที่ลำคอของทหารยามสามนายอย่างแม่นยำและเงียบเชียบ“ผู้บุกรุก! มีผู้บุกรุก!” เสียงตะโกนดังขึ้นพร้อมกับกองกำลังทหารที่กรูกันเข้ามาหานเหยียนหาได้ตื่นตระหนกไม่ นางขยับกายพลิ้วไหวดุจปักษาสวรรค์ ใช้คันธนูแทนอาวุธระยะประชิด ฟาดกระแทกเข้าที่จุดตายของทหารที่พุ่งเข้ามา ท่วงท่าของนางงดงามทว่าเปี่ยมไปด้วยรังสีสังหารเฉินคุนเห็นดังนั้นจึงกัดฟันกรอด เขาชักกระบี่ออกมาแล้วพุ่งเข้าใส่กองทหารอีกด้านเพื่อช่วยเปิดทาง “ใครบังอาจแตะต้องอาจารย์อาของข้า ข้

  • ฟาดรักนายน้อยตระกูลเฟิง   30.กงลั่วหมิงถูกขืนใจ(NC)

    ภายในเรือนพักปีกตะวันตกของจวนเจ้าเมืองลั่วเฟิงที่เคยวางตนอย่างสงบสง่างาม บัดนี้กลับคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นอายแห่งความพินาศ ข้าวของล้ำค่าแจกันลายครามจากยุคบรรพกาลแตกกระจายเกลื่อนพื้น ผ้าม่านไหมถูกกระชากขาดวิ่น ราวกับมีพายุคลั่งพัดผ่านห้องนอนของกงลั่วหมิงเจ้าสำนักอัคคีเพลิงผลาญผู้เคยทระนงบัดนี้ยืนอยู่กลางห้องกว้างใหญ่ ลมหายใจหอบถี่จนทรวงอกขยับขึ้นลงอย่างรุนแรง เส้นผมที่เคยรวบไว้อย่างประณีตหลุดลุ่ยระใบหน้าซูบซีดนั้น หยดเลือดซึมออกมาจากฝ่ามือที่กำเศษกระเบื้องแน่นจนแหลกละเอียด ทว่าความเจ็บปวดทางกายนั้นไม่อาจเทียบได้แม้เพียงเศษเสี้ยวของความรุ่มร้อนที่แผดเผาอยู่ในขั้วหัวใจเขามองดูเงาของตัวเองในกระจกเงาที่แตกเป็นเสี่ยง เห็นดวงตาที่แดงก่ำและเต็มไปด้วยความอัปยศ‘เหตุใดต้องเป็นเฟิงหลิงฉี.. เหตุใดเจ้าถึงมองแต่มัน!’ กงลั่วหมิงคำรามแผ่วเบาในลำคอ ความร้อนรนบีบคั้นให้เขารู้สึกเหมือนจะเสียสติ เขาโกรธแค้น โกรธจนอยากจะเผาทั้งจวนนี้ให้กลายเป็นจุณ ทว่าในความโกรธแค้นนั้นกลับมีความรู้สึกหนึ่งที่แหลมคมดุจเข็มพิษทิ่มแทงหัวใจอย่างต่อเนื่อง มันคือความอิจฉาเขารู้ดีว่าตัวเองไร้ค่าไปแล้วในสายตาของฉินเยว่ เมื่อหงส์

  • ฟาดรักนายน้อยตระกูลเฟิง   5.กฏเหล็กของสำนักวิถีวารีสงบ

    ห่างไกลออกไปทางทิศเหนือที่ปกคลุมด้วยหิมะตลอดทั้งปี ณ ที่ยอดเขาเทียนซาน เป็นที่ตั้งของสำนักวิถีวารีสงบ คฤหาสน์หลังมหึมาที่สร้างขึ้นจากหินหยกขาวสลักเสลาอย่างประณีต ที่นี่คือบ้านของตระกูลอวี้ ตระกูลที่ไม่เคยข้องแวะกับทางโลกหากไม่จำเป็น ทว่ากลับทรงอิทธิพลจนแม้แต่ฮ่องเต้ยังต้องเกรงใจภายในห้องโถงหลักที่

  • ฟาดรักนายน้อยตระกูลเฟิง   3.จวนท่านโหวลุกเป็นไฟ

    จวนเฟิงโหวตั้งอยู่ทิศตะวันออกของเมืองหลวง พื้นที่กว้างขวางกินอาณาเขตนับร้อยไร่ กำแพงสูงตระหง่านและประตูสีแดงชาดบ่งบอกถึงอำนาจที่ได้รับพระราชทานจากฮ่องเต้ ทว่าภายใต้ความสง่างามนั้น บรรดาบ่าวไพร่ต่างรู้ดีว่าการทำงานที่นี่เปรียบเสมือนการเดินอยู่บนกองไฟ โดยมีเฟิงหลิงฉี เป็นต้นเพลิงเหตุผลหลักที่ทำให้หล

  • ฟาดรักนายน้อยตระกูลเฟิง   2.ตัวตนของอวี้หาญ

    ความโกลาหลที่ตลาดกลางเมืองหลวงแคว้นฉินสงบลงแล้ว ทิ้งไว้เพียงรอยเปียกโชกบนตัวนายน้อยเฟิงหลิงฉีและความอัปยศที่ไม่มีวันลบเลือน ทว่าสำหรับอวี้หาญ ชายหนุ่มในชุดผ้าป่านสีเทาซีด เรื่องราวเหล่านั้นเปรียบเสมือนฝุ่นผงที่เขาเพียงแค่ปัดทิ้งจากแขนเสื้อเขายังคงเดินต่อไปด้วยท่วงท่าที่หากใครสังเกตให้ดีจะพบว่า ทุก

  • ฟาดรักนายน้อยตระกูลเฟิง   1.พยศกลางตลาด

    แสงแดดยามอู่ (11.00 – 12.59 น.) แผดจ้าลงบนถนนสายหลักของเมืองหลวงแคว้นฉิน ทว่าความร้อนแรงของดวงอาทิตย์กลับไม่อาจเทียบเท่ากับเสียงฝีเท้าขบวนม้าที่หวดตะบึงเข้ามาด้วยความเร็วสูง จนชาวบ้านที่กำลังจับจ่ายซื้อของต้องแตกตื่นพากันหลบวูบเข้าข้างทาง“หลบไป! ใครขวางทางม้าข้า ข้าจะสั่งโบยให้หลังขาด!”เสียงใสทว่

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status