Masukณ ยอดเขาโชติช่วง ที่ตั้งของสำนักเทวะอัคคีผลาญ เปลวเพลิงในกระถางสำริดขนาดมหึมาโชติช่วงอยู่ตลอดทั้งวันคืน ราวกับจะประกาศศักดาความยิ่งใหญ่ของวิชาปราณเพลิงให้โลกรู้ ทว่าในห้องโถงกลาง เจ้าสำนักกงลั่วหมิง กลับกำลังขว้างจอกสุราลงบนพื้นจนแตกกระจาย
"อีกแล้วหรือ.. ผลการประลองคัดเลือกสิบยอดฝีมือฝ่ายธรรมะ สำนักเทวะอัคคีผลาญของข้ายังคงเป็นรองสำนักวิถีวารีสงบอยู่อีกก้าวหนึ่งเสมอ!"
เสียงตวาดนั้นเต็มไปด้วยโทสะ กงลั่วหมิงกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เขาเพียรฝึกฝนวิชาเพลิงกัลป์ผลาญฟ้าจนถึงขั้นสูงสุด แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับอวี้หาญ เจ้าสำนักวิถีวารีสงบ ความร้อนแรงของเขากลับถูกสยบด้วยความเย็นเยียบที่นุ่มนวลแต่แข็งแกร่ง ราวกับกองไฟที่ถูกมหาสมุทรโถมทับ
"ท่านเจ้าสำนัก โปรดระงับโทสะด้วย" มู่เฉิน กุนซือหนุ่มในชุดบัณฑิตสีเทาเดินเข้ามาอย่างเงียบเชียบ "ความแข็งกร้าวไม่อาจชนะความอ่อนโยนด้วยกำลังเพียงอย่างเดียวได้ ท่านก็ทราบดีว่าตราบใดที่อวี้หาญยังนั่งตำแหน่งนั้นอยู่ ยอดเขาแห่งความสงบนั่นจะยังคงขวางทางเดินของท่านเสมอ"
"เจ้าจะให้ข้านั่งรอให้มันแก่ตายไปเองหรือไง!" กงลั่วหมิงหันมาถลึงตาใส่
มู่เฉินยิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มที่ชวนให้สันหลังเย็นวาบ "ข้ามีข่าววงในแจ้งมาว่า เมื่อวานนี้เฟิงหลิงฉี คุณชายน้อยตระกูลเฟิง ได้รับการส่งตัวเข้าสู่สำนักวิถีวารีสงบเพื่อขัดเกลานิสัยดื้อรั้น"
กงลั่วหมิงชะงัก "ลูกชายของแม่ทัพเฟิงเจิ้นเทียนน่ะหรือ? เจ้าเด็กที่ฮ่องเต้ทรงเอ็นดูเหมือนโอรสแท้ๆ คนนั้น?"
"ถูกต้องแล้วขอรับ" มู่เฉินก้าวเข้ามาใกล้ "หากว่า.. เด็กคนนั้นไปถึงที่นั่นแล้ว ไม่ได้กลับออกมาเล่า? หากความตายของแก้วตาดวงใจแม่ทัพเฟิงเกิดขึ้นภายใต้การดูแลของอวี้หาญ ท่านคิดว่าพยัคฆ์แห่งชายแดนอย่างเฟิงเจิ้นเทียนจะถล่มยอดเขาวารีสงบให้ราบเป็นหน้ากลองหรือไม่? และที่สำคัญที่สุด ฮ่องเต้ที่รักเด็กคนนี้ปานแก้วตาดวงใจ ย่อมไม่อาจอยู่นิ่งเฉย ต้องมีราชโองการกวาดล้างสำนักวิถีวารีสงบฐานะบกพร่องและเป็นภัยต่อความมั่นคงแน่"
ดวงตาของกงลั่วหมิงเริ่มประกายแสงแห่งความชั่วร้าย "เมื่อสำนักวิถีวารีสงบล่มสลาย ทั่วหล้านี้ ใครเล่าจะกล้าต่อกรกับสำนักเทวะอัคคีผลาญของข้า"
บนยอดเขาเมฆาคล้อย ที่ตั้งของสำนักวิถีวารีสงบ บรรยากาศช่างแตกต่างจากสำนักเทวะอัคคีผลาญอย่างสิ้นเชิง ที่นี่มีน้ำตกไหลริน ไอหมอกปกคลุม และเงียบสงบราวกับแดนเซียนไม่มีผิด
และท่ามกลางแสงสลัวของรุ่งอรุณ ที่ยังไม่ปรากฏแสงสีทองดี เฟิงหลิงฉีลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่ต่างจากเมื่อวาน แม้ร่างกายจะยังปวดระบมจากบาดแผล แต่ในหัวกลับเต็มไปด้วยแผนการที่ทำเอาเขาเผลอหัวเราะคิกคักอยู่คนเดียวบนเตียงแข็งๆ
‘อวี้หาญนะอวี้หาญ.. ปีศาจไร้หัวใจเช่นเจ้า ในเมื่อเจ้าอยากเป็นอาจารย์ใจโหดนัก ข้าก็จะลองเป็นศิษย์ผู้อ่อนแอให้เจ้าดู!’
หลิงฉีลุกขึ้นมาจัดแจงตัวเองอย่างพิถีพิถันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาในสำนัก เขาไม่ได้ใส่ชุดหรูหราเพราะถูกริบไปหมดแล้ว แต่เขาเลือกที่จะใช้ศิลปะการแต่งกายเข้าช่วย เขาหยิบชุดศิษย์สายนอกสีเทาตัวเดิมมาสวม ทว่าคราวนี้เขาจงใจไม่มัดสายรัดเอวให้แน่นจนเกินไป ปล่อยให้อาภรณ์หลวมโคร่งเล็กน้อยเพื่อเผยให้เห็นลำคอระหงขาวเนียน และจงใจปล่อยปอยผมให้ตกลงมาปรกใบหน้าในจังหวะที่พอเหมาะพอดี
เขายืนส่องหน้าตัวเองในอ่างน้ำดินเผาใบเล็ก พลางซ้อมสีหน้าอมทุกข์แต่แฝงความเข้มแข็งที่เหยียนเหยียนแนะนำมา
“เอาล่ะ.. เริ่มได้!”
ณ ลานฝึกกว้างขวางที่ถูกโอบล้อมด้วยหน้าผาสูงชัน เสียงฝีเท้าหนักแน่นและเสียงลมจากการตวัดกระบี่ดังกึกก้องไปทั่วหุบเขาเมฆาคล้อย บรรยากาศเต็มไปด้วยความกดดันและจริงจัง ศิษย์สายนอกและสายในนับร้อยชีวิตต่างยืนเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบ โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่บุรุษผู้หนึ่งที่กำลังร่ายรำเพลงกระบี่ขั้นสูงอยู่หน้าแถว
บุรุษผู้นั้นคือศิษย์พี่ใหญ่ เฉินคุน ชายหนุ่มร่างกายกำยำ ใบหน้าคมเข้มแฝงด้วยความดุดัน เขาคือผู้ที่ได้รับความไว้วางใจจากอวี้หาญมากที่สุด ท่วงท่าของเขานั้นหนักแน่นราวกับขุนเขา ทุกจังหวะที่เขาสะบัดกระบี่เหล็กกล้า แสงสีเงินวาววับจะกรีดผ่านอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิวชวนขนลุก
“ตั้งสติ! รวมศูนย์ลมปราณไว้ที่ปลายเท้า!” เฉินคุนตวาดสั่งเสียงดัง กังวานไปทั่วลานฝึก
ทว่าท่ามกลางความเคร่งเครียดนั้นเฟิงหลิงฉีในชุดศิษย์สายนอกสีเทาหยาบๆ กลับยืนอยู่ในแถวหลังสุดด้วยท่าทางที่ดูต่างออกไป มือขาวบางกุมด้ามกระบี่ไม้ไผ่ไว้อย่างหลวมๆ ดวงตากลมโตไม่ได้จดจ้องที่ท่วงท่าของศิษย์พี่ใหญ่ แต่กลับทอดมองตรงไปยังเบื้องบน
ที่ที่มีใครบางคนนั่งอยู่
บนแท่นหินสูงเหนือลานฝึกนั้น อวี้หาญนั่งนิ่งสงบดั่งรูปปั้นสลัก เขาสวมอาภรณ์สีดำขลับที่ตัดกับสีเทาของสายหมอกรอบกาย ใบหน้าคมสันยังคงเฉยชาไร้ความรู้สึก ดวงตาคมกริบดุจพยัคฆ์กวาดมองเหล่าลูกศิษย์อย่างเป็นจังหวะ แต่กลับไม่มีแววแห่งความพึงพอใจหรือตำหนิปรากฏออกมาแม้แต่น้อย
‘เจ้าคนหน้าน้ำแข็ง.. เจ้านั่งนิ่งขนาดนั้นไม่เมื่อยบ้างหรืออย่างไร?’ หลิงฉีคิดในใจพลางเบ้ปากเล็กน้อย
เขาคิดถึงแผนการที่วางไว้ตั้งแต่เมื่อคืน แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะมองเห็นอวี้หาญในมุมนี้ ระหว่างพวกเขาดูห่างเหินเกินไปแล้ว ราวกับอีกฝ่ายเป็นเทพเซียนที่อยู่บนวิมานชั้นฟ้า ยากนักที่คนธรรมดาเช่นเขาจะเอื้อมถึง
‘เหยียนเหยียนบอกว่าเจ้าไม่เคยมีความรัก.. แล้วคนเยี่ยงข้าต้องทำเช่นไรถึงจะเขย่าใจคนอย่างเจ้าได้กันนะ?’
“เฟิงหลิงฉี! สมาธิเจ้าหายไปไหน!”
เสียงตวาดของเฉินคุนทำให้หลิงฉีสะดุ้งสุดตัว เขาหันกลับมาพบว่าศิษย์พี่ใหญ่กำลังยืนจ้องหน้าเขาด้วยสายตาไม่พอใจ เฉินคุนเดินเข้ามาหาคุณชายน้อยทีละก้าว ความกดดันมหาศาลทำเอาหลิงฉีแอบลอบกลืนน้ำลาย
“ศิษย์พี่ใหญ่ ข้าเพียงแต่..”
“ที่นี่คือสำนักยุทธ์ ไม่ใช่จวนโหวของพ่อเจ้า!” เฉินคุนกดเสียงต่ำ แววตาแฝงด้วยความหมั่นไส้ “ข้าเห็นเจ้ามัวแต่ลอบมองท่านอาจารย์ เจ้าคิดว่าความงามของเจ้าจะทำให้เจ้าไม่ต้องฝึกหนักเหมือนคนอื่นอย่างนั้นเรอะ!”
คำพูดของเฉินคุนทำให้ศิษย์คนอื่นๆ เริ่มหันมาหัวเราะเยาะคิกคัก หลิงฉีหน้าแดงซ่านด้วยความอับอายและโกรธเคือง เขาเหลือบมองขึ้นไปบนแท่นหิน หวังจะเห็นอวี้หาญยื่นมือเข้ามาช่วยหรือพูดอะไรบางอย่าง แต่อวี้หาญกลับยังคงนั่งนิ่งเฉยราวกับไม่ได้ยินเรื่องราวที่เกิดขึ้นเบื้องล่าง
‘เจ้ามันปีศาจไร้หัวใจจริงๆ ด้วย.. เห็นข้าโดนรังแกต่อหน้าต่อตา ยังนิ่งได้ขนาดนี้!’
ความแค้นเริ่มสุมอก หลิงฉีกำกระบี่ไม้ไผ่ในมือแน่น เขาเริ่มมองหาโอกาส ในการล้างแค้นและทำตามคำแนะนำของเหยียนเหยียน
“ถ้าศิษย์พี่ใหญ่คิดว่าข้ามัวแต่เล่น..ท่านก็ลองทดสอบข้าดูสิขอรับ” หลิงฉีเชิดหน้าขึ้นอย่างท้าทาย แววตาซุกซนกลับมาฉายชัดอีกครั้ง “ข้าอยากรู้นักว่า วรยุทธ์ที่ท่านอาจารย์สอนท่านมา มันจะแน่สักแค่ไหน”
เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วลานฝึก ใครจะคิดว่าคุณชายน้อยที่เพิ่งขึ้นเขามาไม่ถึงสองวันจะกล้าท้าทายศิษย์มือหนึ่งของสำนักได้
เฉินคุนแสยะยิ้ม “ดี! ในเมื่อเจ้าอยากรนหาที่ตายนัก ข้าก็จะสงเคราะห์ให้!”
การประลองเริ่มขึ้นท่ามกลางสายตาของลูกศิษย์นับร้อย และดวงตาที่สงบนิ่งของอวี้หาญเบื้องบน เฉินคุนพุ่งเข้าหาหลิงฉีด้วยความเร็วที่เหนือชั้น แต่หลิงฉีกลับโยกตัวหลบได้อย่างหวุดหวิด
หลิงฉีรู้ดีว่าเขาไม่มีทางชนะด้วยกำลัง แต่เขามีสิ่งที่เฉินคุนไม่มี.. นั่นคือมารยา
ขณะที่เฉินคุนวาดกระบี่เหล็กเข้ามาหมายจะจ่อที่คอหอยของคุณชายน้อย หลิงฉีกลับไม่หลบ แต่เขากลับจงใจก้าวเท้าพลาดแล้วล้มลงไปทางด้านที่อวี้หาญนั่งอยู่ พร้อมกับส่งเสียงร้องที่ฟังดูน่าสงสารที่สุดในชีวิต
“โอ้ย! อาจารย์ ช่วยข้าด้วย!”
ร่างโปร่งบางไถลไปกับพื้นลานฝึก ชุดสีเทาขาดรุ่ยเผยให้เห็นหัวเข่าที่แดงช้ำ หลิงฉีแสร้งทำเป็นเจ็บปวดจนน้ำตาคลอเบ้า เขาเงยหน้าที่ดูอ่อนแรงขึ้นมองอวี้หาญที่อยู่บนแท่นหิน
ในวินาทีนั้นเอง อวี้หาญที่นั่งนิ่งมาตลอดกลับขยับตัว เขาพุ่งตัวลงจากแท่นหินสูงชันราวกับนกอินทรีที่โฉบลงมาหาเหยื่อ ร่างสีดำขลับร่อนลงยืนขวางระหว่างเฉินคุนและหลิงฉีไว้อย่างแม่นยำ
“พอได้แล้วเฉินคุน” เสียงทุ้มต่ำของอวี้หาญทรงอำนาจจนเฉินคุนต้องรีบเก็บกระบี่แล้วคุกเข่าลง
“ขออภัยท่านอาจารย์ ศิษย์เพียงแต่ต้องการสั่งสอนศิษย์น้อง ให้เขารู้จักระเบียบเท่านั้นขอรับ”
“ข้าสอนเขาเองได้ เจ้าไปคุมศิษย์คนอื่นฝึกต่อเถิด” อวี้หาญสั่งโดยไม่หันไปมอง ก่อนจะก้มลงมองศิษย์ตัวแสบที่นั่งกองอยู่บนพื้น
หลิงฉีเห็นดังนั้นก็เริ่มแผนการขั้นที่สองทันที เขารีบทำตัวสั่นเทา เอื้อมมือไปจับชายเสื้อของอวี้หาญไว้แน่น “อาจารย์.. ศิษย์พี่ใหญ่เขาจะฆ่าข้า.. ข้ากลัวเหลือเกินขอรับ”
อวี้หาญมองมือน้อยที่สั่นระริกนั้น นัยน์ตาที่เคยเย็นชาดูจะวูบไหวไปชั่วครู่ เขาคว้าฝ่ามือของหลิงฉีขึ้นมาดูแผล และดูที่หัวเข่า ก่อนจะถอนหายใจออกมาแผ่วเบา
“เจ้ามันหาเรื่องใส่ตัว หลิงฉี” แม้คำพูดจะดูดุ แต่สัมผัสที่อวี้หาญช้อนตัวคุณชายน้อยขึ้นมาอุ้มนั้นกลับนุ่มนวลอย่างประหลาด
หลิงฉีถือโอกาสซุกหน้าลงกับแผงอกของอวี้หาญพลางลอบยิ้มร้ายกาจในมุมที่ไม่มีใครเห็น ‘หึ.. ในที่สุดเจ้าปีศาจไร้หัวใจเช่นเจ้า ก็ยอมลงจากหอคอยมาหาข้าแล้ว’
ปีศาจไร้หัวใจกลับเปลี่ยนท่าอุ้มเป็นแบกร่างหลิงฉีไว้บนบ่าแทน หลิงฉีตาเหลือกค้างขณะศีรษะของเขาห้อยต่องแต่งทางด้านหลังร่างสูง
“โอ้ย อาจารย์เหตุใดท่าน..ข้าเวียนหัวจะตายแล้ว!”
“เจ้ามันหาเรื่องใส่ตัว”
“อาจารย์ขอรับ ท่านรีบเปลี่ยนท่าอุ้มข้าเถอะ เปลี่ยนเป็นอุ้มแบบอุ้มสาวงามได้หรือไม่ ท่านแบกข้าเยี่ยงนี้ ข้าหายใจไม่ทั่วท้องแล้ว”
“หากเจ้าไม่หยุดพูด ข้าจะโยนเจ้าลงจากหน้าผานี่เสีย”
อวี้หาญพาร่างบางมาหยุดยังม้าหินใต้ต้นท้อ กลีบสีชมพูอ่อนร่วงโรยตามแรงลมประหนึ่งฉากฝัน เขาวางหลิงฉีลงอย่างระมัดระวัง ก่อนเอ่ยเรียกศิษย์สายนอกคนหนึ่งให้เข้ามาดูบาดแผล
“เฉิงเฉิง มาดูเขา”
กล่าวจบก็หันหลังเดินจากไปทันที โดยไม่หันกลับมามองอีก ทิ้งให้หลิงฉีอยู่กับศิษย์หนุ่มผู้รู้เรื่องการรักษาแผลด้วยสมุนไพรที่ปลูกล้อมเรือนพักแห่งนั้น
“โอ้ย! แสบ! ศิษย์พี่ท่านนี้ ท่านเอาอะไรใส่แผลข้ากันแน่” หลิงฉีโอดครวญ เมื่อผงสมุนไพรสีเขียวหม่นถูกโรยลงบนแผลสดบริเวณหัวเข่าและฝ่ามือ
ศิษย์พี่ผู้นั้นยิ้มบาง “สมุนไพรชนิดนี้เรียกว่าซานซี ใช้ห้ามเลือดและฟื้นฟูอาการช้ำใน ศิษย์น้องเจ้าก็ทนหน่อยเถิด อีกไม่นานก็หายแล้ว”
มือของเฉิงเฉิงยังคงทำงานอย่างคล่องแคล่ว แต่สายตากลับเหลือบมองหลิงฉีอย่างพินิจ
“เจ้าช่างพิเศษนัก ข้าไม่เคยเห็นท่านอาจารย์แตะต้องร่างกายศิษย์ผู้ใดมาก่อน เจ้าเจ็บเพียงเล็กน้อย แถมเป็นแค่แผลภายนอก ท่านกลับแบกเจ้ามาหาข้าด้วยตนเอง แล้วยังกำชับให้ข้ารักษาแผลให้ดีอีก”
เพียงถ้อยคำไม่กี่ประโยคของเฉิงเฉิง ก็ทำให้หัวใจหลิงฉีพลันพองโตอย่างห้ามไม่อยู่ มุมปากยกยิ้มอย่างคนกำชัยในเกมที่อีกฝ่ายยังไม่ทันรู้ตัวว่าได้ก้าวลงมาแล้ว
‘เจ้าปีศาจไร้หัวใจ ที่แท้ก็ใจอ่อนกับข้าอยู่บ้าง’ สายตาเป็นประกายวับวาว แสดงถึงแผนการฉายชัดขึ้นเรื่อยๆ ‘คอยดูเถิด อีกไม่นานหรอก ข้าจะทำให้เจ้าถอดเกราะเย็นชานั่นออกเองกับมือ’
ท่ามกลางหุบเขาที่ปกคลุมด้วยไอหมอกนิรันดร์ สำนักวิถีวารีสงบที่เคยเงียบสงัดบัดนี้กลับตึงเครียดจนแทบจะหยุดหายใจ เสียงฝีเท้าของอาชาหลายตัวที่ควบตะบึงเข้ามาหยุดหน้าประตูใหญ่พร้อมกับร่างสูงสง่าของอวี้หาญ ที่อุ้มเฟิงหลิงฉี ไว้ในอ้อมแขนอย่างแนบแน่น ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของเหล่าศิษย์ในสำนักที่เห็นสภาพชุดมงคลสีแดงที่ขาดวิ่นและรอยเลือดที่เปรอะเปื้อนอาภรณ์สีครามของเจ้าสำนักทว่าผู้ที่ยืนขวางอยู่กลางลานหินอ่อนด้วยใบหน้าที่เขียวคล้ำด้วยโทสะคืออวี้เทียนหรง อดีตเจ้าสำนักผู้เป็นบิดา“เจ้ากล้าดีอย่างไร! อวี้หาญ! ข้าสั่งห้ามเจ้าก้าวเท้าออกจากสำนักไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องอัปยศที่ลั่วเฟิง แล้วนี่ยังกล้าพาของบรรณาการที่แปดเปื้อนผู้นี้กลับมาที่นี่อีกรึ!” อวี้หาญไม่ได้วางหลิงฉีลง แต่กลับกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นต่อหน้าบิดา นัยน์ตาที่เคยเย็นชาบัดนี้กลับวาวโรจน์ด้วยความเด็ดเดี่ยว “ภรรยาข้า! มิใช่ของบรรณาการผู้ใด และมิใช่สิ่งที่ใครจะมาตราหน้าว่าแปดเปื้อนได้ตามใจชอบ”“สามหาว!” บิดาคำรามพลางชี้หน้า “เจ้าคือความหวังของตระกูลอวี้ เป็นเจ้าสำนักที่เป็นที่เคารพรัก แต่เจ้ากลับทิ้งหน้าที่ไปเพื่อเด็กแซ่เฟิงที่ทำเรื่องงามหน้า
ท่ามกลางเศษซากของความทระนงที่พังทลาย กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งกลับกลายเป็นยาปลุกเร้าชั้นดีที่กระตุ้นสัญชาตญาณดิบในกายของกงลั่วหมิงให้พรึงเพริด เขาจ้องมองร่างของฉินเยว่ ที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนเหล็กเส้นหนา ขึงแขนทั้งสองข้างไว้กับเสาเตียงมังกรในสภาพกึ่งนั่งกึ่งนอน แสงโคมสลัวสะท้อนให้เห็นมัดกล้ามที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อและเลือดของเจ้าเมืองโฉดกงลั่วหมิงแสยะยิ้มร้าย แววตาที่เคยสั่นไหวด้วยน้ำตา บัดนี้กลับวาวโรจน์ด้วยความกระหายอันวิปริต เขาคลานเข้าไปหาฉินเยว่ช้าๆ มือเรียวที่เปื้อนเลือดลูบไล้ไปตามแผงอกกว้างที่ขยับขึ้นลงตามจังหวะหอบหายใจ ก่อนจะออกแรงจิกเล็บลงบนแผลสดจนฉินเยว่คำรามออกมาด้วยความเจ็บปวด“เจ้าชอบรุนแรงมิใช่หรือ.. ฉินเยว่ คืนนี้ข้าจะปรนนิบัติเจ้าให้สาแก่ใจ!”“ฮ่าๆๆๆ ..” ฉินเยว่หัวเราะออกมาได้ ทั้งที่เนื้อตัวของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลและของเหลวสีแดงฉาน“เจ้าหัวเราะไปเถอะ..”กงลั่วหมิงกระชากเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นของตนเองออกจนเปลือยเปล่า เขามิได้โถมเข้าหาด้วยความอ่อนหวาน แต่กลับใช้เข่ากระแทกเข้าที่กลางลำตัวของฉินเยว่เพื่อบังคับให้อีกฝ่ายอ้าปากรับจุมพิตที่ดุเดือด เขาบดขยี้ริมฝีปากของฉินเยว่อย่างบ้
ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งและเศษซากเครื่องเรือนที่พังทลายภายในห้องหออันวิจิตรนั้น อวี้หาญยืนปักกระบี่ลงบนพื้นไม้เคียงข้างเฟิงหลิงฉี ในขณะที่เฉินคุนบุกฝ่าบานประตูที่พังยับเยินเข้ามาสมทบพร้อมกระบี่ที่อาบไปด้วยเลือดทหารยาม เขาชะงักฝีเท้าเมื่อเห็นสภาพภายในห้องที่ดูราวกับนรกบนดินกงลั่วหมิงผู้ซึ่งบัดนี้มีสภาพไม่ต่างจากวิญญาณที่แตกสลาย ค่อยๆ ขยับกายที่โชกไปด้วยรอยราคะและคาวเลือด เขาประสานมืออีกครั้ง “ข้าขอขอบคุณพวกท่านที่ให้โอกาสข้า ..ความแค้นที่มันฝากไว้ในกายและใจข้า... ต่อให้มันตายนับพันครั้งก็มิอาจลบล้างได้ ข้าต้องการให้มันมีชีวิตอยู่ไม่สู้ตาย.. ข้าจะลงมือจัดการกับมันด้วยมือของข้าเอง!”เฉินคุนที่เพิ่งมาถึงขมวดคิ้วแน่นด้วยโทสะ “ท่านเจ้าสำนักกง! ท่านเสียสติไปแล้วรึ? คนโฉดเช่นฉินเยว่ หากปล่อยไว้ก็จะเป็นภัยต่อแผ่นดิน ทั้งต่อศิษย์น้องหลิงฉี และต่อพวกเราทุกคน! ท่านจะเก็บงูเห่าไว้ข้างกายเพื่ออะไรกัน!”เฟิงหลิงฉีมองเห็นสภาพอันน่าเวทนาของกงลั่วหมิงแล้วหัวใจพลันบีบคั้น เขาจำได้ถึงความหวาดกลัวยามที่กรงเล็บของฉินเยว่สัมผัสผิวกาย และเขารู้ดีว่าสิ่งที่กงลั่วหมิงได้รับนั้นหนักหนาสาหัสกว่าเขานับหม
บรรยากาศภายในห้องหอที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นหอมรัญจวนของกำยาน บัดนี้กลับคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นอายแห่งการเข่นฆ่าและเสียงหอบหายใจอันสิ้นหวัง เฟิงหลิงฉีถูกบังคับให้นอนราบอยู่บนเตียงกว้าง ร่างกายที่เคยสง่างามถูกกดไว้ด้วยพละกำลังมหาศาลของฉินเยว่ เสื้อผ้าสีมงคลฉีกขาดเผยให้เห็นผิวขาวละเอียดที่บัดนี้เต็มไปด้วยรอยแดงจากการบีบคั้น ดวงตาของหลิงฉีพร่าเลือนด้วยน้ำตาแห่งความคับแค้น มือเรียวพยายามปัดป้องทว่ากลับไร้เรี่ยวแรงจะต้านทานโรคกำหนัดที่บ้าคลั่งของเจ้าเมืองโฉดชั่ว“เฟิงหลิงฉี..ไม่มีใครช่วยเจ้าได้หรอก!” ฉินเยว่คำรามพลางโน้มใบหน้าลงซุกไซ้ซอกคอขาวอย่างหยาบโลนทว่าจังหวะนี้..ปัง!เสียงบานหน้าต่างไม้แกะสลักระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ เศษไม้ปลิวว่อนไปทั่วห้อง พร้อมกับกระแสลมเย็นจัดที่พัดกรรโชกเข้ามาอย่างรุนแรง ไอเย็นสุดขั้วนั้นแผ่ซ่านจนหยดน้ำในแจกันกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งในชั่วพริบตา เงาร่างสูงสง่าในชุดสีครามเข้มทะยานผ่านม่านหมอกเข้ามาดุจเทพแห่งความตาย“ฉินเยว่!! เอามือสกปรกของเจ้าออกจากเมียข้าเดี๋ยวนี้!”เสียงนั้นกังวานและทรงอำนาจดุจเสียงกัมปนาทจากสรวงสวรรค์ “อาจารย์.. ในที่สุดท่านก็มาแล้ว..” หลิงฉีดีใจจนสุดจะกล
ท่ามกลางความมืดมิดนอกกำแพงจวนอันสูงตระหง่าน เงาร่างสองสายทะยานขึ้นสู่ยอดกำแพงด้วยท่าทางที่คล่องแคล่ว อวี้หานเหยียนและเฉินคุน หมอบนิ่งอยู่บนสันกำแพง ลอบมองทหารยามที่เดินตรวจตราอย่างหนาแน่น“ข้าจะเข้าไปทางทิศตะวันออก เป็นตัวล่อให้เจ้า ส่วนเจ้าแฝงตัวไปทางห้องหอ หาหลิงฉีให้เจอ!” หานเหยียนกระซิบสั่ง แววตาคมกริบดุจเหยี่ยว“ไม่ได้! มันอันตรายเกินไปอาจารย์อา ข้าไปเอง!” เฉินคุนยังคงดื้อรั้นด้วยความห่วงใย“นี่คือคำสั่ง! อย่าให้ข้าต้องเสียเวลา!” หานเหยียนไม่รอฟังคำทัดทาน นางดีดตัวลงจากกำแพงพร้อมกับง้างคันธนูคู่กาย ในชั่วพริบตา ลูกธนูสามดอกก็พุ่งวาบออกไปพร้อมกัน ปักเข้าที่ลำคอของทหารยามสามนายอย่างแม่นยำและเงียบเชียบ“ผู้บุกรุก! มีผู้บุกรุก!” เสียงตะโกนดังขึ้นพร้อมกับกองกำลังทหารที่กรูกันเข้ามาหานเหยียนหาได้ตื่นตระหนกไม่ นางขยับกายพลิ้วไหวดุจปักษาสวรรค์ ใช้คันธนูแทนอาวุธระยะประชิด ฟาดกระแทกเข้าที่จุดตายของทหารที่พุ่งเข้ามา ท่วงท่าของนางงดงามทว่าเปี่ยมไปด้วยรังสีสังหารเฉินคุนเห็นดังนั้นจึงกัดฟันกรอด เขาชักกระบี่ออกมาแล้วพุ่งเข้าใส่กองทหารอีกด้านเพื่อช่วยเปิดทาง “ใครบังอาจแตะต้องอาจารย์อาของข้า ข้
ภายในเรือนพักปีกตะวันตกของจวนเจ้าเมืองลั่วเฟิงที่เคยวางตนอย่างสงบสง่างาม บัดนี้กลับคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นอายแห่งความพินาศ ข้าวของล้ำค่าแจกันลายครามจากยุคบรรพกาลแตกกระจายเกลื่อนพื้น ผ้าม่านไหมถูกกระชากขาดวิ่น ราวกับมีพายุคลั่งพัดผ่านห้องนอนของกงลั่วหมิงเจ้าสำนักอัคคีเพลิงผลาญผู้เคยทระนงบัดนี้ยืนอยู่กลางห้องกว้างใหญ่ ลมหายใจหอบถี่จนทรวงอกขยับขึ้นลงอย่างรุนแรง เส้นผมที่เคยรวบไว้อย่างประณีตหลุดลุ่ยระใบหน้าซูบซีดนั้น หยดเลือดซึมออกมาจากฝ่ามือที่กำเศษกระเบื้องแน่นจนแหลกละเอียด ทว่าความเจ็บปวดทางกายนั้นไม่อาจเทียบได้แม้เพียงเศษเสี้ยวของความรุ่มร้อนที่แผดเผาอยู่ในขั้วหัวใจเขามองดูเงาของตัวเองในกระจกเงาที่แตกเป็นเสี่ยง เห็นดวงตาที่แดงก่ำและเต็มไปด้วยความอัปยศ‘เหตุใดต้องเป็นเฟิงหลิงฉี.. เหตุใดเจ้าถึงมองแต่มัน!’ กงลั่วหมิงคำรามแผ่วเบาในลำคอ ความร้อนรนบีบคั้นให้เขารู้สึกเหมือนจะเสียสติ เขาโกรธแค้น โกรธจนอยากจะเผาทั้งจวนนี้ให้กลายเป็นจุณ ทว่าในความโกรธแค้นนั้นกลับมีความรู้สึกหนึ่งที่แหลมคมดุจเข็มพิษทิ่มแทงหัวใจอย่างต่อเนื่อง มันคือความอิจฉาเขารู้ดีว่าตัวเองไร้ค่าไปแล้วในสายตาของฉินเยว่ เมื่อหงส์
เฟิงหลิงฉีมาถึงลำธารตามที่คาดไว้ สายหมอกยามเช้ายังลอยอ้อยอิ่งเหนือผิวน้ำ เงาไม้ทอดยาวราวภาพวาด ทว่าคนที่ยืนรออยู่ริมสระกลับไม่ใช่อาจารย์อวี้หาญ หากเป็นศิษย์พี่ใหญ่เฉินคุนผู้มีสีหน้านิ่งขรึมราวศิลานั้นต่างหาก“บทเรียนขั้นสามของเจ้า เริ่มได้แล้ว” เฉินคุนเอ่ยเสียงเรียบ พลางชี้ไปยังถังไม้สองใบที่วางอยู
..วันต่อมาณ ลานฝึกที่ตั้งอยู่ริมหน้าผาที่เดิม ศิษย์ผู้พี่ต่างมิได้มารวมตัวเช่นเมื่อวาน เพราะทั้งหมดได้รับอนุญาตให้พักหนึ่งวันในรอบหนึ่งเดือน เว้นเสียแต่ศิษย์มาใหม่อย่างเฟิงหลิงฉี ที่ต้องเร่งฝึกปรือฝีมือเพื่อตามให้ทันเหล่าศิษย์พี่ระหว่างรอเจ้าเด็กจอมเกียจคร้าน อวี้หาญยืนตระหง่านอยู่กลางสายหมอกยามเ
“รังแกหรือ? ข้ายังทำไม่ได้ครึ่งหนึ่งที่เจ้าทำกับชาวบ้านที่ตลาดเลยด้วยซ้ำ” อวี้หาญวางกิ่งไม้ลงแล้วหยิบม้วนคัมภีร์ไม้ไผ่ออกมา “ฟังให้ดี เฟิงหลิงฉี หากเจ้าอยากอยู่ที่นี่รอดโดยไม่โดนข้าฟาดจนหลังลาย เจ้าต้องจำกฎอีกสองข้อให้ขึ้นใจ”อวี้หาญเริ่มร่ายกฎที่ทำให้คุณชายน้อยแทบอยากจะมุดดินหนีเสียให้ได้“กฎข้อที
ห่างไกลออกไปทางทิศเหนือที่ปกคลุมด้วยหิมะตลอดทั้งปี ณ ที่ยอดเขาเทียนซาน เป็นที่ตั้งของสำนักวิถีวารีสงบ คฤหาสน์หลังมหึมาที่สร้างขึ้นจากหินหยกขาวสลักเสลาอย่างประณีต ที่นี่คือบ้านของตระกูลอวี้ ตระกูลที่ไม่เคยข้องแวะกับทางโลกหากไม่จำเป็น ทว่ากลับทรงอิทธิพลจนแม้แต่ฮ่องเต้ยังต้องเกรงใจภายในห้องโถงหลักที่







