Masuk..วันต่อมา
ณ ลานฝึกที่ตั้งอยู่ริมหน้าผาที่เดิม ศิษย์ผู้พี่ต่างมิได้มารวมตัวเช่นเมื่อวาน เพราะทั้งหมดได้รับอนุญาตให้พักหนึ่งวันในรอบหนึ่งเดือน เว้นเสียแต่ศิษย์มาใหม่อย่างเฟิงหลิงฉี ที่ต้องเร่งฝึกปรือฝีมือเพื่อตามให้ทันเหล่าศิษย์พี่
ระหว่างรอเจ้าเด็กจอมเกียจคร้าน อวี้หาญยืนตระหง่านอยู่กลางสายหมอกยามเช้า กระบี่ไม้ไผ่เล่มเดิมถูกถือไว้อย่างมั่นคงในมือ แผ่นหลังตั้งตรงดุจภูผา ลมหายใจนิ่งลึกสม่ำเสมอราวกับเขากลืนรวมเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติไปแล้ว
ปลายเท้าขยับช้าๆ ก่อนร่างสูงจะเริ่มเคลื่อนไหว ท่วงท่าฝึกยุทธ์ของเขาสง่างาม ทว่าแฝงคมเฉียบราวกระบี่จริงที่พร้อมปลิดชีพศัตรูได้ทุกเมื่อ เสียงลมแหวกผ่านปลายไม้ไผ่ดังแผ่วเบา หากเต็มไปด้วยแรงกดดันที่มองไม่เห็น หมอกบางถูกปาดแหวกเป็นเส้นสายตามจังหวะกระบี่ ราวกับแม้แต่อากาศยังต้องหลีกทางให้เขา
ทุกก้าว ทุกจังหวะ ล้วนแม่นยำไร้ที่ติ ไม่เร็วเกินไป ไม่ช้าเกินไป หากเต็มไปด้วยอำนาจที่สงบนิ่งและน่าเกรงขาม
กระทั่งในห้วงสมาธินั้น อวี้หาญก็รับรู้ได้ถึงบางสิ่ง
ฝีเท้าที่สั่นคลอน แผ่วเบา และไม่สม่ำเสมอ กำลังค่อยๆ ใกล้เข้ามา
แม้เสียงนั้นจะแทบกลืนหายไปกับไอหมอกและสายลม แต่ประสาทสัมผัสของยอดฝีมืออย่างเขาย่อมไม่พลาด ดวงตาคมยังคงจับจ้องไปข้างหน้า ทว่ามุมปากกลับยกขึ้นเล็กน้อยอย่างคนที่รู้ทันโดยไม่ต้องหันมอง
ดูท่าวันนี้ เจ้าศิษย์ตัวดีจะมาสายกว่าทุกวันอีกแล้ว
อวี้หาญหยุดกระบี่ หันไปมองตามเสียงฝีเท้า แล้วคิ้วหนาก็ต้องขมวดเข้าหากันทันที
เฟิงหลิงฉีกำลังเดินเข้ามาหาเขา ทว่าไม่ใช่การเดินแบบเชิดหน้าชูตาเหมือนทุกครั้ง คุณชายน้อยเดินโงนเงน มือข้างหนึ่งกุมท้อง อีกข้างหนึ่งเกาะกระบี่ไม้ไผ่เป็นที่ยึดเหนี่ยว ใบหน้าที่เคยผุดผาดบัดนี้ซีดเซียว และดวงตาดูเศร้าสร้อยราวกับลูกแมวหลงทาง
“ท่านอาจารย์.. ข้ามา.. รายงานตัวแล้วขอรับ” เสียงของหลิงฉีสั่นเครือและเบาหวิวราวกับจะขาดใจ
อวี้หาญมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา “เจ้ามาช้าไปหนึ่งก้านธูป”
“ข้าขออภัยขอรับ.. พอดีเมื่อคืนข้านอนไม่ค่อยหลับ ท้องข้ามัน.. อึก..” หลิงฉีแสร้งทำเป็นเซถลาไปข้างหน้า ร่างโปร่งบางล้มพับลงไปกองกับพื้นหินตรงหน้าอวี้หาญพอดี
อวี้หาญชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้ “ลุกขึ้น อย่ามารยา”
“ข้าไม่ได้มารยานะขอรับ..” หลิงฉีเงยหน้าขึ้นมองอวี้หาญ หยาดน้ำตาใสๆ เริ่มคลอเบ้าอย่างเป็นธรรมชาติ “ข้าเจ็บแผลจนเดินไม่ไหว”
เขาส่งสายตาอ้อนวอนพร้อมกับยื่นมือขาวบางที่สั่นเทาออกไปหาอวี้หาญ “อาจารย์.. ท่านจะฟาดข้าอีกก็ได้ แต่ขอข้านั่งพักสักครู่ได้หรือไม่?”
อวี้หาญมองมือเล็กๆ นั่นครู่ใหญ่ ก่อนจะถอนใจออกมาเบาๆ เขาพาดกระบี่ไม้ไว้ข้างกายแล้วย่อตัวลงตรงหน้าหลิงฉี มือใหญ่จับเข้าที่ข้อเท้าของคุณชายน้อยอย่างรวดเร็ว
“อ๊ะ! เจ็บนะอาจารย์!” หลิงฉีปากร้องบอกว่าเจ็บนักหนา แต่ใจกลับเต้นรัวเมื่อรู้สึกถึงความร้อนจากฝ่ามือของอีกฝ่าย
“หุบปาก” อวี้หาญเอ่ยเสียงดุ แต่สัมผัสกลับเบามืออย่างไม่น่าเชื่อ เขาถลกขากางเกงหยาบๆ ของหลิงฉีขึ้น เผยให้เห็นรอยถลอกและพองนูนที่เท้าขาวผ่อง อวี้หาญขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม “ดื้อด้าน.. เจ้าเจ็บขนาดนี้ เหตุใดไม่บอกคนดูแลเรือนพักเล่า”
“มิใช่ว่า ก่อนนี้ท่านบอกข้าเองหรอกหรือ ที่นี่ไม่มีคุณชายเฟิง.. ข้าเลยไม่กล้าเอ่ยปากอย่างไรเล่า” หลิงฉีแสร้งทำเป็นก้มหน้าเศร้า ปล่อยให้ปอยผมตกลงมาบดบังสายตา แต่ในใจกลับตะโกนก้อง ‘ได้ผล! เจ้าปีศาจใจอ่อนแล้ว!’
อวี้หาญนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นยืน แล้วรวบตัวหลิงฉีขึ้นมาอุ้มในท่าเจ้าสาวทันที!
“อาจารย์! ท่านจะทำอะไร!” หลิงฉีตกใจจริงๆ คราวนี้ มือสองข้างรีบคว้าคออวี้หาญไว้ตามสัญชาตญาณ
“ในเมื่อเจ้าเดินเหินลำบาก ข้าก็จะพาไปที่ศาลาพัก” อวี้หาญกล่าวเสียงเรียบ ไม่ยอมสบตา “และอย่าคิดว่านี่คือการตามใจ ข้าแค่ไม่อยากเห็นเจ้าตายก่อนที่จะได้เริ่มฝึกบทเรียนขั้นสอง”
กลิ่นกายสะอาดของอวี้หาญปะทะเข้ากับจมูกของคุณชายน้อยในระยะประชิด หลิงฉีซุกหน้าลงกับไหล่กว้าง แสร้งทำเป็นเหนื่อยอ่อน แต่แอบสูดดมกลิ่นกายของชายหนุ่มเข้าปอดลึกๆ ‘เหอะ.. ปากแข็งนักนะอวี้หาญ แขนท่านสั่นขนาดนี้ยังจะมาทำเป็นปากเก่งต่อหน้าข้าอีก’
จริงๆ คือหลิงฉีคิดไปเองต่างหาก เพราะอวี้หาญอุ้มเขาได้นิ่งราวกับก้อนหิน..
เมื่อถึงศาลากลางน้ำ อวี้หาญวางหลิงฉีลงบนม้านั่งไม้อย่างนุ่มนวล ก่อนจะหายไปครู่หนึ่งแล้วกลับมาพร้อมกับอ่างน้ำอุ่นและสมุนไพรสด
คราวนี้ไม่ต้องเรียกใช้เฉิงเฉิง อวี้หาญลงมือเอง เขาคุกเข่าลงกับพื้นเพื่อล้างแผลให้หลิงฉี ภาพของยอดฝีมือที่ใครๆ ต่างยำเกรงกำลังก้มหัวล้างเท้าให้คุณชายจอมแสบ เป็นภาพที่หากใครมาเห็นเข้าคงต้องขยี้ตาซ้ำๆ
หลิงฉีมองดูแผ่นหลังกว้างของอวี้หาญที่กำลังตั้งใจรักษาแผลให้เขา ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเริ่มตีกันวุ่นวายในหัว แต่เขาก็รีบสลัดมันทิ้งไปโดยเร็ว ‘ไม่ได้ๆ! ห้ามใจอ่อนเด็ดขาดหลิงฉี เจ้าต้องล้างแค้น!’
“อาจารย์ขอรับ” หลิงฉีเอ่ยเรียกเสียงหวานหยดย้อย
“มีอะไรอีก?”
“ท่าน.. ท่านเกลียดชังข้ามากเลยหรือขอรับ? วันแรกที่ข้าเข้ามา ท่านถึงได้รังแกข้า ลงโทษข้าให้หิวโหยขนาดนั้น” หลิงฉีเอื้อมมือไปจับที่ชายเสื้อของอวี้หาญแล้วดึงเบาๆ “ข้าอาจจะดื้อรั้นไปบ้าง แต่ข้าก็เป็นคนนะขอรับ มีเลือดมีเนื้อ มีหัวใจเหมือนกัน”
อวี้หาญชะงักมือที่กำลังทายา เขาเงยหน้าขึ้นมองหลิงฉี ดวงตาคมกริบสบเข้ากับดวงตาหวานซึ้งที่ตอนนี้ดูเว้าวอนจนคนมองแทบหยุดหายใจ ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่เหลือเพียงไม่ถึงคืบ
“เจ้าคิดมากไปแล้ว ข้าไม่ได้เกลียดชังเจ้า” อวี้หาญเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและแผ่วเบากว่าปกติ “ข้าเพียงแต่ ไม่อยากเห็นเจ้าเติบโตไปโดยไร้หนทางป้องกันตัว”
“ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ต้องดูแลข้าดีๆ สิขอรับ มิใช่เอาแต่ฟาดข้าด้วยไม้เรียวทุกวี่ทุกวัน” หลิงฉีขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนหน้าผากแทบจะชนกัน “ท่านย่าของข้าเคยบอกว่า คนเราจะเก่งกาจได้ มิใช่เพราะความขลาดกลัว แต่เป็นเพราะความรักนะขอรับ”
คำว่าความรักทำให้แววตาของอวี้หาญสั่นไหววูบหนึ่ง เขาขยับตัวออกห่างทันทีราวกับถูกของร้อน
“หลิงฉี เจ้ากล่าวคำไร้สาระอันใดกัน.. ได้! ในเมื่อเจ้าหิวนัก ข้าก็จะให้เจ้ากิน” อวี้หาญลุกขึ้นยืนพรึ่บ จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย “รออยู่นี่ ห้ามขยับไปไหน”
อวี้หาญเดินจากไปเพียงไม่นาน ก่อนจะกลับมาพร้อมกับชามไม้ใบเดิม ทว่าคราวนี้สิ่งที่อยู่ข้างในไม่ใช่โจ๊กจืดๆ แต่เป็นบะหมี่น้ำโรยด้วยเนื้อหมูแผ่นหนาและไข่ต้ม กลิ่นหอมฉุยทำเอาหลิงฉีเกือบจะตบะแตกหลุดมาดคุณชายผู้อ่อนแอ
“กินสิ นี่คือรางวัลที่เจ้าตื่นมารายงานตัว แม้ร่างกายของเจ้าไม่พร้อม” อวี้หาญวางชามลงข้างๆ
หลิงฉีมองชามบะหมี่แล้วมองหน้าอวี้หาญ เขาแสร้งทำเป็นมือสั่นจนจับตะเกียบไม่ไหว “อาจารย์.. มือข้าไม่มีแรงเลยขอรับ”
ท่านอาจารย์จ้องมองศิษย์นิ่งๆ ราวกับกำลังจับผิด แต่หลิงฉีก็ยังคงสู้ด้วยสายตาออดอ้อนที่สุดในชีวิต จนสุดท้าย.. อวี้หาญก็พ่นลมหายใจออกมาอย่างพ่ายแพ้
เขาหยิบตะเกียบขึ้นมา คีบเส้นบะหมี่ขึ้นมาเป่าเบาๆ แล้วยื่นไปที่ปากของคุณชายน้อย
หลิงฉีทำเสียงเล็กเสียงน้อยพลางอ้าปากรับบะหมี่จากมืออาจารย์อย่างผู้ชนะ รสชาติของบะหมี่อร่อยยิ่งกว่าอาหารเหลาในเมืองหลวงเสียอีก เพราะมันปรุงรสด้วยชัยชนะเล็กๆ ของเขา
ในขณะที่อวี้หาญตั้งใจป้อนบะหมี่ให้หลิงฉีทีละคำ สายตาของเขาก็คอยสังเกตใบหน้าของอีกฝ่ายไปด้วย เขาเห็นริมฝีปากสีแดงระเรื่อที่ขยับเคี้ยวอย่างน่ารัก และดวงตาที่เปล่งประกายด้วยความสุขสม ปีศาจไร้ใจเช่นเขาไม่รู้ตัวเลยว่ารอยยิ้มบางๆ ได้ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขาเช่นกัน
จากมุมมืดหลังต้นไม้ใหญ่ อวี้หาญเหยียนยืนมองภาพนั้นพลางปิดปากหัวเราะเบาๆ “พี่ใหญ่นะพี่ใหญ่.. คนเย็นชาเยี่ยงท่าน เจอคุณชายน้อยเฟิงอ้อนเข้าหน่อย ท่านก็ถึงกับไปไม่เป็นเลยหรือเจ้าคะ.. เตรียมตัวเถอะคุณชายเฟิง สงครามนี้เจ้าเริ่มเป็นฝ่ายรุกแล้ว”
หลังจากอิ่มท้อง หลิงฉีก็แสร้งทำเป็นเคลิ้มหลับไปบนไหล่ของอวี้หาญ โดยที่อวี้หาญก็นั่งนิ่งเป็นหมอนให้คุณชายน้อยพิงอยู่ครึ่งค่อนวันโดยไม่ปริปากบ่น
ในใจของเฟิงหลิงฉีตอนนั้น เขาไม่ได้คิดถึงเรื่องการแก้แค้นเพียงอย่างเดียวแล้ว แต่มันมีความรู้สึกอุ่นซ่านที่ยากจะอธิบายเกิดขึ้นมาทดแทน..
‘หึ! อวี้หาญเอ๋ยอวี้หาญ ความลับของเจ้าที่เหยียนเหยียนบอกว่าเจ้าไร้ใจน่ะ ข้าว่ามันไม่จริงสักหน่อย.. เพราะตอนนี้ ข้าเริ่มสัมผัสได้ถึงเสียงหัวใจของท่านที่มันเต้นรัวกว่าปกติแล้วนะ!’
ทว่าใครเล่าจะคาดคิด เพียงข้ามคืนทุกอย่างกลับเปลี่ยนไป คุณชายน้อยแห่งตระกูลเฟิงถูกปลุกให้ตื่นตั้งแต่ยามไก่โห่
“เฟิงหลิงฉี เจ้าตื่นได้แล้ว”
เสียงตะโกนดังลอดผ่านบานประตูไม้เข้ามาไม่ขาดสาย เสียงนั้นเป็นของศิษย์พี่เหอที่ยืนเรียกเขาอยู่นอกห้องอย่างไม่ยอมลดละ
หลิงฉีขมวดคิ้วทั้งที่ยังซุกหน้าอยู่ในหมอน เสียงงัวเงียลอดออกไปทั้งที่ยังไม่ลืมตา
“ใครกัน เหตุใดต้องเรียกข้าในยามนี้ ข้าไม่อยากตื่น ข้าอยากนอน! ส่วนเจ้าก็รีบไสหัวไปให้พ้นเสีย”
“ศิษย์น้อง ข้าไสหัวไปไม่ได้ หากยังไม่ได้บอกเจ้า”
หลิงฉีตะโกนสวนกลับผ่านประตูด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “เจ้ามีอะไรก็รีบพูดมา พูดแล้วก็รีบไป!”
“ได้ๆ ข้าจะพูดเดี๋ยวนี้” เสียงศิษย์พี่เหอดูเหมือนจะรีบจบธุระเต็มที “ท่านอาจารย์สั่งให้ข้ามาตามเจ้าไปพบท่านที่สระน้ำ หากเจ้าไม่ไปก็สุดแล้วแต่เจ้าเถิด ข้าหมดหน้าที่แล้ว ข้าไปล่ะ”
เพียงได้ยินคำว่า ท่านอาจารย์ ร่างที่เมื่อครู่ยังขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มก็เด้งพรวดขึ้นมาทันที หลิงฉีสะบัดผ้าห่มพ้นกายอย่างลืมงัวเงีย รีบกุลีกุจอสวมรองเท้าหุ้มแข้งอย่างลนลาน มือเรียวยาวคว้ารวบผมสลวยขึ้นมามัดลวกๆ อย่างไม่ใส่ใจความเรียบร้อย
ในอกกลับเต้นระรัวด้วยความคาดหวัง มุมปากของเขายกยิ้มอย่างอดไม่ได้ ใจหนึ่งกระหยิ่มยิ้มย่องด้วยความมั่นใจในผลงานที่ตนได้สร้างไว้เมื่อวาน
หลิงฉีอยากรู้แทบทนรอไม่ไหว ว่าเจ้าปีศาจไร้หัวใจผู้นั้น วันนี้จะมีท่าทีต่อเขาเช่นไร อย่างน้อยที่สุด เขามั่นใจอยู่หนึ่งอย่าง มันต้องเป็นเรื่องดีแน่
หรือว่า เจ้าปีศาจนั่นตระเตรียมของกินอร่อยๆ มารอเขาตั้งแต่ยามไก่โห่จริงๆ เล่า
ท่ามกลางหุบเขาที่ปกคลุมด้วยไอหมอกนิรันดร์ สำนักวิถีวารีสงบที่เคยเงียบสงัดบัดนี้กลับตึงเครียดจนแทบจะหยุดหายใจ เสียงฝีเท้าของอาชาหลายตัวที่ควบตะบึงเข้ามาหยุดหน้าประตูใหญ่พร้อมกับร่างสูงสง่าของอวี้หาญ ที่อุ้มเฟิงหลิงฉี ไว้ในอ้อมแขนอย่างแนบแน่น ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของเหล่าศิษย์ในสำนักที่เห็นสภาพชุดมงคลสีแดงที่ขาดวิ่นและรอยเลือดที่เปรอะเปื้อนอาภรณ์สีครามของเจ้าสำนักทว่าผู้ที่ยืนขวางอยู่กลางลานหินอ่อนด้วยใบหน้าที่เขียวคล้ำด้วยโทสะคืออวี้เทียนหรง อดีตเจ้าสำนักผู้เป็นบิดา“เจ้ากล้าดีอย่างไร! อวี้หาญ! ข้าสั่งห้ามเจ้าก้าวเท้าออกจากสำนักไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องอัปยศที่ลั่วเฟิง แล้วนี่ยังกล้าพาของบรรณาการที่แปดเปื้อนผู้นี้กลับมาที่นี่อีกรึ!” อวี้หาญไม่ได้วางหลิงฉีลง แต่กลับกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นต่อหน้าบิดา นัยน์ตาที่เคยเย็นชาบัดนี้กลับวาวโรจน์ด้วยความเด็ดเดี่ยว “ภรรยาข้า! มิใช่ของบรรณาการผู้ใด และมิใช่สิ่งที่ใครจะมาตราหน้าว่าแปดเปื้อนได้ตามใจชอบ”“สามหาว!” บิดาคำรามพลางชี้หน้า “เจ้าคือความหวังของตระกูลอวี้ เป็นเจ้าสำนักที่เป็นที่เคารพรัก แต่เจ้ากลับทิ้งหน้าที่ไปเพื่อเด็กแซ่เฟิงที่ทำเรื่องงามหน้า
ท่ามกลางเศษซากของความทระนงที่พังทลาย กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งกลับกลายเป็นยาปลุกเร้าชั้นดีที่กระตุ้นสัญชาตญาณดิบในกายของกงลั่วหมิงให้พรึงเพริด เขาจ้องมองร่างของฉินเยว่ ที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนเหล็กเส้นหนา ขึงแขนทั้งสองข้างไว้กับเสาเตียงมังกรในสภาพกึ่งนั่งกึ่งนอน แสงโคมสลัวสะท้อนให้เห็นมัดกล้ามที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อและเลือดของเจ้าเมืองโฉดกงลั่วหมิงแสยะยิ้มร้าย แววตาที่เคยสั่นไหวด้วยน้ำตา บัดนี้กลับวาวโรจน์ด้วยความกระหายอันวิปริต เขาคลานเข้าไปหาฉินเยว่ช้าๆ มือเรียวที่เปื้อนเลือดลูบไล้ไปตามแผงอกกว้างที่ขยับขึ้นลงตามจังหวะหอบหายใจ ก่อนจะออกแรงจิกเล็บลงบนแผลสดจนฉินเยว่คำรามออกมาด้วยความเจ็บปวด“เจ้าชอบรุนแรงมิใช่หรือ.. ฉินเยว่ คืนนี้ข้าจะปรนนิบัติเจ้าให้สาแก่ใจ!”“ฮ่าๆๆๆ ..” ฉินเยว่หัวเราะออกมาได้ ทั้งที่เนื้อตัวของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลและของเหลวสีแดงฉาน“เจ้าหัวเราะไปเถอะ..”กงลั่วหมิงกระชากเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นของตนเองออกจนเปลือยเปล่า เขามิได้โถมเข้าหาด้วยความอ่อนหวาน แต่กลับใช้เข่ากระแทกเข้าที่กลางลำตัวของฉินเยว่เพื่อบังคับให้อีกฝ่ายอ้าปากรับจุมพิตที่ดุเดือด เขาบดขยี้ริมฝีปากของฉินเยว่อย่างบ้
ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งและเศษซากเครื่องเรือนที่พังทลายภายในห้องหออันวิจิตรนั้น อวี้หาญยืนปักกระบี่ลงบนพื้นไม้เคียงข้างเฟิงหลิงฉี ในขณะที่เฉินคุนบุกฝ่าบานประตูที่พังยับเยินเข้ามาสมทบพร้อมกระบี่ที่อาบไปด้วยเลือดทหารยาม เขาชะงักฝีเท้าเมื่อเห็นสภาพภายในห้องที่ดูราวกับนรกบนดินกงลั่วหมิงผู้ซึ่งบัดนี้มีสภาพไม่ต่างจากวิญญาณที่แตกสลาย ค่อยๆ ขยับกายที่โชกไปด้วยรอยราคะและคาวเลือด เขาประสานมืออีกครั้ง “ข้าขอขอบคุณพวกท่านที่ให้โอกาสข้า ..ความแค้นที่มันฝากไว้ในกายและใจข้า... ต่อให้มันตายนับพันครั้งก็มิอาจลบล้างได้ ข้าต้องการให้มันมีชีวิตอยู่ไม่สู้ตาย.. ข้าจะลงมือจัดการกับมันด้วยมือของข้าเอง!”เฉินคุนที่เพิ่งมาถึงขมวดคิ้วแน่นด้วยโทสะ “ท่านเจ้าสำนักกง! ท่านเสียสติไปแล้วรึ? คนโฉดเช่นฉินเยว่ หากปล่อยไว้ก็จะเป็นภัยต่อแผ่นดิน ทั้งต่อศิษย์น้องหลิงฉี และต่อพวกเราทุกคน! ท่านจะเก็บงูเห่าไว้ข้างกายเพื่ออะไรกัน!”เฟิงหลิงฉีมองเห็นสภาพอันน่าเวทนาของกงลั่วหมิงแล้วหัวใจพลันบีบคั้น เขาจำได้ถึงความหวาดกลัวยามที่กรงเล็บของฉินเยว่สัมผัสผิวกาย และเขารู้ดีว่าสิ่งที่กงลั่วหมิงได้รับนั้นหนักหนาสาหัสกว่าเขานับหม
บรรยากาศภายในห้องหอที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นหอมรัญจวนของกำยาน บัดนี้กลับคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นอายแห่งการเข่นฆ่าและเสียงหอบหายใจอันสิ้นหวัง เฟิงหลิงฉีถูกบังคับให้นอนราบอยู่บนเตียงกว้าง ร่างกายที่เคยสง่างามถูกกดไว้ด้วยพละกำลังมหาศาลของฉินเยว่ เสื้อผ้าสีมงคลฉีกขาดเผยให้เห็นผิวขาวละเอียดที่บัดนี้เต็มไปด้วยรอยแดงจากการบีบคั้น ดวงตาของหลิงฉีพร่าเลือนด้วยน้ำตาแห่งความคับแค้น มือเรียวพยายามปัดป้องทว่ากลับไร้เรี่ยวแรงจะต้านทานโรคกำหนัดที่บ้าคลั่งของเจ้าเมืองโฉดชั่ว“เฟิงหลิงฉี..ไม่มีใครช่วยเจ้าได้หรอก!” ฉินเยว่คำรามพลางโน้มใบหน้าลงซุกไซ้ซอกคอขาวอย่างหยาบโลนทว่าจังหวะนี้..ปัง!เสียงบานหน้าต่างไม้แกะสลักระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ เศษไม้ปลิวว่อนไปทั่วห้อง พร้อมกับกระแสลมเย็นจัดที่พัดกรรโชกเข้ามาอย่างรุนแรง ไอเย็นสุดขั้วนั้นแผ่ซ่านจนหยดน้ำในแจกันกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งในชั่วพริบตา เงาร่างสูงสง่าในชุดสีครามเข้มทะยานผ่านม่านหมอกเข้ามาดุจเทพแห่งความตาย“ฉินเยว่!! เอามือสกปรกของเจ้าออกจากเมียข้าเดี๋ยวนี้!”เสียงนั้นกังวานและทรงอำนาจดุจเสียงกัมปนาทจากสรวงสวรรค์ “อาจารย์.. ในที่สุดท่านก็มาแล้ว..” หลิงฉีดีใจจนสุดจะกล
ท่ามกลางความมืดมิดนอกกำแพงจวนอันสูงตระหง่าน เงาร่างสองสายทะยานขึ้นสู่ยอดกำแพงด้วยท่าทางที่คล่องแคล่ว อวี้หานเหยียนและเฉินคุน หมอบนิ่งอยู่บนสันกำแพง ลอบมองทหารยามที่เดินตรวจตราอย่างหนาแน่น“ข้าจะเข้าไปทางทิศตะวันออก เป็นตัวล่อให้เจ้า ส่วนเจ้าแฝงตัวไปทางห้องหอ หาหลิงฉีให้เจอ!” หานเหยียนกระซิบสั่ง แววตาคมกริบดุจเหยี่ยว“ไม่ได้! มันอันตรายเกินไปอาจารย์อา ข้าไปเอง!” เฉินคุนยังคงดื้อรั้นด้วยความห่วงใย“นี่คือคำสั่ง! อย่าให้ข้าต้องเสียเวลา!” หานเหยียนไม่รอฟังคำทัดทาน นางดีดตัวลงจากกำแพงพร้อมกับง้างคันธนูคู่กาย ในชั่วพริบตา ลูกธนูสามดอกก็พุ่งวาบออกไปพร้อมกัน ปักเข้าที่ลำคอของทหารยามสามนายอย่างแม่นยำและเงียบเชียบ“ผู้บุกรุก! มีผู้บุกรุก!” เสียงตะโกนดังขึ้นพร้อมกับกองกำลังทหารที่กรูกันเข้ามาหานเหยียนหาได้ตื่นตระหนกไม่ นางขยับกายพลิ้วไหวดุจปักษาสวรรค์ ใช้คันธนูแทนอาวุธระยะประชิด ฟาดกระแทกเข้าที่จุดตายของทหารที่พุ่งเข้ามา ท่วงท่าของนางงดงามทว่าเปี่ยมไปด้วยรังสีสังหารเฉินคุนเห็นดังนั้นจึงกัดฟันกรอด เขาชักกระบี่ออกมาแล้วพุ่งเข้าใส่กองทหารอีกด้านเพื่อช่วยเปิดทาง “ใครบังอาจแตะต้องอาจารย์อาของข้า ข้
ภายในเรือนพักปีกตะวันตกของจวนเจ้าเมืองลั่วเฟิงที่เคยวางตนอย่างสงบสง่างาม บัดนี้กลับคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นอายแห่งความพินาศ ข้าวของล้ำค่าแจกันลายครามจากยุคบรรพกาลแตกกระจายเกลื่อนพื้น ผ้าม่านไหมถูกกระชากขาดวิ่น ราวกับมีพายุคลั่งพัดผ่านห้องนอนของกงลั่วหมิงเจ้าสำนักอัคคีเพลิงผลาญผู้เคยทระนงบัดนี้ยืนอยู่กลางห้องกว้างใหญ่ ลมหายใจหอบถี่จนทรวงอกขยับขึ้นลงอย่างรุนแรง เส้นผมที่เคยรวบไว้อย่างประณีตหลุดลุ่ยระใบหน้าซูบซีดนั้น หยดเลือดซึมออกมาจากฝ่ามือที่กำเศษกระเบื้องแน่นจนแหลกละเอียด ทว่าความเจ็บปวดทางกายนั้นไม่อาจเทียบได้แม้เพียงเศษเสี้ยวของความรุ่มร้อนที่แผดเผาอยู่ในขั้วหัวใจเขามองดูเงาของตัวเองในกระจกเงาที่แตกเป็นเสี่ยง เห็นดวงตาที่แดงก่ำและเต็มไปด้วยความอัปยศ‘เหตุใดต้องเป็นเฟิงหลิงฉี.. เหตุใดเจ้าถึงมองแต่มัน!’ กงลั่วหมิงคำรามแผ่วเบาในลำคอ ความร้อนรนบีบคั้นให้เขารู้สึกเหมือนจะเสียสติ เขาโกรธแค้น โกรธจนอยากจะเผาทั้งจวนนี้ให้กลายเป็นจุณ ทว่าในความโกรธแค้นนั้นกลับมีความรู้สึกหนึ่งที่แหลมคมดุจเข็มพิษทิ่มแทงหัวใจอย่างต่อเนื่อง มันคือความอิจฉาเขารู้ดีว่าตัวเองไร้ค่าไปแล้วในสายตาของฉินเยว่ เมื่อหงส์
เฟิงหลิงฉีมาถึงลำธารตามที่คาดไว้ สายหมอกยามเช้ายังลอยอ้อยอิ่งเหนือผิวน้ำ เงาไม้ทอดยาวราวภาพวาด ทว่าคนที่ยืนรออยู่ริมสระกลับไม่ใช่อาจารย์อวี้หาญ หากเป็นศิษย์พี่ใหญ่เฉินคุนผู้มีสีหน้านิ่งขรึมราวศิลานั้นต่างหาก“บทเรียนขั้นสามของเจ้า เริ่มได้แล้ว” เฉินคุนเอ่ยเสียงเรียบ พลางชี้ไปยังถังไม้สองใบที่วางอยู
ณ ยอดเขาโชติช่วง ที่ตั้งของสำนักเทวะอัคคีผลาญ เปลวเพลิงในกระถางสำริดขนาดมหึมาโชติช่วงอยู่ตลอดทั้งวันคืน ราวกับจะประกาศศักดาความยิ่งใหญ่ของวิชาปราณเพลิงให้โลกรู้ ทว่าในห้องโถงกลาง เจ้าสำนักกงลั่วหมิง กลับกำลังขว้างจอกสุราลงบนพื้นจนแตกกระจาย"อีกแล้วหรือ.. ผลการประลองคัดเลือกสิบยอดฝีมือฝ่ายธรรมะ สำนั
“รังแกหรือ? ข้ายังทำไม่ได้ครึ่งหนึ่งที่เจ้าทำกับชาวบ้านที่ตลาดเลยด้วยซ้ำ” อวี้หาญวางกิ่งไม้ลงแล้วหยิบม้วนคัมภีร์ไม้ไผ่ออกมา “ฟังให้ดี เฟิงหลิงฉี หากเจ้าอยากอยู่ที่นี่รอดโดยไม่โดนข้าฟาดจนหลังลาย เจ้าต้องจำกฎอีกสองข้อให้ขึ้นใจ”อวี้หาญเริ่มร่ายกฎที่ทำให้คุณชายน้อยแทบอยากจะมุดดินหนีเสียให้ได้“กฎข้อที
ห่างไกลออกไปทางทิศเหนือที่ปกคลุมด้วยหิมะตลอดทั้งปี ณ ที่ยอดเขาเทียนซาน เป็นที่ตั้งของสำนักวิถีวารีสงบ คฤหาสน์หลังมหึมาที่สร้างขึ้นจากหินหยกขาวสลักเสลาอย่างประณีต ที่นี่คือบ้านของตระกูลอวี้ ตระกูลที่ไม่เคยข้องแวะกับทางโลกหากไม่จำเป็น ทว่ากลับทรงอิทธิพลจนแม้แต่ฮ่องเต้ยังต้องเกรงใจภายในห้องโถงหลักที่







