Home / LGBTQ+ / ฟาดรักนายน้อยตระกูลเฟิง / 5.กฏเหล็กของสำนักวิถีวารีสงบ

Share

5.กฏเหล็กของสำนักวิถีวารีสงบ

last update publish date: 2026-06-02 06:24:00

ห่างไกลออกไปทางทิศเหนือที่ปกคลุมด้วยหิมะตลอดทั้งปี ณ ที่ยอดเขาเทียนซาน เป็นที่ตั้งของสำนักวิถีวารีสงบ คฤหาสน์หลังมหึมาที่สร้างขึ้นจากหินหยกขาวสลักเสลาอย่างประณีต ที่นี่คือบ้านของตระกูลอวี้ ตระกูลที่ไม่เคยข้องแวะกับทางโลกหากไม่จำเป็น ทว่ากลับทรงอิทธิพลจนแม้แต่ฮ่องเต้ยังต้องเกรงใจ

ภายในห้องโถงหลักที่อากาศเย็นเยือกจนเห็นลมหายใจเป็นไอขาว ชายสูงวัยผู้หนึ่งนั่งนิ่งอยู่บนแท่นไม้จันทน์ดำ เขาคือ อวี้เทียนหรง ผู้นำตระกูลอวี้คนปัจจุบันและเป็นบิดาของอวี้หาญ ใบหน้าของเขาราวกับหินแกะสลักที่ไร้ความรู้สึก แววตาคมกริบดุจพญาอินทรี

“หาญเอ๋อร์เดินทางไปถึงแคว้นฉินแล้วหรือ?” เสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจของอวี้เทียนหรงเอ่ยขึ้น

“เรียนท่านเจ้าบ้าน คุณชายใหญ่ถึงเมืองหลวงแคว้นฉินมาได้สามวันแล้วเจ้าค่ะ และได้เริ่มทักทายนายน้อยตระกูลเฟิงไปบ้างแล้วตามรายงาน”

ผู้ที่ตอบคือ อวี้หานเยี่ยน น้องสาวแท้ๆ ของอวี้หาญ นางเป็นหญิงสาวที่มีใบหน้างดงามทว่าแฝงไปด้วยความแสบสันและเจ้าเล่ห์ ในมือของนางถือพัดขนนกยูงที่ขยับไปมาอย่างเป็นจังหวะ นางคือผู้ที่กุมเครือข่ายข่าวกรองของตระกูลอวี้ และเป็นคนเดียวที่กล้าหยอกล้อพี่ชายผู้เคร่งครัดอย่างอวี้หาญ

“ทักทายด้วยการจับกดน้ำน่ะหรือ?” อวี้เทียนหรงแค่นเสียงเหอะ “สมเป็นอวี้หาญ วิธีการของเขามักจะตรงไปตรงมาจนน่าหวาดหวั่นเสมอ”

“แต่นั่นก็คือสิ่งที่ท่านโหวเฟิงเจิ้นเทียนต้องการไม่ใช่หรือเจ้าคะ?” อวี้หานเยี่ยนยิ้มมุมปาก “เขาส่งจดหมายมาอ้อนวอนท่านพ่อตั้งกี่ฉบับ บอกว่าหากมิได้คนตระกูลอวี้ไปขัดเกลา ลูกชายเขาคงกลายเป็นอันธพาลที่ทำลายแผ่นดินในสักวัน และพี่ใหญ่..ก็คือกระบี่ที่คมที่สุดของเราที่จะไปฟาดฟันสันดานนั่นให้หมดไป”

ในตระกูลอวี้ การเป็นลูกชายคนโตไม่ใช่พรสวรรค์ แต่คือภาระ อวี้หาญถูกฝึกฝนอย่างหนักตั้งแต่อายุห้าขวบ ภายใต้วิถีที่เรียกว่าใจใสดุจกระจก กายแกร่งดุจเพชร

เขาเคยถูกทิ้งไว้กลางป่าหิมะเพียงลำพังเป็นเวลาเจ็ดวันเจ็ดคืนโดยมีเพียงกระบี่ไม้ไผ่หนึ่งเล่มเพื่อฝึกวิชาใจนิ่ง เขาเคยถูกบิดาสั่งให้คัดคัมภีร์ธรรมหมื่นบทโดยไม่กินไม่นอนเพียงเพราะกระทำความผิดเล็กน้อย นั่นคือเหตุผลที่เขามีท่าทางเฉยเมยต่อโลก เพราะเขาผ่านความทรมานที่คนธรรมดาไม่อาจจินตนาการได้มาแล้ว

ทว่า มีเพียงคนเดียวที่รู้ว่าอวี้หาญไม่ใช่คนไร้หัวใจ นั่นคือ ท่านหญิงอวี้ชิง มารดาผู้ล่วงลับของเขา นางเคยสอนเขาว่า หาญเอ๋อร์ ความเย็นชาคือโล่ป้องกันตัว แต่ความเมตตาคือสิ่งที่ทำให้มนุษย์ต่างจากศิลา คำสอนนี้เองที่ทำให้อวี้หาญไม่ลงมือรุนแรงถึงตายกับเฟิงหลิงฉีที่ตลาด แต่เลือกที่จะสอนด้วยบทเรียนที่เจ็บแสบแทน

เช้าวันต่อมา.. ณ ประตูจวนเฟิงโหว

รถม้าหรูหราที่หลิงฉีคาดหวังว่าตนจะได้นั่ง กลับไม่มีให้เห็นแม้แต่เงา มีเพียงม้าแก่ๆ หนึ่งตัวกับเกวียนไม้ผุๆ ที่บรรทุกถังน้ำและฟางแห้ง และที่สำคัญที่สุดนั้น ชายหนุ่มในชุดผ้าป่านสีเทาคนเดิมยืนพิงกำแพงจวนอยู่ด้วยท่าทางสงบนิ่ง

อวี้หาญ ยังคงดูเหมือนคนพเนจรไม่เปลี่ยน ทว่าในสายตาของหลิงฉีตอนนี้ อีกฝ่ายดูน่าเกรงขามขึ้นอย่างน่าประหลาด

“ท่านพ่อ ลูกขอเอาเสี่ยวฟู่ไปด้วยได้หรือไม่ขอรับ?” หลิงฉีอ้อนวอนครั้งสุดท้าย ใบหน้าขาวนวลบัดนี้ดูซีดเซียว ผมเผ้าถูกรวบขึ้นอย่างง่ายๆ ไม่มีการประดับหยกหรูหรา

“ไปแต่ตัวและเสื้อผ้าสามชุดเท่านั้น” อวี้หาญเป็นฝ่ายตอบแทนด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เขาเดินเข้ามาหาคุณชายน้อยช้าๆ ก่อนจะโยนเชือกเส้นหนึ่งให้ “มัดมือเจ้าซะ”

“จะเจ้าว่าอะไรนะ!” หลิงฉีแยกเขี้ยวใส่ “ข้าเดินไปเองได้ เหตุใดต้องมัดข้าด้วยเล่า!”

อวี้หาญไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาขยับตัวเพียงวูบเดียว หลิงฉีก็รู้สึกว่าข้อมือทั้งสองข้างถูกรวบเข้าหากันและถูกพันด้วยเชือกป่านอย่างแน่นหนาจนดิ้นไม่หลุด

“คนอย่างเจ้า คำพูดเชื่อถือไม่ได้” อวี้หาญกล่าวพลางหันไปโค้งศีรษะให้เฟิงโหว “ท่านโหวไม่ต้องเป็นห่วง อีกสามเดือนข้างหน้า ข้าจะส่งคนกลับมาให้ท่าน ไม่ใช่ลิงป่าอย่างที่เป็นอยู่”

“ฝากด้วยนะท่านประมุขอวี้” เฟิงโหวประสานมือคารวะชายพเนจรอย่างนอบน้อม สร้างความตกตะลึงให้กับหลิงฉีจนอ้าปากค้าง

‘ประมุขอวี้? ชายคนนี้คือประมุขสำนักวิถีวารีสงบที่พ่อข้าต้องเกรงใจหรือ?’ 

“ออกเดินทางได้แล้ว”

อวี้หาญกระตุกเชือกที่ผูกข้อมือหลิงฉี ราวกับจูงสัตว์เลี้ยงอย่างไรอย่างนั้น คุณชายน้อยต้องจำใจก้าวเดินตามแรงลากไปตามถนนสายหลักของเมืองหลวง ชาวบ้านที่เคยถูกเขารังแก บัดนี้พากันออกมามุงดูและหัวเราะเยาะในความตกต่ำของคุณชายน้อยตระกูลเฟิง

“หัวเราะอะไรกัน! เดี๋ยวข้ากลับมา ข้าจะสั่งตัดหัวพวกเจ้าให้หมดเลย คอยดูเถอะ!” หลิงฉีตะโกนด่าพลางน้ำตาคลอ ทว่าอวี้หาญกลับกระตุกเชือกแรงขึ้นจนหลิงฉีหน้าเกือบฟาดพื้น

“เก็บแรงไว้ด่าข้าตอนขึ้นเขาลงเขาเถอะ เพราะหลังจากนี้ เจ้าจะไม่มีแม้แต่แรงจะหายใจ”

การเดินทางเป็นไปอย่างทารุณ สำหรับคุณชายที่เกิดมาบนกองเงินกองทอง การต้องเดินเท้าติดต่อกันหลายลี้เป็นเรื่องเหนือความคาดหมายจริงๆ เท้าขาวเนียนเริ่มพองและมีเลือดซึมแล้ว ชุดผ้าไหมราคาแพงเริ่มเปื้อนฝุ่นและรอยเหงื่อ

“ข้าหิวน้ำ.. ข้าเดินไม่ไหวแล้ว!” หลิงฉีทรุดตัวลงนั่งกลางทางในป่า แสงแดดยามบ่ายแผดเผาจนเขาเริ่มหน้ามืดตามัว

อวี้หาญหยุดเดิน เขาหยิบกระบอกน้ำไม้ไผ่ออกมาจิบช้าๆ โดยไม่แบ่งให้คนข้างหลังแม้แต่อึกเดียว “ในกฎของสำนักวิถีวารีสงบ ข้อแรกคือ หากทำงานไม่เสร็จ มิอาจกินข้าว หากเดินไม่ถึงที่พัก มิอาจจิบน้ำ”

“เจ้ามันใจยักษ์ใจมาร!” หลิงฉีมองน้ำในกระบอกด้วยความกระหาย “ข้าจะฟ้องท่านพ่อ! ข้าจะทูลฮ่องเต้ว่าเจ้าทรมานข้า!”

อวี้หาญเดินกลับเข้ามาใกล้ เขาย่อตัวลงในระดับสายตากับหลิงฉี นิ้วเรียวยาวเชิดคางคุณชายน้อยขึ้นมา สบตาที่ฉ่ำวาวไปด้วยน้ำตาอย่างไม่ลดละ “หลิงฉี ที่นี่ไม่มีท่านโหว ไม่มีฮ่องเต้ มีเพียงข้าที่เป็นเจ้าชีวิตของเจ้า หากเจ้ายังไม่เลิกพยศ ข้าจะทิ้งเจ้าไว้ที่ป่านี่! ให้หมาป่าคาบไปกิน”

“เจ้าไม่กล้าหรอก ท่านพ่อจ้างเจ้ามานะ!”

“จ้างหรือ?” อวี้หาญหัวเราะในลำคอ ซึ่งเป็นเสียงที่หลิงฉีคิดว่ามันน่ากลัวกว่าเสียงตะคอกเสียอีก “ข้าไม่เคยรับเงินจากใคร เฟิงโหวใช้หนี้ชีวิตที่ติดค้างอาจารย์ข้าแลกกับการดัดนิสัยเจ้า ดังนั้น ชีวิตเจ้าอยู่ในกำมือข้าฟรีๆ จะฆ่าทิ้งหรือเลี้ยงไว้ ก็ขึ้นอยู่กับความประพฤติของเจ้าเอง”

อวี้หาญลุกขึ้นยืนแล้วออกแรงลากต่อ หลิงฉีที่เริ่มกลัวขึ้นมาจริงๆ ต้องพยุงกายที่สั่นเทาก้าวตามไป ความโอหังที่มีมาทั้งชีวิตเริ่มถูกทำลายลงทีละน้อยด้วยความหิวและความเหนื่อยล้า

จนกระทั่งตะวันลับขอบฟ้า ทั้งคู่ก็มาถึงเชิงเขาที่เป็นที่ตั้งของสำนัก ทางเดินขึ้นไปนั้นเป็นบันไดหินที่ชันจนแทบตั้งฉาก ทอดตัวหายไปในกลุ่มเมฆ

“นั่นคือทางขึ้นหรือ?” หลิงฉีถามเสียงสั่น

“นั่นคือบันไดหมื่นขั้น เจ้าต้องคลานขึ้นไปเอง โดยที่ข้าจะไม่ช่วยสักนิดเดียว” อวี้หาญแก้เชือกที่มัดมือออก “หากถึงยอดเขาไม่ทันรุ่งสาง เจ้าจะไม่ได้กินข้าวเช้า และต้องเริ่มคลานลงมาใหม่”

เฟิงหลิงฉีมองบันไดที่ไม่มีจุดจบนั้นด้วยความสิ้นหวัง เขาหันไปมองอวี้หาญที่บัดนี้เดินลอยตัวขึ้นบันไดไปอย่างรวดเร็วราวกับเหาะได้ ทิ้งให้เขาอยู่กับความมืดและเสียงป่าที่น่าสะพรึงกลัว

“เจ้าอวี้หาญ! เจ้าคนชั่ว! ข้าชังน้ำหน้าเจ้านัก!”

เสียงตะโกนของคุณชายน้อยดังสะท้อนไปทั่วหุบเขา ทว่าคำตอบที่ได้รับมีเพียงเสียงนกฮูกและลมหนาวที่พัดผ่านร่างเขาไปเท่านั้น หลิงฉีกัดฟันแน่น น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงอาบแก้ม เขาเริ่มใช้มือและเท้าที่บอบบางตะเกียกตะกายขึ้นไปบนหินเย็นเฉียบทีละขั้น ทีละขั้น

ในใจของเขานั้นเต็มไปด้วยเพลิงแค้น ทว่าส่วนลึกกลับเริ่มตระหนักว่า โลกที่เขาเคยรู้จักได้จบสิ้นลงแล้ว และการฟาดที่แท้จริงจากอวี้หาญ เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น!

..แสงอรุณแรกฉาบเคลือบยอดเขาเมฆาคล้อยเป็นสีทองรำไร ทว่าสำหรับเฟิงหลิงฉี แสงตะวันในเช้านี้ไม่ต่างอะไรกับสัญญาณมรณะแม้แต่น้อย ร่างโปร่งบางที่เคยสง่างามบัดนี้สภาพดูไม่ได้ ชุดผ้าไหมสีแดงเพลิงขาดวิ่นและเปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลน ฝ่ามือและหัวเข่าทั้งสองข้างถลอกปอกเปิกจากการตะเกียกตะกายขึ้นบันไดหมื่นขั้นมาตลอดทั้งคืน

“ฮึก! ข้าจะตายแล้ว ใครก็ได้ช่วยข้าที”

หลิงฉีส่งเสียงครางแผ่วเบา ร่างของเขาฟุบอยู่บนขั้นบันไดหินขั้นสุดท้ายก่อนจะถึงลานหน้าสำนัก ลมหายใจหอบถี่จนทรวงอกสะท้อนขึ้นลงอย่างรุนแรง หัวใจของเขาเต้นรัวจนเจ็บปวดไปหมด แต่ในวินาทีที่เขากำลังจะหลับตาลงด้วยความล้า ร่างหนึ่งก็เดินเข้ามาใกล้ 

อวี้หาญยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น ในมือมีกิ่งไม้เรียวเล็กหนึ่งกิ่ง เขาดูสดชื่นราวกับพักผ่อนมาเต็มอิ่ม ผิดกับสภาพกึ่งซากศพของคุณชายน้อยอย่างสิ้นเชิง

“ช้ากว่าที่คิดไปหนึ่งถ้วยชา” อวี้หาญเอ่ยเสียงเรียบพลางใช้ปลายกิ่งไม้เขี่ยที่ไหล่ของคุณชายน้อย “ลุกขึ้น หากตะวันพ้นยอดไม้แล้ว เจ้ายังไม่ไปรายงานตัวที่ศาลากลางน้ำ ข้าวเช้าของเจ้า จะถูกยกให้สุนัขเฝ้าประตูกินแทน”

หลิงฉีกัดฟันกรอด ความโกรธแค้นประดังประเดเข้ามาจนเขามีแรงเฮือกสุดท้ายยันกายขึ้นมานั่ง “เจ้า! เจ้ามันปีศาจ! ข้าเดินมาทั้งคืนนะ! เท้าข้าพองหมดแล้ว เจ้ามองไม่เห็นหรืออย่างไร!”

“ที่นี่ไม่มีคุณชายเฟิง มีเพียงศิษย์สายนอกนามหลิงฉี” อวี้หาญหมุนตัวเดินนำออกไป “และศิษย์ที่นี่ต้องดูแลตัวเอง เจ็บก็ทายา หิวก็หาข้าวกิน แต่ถ้าทำตามกฎไม่ได้ ก็แค่ไสหัวออกไปทางเดิมที่เจ้าขึ้นมา”

หลิงฉีมองไปที่ทางลงที่สูงชันจนน่าเวียนหัว ก่อนจะจำใจลากสังขารตามอวี้หาญไปที่ศาลาไม้กลางสระบัวที่เย็นเยียบ

เมื่อไปถึง หลิงฉีเห็นชามไม้ใบเก่าตั้งอยู่บนโต๊ะ ภายในมีเพียงโจ๊กขาวจืดๆ กับผักดองเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เขาที่ปกติกินหูฉลามและรังนกถึงกับเบ้หน้า “ข้าไม่กินของแบบนี้! ไปเอาไก่ย่างมาให้ข้าสิ!”

กิ่งไม้ในมืออวี้หาญสะบัดเพียงนิดเดียว ชามโจ๊กใบนั้นก็ถูกปัดตกจากโต๊ะลงสู่สระน้ำทันทีต่อหน้าต่อตาหลิงฉี

“เจ้าทำอะไรของเจ้า!” หลิงฉีร้องลั่นด้วยความตกใจและเสียดาย ทั้งที่เพิ่งบอกว่าไม่กิน

“กฎเหล็กข้อที่หนึ่งของสำนัก ห้ามปฏิเสธสิ่งที่ได้รับ” อวี้หาญจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่วาววับด้วยน้ำตาของคุณชายน้อย “ในเมื่อเจ้าบอกว่าไม่กิน ข้าก็ช่วยสงเคราะห์ให้ ต่อไปนี้จนกว่าจะถึงมื้อเย็น เจ้าจะไม่มีอะไรตกถึงท้องแม้แต่น้ำหยดเดียว”

“เจ้า! เจ้ากล้ารังแกข้าได้อย่างไร..” เสียงที่เคยแข็งกร้าวของนายน้อยตระกูลเฟิง สั่นพร่าอย่างน่าเวทนา น้ำเสียงนั้นไม่ได้เต็มไปด้วยโทสะ หากแต่ปนเปด้วยความน้อยใจจนแทบขาดใจ เพราะสุดจะทนไหวแล้วจริงๆ

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ฟาดรักนายน้อยตระกูลเฟิง   35.เมื่อท่านพี่ของข้า ต้องยาปลุกกำหนัด (ตอนอวสาน)

    ท่ามกลางหุบเขาที่ปกคลุมด้วยไอหมอกนิรันดร์ สำนักวิถีวารีสงบที่เคยเงียบสงัดบัดนี้กลับตึงเครียดจนแทบจะหยุดหายใจ เสียงฝีเท้าของอาชาหลายตัวที่ควบตะบึงเข้ามาหยุดหน้าประตูใหญ่พร้อมกับร่างสูงสง่าของอวี้หาญ ที่อุ้มเฟิงหลิงฉี ไว้ในอ้อมแขนอย่างแนบแน่น ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของเหล่าศิษย์ในสำนักที่เห็นสภาพชุดมงคลสีแดงที่ขาดวิ่นและรอยเลือดที่เปรอะเปื้อนอาภรณ์สีครามของเจ้าสำนักทว่าผู้ที่ยืนขวางอยู่กลางลานหินอ่อนด้วยใบหน้าที่เขียวคล้ำด้วยโทสะคืออวี้เทียนหรง อดีตเจ้าสำนักผู้เป็นบิดา“เจ้ากล้าดีอย่างไร! อวี้หาญ! ข้าสั่งห้ามเจ้าก้าวเท้าออกจากสำนักไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องอัปยศที่ลั่วเฟิง แล้วนี่ยังกล้าพาของบรรณาการที่แปดเปื้อนผู้นี้กลับมาที่นี่อีกรึ!” อวี้หาญไม่ได้วางหลิงฉีลง แต่กลับกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นต่อหน้าบิดา นัยน์ตาที่เคยเย็นชาบัดนี้กลับวาวโรจน์ด้วยความเด็ดเดี่ยว “ภรรยาข้า! มิใช่ของบรรณาการผู้ใด และมิใช่สิ่งที่ใครจะมาตราหน้าว่าแปดเปื้อนได้ตามใจชอบ”“สามหาว!” บิดาคำรามพลางชี้หน้า “เจ้าคือความหวังของตระกูลอวี้ เป็นเจ้าสำนักที่เป็นที่เคารพรัก แต่เจ้ากลับทิ้งหน้าที่ไปเพื่อเด็กแซ่เฟิงที่ทำเรื่องงามหน้า

  • ฟาดรักนายน้อยตระกูลเฟิง   34.ปิดฉากรักอันโสมม

    ท่ามกลางเศษซากของความทระนงที่พังทลาย กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งกลับกลายเป็นยาปลุกเร้าชั้นดีที่กระตุ้นสัญชาตญาณดิบในกายของกงลั่วหมิงให้พรึงเพริด เขาจ้องมองร่างของฉินเยว่ ที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนเหล็กเส้นหนา ขึงแขนทั้งสองข้างไว้กับเสาเตียงมังกรในสภาพกึ่งนั่งกึ่งนอน แสงโคมสลัวสะท้อนให้เห็นมัดกล้ามที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อและเลือดของเจ้าเมืองโฉดกงลั่วหมิงแสยะยิ้มร้าย แววตาที่เคยสั่นไหวด้วยน้ำตา บัดนี้กลับวาวโรจน์ด้วยความกระหายอันวิปริต เขาคลานเข้าไปหาฉินเยว่ช้าๆ มือเรียวที่เปื้อนเลือดลูบไล้ไปตามแผงอกกว้างที่ขยับขึ้นลงตามจังหวะหอบหายใจ ก่อนจะออกแรงจิกเล็บลงบนแผลสดจนฉินเยว่คำรามออกมาด้วยความเจ็บปวด“เจ้าชอบรุนแรงมิใช่หรือ.. ฉินเยว่ คืนนี้ข้าจะปรนนิบัติเจ้าให้สาแก่ใจ!”“ฮ่าๆๆๆ ..” ฉินเยว่หัวเราะออกมาได้ ทั้งที่เนื้อตัวของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลและของเหลวสีแดงฉาน“เจ้าหัวเราะไปเถอะ..”กงลั่วหมิงกระชากเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นของตนเองออกจนเปลือยเปล่า เขามิได้โถมเข้าหาด้วยความอ่อนหวาน แต่กลับใช้เข่ากระแทกเข้าที่กลางลำตัวของฉินเยว่เพื่อบังคับให้อีกฝ่ายอ้าปากรับจุมพิตที่ดุเดือด เขาบดขยี้ริมฝีปากของฉินเยว่อย่างบ้

  • ฟาดรักนายน้อยตระกูลเฟิง   33.ลงทัณฑ์คนบาป

    ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งและเศษซากเครื่องเรือนที่พังทลายภายในห้องหออันวิจิตรนั้น อวี้หาญยืนปักกระบี่ลงบนพื้นไม้เคียงข้างเฟิงหลิงฉี ในขณะที่เฉินคุนบุกฝ่าบานประตูที่พังยับเยินเข้ามาสมทบพร้อมกระบี่ที่อาบไปด้วยเลือดทหารยาม เขาชะงักฝีเท้าเมื่อเห็นสภาพภายในห้องที่ดูราวกับนรกบนดินกงลั่วหมิงผู้ซึ่งบัดนี้มีสภาพไม่ต่างจากวิญญาณที่แตกสลาย ค่อยๆ ขยับกายที่โชกไปด้วยรอยราคะและคาวเลือด เขาประสานมืออีกครั้ง “ข้าขอขอบคุณพวกท่านที่ให้โอกาสข้า ..ความแค้นที่มันฝากไว้ในกายและใจข้า... ต่อให้มันตายนับพันครั้งก็มิอาจลบล้างได้ ข้าต้องการให้มันมีชีวิตอยู่ไม่สู้ตาย.. ข้าจะลงมือจัดการกับมันด้วยมือของข้าเอง!”เฉินคุนที่เพิ่งมาถึงขมวดคิ้วแน่นด้วยโทสะ “ท่านเจ้าสำนักกง! ท่านเสียสติไปแล้วรึ? คนโฉดเช่นฉินเยว่ หากปล่อยไว้ก็จะเป็นภัยต่อแผ่นดิน ทั้งต่อศิษย์น้องหลิงฉี และต่อพวกเราทุกคน! ท่านจะเก็บงูเห่าไว้ข้างกายเพื่ออะไรกัน!”เฟิงหลิงฉีมองเห็นสภาพอันน่าเวทนาของกงลั่วหมิงแล้วหัวใจพลันบีบคั้น เขาจำได้ถึงความหวาดกลัวยามที่กรงเล็บของฉินเยว่สัมผัสผิวกาย และเขารู้ดีว่าสิ่งที่กงลั่วหมิงได้รับนั้นหนักหนาสาหัสกว่าเขานับหม

  • ฟาดรักนายน้อยตระกูลเฟิง   32.เพลิงวารีพิฆาตอัคคี

    บรรยากาศภายในห้องหอที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นหอมรัญจวนของกำยาน บัดนี้กลับคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นอายแห่งการเข่นฆ่าและเสียงหอบหายใจอันสิ้นหวัง เฟิงหลิงฉีถูกบังคับให้นอนราบอยู่บนเตียงกว้าง ร่างกายที่เคยสง่างามถูกกดไว้ด้วยพละกำลังมหาศาลของฉินเยว่ เสื้อผ้าสีมงคลฉีกขาดเผยให้เห็นผิวขาวละเอียดที่บัดนี้เต็มไปด้วยรอยแดงจากการบีบคั้น ดวงตาของหลิงฉีพร่าเลือนด้วยน้ำตาแห่งความคับแค้น มือเรียวพยายามปัดป้องทว่ากลับไร้เรี่ยวแรงจะต้านทานโรคกำหนัดที่บ้าคลั่งของเจ้าเมืองโฉดชั่ว“เฟิงหลิงฉี..ไม่มีใครช่วยเจ้าได้หรอก!” ฉินเยว่คำรามพลางโน้มใบหน้าลงซุกไซ้ซอกคอขาวอย่างหยาบโลนทว่าจังหวะนี้..ปัง!เสียงบานหน้าต่างไม้แกะสลักระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ เศษไม้ปลิวว่อนไปทั่วห้อง พร้อมกับกระแสลมเย็นจัดที่พัดกรรโชกเข้ามาอย่างรุนแรง ไอเย็นสุดขั้วนั้นแผ่ซ่านจนหยดน้ำในแจกันกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งในชั่วพริบตา เงาร่างสูงสง่าในชุดสีครามเข้มทะยานผ่านม่านหมอกเข้ามาดุจเทพแห่งความตาย“ฉินเยว่!! เอามือสกปรกของเจ้าออกจากเมียข้าเดี๋ยวนี้!”เสียงนั้นกังวานและทรงอำนาจดุจเสียงกัมปนาทจากสรวงสวรรค์ “อาจารย์.. ในที่สุดท่านก็มาแล้ว..” หลิงฉีดีใจจนสุดจะกล

  • ฟาดรักนายน้อยตระกูลเฟิง   31.ร่วมใจปะทะกองกำลังฉินเยว่

    ท่ามกลางความมืดมิดนอกกำแพงจวนอันสูงตระหง่าน เงาร่างสองสายทะยานขึ้นสู่ยอดกำแพงด้วยท่าทางที่คล่องแคล่ว อวี้หานเหยียนและเฉินคุน หมอบนิ่งอยู่บนสันกำแพง ลอบมองทหารยามที่เดินตรวจตราอย่างหนาแน่น“ข้าจะเข้าไปทางทิศตะวันออก เป็นตัวล่อให้เจ้า ส่วนเจ้าแฝงตัวไปทางห้องหอ หาหลิงฉีให้เจอ!” หานเหยียนกระซิบสั่ง แววตาคมกริบดุจเหยี่ยว“ไม่ได้! มันอันตรายเกินไปอาจารย์อา ข้าไปเอง!” เฉินคุนยังคงดื้อรั้นด้วยความห่วงใย“นี่คือคำสั่ง! อย่าให้ข้าต้องเสียเวลา!” หานเหยียนไม่รอฟังคำทัดทาน นางดีดตัวลงจากกำแพงพร้อมกับง้างคันธนูคู่กาย ในชั่วพริบตา ลูกธนูสามดอกก็พุ่งวาบออกไปพร้อมกัน ปักเข้าที่ลำคอของทหารยามสามนายอย่างแม่นยำและเงียบเชียบ“ผู้บุกรุก! มีผู้บุกรุก!” เสียงตะโกนดังขึ้นพร้อมกับกองกำลังทหารที่กรูกันเข้ามาหานเหยียนหาได้ตื่นตระหนกไม่ นางขยับกายพลิ้วไหวดุจปักษาสวรรค์ ใช้คันธนูแทนอาวุธระยะประชิด ฟาดกระแทกเข้าที่จุดตายของทหารที่พุ่งเข้ามา ท่วงท่าของนางงดงามทว่าเปี่ยมไปด้วยรังสีสังหารเฉินคุนเห็นดังนั้นจึงกัดฟันกรอด เขาชักกระบี่ออกมาแล้วพุ่งเข้าใส่กองทหารอีกด้านเพื่อช่วยเปิดทาง “ใครบังอาจแตะต้องอาจารย์อาของข้า ข้

  • ฟาดรักนายน้อยตระกูลเฟิง   30.กงลั่วหมิงถูกขืนใจ(NC)

    ภายในเรือนพักปีกตะวันตกของจวนเจ้าเมืองลั่วเฟิงที่เคยวางตนอย่างสงบสง่างาม บัดนี้กลับคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นอายแห่งความพินาศ ข้าวของล้ำค่าแจกันลายครามจากยุคบรรพกาลแตกกระจายเกลื่อนพื้น ผ้าม่านไหมถูกกระชากขาดวิ่น ราวกับมีพายุคลั่งพัดผ่านห้องนอนของกงลั่วหมิงเจ้าสำนักอัคคีเพลิงผลาญผู้เคยทระนงบัดนี้ยืนอยู่กลางห้องกว้างใหญ่ ลมหายใจหอบถี่จนทรวงอกขยับขึ้นลงอย่างรุนแรง เส้นผมที่เคยรวบไว้อย่างประณีตหลุดลุ่ยระใบหน้าซูบซีดนั้น หยดเลือดซึมออกมาจากฝ่ามือที่กำเศษกระเบื้องแน่นจนแหลกละเอียด ทว่าความเจ็บปวดทางกายนั้นไม่อาจเทียบได้แม้เพียงเศษเสี้ยวของความรุ่มร้อนที่แผดเผาอยู่ในขั้วหัวใจเขามองดูเงาของตัวเองในกระจกเงาที่แตกเป็นเสี่ยง เห็นดวงตาที่แดงก่ำและเต็มไปด้วยความอัปยศ‘เหตุใดต้องเป็นเฟิงหลิงฉี.. เหตุใดเจ้าถึงมองแต่มัน!’ กงลั่วหมิงคำรามแผ่วเบาในลำคอ ความร้อนรนบีบคั้นให้เขารู้สึกเหมือนจะเสียสติ เขาโกรธแค้น โกรธจนอยากจะเผาทั้งจวนนี้ให้กลายเป็นจุณ ทว่าในความโกรธแค้นนั้นกลับมีความรู้สึกหนึ่งที่แหลมคมดุจเข็มพิษทิ่มแทงหัวใจอย่างต่อเนื่อง มันคือความอิจฉาเขารู้ดีว่าตัวเองไร้ค่าไปแล้วในสายตาของฉินเยว่ เมื่อหงส์

  • ฟาดรักนายน้อยตระกูลเฟิง   9.หลิงฉีหลอกใช้ศิษย์พี่ใหญ่

    เฟิงหลิงฉีมาถึงลำธารตามที่คาดไว้ สายหมอกยามเช้ายังลอยอ้อยอิ่งเหนือผิวน้ำ เงาไม้ทอดยาวราวภาพวาด ทว่าคนที่ยืนรออยู่ริมสระกลับไม่ใช่อาจารย์อวี้หาญ หากเป็นศิษย์พี่ใหญ่เฉินคุนผู้มีสีหน้านิ่งขรึมราวศิลานั้นต่างหาก“บทเรียนขั้นสามของเจ้า เริ่มได้แล้ว” เฉินคุนเอ่ยเสียงเรียบ พลางชี้ไปยังถังไม้สองใบที่วางอยู

  • ฟาดรักนายน้อยตระกูลเฟิง   8.แผนพิชิตหัวใจปีศาจไร้ใจ

    ..วันต่อมาณ ลานฝึกที่ตั้งอยู่ริมหน้าผาที่เดิม ศิษย์ผู้พี่ต่างมิได้มารวมตัวเช่นเมื่อวาน เพราะทั้งหมดได้รับอนุญาตให้พักหนึ่งวันในรอบหนึ่งเดือน เว้นเสียแต่ศิษย์มาใหม่อย่างเฟิงหลิงฉี ที่ต้องเร่งฝึกปรือฝีมือเพื่อตามให้ทันเหล่าศิษย์พี่ระหว่างรอเจ้าเด็กจอมเกียจคร้าน อวี้หาญยืนตระหง่านอยู่กลางสายหมอกยามเ

  • ฟาดรักนายน้อยตระกูลเฟิง   7.แผนหว่านเสน่ห์

    ณ ยอดเขาโชติช่วง ที่ตั้งของสำนักเทวะอัคคีผลาญ เปลวเพลิงในกระถางสำริดขนาดมหึมาโชติช่วงอยู่ตลอดทั้งวันคืน ราวกับจะประกาศศักดาความยิ่งใหญ่ของวิชาปราณเพลิงให้โลกรู้ ทว่าในห้องโถงกลาง เจ้าสำนักกงลั่วหมิง กลับกำลังขว้างจอกสุราลงบนพื้นจนแตกกระจาย"อีกแล้วหรือ.. ผลการประลองคัดเลือกสิบยอดฝีมือฝ่ายธรรมะ สำนั

  • ฟาดรักนายน้อยตระกูลเฟิง   6.คำบอกใบ้ของนางมารน้อย

    “รังแกหรือ? ข้ายังทำไม่ได้ครึ่งหนึ่งที่เจ้าทำกับชาวบ้านที่ตลาดเลยด้วยซ้ำ” อวี้หาญวางกิ่งไม้ลงแล้วหยิบม้วนคัมภีร์ไม้ไผ่ออกมา “ฟังให้ดี เฟิงหลิงฉี หากเจ้าอยากอยู่ที่นี่รอดโดยไม่โดนข้าฟาดจนหลังลาย เจ้าต้องจำกฎอีกสองข้อให้ขึ้นใจ”อวี้หาญเริ่มร่ายกฎที่ทำให้คุณชายน้อยแทบอยากจะมุดดินหนีเสียให้ได้“กฎข้อที

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status