Masukว่าแต่สมุนไพรพวกนี้เป็นสมุนไพรใช้รักษาโรคอะไรบ้างนะ แล้วมีกี่ชนิดกัน จิ้งอิงเดินสำรวจสมุนไพรรอบๆ แต่ก็ต้องถอดใจเมื่อเธอไม่มีความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรของโลกใบนี้เลย
“แล้วฉันต้องไปหาซื้อตำราเกี่ยวกับสมุนไพรที่ไหนเนี่ย...”
“สวัสดีนายหญิง…ท่านสามารถซื้อตำราได้จากหอตำราซางเจ๋อ แต่หากนายท่านไม่สะดวกเดินทางไปสามารถเลือกซื้อในร้านค้าระบบฟาร์มได้เลยเจ้าค่ะ”
ทันใดนั้นกลางอากาศตรงหน้าจิ้งอิงก็ปรากฏหน้าจอโปร่งแสง พร้อมกับน้ำเสียงสดใสของหญิงสาวที่ดังก้องภายในมิติ จิ้งอิงพยายามรวบรวมสติของตัวเอง แค่มีมิติเธอก็ว่าเจ๋งแล้ว นี่ยังมีระบบฟาร์มอะไรขึ้นมาอีก เธอมองหน้าจอที่โชว์อยู่บนอากาศด้วยแววตาเหลือจะเชื่อ
แต่...การที่เธอมาปรากฏตัวที่โลกใบนี้ก็ตอกย้ำความจริงที่ว่า เรื่องเหลือเชื่อยังมีอยู่บนโลกใบนี้มากมาย เธอเลื่อนดูสินค้าบนหน้าจอโปร่งแสงอย่างสนใจ แต่ก็ต้องตกใจอีกครั้งเมื่อในระบบนอกจากจะมีเมล็ดผักสมุนไพรและตำราสมุนไพรขาย ยังมียาและเครื่องมือทางการแพทย์ที่โลกเดิมของเธอขายอีกด้วย!
คุณหมอสาวพยายามข่มความตื่นเต้น กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นไหวเล็กน้อย "ข้าอยากได้ตำราเกี่ยวกับสมุนไพรทั้งหมดของโลกใบนี้"
"ระบบฟาร์มขอแนะนำเป็นตำราเล่มนี้เลยเจ้าค่ะ"
ทันใดนั้นภาพตำราเก่าแก่เล่มหนึ่งก็ปรากฏบนหน้าจอ จิ้งอิงมองดูราคาแล้วก็รู้สึกเหมือนโดนปล้น โดยที่เจ้าตัวไม่รู้เลยว่าตำราเล่มนี้เป็นตำราโบราณที่ผู้คนต่างต้องการแย่งชิง เธอออกมาจากมิติเพื่อหยิบเงินที่เจ้าของร่างเดิมเก็บไว้
ยังดีที่ฟู่หยวนหยวนมีบิดาที่รักใคร่นางเป็นอย่างมาก หลังจากภรรยาเสียชีวิตฟู่หลิวเหว่ยบิดาของฟู่หยวนหยวนก็ไม่คิดจะแต่งงานใหม่อีก และนั่นถือว่าเป็นเรื่องดีสำหรับฟู่หยวนหยวน เธอหยิบตั๋วแลกเงินมาห้าพันตำลึงออกมาจากหีบเก็บของ เงินและตั๋วแลกเงินพวกนี้ฟู่หยวนหยวนเก็บสะสมไว้อย่างดี เพราะนางไม่มีพลังปราณ นางจึงไม่สามารถใช้ถุงมิติได้
หลังจากได้ตัวเงินเธอก็กลับเข้าไปภายในมิติอีกครั้ง การจัดการซื้อตำราเล่มนั้นมา พร้อมกับรู้สึกเสียดายเงินอยู่ในใจ โดยคุณหมอสาวหารู้ไม่ว่าหากเธอนำตำราเล่มนี้ไปขายด้านนอกมิติ ราคาของมันสูงกว่านี้ถึงพันเท่า
เพราะขนาดแค่ส่วนที่ถูกคัดลอกออกมาไม่ถึงครึ่งก็ขายถึงหนึ่งหมื่นตำลึงทอง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตำราที่สมบูรณ์ทั้งเล่มที่เธอถืออยู่ในมือว่าจะมีมูลค่ามากแค่ไหน
จิ่งอิงใช้เวลาอ่านตำราเล่มนี้จนลืมแม้กระทั่งเวลา มารู้ตัวอีกทีเธอก็อ่านตำราที่หนามากกว่าห้าพันหน้าไปเกินครึ่งแล้ว เธอจึงรีบออกไปจากมิติทันที แต่เมื่อออกมากับพบว่าข้างนอกยังคงมืดสนิทเช่นเดิมทั้งๆ ที่เธอมั่นใจว่าเธออยู่ในนั้นมากกว่าสองวัน แสดงว่าเวลาในมิติเร็วกว่าเวลาข้างนอกเช่นนั้นหรือ?
เมื่อสรุปออกมาได้เช่นนี้จิ้งอิงก็มองไปรอบๆ อย่างโง่งม ต่อให้ไม่อยากจะเชื่อแค่ไหนก็ต้องเชื่อ เพราะเธอได้เห็นมันด้วยตาตัวเองแล้ว และการอ่านตำราสมุนไพรทำให้เธอรู้ว่าสมุนไพรในมิติของเธอไม่ใช้สมุนไพรธรรมดาทั่วไป แต่มันคือสมุนไพรวิญญาณ! สมุนไพรวิญญาณเป็นสมุนไพรหายาก และต้องขึ้นไปเก็บบนหุบเขา ‘ธารสวรรค์’ เท่านั้น
หุบเขาธารสวรรค์เป็นแหล่งรวมสัตว์อสูรและสมุนไพรวิญญาณหายาก ที่สำคัญบนหุบเขายังมีพลังปราณไหลเวียนไม่เคยขาด หากต้องการก้าวหน้าหุบเขาธารสวรรค์คือตัวเลือกที่ดีที่สุด
พื้นที่ของหุบเขากินพื้นที่โอบล้อมทั้งสี่แคว้นเอาไว้ตรงกลาง ทว่ามีแม่น้ำขนาดใหญ่แบ่งแยกหุบเขาธารสวรรค์กับทั้งสี่แคว้นเอาไว้ ผู้ที่จะข้ามแม่น้ำสายนี้ไปได้ต้องมีพลังระดับก่อกำเนิดขั้นเจ็ดขึ้นไปเท่านั้น ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถฝ่ายม่านพลังที่ครอบคลุมหุบเขาธารสวรรค์ได้ บางคนถึงกับต้องเอาชีวิตไปทิ้งไว้ที่นั่น
อีกหนึ่งเดือนข้างหน้าทั้งสี่แคว้นจะมีงานประลองของยอดฝีมือจากสำนักต่างๆ มีทั้งการประลองพลังและประลองการหลอมโอสถ จิ้งอิงยกยิ้มอย่างพึงพอใจ ไม่มีงานไหนเหมาะจะแจ้งเกิดเท่างานนี้อีกแล้ว…ต่อไปนี้เธอคือฟู่หยวนหยวนใครที่เคยทำร้ายเธออย่างหวังว่าจะได้อยู่อย่างสงบสุขเลย…
ฟู่หยวนหยวนหายกลับเข้าไปในมิติอีกครั้ง ก่อนเดินไปนั่งลงใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างสระน้ำ “ระบบมีวิธีวางรากฐานพลังไหม”
“เรียนนายหญิง ท่านสามารถแช่น้ำในสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ได้เลยเจ้าค่ะ น้ำในสระศักดิ์สิทธิ์ที่ท่านเห็นสามารถวางรากฐานพลังปราณได้อย่างมั่นคง และสามารถทะลวงเส้นชีพจรได้อย่างราบรื่นเจ้าค่ะ”
ฟู่หยวนหยวนได้ยินเช่นนั้นก็ดวงตาเป็นประกายทันที เธอรีบกลับออกไปจากมิติก่อนนำถังไม้ขนาดใหญ่ที่ใช้สำหรับอาบน้ำเข้ามา การนำของเข้าออกในมิติเพียงแค่คิดสิ่งที่เราต้องการก็จะปรากฏออกมาหรือเข้าไปในมิติทันที เมื่อกลับเข้ามาในมิติคุณหมอสาวก็ลงมือใช้ถังไม้อันเล็กตักน้ำจากสระขึ้นมาใส่ในถังไม้ทันที
ใบหน้างามเต็มไปด้วยเหงื่อแต่ฟู่หยวนหยวนหาได้สนใจ เธอยังคงตักน้ำใส่ถังไม้อย่างแข็งขันจนน้ำเลยมาถึงครึ่งถง ทันใดนั้นเสียงเตือนจากระบบก็ดังขึ้นหยุดการกระทำของหญิงสาวทันควัน
“นายหญิงเจ้าคะ ท่านเพียงแค่นึกว่าน้ำในสระศักดิ์สิทธิ์เข้าไปอยู่ในถังไม้ แค่นี้ในถังก็จะเต็มไปด้วยน้ำในสระศักดิ์สิทธิ์ทันทีเจ้าค่ะ”
“…”
ฟู่หยวนหยวนสบถด่าในใจอย่างโมโห เธอวิ่งวุ่นตักน้ำใส่ถังไม้อยู่นานระบบกลับไม่แจ้งตั้งแต่แรก แต่มาแจ้งตอนที่เธอตักจนเลยครึ่งถังมาแล้วเนี่ยนะ!?
คุณหมอสาวพยายามสงบสติอารมณ์ของตน ก่อนทำตามที่ระบบแนะนำ ทันใดนั้นถังไม้ก็เต็มไปด้วยน้ำทันที ฟู่หยวนหยวนลงไปแช่ในถังไม้อย่างว่องไว แต่ต้องชะงักเมื่อเธอไม่รู้วิธีโคจรพลัง เพราะฟู่หยวนหยวนคนเดิมไม่มีพลังมาตั้งแต่เกิดดังนั้นนางจึงไม่เคยเรียนรู้วิธีโคจรพลังปราณ
“ระบบ ข้าต้องทำยังไงต่อ?”
สิ้นเสียงของเธอระบบก็แนะนำวิธีโคจรพลังอย่างละเอียดให้เธอฟัง คุณหมอสาวนั่งในท่าทำสมาธิแล้วเริ่มโคจรพลังตามที่ระบบแนะนำอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นรอบๆ ถังไม้ที่ฟู่หยวนหยวนนั่งอยู่ ก็ปรากฏหมอกควันล้อมรอบขึ้นมาทันที ไอร้อนค่อยๆ แผ่ออกมาปกคลุมร่างของหญิงสาว พลังความร้อนเร่งระอุขึ้นเรื่อยๆ
"โอสถเพิ่มพลังปราณต้องสมบูรณ์แบบ ต้องหลอมให้ได้สมดุลทั้งหยินและหยาง"เสียงของคุณหมอสาวเบาแผ่ว แต่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เธอเริ่มขั้นตอนการหลอมโดยใช้พลังปราณภายในควบคุมเปลวไฟสีเขียวใต้เตาหลอม เปลวไฟเริ่มลุกขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ขณะที่เธอค่อยๆ ใส่สมุนไพรทีละชนิดลงในเตาหลอมหญ้าเซียนสวรรค์ เริ่มละลายและปล่อยพลังปราณสีเขียวอ่อนออกมา ขณะที่ผลไม้สุริยันจันทราก็ค่อยๆ ระเหิดกลายเป็นละอองพลังที่ผสมกับพลังของหญ้าเซียนสวรรค์ ฟู่หยวนหยวนควบคุมกระแสพลังวิญญาณอย่างระมัดระวัง ใบหน้าหญิงสาวเต็มไปด้วยสมาธิคุณหมอสาวใช้พลังปราณควบคุมเปลวไฟอย่างละเอียด ปรับให้เปลวไฟมีความร้อนที่เหมาะสมเพื่อให้ส่วนผสมทั้งสองรวมตัวกันอย่างสมดุล ควันบางๆ สีทองเริ่มลอยออกมาจากเตาหลอม และความกดดันในอากาศรอบตัวเธอก็เริ่มเข้มข้นขึ้นเวลาผ่านไปเนิ่นนาน จนกระทั่งเม็ดโอสถสีขาวเล็กๆ เริ่มก่อตัวขึ้นภายในเตาหลอม โอสถที่สามารถเพิ่มพลังปราณได้สำเร็จเป็นรูปร่างสมบูรณ์ เงาสะท้อนของมันเปล่งประกายแสงสีม่วงอ่อน ๆ ราวกับเกลียวหมอกที่ล่องลอยดวงตาของฟู่หยวนหยวนเปล่งประกายด้วยความยินดี ใบหน้างามเผยรอยยิ้มขณะมองดูโอสถที่เธอหลอมสำเร็จด้วยความอุตสาห
กลางดึกที่เงียบสงัดในห้องนอนของฟู่หยวนหยวน แสงจันทร์ลอดผ่านหน้าต่าง ส่องกระทบให้เห็นเงาร่างสูงใหญ่ของชายคนหนึ่ง เขาแต่งกายด้วยชุดสีดำสนิทราวกับกลืนไปกับความมืด เงานั้นเคลื่อนเข้ามาใกล้เตียงของคุณหมอสาวอย่างไร้เสียงฟู่หยวนหยวนสะดุ้งตื่นขึ้นจากความฝันเมื่อรู้สึกได้ถึงการมีอยู่ของใครบางคน ใบหน้าของเธอซีดเผือด สายตาหวาดระแวงมองไปยังบุรุษที่ยืนอยู่ข้างเตียง เมื่อเห็นใบหน้าอีกฝ่ายชัดเจนคุณหมอสาวก็อดสงสัยไม่ได้ แต่ยังไม่ทันจะเอ่ยปากตะโกนเรียกใคร ชินอ๋องก็พูดขึ้นเบา ๆ"ไม่ต้องกลัว ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อทำร้ายเจ้า"เสียงของเขานุ่มลึกแต่หนักแน่น คุณหมอสาวมองดูเขาด้วยความระแวดระวัง แม้ว่าชินอ๋องผู้นี้จะมีชื่อเสียงเลื่องลือในด้านความเป็นผู้นำที่เด็ดขาด แต่การที่เขาปรากฏตัวในห้องเธอเช่นนี้ทำให้เธอยากจะไว้วางใจได้"ท่านเข้ามาในห้องข้าได้อย่างไร ชินอ๋องเช่นท่านไม่ควรทำเรื่องเช่นนี้" ฟู่หยวนหยวนพยายามควบคุมเสียงของตนเองไม่ให้สั่นเครือ ทว่าสายตาของเธอก็ยังเต็มไปด้วยความระมัดระวังฮั่วกงเหวินหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยตอบ "ข้าจะมาหาเจ้าด้วยวิธีใดก็ไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือ...ข้าอยากรู้จักเจ้ามากขึ้น"น้ำเส
เมื่อตงหนิงอ้ายได้ยินเช่นนั้น ก็เข้าใจความหมายที่อีกฝ่ายอยากจะสื่อ นังสวะนี่ว่านางชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านงั้นรึ ใบหน้างามบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความโกรธ ตงหนิงอ้ายกัดฟันแน่น ก่อนเหยียดยิ้มตอบกลับไป “ข้าเพียงอยากเตือนสติเจ้าเท่านั้น …น้ำหน้าอย่างเจ้าซื้อสมุนไพรไปก็เสียดายสมุนไพรเปล่าๆ”“ผู้ใดบอกว่าข้ามาซื้อสมุนไพร? คุณหนูตงช่างสู่รู้ยิ่ง”ทันใดนั้น เสียง "เพล้ง!" ของขวดสมุนไพรที่แตกเป็นเสี่ยงๆ ก็ดังกึกก้องในห้องโถง ตงหนิงอ้ายปล่อยพลังปราณสีส้มระดับก่อกำเนิดขั้นเจ็ดของตนออกมา ก่อนซัดควันพิษที่แฝงอยู่ในขวดสมุนไพรพุ่งตรงเข้าไปหาฟู่หยวนหยวน กลิ่นสมุนไพรที่เคยหอมอบอวลกลับกลายเป็นกลิ่นควันพิษที่น่าหวาดกลัว ฟู่หยวนหยวนดึงแขนซินมี่และซินหนี่พุ่งตัวหลบอย่างรวดเร็ว"อย่าคิดว่าจะหนีรอดไปได้ง่ายๆ แบบครั้งก่อน!" ตงหนิงอ้ายตะโกนเสียงกร้าว พร้อมกับสร้างลูกพลังสีส้มขนาดใหญ่ในมือ แล้วปล่อยมันพุ่งไปหาฟู่หยวนหยวนทันใดนั้นเสี่ยวเอ้อที่ยืนมองอยู่ด้านข้างก็ปล่อยพลังของตนออกมาสลายพลังของตงหนิงอ้ายอย่างรวดเร็ว ก่อนใช้พลังดึงควันพิษกลับเข้าไปในขวดที่เตรียมไว้ เสี่ยวเอ้อมองไปยังตงหนิงอ้ายแล้วกล่าวเสียงเรียบ “หากคุณหน
อาทิตย์อัสดงย้อมขอบฟ้าจนกลายเป็นสีแดง สาดส่องลงบนยอดไม้ ขับเน้นให้ไพรพนาเหลืองอร่าม ฟู่หยวนหยวนหมุนป้ายหยกรูปกิเลนวายุสีเขียวในมือเล่น นี่ก็ผ่านมาสามวันแล้วที่เธอช่วยชีวิตเจ้าสำนักหยกโลหิต เธอยากรู้ใจแทบขาดว่าตัวตนจริงๆ ของเขาเป็นใครแต่…รู้มากเกินไปรั้งแต่จะนำภัยมาหาตน แค่ทำให้สำนักหยกโลหิตติดค้างเธอก็พอแล้ว ฟู่หยวนหยวนมองหยกประจำตัวเจ้าสำนักหยกโลหิตในมือตนอย่างพึงพอใจซินหนี่มองคุณหนูของตนที่เอาแต่มองป้ายหยกในมือมาครึ่งค่อนวัน นางจึงเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสงสัย “คุณหนูท่านนั่งมองป้ายหยกชิ้นนี้มาครึ่งค่อนวันแล้วนะเจ้าคะ ป้ายหยกนี่มีอะไรดีรึเจ้าคะ”“เจ้าไม่รู้อะไร นี่น่ะของดี” ฟู่หยวนหยวนกล่าวยิ้มๆ ก่อนเก็บป้ายหยกชิ้นนั้นเข้าไปในมิติ เธอหันหน้าไปพูดกับซินมี่ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “มี่เอ๋อเจ้าให้คนไปเตรียมรถม้าให้ข้าที ข้าจะไป ‘ตลาดไฉซี’ สักหน่อย”“เจ้าค่ะ” ซินมี่รีบไปจัดการตามที่คุณหนูของตนสั่งทันที แม้ในใจจะรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เพราะปกติคุณหนูของพวกนางไม่ค่อยออกนอกจวนเท่าไหร่หากไม่จำเป็นจริงๆ ตลาดไฉซีจะเปิดเฉพาะตอนกลางคืน ตลอดสี่ปีที่นางรับใช้คุณหนูใหญ่ ไม่เคยมีสักครั้งที่คุณหนูใหญ่จะอยา
"ท่านหมอ" โย่วซานซึ่งยืนอยู่อีกด้านอึ้งตะลึงไปโดยพลัน "ไฉนท่านถึงจับชีพจรตนเองเล่า"ฮั่วกงเหวินที่เปลือยหลังหันกลับมาเพ่งมองหญิงสาวที่อ้างตัวว่าเป็นหมอแวบหนึ่ง ยามนี้ฟู่หยวนหยวนได้วางมือทั้งสองข้างลงแล้วกล่าวอย่างนิ่งสงบ "ท่านยังคงมองด้านหน้าเอาไว้ อย่าขยับไปขยับมา"ฮั่วกงเหวินเลิกคิ้วเล็กน้อย ย้ายสายตากลับมาเบื้องหน้า ฟู่หยวนหยวนหยิบยาขึ้นมาป้ายลงบนบาดแผลตรงไหล่ของเขา หลังจากนั้นจึงหยิบเข็มเงินขึ้นมาฝังลงไปตามจุดใหญ่ๆ สองสามจุดบนแผ่นหลังของเขา ฝีมือแน่วนิ่งไม่ติดขัด นัยน์ตาของฟู่หยวนหยวนเข้มขึ้นเล็กน้อยเมื่อสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง“พิษชนิดนี้ถึงแม้แปลกประหลาดอยู่บ้าง แต่ไม่ร้ายแรงถึงชีวิต ใช้เวลาหนึ่งวันก็สามารถขจัดออกได้จนหมดสิ้น" ฟู่หยวนหยวนกล่าวขณะนำยาเก็บเข้าอกเสื้อของตนโย่วซานถอนหายใจเฮือกอย่างโล่งใจ "เป็นเช่นนั้นก็ดี"ฟู่หยวนหยวนถือพู่กันเขียนใบสั่งยามอบให้โย่วซาน "หนึ่งเค่อให้หลังข้าค่อยมาถอนเข็มออก ใช่แล้ว ท้องข้าหิวนิดหน่อย ท่านให้สาวใช้ทำอาหารมาให้ข้าสักสองสามอย่างได้หรือไม่ ส่งให้ที่ศาลาด้านนอกก็ได้""ได้แน่นอน" โย่วซานยิ้ม "ขนมอื่นๆ ต้องการหรือไม่"“ถ้าได้ก็ขอบคุณมาก”โย่
"ไร้ยางอาย!" โย่วซานชูกระบี่ซึ่งเป็นอาวุธประจำตัวของตนขึ้น "เจ้าอย่าได้หมายจะทำร้ายเจ้าสำนักหยกโลหิตของพวกเรามิฉะนั้นแล้วกระบี่ของข้าจะไม่ละเว้นเจ้า"สำนักหยกโลหิต!!!บนใบหน้าของฟู่หยวนหยวนปรากฏแววปีติยินดี เธอรู้จักสำนักหยกโลหิตเพราะความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม หากสามารถทำให้สำนักหยกโลหิตติดค้างน้ำใจเธอได้ล่ะก็ ชั่วชีวิตที่เหลือก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องคนหนุนหลังแล้ว ในหัวของคุณหมอสาวเริ่มวางแผนอย่างรวดเร็ว เธอเฝ้ามองสถานการณ์เงียบอย่างไม่ละสายตาหย่วนอู่เสวียนให้สัญญาณมือ องครักษ์สิบกว่าคนพลันวิ่งออกมาจากที่ซุ่มด้านข้างคนของสำนักหยกโลหิตเห็นสภาพการณ์แล้วก็รู้ทันทีว่าสถานการณ์เช่นนี้พวกตนยากจะตีฝ้าวงล้อมออกไปได้ ฮั่วกงเหวินรีบส่งสายตาบอกใบ้ให้ทุกคนใช้ยุทธวิธีสู้พลางถอยพลาง รอจังหวะเหมาะหาหนทางหนีเอาตัวรอดการต่อสู้เปิดฉากขึ้น องครักษ์ฝ่ายบุ๋นและบู๊คอยคุ้มกันอยู่ร่างกายนายท่านของตนที่ถูกพิษอย่างเข้มแข็ง ผู้ใต้บังคับบัญชาคนอื่นๆ เข้าต่อกรกับศัตรูอย่างเหี้ยมหาญ พยายามช่วยแบ่งเบาภาระองครักษ์ทั้งสองให้มากที่สุดยิ่งต่อสู้จำนวนคนก็ยิ่งลดน้อยลง ในดวงตาของฮั่วกงเหวินฉายประกายเคร่งขรึมเยียบเ







