Masukเวลาผ่านพ้นไปอย่างเชื่องช้า ภายในมิติดวงตะวันและจันทราผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันขึ้นสู่ท้องฟ้าครั้งแล้วครั้งเล่ากว่าความร้อนที่แผดรอบกายของฟู่หยวนหยวนจะเริ่มสลายลงไป ดวงหน้าของหญิงสาวค่อยๆ ปรากฏชัดขึ้นท่ามกลางม่านหมอก
ม่านหมอกพลันสลายไปอย่างรวดเร็ว ตามติดด้วยเสียงลั่นเปรี๊ยะระลอกหนึ่ง ทันใดนั้นฟู่หยวนหยวนก็ขยับตัว ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจยาว มุมปากยกขึ้นน้อยๆ นัยน์ตาทั้งสองข้างที่ปิดสนิทพลันลืมขึ้น แววตาทั้งคู่ดุจมีประกายไฟวิ่งผ่าน เปล่งแสงระยิบระยับ
นัยน์ตาคู่นั้นแลดูสุกใสแวววาวและดำขลับลึกล้ำกว่าที่ผ่านมา ประหนึ่งธารน้ำลึกที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง พริบตาที่จ้องมองคล้ายจะดูดดึงวิญญาณผู้คนให้ออกจากร่าง งามดุจท้องฟ้าดาราพรายในยามราตรี
ฟู่หยวนหยวนรู้สึกว่าภายในร่างกายของเธอมีพลังขุมหนึ่งวิ่งวนในร่างกาย ทำให้รู้สึกสบายยิ่ง เมื่อลองรวบรวมพลังก็พบว่าตอนนี้พลังของเธออยู่ระดับวางรากฐานขั้นสาม! ฟู่หยวนหยวนลองเรียกพลังของตนของมาก็พบว่าพลังปราณของเธอมีสีเขียว แต่ยังจางอยู่มาก เพราะระดับพลังของเธอยังไม่สูงเท่าไหร่
จะหลอมโอสถต้องใช้พลังปราณระดับก่อกำเนิดขั้นห้าขึ้นไป ตอนนี้เธอยังห่างไกลขั้นนั้นอยู่มาก คอยดูเถอะอีกหนึ่งเดือนเธอจะทำให้ทุกคนได้เห็นว่าสตรีไร้ค่าคนนี้ทำอะไรได้บ้าง! ฟู่หยวนหยวนมิติก็พบว่าตอนนี้ด้านนอกยังคงมืดสนิท แต่เริ่มมีเสียงคนงานในจวนเริ่มออกมาทำงานของตนแล้ว และอีกไม่นานซินมี่กับซินหนี่ก็คงตื่น เธอจึงรีบจัดการตัวเองแล้วขึ้นไปนอนบนเตียงอีกครั้งและหลับไปในที่สุด...
ด้านฟู่หลิวเหว่ยที่พึ่งกลับมาถึงเมืองหลวง เมื่อได้ทราบข่าวลือเกี่ยวกับบุตรสาวของตนก็ตรงกลับจวนทันที เขาไม่อยู่เพียงห้าวันก็มีคนกล้ารังแกบุตรสาวของเขาแล้ว ฟู่หลิวเหว่ยได้แต่คาดโทษผู้คนที่เกี่ยวข้องไว้ในใจ
เมื่อมาถึงจวนเขาก็รีบทะยานตรงไปยังเรือนโบตั๋นของบุตรสาวทันที ภาพในหัวของเขาคือภาพบุตรสาวที่น่าสงสารกำลังนอนร้องไห้อยู่บนเตียงเช่นทุกครั้งที่ถูกต่อว่า ทว่าเมื่อเดินผ่านประตูเรือนเข้ามา เขาก็พบว่าตรงศาลารับลมห่างจากประตูทางเข้าเรือนของบุตรสาวไปไม่มาก ฟู่หยวนหยวนบุตรสาวของตนกำลังนั่งพูดคุยหยอกล้อกับสาวใช้ทั้งสองของนางอย่างอารมณ์ดี นั่นรู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมาก
ปกติฟู่หยวนหยวนนั้นถูกต่อว่าเพียงนิดก็ร้องไห้ไปสามวันสามคืน ภาพตรงหน้าจึงทำให้เขาแปลกใจ ภายในใจเกิดความรู้สึกประหลาดขุมหนึ่งขึ้นมา แต่เขาเลือกที่จะสลัดมันทิ้งไปอย่างรวดเร็ว “หยวนหยวนพ่อกลับมาแล้ว เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
ฟู่หยวนหยวนมองประเมินท่านพ่อของเธออย่างเงียบๆ ท่านพ่อของเจ้าของร่างเดิมเป็นบุรุษที่มีใบหน้าอ่อนกว่าวัย เหมือนคนอายุสามสิบกว่าเท่านั้น ทั้งที่จริงๆ อายุของฟู่หลิวเหว่ยคือสี่สิบห้า แต่ไรมาในความทรงจำใบหน้าของท่านพ่อจะสงบนิ่งไม่ค่อยแสดงอารมณ์ แววตาเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นมีเมตตา ทว่าสายตาของท่านพ่อกลับแหลมคมยิ่ง มองอะไรไม่เคยพลาด!
ฟู่หยวนหยวนหันพูดกับสาวใช้ทั้งสองของตน ที่ตอนนี้เริ่มจะสนิทสนมกันมากขึ้น “ซินมี่ ซินหนี่ พวกเจ้าออกไปก่อน”
“เจ้าค่ะ”
หลังจากที่ทั้งสองออกไปจากศาลารับลม ฟู่หยวนหยวนก็หันมามองฟู่หลิวเหว่ยอีกครั้ง สายตาเรียบนิ่งราวกับมองทะลุสรรพสิ่งที่มองมา ทำให้คุณหมอสาวตัดสินใจเรื่องบางอย่างได้ในทันที เธอกับฟู่หยวนหยวนคนเดิมนิสัยไม่เหมือนกัน สักวันคนเป็นพ่อก็ต้องมองออก มิสู้วันนี้เธอเป็นฝ่ายชิงบอกก่อนอย่างน้อยก็ไม่ต้องแสดงละครตบตาใคร
ฝ่ายฟู่หลิวเหว่ยเองก็มองท่าทางครุ่นคิด และท่าทางที่แสดงออกของบุตรสาวตนไม่วางตาเช่นกัน เมื่อมองใบหน้าที่คุ้นเคย แน่นอนว่านางคือบุตรสาวของเขา แต่บางอย่างทำให้เขาอดสงสัยไม่ได้ว่าตรงหน้าไม่ใช่บุตรสาวของเขา อย่างเช่น...แววตา
ฟู่หยวนหยวนที่เขารู้จักมีแววตาที่ใสซื่อไม่ทันคน และแฝงความเศร้าบ้างเล็กน้อย แต่แววตาที่เขากำลังจ้องอยู่ตอนนี้แลดูสุกใสแวววาวและดำขลับลึกล้ำ ประหนึ่งธารน้ำลึกที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง ดูเฉลียวฉลาดทันคน ความรู้สึกประหลาดกลับมาเล่นงานเขาอีกครั้ง ทั้งเศร้าโศกและเสียใจ
“ท่าน...”
“เจ้าคือบุตรสาวของข้าฟู่หลิวเหว่ยคนนี้!” ยังไม่ทันที่ฟู่หยวนหยวนจะพูดจบประโยค ฟู่หลิวเหว่ยก็รีบพูดตัดบทสนทานาของบุตรสาวตนทันควัน แค่นางเอ่ยเรียกเขา เขาก็รู้คำตอบที่ตนสงสัยในทันที เพราะฟู่หยวนหยวนที่เขารู้จักจะเรียกเขาว่าบิดอย่างนั้น บิดาอย่างนี้ หาใช่ท่านพ่อ
คุณหมอสาวได้ยินเช่นนั้นก็ไม่พูดสิ่งใดออกมาอีก แววตาเศร้าโศกเสียใจของอีกฝ่ายทำให้เธอรู้ในทันทีว่าฟู่หลิวเหว่ยรู้ความจริงแล้ว เมื่อครู่เธอตั้งใจเรียกอีกฝ่ายว่าท่านพ่อ เพื่อบอกเป็นนัยว่าเธอไม่ใช่ลูกสาวคนเดิมของเขา เพราะรู้ดีว่าฟู่หยวนหยวนคนเดิมเรียกอีกฝ่ายว่าบิดา
คุณหมอสาวขยับมือรินชาใส่จอก ก่อนหันหน้าไปหาฟู่หลิวเหว่ย เธอถือจอกชาไว้ในมือและประสานมือคารวะแบบเต็มพิธี “หยวนหยวนคารวะท่านพ่อเจ้าค่ะ”
ฟู่หลิวเหว่ยมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยนัยน์ตาแดงก่ำ โชคชะตานำพานางมาเป็นบุตรสาวเขา เช่นนั้นนางก็คือบุตรสาวเขา แม้จะเสียใจที่บุตรสาวคนเดียวของตนได้จากไปแล้วก็เถอะ ฟู่หลิวเหว่ยยกมือที่สั่นไหวของตนขึ้นรับจอกชาจากมือบุตรสาวของตน เขายกจอกชาขึ้นดื่มอย่างไม่ลังเล ก่อนลูบศีรษะของหญิงสาวอย่างแผ่วเบา
“ข้าไม่สนใจว่าเจ้าจะมาจากที่ใด แต่ต่อจากนี้เจ้าคือบุตรสาวของข้า” ฟู่หลิวเหว่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น และกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “หยวนหยวนไปพักผ่อนเถิดลูก พ่อจะเข้าวังไปถวายงานฮ่องเต้”
“เจ้าค่ะท่านพ่อ”
ฟู่หยวนหยวนเดินออกมาส่งท่านพ่อหมาดๆ ของเธอที่หน้าประตูจวน เมื่อเห็นว่าฟู่หลิวเหว่ย ขึ้นรถม้าจากไปแล้วถึงได้เดินทอดน่องกลับเรือนโบตั๋นของตน เรื่องที่เธอหนักใจก็คลี่คลายลงแล้ว ต่อไปนี้ต้องเก็บตัวฝึกพลังให้หนักขึ้นอีกหน่อย เมื่อเดินเข้ามาในเรือนก็เห็นซินหนี่กับซินมี่ทำความสะอาดเรือนกับสาวใช้ในเรือนอีกหกคน
“ข้าจะนอนพักสักหน่อย ห้ามเข้ามารบกวนข้าเป็นอันขาด”
“เจ้าค่ะ” ซินหนี่กับซินมี่ขานรับพร้อมกัน หลังๆ มานี่คุณหนูของพวกนางชอบนอนเป็นพิเศษ จากที่เป็นห่วงตอนนี้เริ่มชินเสียแล้ว…
"โอสถเพิ่มพลังปราณต้องสมบูรณ์แบบ ต้องหลอมให้ได้สมดุลทั้งหยินและหยาง"เสียงของคุณหมอสาวเบาแผ่ว แต่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เธอเริ่มขั้นตอนการหลอมโดยใช้พลังปราณภายในควบคุมเปลวไฟสีเขียวใต้เตาหลอม เปลวไฟเริ่มลุกขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ขณะที่เธอค่อยๆ ใส่สมุนไพรทีละชนิดลงในเตาหลอมหญ้าเซียนสวรรค์ เริ่มละลายและปล่อยพลังปราณสีเขียวอ่อนออกมา ขณะที่ผลไม้สุริยันจันทราก็ค่อยๆ ระเหิดกลายเป็นละอองพลังที่ผสมกับพลังของหญ้าเซียนสวรรค์ ฟู่หยวนหยวนควบคุมกระแสพลังวิญญาณอย่างระมัดระวัง ใบหน้าหญิงสาวเต็มไปด้วยสมาธิคุณหมอสาวใช้พลังปราณควบคุมเปลวไฟอย่างละเอียด ปรับให้เปลวไฟมีความร้อนที่เหมาะสมเพื่อให้ส่วนผสมทั้งสองรวมตัวกันอย่างสมดุล ควันบางๆ สีทองเริ่มลอยออกมาจากเตาหลอม และความกดดันในอากาศรอบตัวเธอก็เริ่มเข้มข้นขึ้นเวลาผ่านไปเนิ่นนาน จนกระทั่งเม็ดโอสถสีขาวเล็กๆ เริ่มก่อตัวขึ้นภายในเตาหลอม โอสถที่สามารถเพิ่มพลังปราณได้สำเร็จเป็นรูปร่างสมบูรณ์ เงาสะท้อนของมันเปล่งประกายแสงสีม่วงอ่อน ๆ ราวกับเกลียวหมอกที่ล่องลอยดวงตาของฟู่หยวนหยวนเปล่งประกายด้วยความยินดี ใบหน้างามเผยรอยยิ้มขณะมองดูโอสถที่เธอหลอมสำเร็จด้วยความอุตสาห
กลางดึกที่เงียบสงัดในห้องนอนของฟู่หยวนหยวน แสงจันทร์ลอดผ่านหน้าต่าง ส่องกระทบให้เห็นเงาร่างสูงใหญ่ของชายคนหนึ่ง เขาแต่งกายด้วยชุดสีดำสนิทราวกับกลืนไปกับความมืด เงานั้นเคลื่อนเข้ามาใกล้เตียงของคุณหมอสาวอย่างไร้เสียงฟู่หยวนหยวนสะดุ้งตื่นขึ้นจากความฝันเมื่อรู้สึกได้ถึงการมีอยู่ของใครบางคน ใบหน้าของเธอซีดเผือด สายตาหวาดระแวงมองไปยังบุรุษที่ยืนอยู่ข้างเตียง เมื่อเห็นใบหน้าอีกฝ่ายชัดเจนคุณหมอสาวก็อดสงสัยไม่ได้ แต่ยังไม่ทันจะเอ่ยปากตะโกนเรียกใคร ชินอ๋องก็พูดขึ้นเบา ๆ"ไม่ต้องกลัว ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อทำร้ายเจ้า"เสียงของเขานุ่มลึกแต่หนักแน่น คุณหมอสาวมองดูเขาด้วยความระแวดระวัง แม้ว่าชินอ๋องผู้นี้จะมีชื่อเสียงเลื่องลือในด้านความเป็นผู้นำที่เด็ดขาด แต่การที่เขาปรากฏตัวในห้องเธอเช่นนี้ทำให้เธอยากจะไว้วางใจได้"ท่านเข้ามาในห้องข้าได้อย่างไร ชินอ๋องเช่นท่านไม่ควรทำเรื่องเช่นนี้" ฟู่หยวนหยวนพยายามควบคุมเสียงของตนเองไม่ให้สั่นเครือ ทว่าสายตาของเธอก็ยังเต็มไปด้วยความระมัดระวังฮั่วกงเหวินหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยตอบ "ข้าจะมาหาเจ้าด้วยวิธีใดก็ไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือ...ข้าอยากรู้จักเจ้ามากขึ้น"น้ำเส
เมื่อตงหนิงอ้ายได้ยินเช่นนั้น ก็เข้าใจความหมายที่อีกฝ่ายอยากจะสื่อ นังสวะนี่ว่านางชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านงั้นรึ ใบหน้างามบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความโกรธ ตงหนิงอ้ายกัดฟันแน่น ก่อนเหยียดยิ้มตอบกลับไป “ข้าเพียงอยากเตือนสติเจ้าเท่านั้น …น้ำหน้าอย่างเจ้าซื้อสมุนไพรไปก็เสียดายสมุนไพรเปล่าๆ”“ผู้ใดบอกว่าข้ามาซื้อสมุนไพร? คุณหนูตงช่างสู่รู้ยิ่ง”ทันใดนั้น เสียง "เพล้ง!" ของขวดสมุนไพรที่แตกเป็นเสี่ยงๆ ก็ดังกึกก้องในห้องโถง ตงหนิงอ้ายปล่อยพลังปราณสีส้มระดับก่อกำเนิดขั้นเจ็ดของตนออกมา ก่อนซัดควันพิษที่แฝงอยู่ในขวดสมุนไพรพุ่งตรงเข้าไปหาฟู่หยวนหยวน กลิ่นสมุนไพรที่เคยหอมอบอวลกลับกลายเป็นกลิ่นควันพิษที่น่าหวาดกลัว ฟู่หยวนหยวนดึงแขนซินมี่และซินหนี่พุ่งตัวหลบอย่างรวดเร็ว"อย่าคิดว่าจะหนีรอดไปได้ง่ายๆ แบบครั้งก่อน!" ตงหนิงอ้ายตะโกนเสียงกร้าว พร้อมกับสร้างลูกพลังสีส้มขนาดใหญ่ในมือ แล้วปล่อยมันพุ่งไปหาฟู่หยวนหยวนทันใดนั้นเสี่ยวเอ้อที่ยืนมองอยู่ด้านข้างก็ปล่อยพลังของตนออกมาสลายพลังของตงหนิงอ้ายอย่างรวดเร็ว ก่อนใช้พลังดึงควันพิษกลับเข้าไปในขวดที่เตรียมไว้ เสี่ยวเอ้อมองไปยังตงหนิงอ้ายแล้วกล่าวเสียงเรียบ “หากคุณหน
อาทิตย์อัสดงย้อมขอบฟ้าจนกลายเป็นสีแดง สาดส่องลงบนยอดไม้ ขับเน้นให้ไพรพนาเหลืองอร่าม ฟู่หยวนหยวนหมุนป้ายหยกรูปกิเลนวายุสีเขียวในมือเล่น นี่ก็ผ่านมาสามวันแล้วที่เธอช่วยชีวิตเจ้าสำนักหยกโลหิต เธอยากรู้ใจแทบขาดว่าตัวตนจริงๆ ของเขาเป็นใครแต่…รู้มากเกินไปรั้งแต่จะนำภัยมาหาตน แค่ทำให้สำนักหยกโลหิตติดค้างเธอก็พอแล้ว ฟู่หยวนหยวนมองหยกประจำตัวเจ้าสำนักหยกโลหิตในมือตนอย่างพึงพอใจซินหนี่มองคุณหนูของตนที่เอาแต่มองป้ายหยกในมือมาครึ่งค่อนวัน นางจึงเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสงสัย “คุณหนูท่านนั่งมองป้ายหยกชิ้นนี้มาครึ่งค่อนวันแล้วนะเจ้าคะ ป้ายหยกนี่มีอะไรดีรึเจ้าคะ”“เจ้าไม่รู้อะไร นี่น่ะของดี” ฟู่หยวนหยวนกล่าวยิ้มๆ ก่อนเก็บป้ายหยกชิ้นนั้นเข้าไปในมิติ เธอหันหน้าไปพูดกับซินมี่ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “มี่เอ๋อเจ้าให้คนไปเตรียมรถม้าให้ข้าที ข้าจะไป ‘ตลาดไฉซี’ สักหน่อย”“เจ้าค่ะ” ซินมี่รีบไปจัดการตามที่คุณหนูของตนสั่งทันที แม้ในใจจะรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เพราะปกติคุณหนูของพวกนางไม่ค่อยออกนอกจวนเท่าไหร่หากไม่จำเป็นจริงๆ ตลาดไฉซีจะเปิดเฉพาะตอนกลางคืน ตลอดสี่ปีที่นางรับใช้คุณหนูใหญ่ ไม่เคยมีสักครั้งที่คุณหนูใหญ่จะอยา
"ท่านหมอ" โย่วซานซึ่งยืนอยู่อีกด้านอึ้งตะลึงไปโดยพลัน "ไฉนท่านถึงจับชีพจรตนเองเล่า"ฮั่วกงเหวินที่เปลือยหลังหันกลับมาเพ่งมองหญิงสาวที่อ้างตัวว่าเป็นหมอแวบหนึ่ง ยามนี้ฟู่หยวนหยวนได้วางมือทั้งสองข้างลงแล้วกล่าวอย่างนิ่งสงบ "ท่านยังคงมองด้านหน้าเอาไว้ อย่าขยับไปขยับมา"ฮั่วกงเหวินเลิกคิ้วเล็กน้อย ย้ายสายตากลับมาเบื้องหน้า ฟู่หยวนหยวนหยิบยาขึ้นมาป้ายลงบนบาดแผลตรงไหล่ของเขา หลังจากนั้นจึงหยิบเข็มเงินขึ้นมาฝังลงไปตามจุดใหญ่ๆ สองสามจุดบนแผ่นหลังของเขา ฝีมือแน่วนิ่งไม่ติดขัด นัยน์ตาของฟู่หยวนหยวนเข้มขึ้นเล็กน้อยเมื่อสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง“พิษชนิดนี้ถึงแม้แปลกประหลาดอยู่บ้าง แต่ไม่ร้ายแรงถึงชีวิต ใช้เวลาหนึ่งวันก็สามารถขจัดออกได้จนหมดสิ้น" ฟู่หยวนหยวนกล่าวขณะนำยาเก็บเข้าอกเสื้อของตนโย่วซานถอนหายใจเฮือกอย่างโล่งใจ "เป็นเช่นนั้นก็ดี"ฟู่หยวนหยวนถือพู่กันเขียนใบสั่งยามอบให้โย่วซาน "หนึ่งเค่อให้หลังข้าค่อยมาถอนเข็มออก ใช่แล้ว ท้องข้าหิวนิดหน่อย ท่านให้สาวใช้ทำอาหารมาให้ข้าสักสองสามอย่างได้หรือไม่ ส่งให้ที่ศาลาด้านนอกก็ได้""ได้แน่นอน" โย่วซานยิ้ม "ขนมอื่นๆ ต้องการหรือไม่"“ถ้าได้ก็ขอบคุณมาก”โย่
"ไร้ยางอาย!" โย่วซานชูกระบี่ซึ่งเป็นอาวุธประจำตัวของตนขึ้น "เจ้าอย่าได้หมายจะทำร้ายเจ้าสำนักหยกโลหิตของพวกเรามิฉะนั้นแล้วกระบี่ของข้าจะไม่ละเว้นเจ้า"สำนักหยกโลหิต!!!บนใบหน้าของฟู่หยวนหยวนปรากฏแววปีติยินดี เธอรู้จักสำนักหยกโลหิตเพราะความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม หากสามารถทำให้สำนักหยกโลหิตติดค้างน้ำใจเธอได้ล่ะก็ ชั่วชีวิตที่เหลือก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องคนหนุนหลังแล้ว ในหัวของคุณหมอสาวเริ่มวางแผนอย่างรวดเร็ว เธอเฝ้ามองสถานการณ์เงียบอย่างไม่ละสายตาหย่วนอู่เสวียนให้สัญญาณมือ องครักษ์สิบกว่าคนพลันวิ่งออกมาจากที่ซุ่มด้านข้างคนของสำนักหยกโลหิตเห็นสภาพการณ์แล้วก็รู้ทันทีว่าสถานการณ์เช่นนี้พวกตนยากจะตีฝ้าวงล้อมออกไปได้ ฮั่วกงเหวินรีบส่งสายตาบอกใบ้ให้ทุกคนใช้ยุทธวิธีสู้พลางถอยพลาง รอจังหวะเหมาะหาหนทางหนีเอาตัวรอดการต่อสู้เปิดฉากขึ้น องครักษ์ฝ่ายบุ๋นและบู๊คอยคุ้มกันอยู่ร่างกายนายท่านของตนที่ถูกพิษอย่างเข้มแข็ง ผู้ใต้บังคับบัญชาคนอื่นๆ เข้าต่อกรกับศัตรูอย่างเหี้ยมหาญ พยายามช่วยแบ่งเบาภาระองครักษ์ทั้งสองให้มากที่สุดยิ่งต่อสู้จำนวนคนก็ยิ่งลดน้อยลง ในดวงตาของฮั่วกงเหวินฉายประกายเคร่งขรึมเยียบเ







