تسجيل الدخول"ท่านหมอ" โย่วซานซึ่งยืนอยู่อีกด้านอึ้งตะลึงไปโดยพลัน "ไฉนท่านถึงจับชีพจรตนเองเล่า"
ฮั่วกงเหวินที่เปลือยหลังหันกลับมาเพ่งมองหญิงสาวที่อ้างตัวว่าเป็นหมอแวบหนึ่ง ยามนี้ฟู่หยวนหยวนได้วางมือทั้งสองข้างลงแล้วกล่าวอย่างนิ่งสงบ "ท่านยังคงมองด้านหน้าเอาไว้ อย่าขยับไปขยับมา"
ฮั่วกงเหวินเลิกคิ้วเล็กน้อย ย้ายสายตากลับมาเบื้องหน้า ฟู่หยวนหยวนหยิบยาขึ้นมาป้ายลงบนบาดแผลตรงไหล่ของเขา หลังจากนั้นจึงหยิบเข็มเงินขึ้นมาฝังลงไปตามจุดใหญ่ๆ สองสามจุดบนแผ่นหลังของเขา ฝีมือแน่วนิ่งไม่ติดขัด นัยน์ตาของฟู่หยวนหยวนเข้มขึ้นเล็กน้อยเมื่อสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง
“พิษชนิดนี้ถึงแม้แปลกประหลาดอยู่บ้าง แต่ไม่ร้ายแรงถึงชีวิต ใช้เวลาหนึ่งวันก็สามารถขจัดออกได้จนหมดสิ้น" ฟู่หยวนหยวนกล่าวขณะนำยาเก็บเข้าอกเสื้อของตน
โย่วซานถอนหายใจเฮือกอย่างโล่งใจ "เป็นเช่นนั้นก็ดี"
ฟู่หยวนหยวนถือพู่กันเขียนใบสั่งยามอบให้โย่วซาน "หนึ่งเค่อให้หลังข้าค่อยมาถอนเข็มออก ใช่แล้ว ท้องข้าหิวนิดหน่อย ท่านให้สาวใช้ทำอาหารมาให้ข้าสักสองสามอย่างได้หรือไม่ ส่งให้ที่ศาลาด้านนอกก็ได้"
"ได้แน่นอน" โย่วซานยิ้ม "ขนมอื่นๆ ต้องการหรือไม่"
“ถ้าได้ก็ขอบคุณมาก”
โย่วซานเป็นคนที่บาดเจ็บน้อยที่สุด ดังนั้นหลังจากรักษาบาดแผลแล้วเขาจึงคอยดูแลความเรียบร้อยต่างๆ อีกสองชั่วโมงก็จะเช้าแล้ว หลังจากถอนเข็มที่ฝังอยู่บนตัวชายหนุ่มคนนี้ออก เธอต้องรีบกลับจวนก่อนที่สาวใช้ทั้งสองของเธอจะตื่น ฟู่หยวนหยวนเดินออกมาจากห้องนอนของเจ้าสำนักหยกโลหิต คุณหมอสาวเดินไปยังศาลาหน้าเรือนของเขาอย่างอารมณ์ดี
เจ้าสำนักหยกโลหิตมีใบหน้าที่หน้าคมเข้ม ร่างกายสูงใหญ่กะจากสายตาคร่าวๆ สูงประมาณร้อยแปดสิบห้าถึงร้อยเก้าสิบ แต่เมื่อครู่ตอนที่ฟู่หยวนหยวนฝังเข็มให้เขาเธอก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่างเข้า บนผิวตรงต้นคอของเจ้าสำนักหยกโลหิตมีรอยแผลไม่ลึกมาก ยาวประมาณครึ่งข้อนิ้ว แต่...มัน-ไม่มี-เลือด!
ปกติหากคนเราถูกของมีคมบาด ถึงแม้จะไม่ลึกมาก แต่เลือดยังคงไหลอยู่ดี ทว่าแผลบนต้นคอของเจ้าสำนักหยกโลหิต ไม่มีแม้กระทั่งรอยเลือดซึมออกมาให้เห็น นั้นหมายความว่ามีแผ่นหนังหรืออะไรสักอย่างติดอยู่บนต้นคอเขา และเธอสันนิษฐานว่าเป็นอย่างแรก ผู้ชายคนนี้กำลังสวมหน้ากากหนังมนุษย์ ยังมีดวงตาประหนึ่งพยัคฆ์ล่าเหยื่อคู่นั้น ที่ทำราวกับรู้ทันทุกสรรพสิ่ง
ด้านฮั่วกงเหวินหลังจากที่หญิงสาวนางนั้นจากไปแล้ว ภายในห้องของเขาก็ปรากฏบุรุษชุดดำคนหนึ่ง “ท่านอ๋อง สตรีนางนั้นดูเหมือนจะเป็นคุณหนูใหญ่จวนท่านราชครูฟู่ ชื่อหยวนหยวนพ่ะย่ะค่ะ”
“ฟู่หยวนหยวน? นางใช่สตรีไร้ค่าที่หย่วนอู่เสวียนพึ่งถอนหมั้นไปหรือ?”
“พ่ะย่ะค่ะ” จ้งเหยียนนิ่งคิดชั่วครู่ก่อนกล่าวเสริมว่า “แต่ตามข่าวลือคุณหนูฟู่ไร้พลังปราณ ยิ่งมิต้องพูดถึงว่าจะลงมือถอนพิษประหลาด ‘ตระกูลห่าว’ได้ อีกทั้งนางยังบอกว่าขจัดพิษได้ภายในหนึ่งวัน ทั้งที่หัวหน้าหมอหลวงเถียนยังมิกล้ารับปากว่าจะรักษาได้ เป็นไปได้หรือไม่ว่าคนของเราจะทำงานพลาดพ่ะย่ะค่ะ”
ได้ยินเช่นนั้นฮั่วกงเหวินก็รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง ตระกูลห่าวเป็นตระกูลนักหลอมโอสถมาหลายชั่วอายุคน ส่วนใหญ่จะหลอมโอสถพิษเป็นหลัก โอสถที่หลอมออกมายังประหลาดยากที่จะถอนพิษได้ แต่ฟู่หยวนหยวนกลับสามารถถอนพิษให้เขาได้อย่างง่ายดาย หรือนางจะเป็นลูกศิษย์คนตระกูลห่าว?
ไม่น่าใช่…วิธีการรักษาของนางนั้นแตกต่างจากวิธีการรักษาของตระกูลห่าวอย่างชัดเจน ตระกูลห่าวจะถอนพิษโดยการให้ผู้ป่วยแช่ในอ่างน้ำที่ผสมยาสมุนไพรไว้ แล้วใช้พลังขับพิษอีกรอบ แต่หญิงสาวนางนี้ใช้วิธีฝังเข็ม ฮั่วกงเหวินจึงตัดความคิดที่ว่านางเป็นลูกศิษย์คนตระกูลห่าวออก
ฮั่วกงเหวินรับรู้ได้ว่าบาดแผลตามร่างกายของเขาได้รับการรักษาเป็นอย่างดี เขาค่อยๆ โคจรพลังปราณดูรอบหนึ่ง รู้สึกว่าพิษร้ายในร่างกายถูกขับออกไปแล้วกว่าครึ่ง ยังคงหลงเหลืออยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น พักฟื้นอีกไม่กี่วันก็คงจะหายเป็นปกติตามที่หญิงสาวนางนั้นบอก ดวงตาที่หรี่ลงของฮั่วกงเหวินมีประกายคมปลาบผุดขึ้นวูบหนึ่ง ดูท่าฟู่หยวนหยวนจะมีวิชาแพทย์สูงส่งจริงๆ
ดูเหมือนหย่วนอู่เสวียนจะพลาดอะไรบางอย่างไปเสียแล้ว ตั้งแต่ต้นจนตอนนี้ฟู่หยวนหยวนยังคงสวมผ้าคลุมหน้าไว้เช่นเดิม เขาจึงมองไม่เห็นใบหน้าของนาง หากนางไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยองครักษ์ที่เขาวางไว้รอบๆ ก็จะลงมืออยู่แล้ว เขาไม่ได้โง่เขลาถึงขนาดเข้ารังจิ้งจอกจะพาคนไปแค่สิบกว่าคน...แต่เรื่องถูกพิษเป็นเขาที่ประมาทศัตรูเกินไป
เขาวางแผนสำรองไว้ตั้งแต่แรกแล้ว แต่เป็นเพราะเขายังไม่ได้รับสัญญาณจากองครักษ์หน่วยสองที่บุกเข้าไปค้นหาหลักฐานบางอย่าง จึงยังไม่ส่งสัญญาณให้องครักษ์หน่วยเจ็ดที่รออยู่รอบนอกเข้ามา แต่เขาปฏิเสธไม่ได้ว่าการปรากฏตัวของฟู่หยวนหยวนช่วยกลบร่องรอยของเขาได้มากทีเดียว ส่วนนางจะใช่ฟู่หยวนหยวนตัวจริงหรือไม่ เดี๋ยวเขาก็จะได้รู้ในเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน
“หลักฐานที่ได้มาส่งให้พี่ใหญ่หรือยัง?”
“กระหม่อมจัดการส่งถึงมือองค์รัชทายาทเรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ” จ้งเหยียน เผยสีหน้าลังเลออกมาเล็กน้อย ก่อนตัดสินใจถามในที่สุด “ท่านอ๋องจงใจไม่บอกโย่วซานกับเจี้ยนตงเรื่องกำลังเสริมที่รออยู่ด้านนอกหรือพ่ะย่ะค่ะ”
นัยน์ตาของฮั่วกงเหวินฉายแววขบขันออกมาเล็กน้อย ยามนึกถึงคำสัญญาจะร่วมเป็นร่วมตายกับเขาของคนสนิททั้งสอง ก่อนความขบขันนั้นจะจางหายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้น “พวกเขาเล่นละครไม่เก่ง หากต้องการให้แผนการไร้ที่ติ พวกเขาทั้งสองไม่ควรรู้จะดีที่สุด”
จ้งเหยียนได้แต่สงสารสหายทั้งสองของตนในใจ เมื่อเห็นว่าท่านอ๋องไม่กล่าวสิ่งใดต่อ เขาก็โค้งกายคารวะ ในจังหวะที่จ้งเหยียนกำลังจะจากไป น้ำเสียงทรงพลังก็ดังขึ้น “อย่าลืมกลบร่องรอยให้นาง”
“พ่ะย่ะค่ะ” จ้งเหยียนรับคำแม้จะรู้สึกตกใจอยู่บ้างที่ท่านอ๋องสั่งการเช่นนี้ ที่ผ่านมาท่านอ๋องเคยสนใจผู้ใดที่ไหนกัน องครักษ์หนุ่มได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจก่อนทะยานจากไปอย่างว่องไว ร่างของจ้งเหยียนกลืนหายไปในความมืดราวกับภูตผี…
"โอสถเพิ่มพลังปราณต้องสมบูรณ์แบบ ต้องหลอมให้ได้สมดุลทั้งหยินและหยาง"เสียงของคุณหมอสาวเบาแผ่ว แต่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เธอเริ่มขั้นตอนการหลอมโดยใช้พลังปราณภายในควบคุมเปลวไฟสีเขียวใต้เตาหลอม เปลวไฟเริ่มลุกขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ขณะที่เธอค่อยๆ ใส่สมุนไพรทีละชนิดลงในเตาหลอมหญ้าเซียนสวรรค์ เริ่มละลายและปล่อยพลังปราณสีเขียวอ่อนออกมา ขณะที่ผลไม้สุริยันจันทราก็ค่อยๆ ระเหิดกลายเป็นละอองพลังที่ผสมกับพลังของหญ้าเซียนสวรรค์ ฟู่หยวนหยวนควบคุมกระแสพลังวิญญาณอย่างระมัดระวัง ใบหน้าหญิงสาวเต็มไปด้วยสมาธิคุณหมอสาวใช้พลังปราณควบคุมเปลวไฟอย่างละเอียด ปรับให้เปลวไฟมีความร้อนที่เหมาะสมเพื่อให้ส่วนผสมทั้งสองรวมตัวกันอย่างสมดุล ควันบางๆ สีทองเริ่มลอยออกมาจากเตาหลอม และความกดดันในอากาศรอบตัวเธอก็เริ่มเข้มข้นขึ้นเวลาผ่านไปเนิ่นนาน จนกระทั่งเม็ดโอสถสีขาวเล็กๆ เริ่มก่อตัวขึ้นภายในเตาหลอม โอสถที่สามารถเพิ่มพลังปราณได้สำเร็จเป็นรูปร่างสมบูรณ์ เงาสะท้อนของมันเปล่งประกายแสงสีม่วงอ่อน ๆ ราวกับเกลียวหมอกที่ล่องลอยดวงตาของฟู่หยวนหยวนเปล่งประกายด้วยความยินดี ใบหน้างามเผยรอยยิ้มขณะมองดูโอสถที่เธอหลอมสำเร็จด้วยความอุตสาห
กลางดึกที่เงียบสงัดในห้องนอนของฟู่หยวนหยวน แสงจันทร์ลอดผ่านหน้าต่าง ส่องกระทบให้เห็นเงาร่างสูงใหญ่ของชายคนหนึ่ง เขาแต่งกายด้วยชุดสีดำสนิทราวกับกลืนไปกับความมืด เงานั้นเคลื่อนเข้ามาใกล้เตียงของคุณหมอสาวอย่างไร้เสียงฟู่หยวนหยวนสะดุ้งตื่นขึ้นจากความฝันเมื่อรู้สึกได้ถึงการมีอยู่ของใครบางคน ใบหน้าของเธอซีดเผือด สายตาหวาดระแวงมองไปยังบุรุษที่ยืนอยู่ข้างเตียง เมื่อเห็นใบหน้าอีกฝ่ายชัดเจนคุณหมอสาวก็อดสงสัยไม่ได้ แต่ยังไม่ทันจะเอ่ยปากตะโกนเรียกใคร ชินอ๋องก็พูดขึ้นเบา ๆ"ไม่ต้องกลัว ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อทำร้ายเจ้า"เสียงของเขานุ่มลึกแต่หนักแน่น คุณหมอสาวมองดูเขาด้วยความระแวดระวัง แม้ว่าชินอ๋องผู้นี้จะมีชื่อเสียงเลื่องลือในด้านความเป็นผู้นำที่เด็ดขาด แต่การที่เขาปรากฏตัวในห้องเธอเช่นนี้ทำให้เธอยากจะไว้วางใจได้"ท่านเข้ามาในห้องข้าได้อย่างไร ชินอ๋องเช่นท่านไม่ควรทำเรื่องเช่นนี้" ฟู่หยวนหยวนพยายามควบคุมเสียงของตนเองไม่ให้สั่นเครือ ทว่าสายตาของเธอก็ยังเต็มไปด้วยความระมัดระวังฮั่วกงเหวินหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยตอบ "ข้าจะมาหาเจ้าด้วยวิธีใดก็ไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือ...ข้าอยากรู้จักเจ้ามากขึ้น"น้ำเส
เมื่อตงหนิงอ้ายได้ยินเช่นนั้น ก็เข้าใจความหมายที่อีกฝ่ายอยากจะสื่อ นังสวะนี่ว่านางชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านงั้นรึ ใบหน้างามบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความโกรธ ตงหนิงอ้ายกัดฟันแน่น ก่อนเหยียดยิ้มตอบกลับไป “ข้าเพียงอยากเตือนสติเจ้าเท่านั้น …น้ำหน้าอย่างเจ้าซื้อสมุนไพรไปก็เสียดายสมุนไพรเปล่าๆ”“ผู้ใดบอกว่าข้ามาซื้อสมุนไพร? คุณหนูตงช่างสู่รู้ยิ่ง”ทันใดนั้น เสียง "เพล้ง!" ของขวดสมุนไพรที่แตกเป็นเสี่ยงๆ ก็ดังกึกก้องในห้องโถง ตงหนิงอ้ายปล่อยพลังปราณสีส้มระดับก่อกำเนิดขั้นเจ็ดของตนออกมา ก่อนซัดควันพิษที่แฝงอยู่ในขวดสมุนไพรพุ่งตรงเข้าไปหาฟู่หยวนหยวน กลิ่นสมุนไพรที่เคยหอมอบอวลกลับกลายเป็นกลิ่นควันพิษที่น่าหวาดกลัว ฟู่หยวนหยวนดึงแขนซินมี่และซินหนี่พุ่งตัวหลบอย่างรวดเร็ว"อย่าคิดว่าจะหนีรอดไปได้ง่ายๆ แบบครั้งก่อน!" ตงหนิงอ้ายตะโกนเสียงกร้าว พร้อมกับสร้างลูกพลังสีส้มขนาดใหญ่ในมือ แล้วปล่อยมันพุ่งไปหาฟู่หยวนหยวนทันใดนั้นเสี่ยวเอ้อที่ยืนมองอยู่ด้านข้างก็ปล่อยพลังของตนออกมาสลายพลังของตงหนิงอ้ายอย่างรวดเร็ว ก่อนใช้พลังดึงควันพิษกลับเข้าไปในขวดที่เตรียมไว้ เสี่ยวเอ้อมองไปยังตงหนิงอ้ายแล้วกล่าวเสียงเรียบ “หากคุณหน
อาทิตย์อัสดงย้อมขอบฟ้าจนกลายเป็นสีแดง สาดส่องลงบนยอดไม้ ขับเน้นให้ไพรพนาเหลืองอร่าม ฟู่หยวนหยวนหมุนป้ายหยกรูปกิเลนวายุสีเขียวในมือเล่น นี่ก็ผ่านมาสามวันแล้วที่เธอช่วยชีวิตเจ้าสำนักหยกโลหิต เธอยากรู้ใจแทบขาดว่าตัวตนจริงๆ ของเขาเป็นใครแต่…รู้มากเกินไปรั้งแต่จะนำภัยมาหาตน แค่ทำให้สำนักหยกโลหิตติดค้างเธอก็พอแล้ว ฟู่หยวนหยวนมองหยกประจำตัวเจ้าสำนักหยกโลหิตในมือตนอย่างพึงพอใจซินหนี่มองคุณหนูของตนที่เอาแต่มองป้ายหยกในมือมาครึ่งค่อนวัน นางจึงเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสงสัย “คุณหนูท่านนั่งมองป้ายหยกชิ้นนี้มาครึ่งค่อนวันแล้วนะเจ้าคะ ป้ายหยกนี่มีอะไรดีรึเจ้าคะ”“เจ้าไม่รู้อะไร นี่น่ะของดี” ฟู่หยวนหยวนกล่าวยิ้มๆ ก่อนเก็บป้ายหยกชิ้นนั้นเข้าไปในมิติ เธอหันหน้าไปพูดกับซินมี่ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “มี่เอ๋อเจ้าให้คนไปเตรียมรถม้าให้ข้าที ข้าจะไป ‘ตลาดไฉซี’ สักหน่อย”“เจ้าค่ะ” ซินมี่รีบไปจัดการตามที่คุณหนูของตนสั่งทันที แม้ในใจจะรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เพราะปกติคุณหนูของพวกนางไม่ค่อยออกนอกจวนเท่าไหร่หากไม่จำเป็นจริงๆ ตลาดไฉซีจะเปิดเฉพาะตอนกลางคืน ตลอดสี่ปีที่นางรับใช้คุณหนูใหญ่ ไม่เคยมีสักครั้งที่คุณหนูใหญ่จะอยา
"ท่านหมอ" โย่วซานซึ่งยืนอยู่อีกด้านอึ้งตะลึงไปโดยพลัน "ไฉนท่านถึงจับชีพจรตนเองเล่า"ฮั่วกงเหวินที่เปลือยหลังหันกลับมาเพ่งมองหญิงสาวที่อ้างตัวว่าเป็นหมอแวบหนึ่ง ยามนี้ฟู่หยวนหยวนได้วางมือทั้งสองข้างลงแล้วกล่าวอย่างนิ่งสงบ "ท่านยังคงมองด้านหน้าเอาไว้ อย่าขยับไปขยับมา"ฮั่วกงเหวินเลิกคิ้วเล็กน้อย ย้ายสายตากลับมาเบื้องหน้า ฟู่หยวนหยวนหยิบยาขึ้นมาป้ายลงบนบาดแผลตรงไหล่ของเขา หลังจากนั้นจึงหยิบเข็มเงินขึ้นมาฝังลงไปตามจุดใหญ่ๆ สองสามจุดบนแผ่นหลังของเขา ฝีมือแน่วนิ่งไม่ติดขัด นัยน์ตาของฟู่หยวนหยวนเข้มขึ้นเล็กน้อยเมื่อสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง“พิษชนิดนี้ถึงแม้แปลกประหลาดอยู่บ้าง แต่ไม่ร้ายแรงถึงชีวิต ใช้เวลาหนึ่งวันก็สามารถขจัดออกได้จนหมดสิ้น" ฟู่หยวนหยวนกล่าวขณะนำยาเก็บเข้าอกเสื้อของตนโย่วซานถอนหายใจเฮือกอย่างโล่งใจ "เป็นเช่นนั้นก็ดี"ฟู่หยวนหยวนถือพู่กันเขียนใบสั่งยามอบให้โย่วซาน "หนึ่งเค่อให้หลังข้าค่อยมาถอนเข็มออก ใช่แล้ว ท้องข้าหิวนิดหน่อย ท่านให้สาวใช้ทำอาหารมาให้ข้าสักสองสามอย่างได้หรือไม่ ส่งให้ที่ศาลาด้านนอกก็ได้""ได้แน่นอน" โย่วซานยิ้ม "ขนมอื่นๆ ต้องการหรือไม่"“ถ้าได้ก็ขอบคุณมาก”โย่
"ไร้ยางอาย!" โย่วซานชูกระบี่ซึ่งเป็นอาวุธประจำตัวของตนขึ้น "เจ้าอย่าได้หมายจะทำร้ายเจ้าสำนักหยกโลหิตของพวกเรามิฉะนั้นแล้วกระบี่ของข้าจะไม่ละเว้นเจ้า"สำนักหยกโลหิต!!!บนใบหน้าของฟู่หยวนหยวนปรากฏแววปีติยินดี เธอรู้จักสำนักหยกโลหิตเพราะความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม หากสามารถทำให้สำนักหยกโลหิตติดค้างน้ำใจเธอได้ล่ะก็ ชั่วชีวิตที่เหลือก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องคนหนุนหลังแล้ว ในหัวของคุณหมอสาวเริ่มวางแผนอย่างรวดเร็ว เธอเฝ้ามองสถานการณ์เงียบอย่างไม่ละสายตาหย่วนอู่เสวียนให้สัญญาณมือ องครักษ์สิบกว่าคนพลันวิ่งออกมาจากที่ซุ่มด้านข้างคนของสำนักหยกโลหิตเห็นสภาพการณ์แล้วก็รู้ทันทีว่าสถานการณ์เช่นนี้พวกตนยากจะตีฝ้าวงล้อมออกไปได้ ฮั่วกงเหวินรีบส่งสายตาบอกใบ้ให้ทุกคนใช้ยุทธวิธีสู้พลางถอยพลาง รอจังหวะเหมาะหาหนทางหนีเอาตัวรอดการต่อสู้เปิดฉากขึ้น องครักษ์ฝ่ายบุ๋นและบู๊คอยคุ้มกันอยู่ร่างกายนายท่านของตนที่ถูกพิษอย่างเข้มแข็ง ผู้ใต้บังคับบัญชาคนอื่นๆ เข้าต่อกรกับศัตรูอย่างเหี้ยมหาญ พยายามช่วยแบ่งเบาภาระองครักษ์ทั้งสองให้มากที่สุดยิ่งต่อสู้จำนวนคนก็ยิ่งลดน้อยลง ในดวงตาของฮั่วกงเหวินฉายประกายเคร่งขรึมเยียบเ







