Masukตอนที่ 1
ร้านขนมเค้ก ภายในร้านตกแต่งออกสไตล์มินิมอลที่เข้ากันทุกมุมของร้าน เรียกความสนใจลูกค้าที่ชอบโทนสบายๆ เป็นอย่างมาก ร้านของเธอยังเป็นที่พูดถึงไปทั่ว เพราะความอร่อยของขนมและยังตกแต่งร้านได้สวยงาม เสียงกระดิ่งที่ประตูดังขึ้นเบาๆ เมื่อหญิงสาวผลักประตูเข้ามาภายในร้าน กลิ่นหอมของขนมอบจากเตาและกลิ่นกาแฟคั่วใหม่ลอยคลุ้ง เธอสูดกลิ่นนั้นเข้าเต็มปอดก่อนจะยิ้มบางๆ อย่างพอใจ ร้านของเธอแม้จะไม่ใหญ่โตนัก แต่กลับเป็นที่พูดถึงอย่างมากในละแวกนี้ เพราะทั้งความอร่อยของขนม และการตกแต่งร้านที่สวยสะอาดตา ทุกเช้าเธอมักจะเห็นลูกค้าประจำเดินเข้ามาอย่างคุ้นเคย บางคนมานั่งทำงาน บางคนแค่แวะมาซื้อเค้กกลับไปให้คนที่บ้าน “มานานแล้วเหรอนุ่น” เมื่อเข้ามาในร้านก็เจอกับลูกน้องอีกคนที่เธอรับมาตั้งแต่ช่วงเปิดร้านใหม่ๆ “ไม่นานค่ะ…พี่เมยทานอาหารมารึยัง” เธอเอ่ยถามเจ้านายสาวด้วยความเป็นห่วง เธอนำถือหญิงสาวเหมือนพี่สาว “เรียบร้อยแล้วค่ะ นุ่นทานข้าวมารึยังไปทานก่อนก็ได้นะยังไม่เวลาเปิดร้านเลย” หล่อนพยักหน้าให้หญิงสาวเบาๆ หญิงสาวนำกระเป๋าไปเก็บหลังร้านก่อนจะเดินมาตรวจดูความเรียบร้อยในอีกครั้งก่อนจะเปิดให้บริการ วันนี้เธอเปิดเมนูใหม่วางขายวันแรกด้วย เลยไม่อยากทำให้ลูกค้าผิดหวัง จู่ๆ เสียงกระดิ่งดังขึ้นเพราะมีคนเปิดประตู เธอจึงหันไปมองด้วยความสงสัยเพราะยังไม่ถึงเวลาเปิดร้านเลยก็เห็นหญิงชราเดินเข้ามาในร้านด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่น เธอวางของทุกอย่างในมือรีบเดินเข้าไปประคองแม่บุญธรรมทันที “สวัสดีค่ะ คุณแม่” หญิงสาวพาพิมลรัตน์ไปนั่งที่เก้าอี้ ก่อนที่เธอจะยกมือไหว้ด้วยความเคารพยิ่ง “สวัสดีลูก เป็นยังไงบ้าง ขายดีไหมลูก แม่ไม่ได้มาที่ร้านนานเลย” พิมลรัตน์เอ่ยถามลูกลูกสะใภ้คนโปรดด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่น “ขายดีมากค่ะคุณแม่ วันนี้เมยจะเปิดขายเมนูใหม่ด้วย คุณแม่รอชิมก่อนนะคะ” พิมลรัตน์มองหญิงสาวแล้วก็ยิ้มอย่างภูมิใจที่เขาสั่งสอนเธอมาอย่างดี เธอไม่เชื่อหรอกว่าหญิงสาวจรงหน้าจะวางยาใส่ลูกชายเธอ “ได้สิลูก เดี๋ยวจะเข้าไปหาตากรณ์ที่บริษัทด้วย หนูจะไปด้วยไหม” หญิงสาวส่ายหัวไปมา เธอไม่กล้าไปหาเขาถึงบริษัทหรอก เธอเคยไปด้วยไม่บอกเขาแล้วคั้งหนึ่งเขาโกรธมากตั้งแต่วันั้นเธอก็ไม่กล้าไปอีกเลย “เมยต้องขายของนะคะ แต่เมยขอฝากขนมไปให้คุณกรณืได้ไหมค่ะ” “ได้สิลูก พี่เขาจะได้ทานตอนว่าง” หญิงสาวพยักหน้าให้แม่บุญธรรมก่อนจะลุกขึ้นไปนำขนมมาให้ท่านทาน พิมลรัตน์มองตามหญิงสาวด้วยความรักแลก็สงสารเขารู้ดีว่าลูกชายของเธอไม่เคยมองหญิงสาวด้วยความไว้ใจ และยังคงเย็นชาเหมือนตลอดสามปีที่ผ่านมา เธอก็อยากรู้ว่าใครกันที่วางยาสกปรกนั้นกับลูกชาย เธอพยายามตัวคนทำมาตลอดแต่ไม่พบหลักฐานอะไร เธออยากจับคนทำให้ได้เร็วๆ จังลูกชายของจะได้เลิกใจร้ายกับหญิงสาวสักที “มาแล้วค่ะ…อันนี้เป็นเมนูใหม่ คุณแม่เป็นคนเลยนะคะที่จะได้ชิม” หญิงสาวที่หายไปสักพัก เธอก็กลับมาพร้อมที่เพิ่งเสร็จใหม่ๆ “น่ากินมากเลย…ลูกสาวแม่เก่งจริงๆ” พิมลรัตน์ยื่นไปลูบผมของเธออย่างแผ่วเบา อลิษาที่ได้รับความอบอุ่นก็ยิ้มออกมาอย่างดีใจ ไม่ว่าเธอจะเจอเรื่องดีไม่ดีก็ยังมีแม่คนนี้ค่อยให้กำลังใจเธฮตลอด “คุณแม่ลองชิมให้เมยสิคะ เมยจะได้ปรับก่อนที่จะวางขาย” เสียงหวานของเธอเปล่งออกมาอย่างออดอ้อนทำให้พิมลรัตน์ยิ่งเอ็นดูเข้าไปอีก อลิษาเป็นคนที่สดใสทำให้เธอยิ้มได้ตลอด ได้แต่คิดทำไมลูกชายเขาถึงได้ใจร้ายกับหญิงสาวผู้น่ารักคนนี้หนัก พิมลรัตน์ตักก็เริ่มตักขนมขึ้นมาชิม ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างภูมิใจ เธอสอนอาหารหญิงสาวคนนี้มักจะทำได้ดีเสมอ “อร่อยไหมคะ เมยต้องปรับอะไรไหมคะ” หญิงสาวที่รอฟังคำตอบก็เอ่ยถามขึ้นอีกครั้งอย่างตื่นเต้น “อร่อยมากลูก ไม่ต้องปรับอะไรเลย” หญิงสาวยิ้มออกมาอย่างดีใจ ก่อนจะยกมือไหว้ขอบคุณ “ขอบคุณค่ะ…” “แล้วชิ้นไหนของตากรณ์ลูก…” หญิงสาวลุกขึ้นไปหยิบถุงขนมที่จัดไว้เขาแล้วเรียบร้อย เป็นขนมเค้กชิ้นโปรดของเขาคือรสวนิลา “นี้ค่ะ เมยเตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้วค่ะ” พิมลรัตน์รับถุงขนมจากเธอก่อนจะยิ้มออกมาเล็กน้อย “งั้นแม่ขอตัวก่อนนะ…อย่าทำงานหนักมากนะลูก” พิมลรัตน์พูดออกมาด้วยความเป็นห่วงเพราะรู้สึกว่าหญิงสาวจะผอมลงมาก “ค่ะ คุณแม่ เมย์ไปส่งที่รถนะคะ” พิมลรัตน์พยักหน้าเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นเดินออกจากร้านโดยมีหญิงสาวที่ประคองอยู่ข้าง “ไว้เมยจะไปเยี่ยมที่บ้านนะคะ เดินทางปลอดภัยค่ะ” เธอยืนโบกมือจนรถของพิมลรัตน์ ค่อยจะหันหลังกลับเข้าร้าน ที่ตอนนี้เริ่มมีลูกค้าเข้าร้าน ด้าน กรวิชญ์ ภายในห้องทำงานชั้นสูงสุดของตึกกระจกขนาดใหญ่ เงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงปลายปากกาที่ลากผ่านกระดาษอย่างต่อเนื่อง ชายหนุ่มในสูทเข้ารูปสีดำสนิทนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้โอ๊คขนาดใหญ่ ใบหน้าคมสันของเขาฉายแววเคร่งขรึม ขณะสายตาคมกริบจดจ่ออยู่กับเอกสารกองโตตรงหน้า ก๊อก ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูดังขึ้นในความเงียบ มือหนาที่กำลังเซ็นเอกสารหยุดชะงักทันที เขาหันไปมองทางประตูก่อนจะเอ่ยปากให้คนหลังประตูเข้ามา “เชิญครับ” หลังชายหนุ่มพูดจบประตูบานใหญ่ก็เปิดออกอย่างช้า ก่อนที่จะเห็นรอยยิ้มที่มีแต่ความรักอยู่ในนั้น “แม่ มาทำไมไม่บอกผมก่อน ผมจะได้ลงไปรับ” ชายหนุ่มลุกขึ้นพรวดไปหาผู้เป็นแม่ทันที “แม่อยากเซอร์ไพรส์ลูก…” ชายหนุ่มพาพิมลรัตน์ไปนั่งที่โซฟาตัวยาว “นี่ เมยฝากขนมมาให้ลูกด้วยนะ ก่อนมาที่นี้แม่แวะไปที่ร้านของน้องมา” พิมลรัตน์หยิบถุงขนมส่งให้กับลูกชาย “ครับ…แม่รีบกลับบ้านไหมครับ” ชายหนุ่มรับถุงขนมจากผู้เป็นแม่ก่อนจะวางมันลงที่เดิม เขาไม่คิดที่จะเปิดดูมันเลย เขาไม่สนใจสิ่งที่เธอฝากมาเลยแม้แต่น้อย พิมลรัตน์มองการกระทำของลูกก็ได้แต่เห็นใจลูกสะใภ้ที่ต้องรับความเย็นชาของลูกชาย “ไม่จ้ะ ลูกมีอะไรรึเปล่า“ พิมลรัตน์เอ่ยถามลูกชายเด้วยความสงสัย ”ผมอยากินข้าวเที่ยงกับแม่นะครับ“ ชายหนุ่มตอบไปด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน ”ได้สิ แม่ก็อยากอยู่ทานข้าวกับลูกเหมือนกัน“ ”ครับ แม่อยากไปทานที่ร้านหรือที่นี้ดีครับ ผมจะได้ให้เลขาจัดการให้“ “ที่ร้านก็ได้ พาเมยไปทานข้าวกับเราด้วยดีไหมลูก” ชายหหนุ่มที่ได้ยินแบบนั้นก็เกิดอาการไม่พอใจขึ้นมาทันที เธอที่เห็นลูกชายเงียบไม่พูดอะไรแต่สีหน้าของลูกชายได้บอกเธอไปหมดแล้วว่าไม่อยากให้ภรรยาไปด้วย “ถ้าลูกไม่สะดวกพาหนูเมยไปด้วย เราไปกันสองคนก็ได้…” ชายหนุ่มมองเธอไม่พูดอะไรออกมาก่อนจะลุกขึ้นไปที่ทำงานต่อ พิมลรัตน์มองตามหลังชายหนุ่มได้แต่คิดสงสารหญิงสาว ‘เมื่อไหร่ลูกจะเลิกเย็นชากับเมียสักทีนะ’ เธอไม่อยากให้ลูกชายต้องมาเสียคนดีๆ แบบอลิษาไป สามปีแล้วลูกชายเธอก็ยังอคติไม่เลิกสักที เธอไม่รู้ว่าอลิษาจะทนกับความเย็นชาของลูกชายเธอได้อีกนานแค่ไหนกัน เธอได้แต่ภาวนาให้ความจริงปรากฏโดยเร็ว หลังจากที่ความเงียบเข้าปกคลุมภายในห้องทำงานอยู่พักใหญ่ เสียงของเข็มนาฬิกายังคงดังแผ่วเบาเคียงคู่กับเสียงลมหายใจของคนทั้งสอง จนในที่สุด น้ำเสียงอบอุ่นแต่แฝงความหนักใจของผู้เป็นแม่ก็ดังขึ้นท่ามกลางบรรยากาศอึมครึมที่ปกคลุม “ตากรณ์… แม่ขอถามอะไรลูกหน่อยได้ไหม” ชายหนุ่มที่กำลังนั่งพิจารณาเอกสารตรงหน้าชะงักเล็กน้อย เขาวางปากกาลงอย่างระมัดระวัง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับผู้เป็นแม่ แววตาเข้มคมสะท้อนแววสงสัยและระแวดระวังเล็กน้อย “อะไรครับ” เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่ไม่อาจซ่อนความตึงเครียดไว้ได้ พิมลรัตน์สูดลมหายใจเข้าลึก พยายามรวบรวมความกล้าก่อนจะถามคำถามที่ติดอยู่ในใจมานาน “ลูกยังรักปริมอยู่ใช่ไหม… ลูกกับเธอยังติดต่อกันอยู่หรือเปล่า” ความเงียบกลับมาอีกครั้ง หนักหน่วงยิ่งกว่าก่อนหน้า ตากรณ์นิ่งไปชั่วครู่ แววตาไหววูบเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแต่แผ่วเบา “ครับ… ผมยังรักปริม” เขาพูดช้าๆ ราวกับทุกถ้อยคำกำลังบาดลึกลงกลางใจ “แต่เธอไปต่างประเทศตั้งแต่รู้ว่าผมกำลังจะแต่งงานแล้ว เราไม่ได้ติดต่อกันเลยครับ” พิมลรัตน์พยักหน้าเบาๆ ไม่ได้แสดงสีหน้าใดๆ ออกมา ทว่าภายในใจกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลายที่ตีวนอยู่ เธอจำหญิงสาวคนนั้นได้ดี ปริม หญิงสาวที่ดูอ่อนหวาน เรียบร้อย และพูดจาไพเราะต่อหน้าผู้ใหญ่เสมอ หากแต่แววตาของเธอกลับไม่เคยหลบซ่อนความทะเยอทะยานไว้ได้เลย เธอรู้ดี… ปริมไม่ได้รักลูกชายของเธอจริงๆ สิ่งที่หญิงสาวต้องการไม่ใช่ความรัก แต่คือ “ชื่อเสียง” และ “อำนาจ” ที่จะตามมาหากได้อยู่เคียงข้างเขา พิมลรัตน์ยังจำได้ดีถึงสายตาเย็นเฉียบของปริมในวันที่ลูกชายไม่อยู่แววตาที่เต็มไปด้วยการคำนวณและความหยิ่งยโส เธอไม่เคยเห็นความอบอุ่นหรือความจริงใจในแววตาคู่นั้นเลย มีเพียงความทะเยอทะยานที่แฝงไว้ภายใต้รอยยิ้มแสนหวาน “ตากรณ์ ลูกไม่รักหนูเมยสักนิดเหรอลูก น้องดีกับลูกเสมอ อย่าใจร้ายกับน้องนักเลย” “ไม่ ผมไม่มีทางรักเธอ แม่ก็รู้ว่าเพราะอะไร” ชายหนุ่มตอบกลับทันทีโดยไม่ต้องคิดอะไรลมหายใจนั้นเหมือนพยายามไล่ความเจ็บหน่วงในอกให้เบาลง แม้จะทำได้เพียงนิดเดียวก็ตามเธอรีบก้าวออกจากห้องไปที่ครัว ตั้งใจอุ่นอาหารทุกอย่างให้อยู่ในอุณหภูมิพอดีที่สุด เธอจัดจานใหม่ เพิ่มผักเคียงเล็กน้อย ทั้งที่รู้ว่าเขาอาจไม่สังเกตด้วยซ้ำ แต่เธอก็ทำ เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่เธอพอจะดูแลเขาได้แกร๊ก~เสียงประตูห้องน้ำเปิดทำให้เมยที่กำลังนำจานอาหารไปวางบนโต๊ะเงยหน้าขึ้น เธอรีบยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน ทั้งที่หัวใจยังหวั่นไม่หาย“เมยเตรียมอาหารให้เสร็จแล้วค่ะ คุณกรณ์ทานได้เลยค่ะ” เขาเดินมาที่โต๊ะ มองอาหารตรงหน้าครู่หนึ่ง ก่อนจะเหลือบตามองเธอ“เธอกินรึยัง กินด้วยกันสิ” น้ำเสียงเรียบ ๆ แต่ไม่แข็งจนเกินไป ทำให้เมยใจเต้นวูบหนึ่ง“เมยทานแล้วค่ะ” เธอค้อมศีรษะเล็กน้อย ก่อนถอยไปนั่งโซฟายาวแทน เธอไม่อยากรบกวนเวลาของเขา แม้เพียงนาทีเดียวที่ได้เห็นเขายังรู้สึกโชคดีนักเธอหยิบหนังสือสูตรเค้กเล่มโปรดขึ้นมาเปิดค้างไว้หน้าเดิม ตัวหนังสือพร่าเลือนเพราะสมาธิไม่ได้อยู่ตรงนั้นเลยสักนิด สายตาแอบเหลือบไปทางโต๊ะอาหารทุก ๆ ครู่ชายหนุ่มนั่งกินเงียบ ๆ ท่าทางธรรมดาแต่สำหรับเธอ มันกลับน่ามองอย่างบอกไม่ถูก ปลายนิ้วที่จับช้อ
ตอนที่ 7 ผับใจกลางเมือง กรวิชญ์เดินเข้ามาภายในผับที่มีเสียงดังไปทั่วบริเวณสายตาสอดส่องหาเพื่อนสนิท “กรณ์ ทางนี้” เสียงของคินเพื่อนหนุ่มดังขึ้น เขาหันมองตามเสียงก็เห็นเพื่อนกำลังโบกมืออยู่ที่โต๊ะข้างหน้าเขาและมีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังคลอเคลียไม่ห่าง “ดื่มไม่รอกูเลยนะมึง” “เพิ่งดื่มก่อนมึงมาไม่นานเอง” คินพูดขึ้นจนาดซุกหน้าอยู่ในลำคอของผู้หญิง ชายหนุ่มส่ายหัวไปมากับความหื่นของเพื่อน มันทำอะไรก็ได้นอนะเพราะมันไม่มีพันธะเหมือนเขา แต่เขาไม่มีพันธะก็ไม่คิดจะทำพฤติกรรมแบบนั้นแน่นอน “มึงหยุดหื่นสักที ทึงเรียกกูมาดูมึงนัวเนียกับผู้หญิงสาว งั้นกูกลับดีกว่า” ชายหนุ่มพูดจบก็ทำท่าทางลุกขึ้นยืน คินผละอกจากลำคอขาวทันที “เฮ้ย เดี๋ยวๆ อย่าเพิ่งกลับสิว่ะ” เสียงของคินดังขึ้นกลบจังหวะดนตรีในผับ ชายหนุ่มรีบยกแก้วเหล้าที่เหลืออยู่ขึ้นกระดกจนหมด รสขมเผาแผดลงคอแต่ช่วยกลบความสับสนในหัวไม่ได้ ใบหน้าคมเครียดตึง สายตาเหม่อลอยเหมือนกำลังจมอยู่ในความคิดที่หนักอึ้ง คินเหลือบมองเพื่อนสนิทที่นั่งนิ่งผิดปกติ คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน เหมือนพยายามอ่านสีหน้าของเพื่อนที่กำลังแตกหักอยู่เงียบๆ “มีเรื่องอะไร บอ
“แม่กลับล่ะ ต้องไปช่วยหนูเมยขายของ ช่วงนี้คนเยอะมากด้วย” พิมลรัตน์พูดจบก็หมุนตัวเดินออกไปจากห้องทำงานของลูกชาย ทิ้งความเงียบไว้เพียงลำพัง เสียงส้นสูงก้องเบา ๆ ไปตามพื้นชายหนุ่มส่ายหัวเล็กน้อย ราวกับปล่อยให้ความหงุดหงิดไหลผ่านไป เขาเก็บปิ่นโตบนโต๊ะให้เรียบร้อยก่อนลุกขึ้น เดินไปยังโต๊ะทำงานอีกด้าน เสียงเอกสารกระทบกันเบา ๆ ในห้องสะท้อนความว่างเปล่า ความอารมณ์หดหู่และไร้อารมณ์อยากทานอาหารต่อเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นทำให้ชายหนุ่มต้องหยุดชะงัก ก่อนเหลือบตามองชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอ ‘คิน’ เพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยเรียน เขาถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายเล็กน้อย ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดรับสาย“ว่าไง” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงห้วนจัด‘โทรหาไม่ได้รึไงวะ…เมียขอหย่าเหรอ ถึงได้หงุดหงิดเสียงแบบนี้’ คินพูดแซวด้วยน้ำเสียงทะเล้น เพราะถ้าเพื่อนตัวดีโดนเมียขอหย่าจริงๆ มันคงไม่หงุดหงิดหรอก คงดีใจด้วยซ้ำ“ตกลงโทรมามีอะไร” ชายหนุ่มถามกลับตรงๆ‘อยากชวนไปดื่มหน่อย ว่างมั้ย’“โอเค…เจอกันที่ผับมึงใช่ไหม”‘ใช่ สองทุ่มเจอกันนะเว้ย ห้ามเบี้ยวมา“เออ แค่นี้ล่ะ ฉันทำงานอยู่” เขาพูดจบก็กดวางสายไปทันที ไม่มีแม้แต่ความลังเล
ตอนที่ 6 บริษัท ก๊อก ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูดังขึ้นท่ามกลางความเงียบของห้องทำงานกว้าง ชายหนุ่มที่กำลังก้มหน้าเซ็นเอกสารเงยขึ้นเล็กน้อย ก่อนเอ่ยอนุญาตเสียงเรียบ “เชิญครับ” ประตูถูกผลักเปิดช้าๆ เผยให้เห็นร่างอรชรของ ปริม ที่เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มหวานจาง ๆ “พี่กรณ์ รอนานไหมคะ” น้ำเสียงอ่อนหวานของเธอทำให้บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปทันที “ไม่ครับ พี่ยังทำงานไม่เสร็จเลย” เขาผ่อนลมหายใจออก พร้อมส่งรอยยิ้มอ่อนโยนให้ รอยยิ้มแบบที่ ภรรยาในนามของเขาไม่เคยได้รับ ปริมเดินเข้ามาใกล้ ทำหน้าละห้อยเล็กน้อย คล้ายคนที่เพิ่งผ่านอะไรมา “พี่รู้ไหม… ก่อนที่ปริมจะมาหาพี่ ปริมเจอภรรยาพี่กับคุณแม่พี่ค่ะ พวกเขาว่าปริมกันใหญ่เลย ปริมไม่รู้จริงๆ ว่าร้านขนมนั่นเป็นของภรรยาพี่” เธอเล่า ทั้งสีหน้าทั้งน้ำเสียงเต็มไปด้วยความเศร้าที่ตั้งใจให้เขาเห็น กรณ์ขมวดคิ้วบางๆ “เหรอครับ… พี่ขอโทษแทนแม่พี่ด้วยนะครับ” เขารู้ดีว่าแม่ของเขาไม่ชอบปริม แต่ก็ยังอดรู้สึกผิดไม่ได้ ปริมส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงสั่นเหมือนกลั้นกลืนน้ำตา “ไม่เป็นไรค่ะ ปริมรู้สถานะตัวเองดี แค่ปริมเดินมาหาพี่ คนก็มองว่าปริมเป็นมือที่สามแล้ว…” ชายหน
“เมยวางไว้ตรงนี้นะคะ” เธอวางชุดไว้ปลายเตียงอย่างเป็นระเบียบ ปลายนิ้วสัมผัสเนื้อผ้าแค่เสี้ยววินาที แต่กลับรู้สึกเหมือนกำลังแตะเข้ากับกำแพงที่กั้นเธอออกจากหัวใจเขากำแพงที่ต่อให้เธอพยายามสักแค่ไหน…ก็ไม่มีวันปีนข้ามไปได้หลังจากวางชุด เธอไม่กล้าหันไปมองเขาอีก กลัวจะเจอสายตารำคาญ กลัวจะเห็นความว่างเปล่าที่เขามีให้เธอเสมอ หญิงสาวหมุนตัวออกจากห้องนอน ประตูปิดลงช้า ๆ ตามแรงของเธอและในช่วงวินาทีที่แผ่นประตูแตะเข้ากับวงกบเสียงหัวใจตัวเองก็เหมือนดังขึ้นมาแทนที่ความเงียบในห้อง เสียงที่มีเพียงเธอ…ที่ได้ยินแกร๊ก~เสียงประตูห้องนอนเปิดออกอย่างไร้อารมณ์ ทำให้หญิงสาวที่กำลังยืนชงกาแฟอยู่ในครัวเล็ก ๆ ต้องชะงักมือ เธอเงยหน้าขึ้นแทบจะทันที ก่อนจะรีบคว้าแก้วกาแฟร้อนที่เพิ่งชงเสร็จ เดินกึ่งวิ่งออกมาหยุดตรงหน้าชายหนุ่มร่างสูงที่กำลังจะผ่านเธอไป“คุณกรณ์ดื่มกาแฟก่อนค่ะ เมยชงให้ร้อนๆ เลยค่ะ”เสียงของเธอนุ่มนวลเหมือนเดิม ทั้งที่มือด้านล่างสั่นเล็กน้อยโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว ใบหน้าหวานยิ้มบาง ยิ้มที่เธอพยายามยัดมันขึ้นมาทุกเช้า แม้ในใจเธอจะแตกสลายจนแทบประคองตัวเองไม่ไหวก็ตามชายหนุ่มกวาดตามองแก้วกาแฟเพียงเสี้ยว
ตอนที่ 5 รุ่งเช้า คอนโดมิเนียม แสงแดดอ่อนส่องทะลุกระจกเข้ามาในห้องอย่างไม่ปรานี ทำให้ชายหนุ่มร่างสูงรู้สึกตัวขึ้นอย่างช้าๆ เขาลืมตาเพื่อปรับสายตากับความสว่างที่บาดตา ก่อนจะรู้สึกหนักอึ้งบริเวณขมับและความเจ็บปวดจากฤทธิ์แอลกอฮอล์เมื่อคืน เขายกมือขึ้นนวดเบาๆ เหมือนพยายามจะบอกตัวเองให้พร้อมรับวันใหม่ เมื่อคืนหลังจากแยกกับปริม เขาไปดื่มสังสรรค์ต่อที่ผับของเพื่อนสนิท แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความว้าวุ่น แต่ร่างกายกลับอ่อนล้าและหมดแรง เขาพยายามขยับตัวลุกขึ้น แต่สัมผัสที่ไม่คาดคิดบริเวณเอวทำให้เขาตกใจ เขาก้มมองและเห็นเป็นต้นแขนของภรรยาที่กอดเอวเขาแน่นอยู่ ความรู้สึกขุ่นเคืองและรังเกียจแวบเข้ามา เขาสลัดออกอย่างไม่ใยดี ก่อนจะลุกขึ้นพรวด เสียงผ้าห่มและร่างกายที่เคลื่อนไหวทำให้เธอสะดุ้งตื่น “คุณกรณ์… ตื่นแล้วเหรอคะ” หญิงสาวมองเขาด้วยดวงตางัวเงียและความตกใจปนความน้อยใจ แต่ชายหนุ่มเพียงเงียบ เขาหันหลังแล้วก้าวเข้าไปในห้องน้ำอย่างไม่สบตา ทิ้งให้เธอนั่งอยู่บนเตียง หัวใจของเธอเต็มไปด้วยความเหงาและความเจ็บปนความสงสัย ‘คุณคงรังเกียจเมยมากเลยใช่ไหมคะ…’ เธอพึมพำออกมาเบาๆ เหมือนขอคำตอบจากตัวเอง คำพูดนั้นแ







