Masukตอนที่ 3
ชายหนุ่มค่อยๆ หันตัวตามเสียงนั้น ใจเต้นแรงขึ้นทันที ทั้งความคุ้นเคยและความประหลาดใจปะปนกัน เขาพยายามกลั้นลมหายใจเพื่อยืนยันว่าตัวเองไม่ได้คิดไปเอง… ใช่จริงๆ ปริม คนรักเก่าของเขากำลังยืนอยู่ตรงหน้า ยิ้มบางๆ ให้เขาอย่างใจดี รอยยิ้มนั้นเหมือนย้อนอดีตกลับมาหาเขาอย่างไม่ทันตั้งตัว เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้ช้าๆ ทุกก้าวเหมือนถูกตรึงด้วยแรงดึงดูดจากความทรงจำ ความเงียบชั่วครู่ปกคลุมรอบตัว จนกระทั่งเขาเงยหน้ามองปริมอีกครั้ง จนกว่าจะได้ยินเสียงตัวเองเรียบเรียงคำพูด “ปริม… กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่” น้ำเสียงเรียบเย็นแต่แฝงรอยยิ้มบางๆ ที่ไม่เต็มปากนัก รอยยิ้มเล็กๆ นั้นสะท้อนถึงความทรงจำเก่าและความรู้สึกที่ยังค้างคา แม้มันจะปรากฏต่อหน้าภรรยาของเขาที่นั่งอยู่เงียบๆ และสังเกตทุกความเคลื่อนไหว “ปริมกลับได้สองอาทิตย์แล้ว” ปริมเอ่ยบอกเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนนุ่ม “สวัสดีค่ะ คุณแม่” ปริมยกมือไหว้แม่ของคนรักเก่าแต่พิมลรัตน์ไม่มีแต่จะหันมารับไหว้เธอ ปริมหน้าเสียทันที “แล้วนี้มากินข้าวเหรอ มากับใคร” ชายหนุ่มที่เห็นสีหน้าของคนรักเก่าเจื่อนลงจึงเปลี่ยนเรื่องคุย เขาเอ่ยถามเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนนุ่ม “ค่ะ แต่จะกลับแล้ว เจอพี่เลยเข้าทักนะคะ” ชายหนุ่มพยักหน้าเบาๆ หญิงสาวมองสามีด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ใบหน้าเขาดูผ่อนคลายกว่าตอนที่อยู่กับเธอเสียอีก เพราะคนรักเก่าของเขากลับมา เธอรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบรัดแน่นขึ้นทุกวินาที รู้ทันทีว่าในใจของเขายังมีใครอีกคนที่เธอไม่อาจแย่งไปได้ มือเล็กสั่นจนจิกเนื้อตัวเองจนเลือดซึม เธอก้มหน้าลง ไม่กล้าสบสายตากับภาพที่บาดตาบาดใจนั้น รู้สึกเหมือนตัวเองเล็กลงในโลกที่เต็มไปด้วยความทรงจำและความรักที่ไม่ใช่ของเธอ พิมลรัตน์ยื่นมือมาจับมือของลูกสะใภ้ไว้แน่น ราวกับส่งความอบอุ่นและกำลังใจให้เธอยืนหยัดต่อไป แม้ขวัญข้าวยังเจ็บปวดอยู่ แต่เธอกลั้นใจเงยหน้าขึ้น ส่งรอยยิ้มบางๆ ให้แม่สามีที่อยู่เคียงข้างเธอเสมอ “ตากรณ์ กลับมานั่งกินข้าวได้แล้ว ส่วนใครที่ไม่ไดรับเชิญกรุณาไปได้แล้ว” พิมลรัตน์พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยือก ปริมแสร้งทำหน้าเศร้าให้เขาเห็นใจ “ตากรณ์” พิมลรัตน์เอ่ยเรียกลุกชายอีกครั้งเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มยังคงยืนนิ่งไม่ยอมกลับมานั่ง เธอเหลือบมองปริมด้วยสายตาไม่ไว้ใจ “งั้นปริมกลับก่อนนะคะ” เธอพูดจบก็หันหลังเดินออกจากตรงนั้นทันที ชายหนุ่มก็ยังคงมองตามเธอด้วยสายตาอาลัยอาวร “หึ ไม่ตามไปด้วยล่ะ อย่าลืมว่าแกแต่งงานแล้ว” พิมลรัตน์หัวเราะในลำคอก่อนจะพูดออกมาด้วยความประชดลูกชายที่ยังอาลัยอาวรผู้หญิงคนนั้นไม่เลิก “ผมรู้ ผมไม่มีวันลืมหรอกครับ” เขาพูดพร้อมมองภรรยาที่ก้มหน้าอยู่ ด้วยแววตาที่เฉยชาไร้ความรู้สึกต่างกับมองคนรักเก่าโดยสิ้นเชิง หลังจากนั้นบนโต๊ะอาหารมีเสียงพูดคุยของหญิงสาวและพิมลรัตน์บ้าง พิมลรัตน์พยายามชวนลูกสะใภ้คุยเพราะไม่อยากให้เธอคิดมาก “อิ่มไหมลูก” พิมลรัตนืเอ่ยหญิงสาวที่กำลังพากันเดินอกจากร้านอาหาร “ค่ะ คุณแม่” หยิงสาวฝืนยิ้มให้แม่สามี ก่อนจะตอบกลับออกไปแผ่วเบา “แม่ไม่คิดจะคุยกับผมบ้างเหรอ ผมเป็นลูกแม่นะ” ชายหนุ่มพูดออกมาดเวยความน้อยเนื้อตำใจที่ผู้เป้นแม่เอาแต่ใจใส่คนอื่นไม่สนใจเขาเลย “ถ้าเป็นแม่ก็ต้องเชื่อในสิ่งที่แม่พูด ไม่ใช่หลงจนไม่ฟังอะไรเลย” ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่ายที่แม่เอาแต่พูดเรื่องเก่า เขารู้ดีว่าแม่เขาหมายถึงอะไร ท่านเคยบอกว่าปริมเป็นผู้หญิงที่ไม่น่าไว้ใจ เธอไม่ได้รักเขา เธอต้องการผลประโยชน์จากเขา และแน่นอนเขาไม่เชื่อที่แม่พูดเพราะจะเป็นไปได้ยังไง ปริมเป็นผู้หญิงที่ทางบ้านไม่ได้น้อยหน้าไปกว่าเขาด้วยซ้ำ ร้านขนมเค้ก รถตู้หรูจัดเทียบหน้าร้านขนทของเธออย่างช้าๆ ก่อนที่หญิงสาวจะลงจากอย่างระมัดระวัง “แม่ไปก่อนะลูก ไปหาแม่บ้างนะ” พิมลรัตน์บอกลาลูกสะใภ้ด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน “ค่ะ คุณแม่สวัสดีค่ะ” เธอยกมือไหว้แม่สามี สายตาของเธอมองไปยังสามีที่ก้มตาหน้าพิมพ์อะไรสักอย่างในโทรศัพท์มือถือโดยไม่แม้แต่จะหันมามองเธอเลยสักเสี้ยว คอนโดหรู เวลา 18:00 น. ภายในห้องครัวสว่างไสวด้วยแสงไฟอุ่นที่สะท้อนบนพื้นไม้เงาวับ กลิ่นหอมของอาหารเย็นลอยอบอวลอยู่ในอากาศ หญิงสาวร่างบางยืนอยู่หน้าเคาเตอร์ สายตาเต็มไปด้วยความตั้งใจ ข้อมือเธอขยับช้า ๆ ขณะหั่นผักและปรุงรสให้เข้าที่ อลิษาเพิ่งกลับมาจากร้านขนมที่เธอเป็นเจ้าของไม่นาน แต่ร่างกายที่เหน็ดเหนื่อยก็ไม่อาจหยุดความปรารถนาที่จะทำอาหารรอคนที่เธอรัก ถึงแม้เมื่อตอนเช้าเขาให้คำตอบเธอไม่เต็มร้อยมากหนัก แต่เธอก็ยังคงทำอาหารเย็นรอเขาอย่างที่เคยทำทุกวัน มือเล็กหยิบกระทะขึ้นตั้งไฟ เสียงน้ำมันกระทบผักดังจังหวะเบา ๆ คลอไปกับเสียงนาฬิกาที่ติดผนัง ทำให้ทุกวินาทีของช่วงเย็นเต็มไปด้วยความเงียบสงบและความอุ่นใจในครัวเล็ก ๆ ของเธอ ระหว่างที่อลิษากำลังคนซอสให้เข้ากัน เธอเงยหน้ามองหน้าต่างบานใหญ่ มองเห็นแสงทองของตะวันที่กำลังลาลับขอบฟ้า สายลมเย็นพัดเข้ามาพร้อมกลิ่นเมืองที่ผสมกับกลิ่นอาหาร ทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นด้วยความหวังลึก ๆ ว่าเขาจะกลับมาทันเวลาเพื่อร่วมโต๊ะอาหารค่ำคืนนี้ด้วยกัน ผ่านไปครู่นึงหญิงสาวก็เริ่มตักอาหารลงจานพร้อมทาน แต่คนที่เธอกำลังรอไม่มีวี่แววว่าเขาจะกลับมาสักที หญิงสาวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปอาหารที่ตั้งเรียงอยู่บนโต๊ะอาหาร แชะ~ “เมยทำอาหารเย็นเสร็จแล้วนะคะ” “คุณกรณ์อยู่ที่ไหนแล้วค่ะ” “เมยรอทานข้าวพร้อมคุณนะคะ” หญิงสาวมองข้อความที่เพิ่งส่งให้สามี อยู่นานแต่ไร้คนเป็นสามีจะเปิดอ่านมัน ก่อนจะกดปิดโทรศัพท์ด้วยความเศร้าหมอง “เขาคงทำงานยังไม่เสร็จแน่เลย” เธอเอ่ยพูดออกมาเพื่อปลอมใจตัวเองไม่ให้คิดไปไกล เวลาผ่านไปสองชั่วโมงเต็ม หญิงสาวนั่งอยู่ตรงโต๊ะอาหารเพียงลำพัง จ้องไปที่ประตูซ้ำแล้วซ้ำเล่า ใจเธอเหมือนถูกผนึกด้วยความกังวลและความเหงา ข้อความที่ส่งไปก็ยังไม่ถูกเปิดอ่าน และทุกครั้งที่เสียงนาฬิกาดังกระทบหู เธอก็สะท้อนถึงความโดดเดี่ยวที่กัดกินใจเธอช้าๆ แววตาของเธอเริ่มพร่ามัวด้วยความเศร้า หญิงสาวเงยหน้ามองเพดานสักครู่ ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ พลางบอกตัวเองในใจว่าคงต้องรอต่อไป แม้ใจลึกๆ จะเริ่มกลัว…กลัวว่าเขาจะไม่กลับทานข้าวมื้อนี้และมื้อต่อๆ ไป หญิงสาวลังเลอยู่พักใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจกดโทรหาสามีด้วยมือที่สั่นน้อย ๆ เสียงสัญญาณรอสายดังยาวเหมือนกำลังตอกย้ำความเหงาที่เกาะกินใจเธอทีละนิด ทุกวินาทีที่ผ่านไปรู้สึกช้าและหนักอึ้งจนเธอต้องกัดริมฝีปาก กลัวคำตอบที่กำลังรออยู่ปลายสายและเมื่อสายถูกกดรับ… หัวใจเธอเกือบหยุดเต้น “มีอะไร ฉันไม่ว่าง” เสียงทุ้มต่ำที่เย็นจนเหมือนน้ำแข็งกรีดลงกลางอกดังขึ้น แค่ประโยคสั้น ๆ แต่ความไม่พอใจในน้ำเสียงของเขากลับชัดเจนราวกับเขากำลังรำคาญแม้แต่การหายใจของเธอ อลิษาก้มหน้าลงอย่างไม่รู้ตัว ปลายนิ้วกำโทรศัพท์แน่นจนข้อนิ้วซีด เธอกลัว…แต่ก็ยิ่งกลัวการรอต่อไปมากกว่า “เอ่อ… เมยขอโทษค่ะ” เธอพยายามปรับเสียงให้เรียบ แต่ปลายเสียงยังสั่นไหว “เมยจะถามคุณว่า… คุณจะกลับมากินข้าวเย็นไหมคะ…เมยทำของโปรดไว้ให้คุณด้วยนะคะ” ดวงตาของเธอพร่าเลือนเมื่อมองไปที่โต๊ะอาหารตรงหน้า อาหารทุกอย่างที่เธอตั้งใจทำเริ่มเย็นชืดลงทีละนิด พร้อมกับหัวใจของเธอที่รู้สึกเหมือนกำลังถูกทิ้งให้อยู่ในความโดดเดี่ยวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ‘ฉันไม่…’ เสียงทุ้มต่ำของเขายังไม่ทันจบประโยคดี เสียงหวานของผู้หญิงอีกคนก็ดังแทรกเข้ามาทางปลายสายอย่างชัดเจน ‘พี่กรณ์อาหารมาเสิร์ฟแล้วค่ะ’ คำพูดนั้นกระแทกเข้าหูของอลิษาเต็มแรงจนเธอชะงักไปทั้งร่าง นิ้วมือที่กำโทรศัพท์ไว้สั่นวูบ ความรู้สึกเจ็บเหมือนถูกบีบเข้าที่กลางอกโดยไม่ทันตั้งตัว ทั้งน้ำเสียง ทั้งความใกล้ชิด ทั้งคำเรียกทุกอย่างบอกชัดเจนว่า ผู้หญิงคนนั้นคือใคร เธอไม่จำเป็นต้องเดา… เธอรู้ดี เพียงเสี้ยววินาทีที่เธอยังไม่ทันตั้งสติ เสียงของเขาก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เย็นกว่าทุกครั้งที่เคยได้ยิน “แค่นี้ก่อน ฉันไม่ว่าง” ประโยคสั้น ๆ แต่หนักจนหัวใจเธอเหมือนร่วงลงไปทั้งดวง ไม่ว่าง… ไม่ว่างกลับมาทานข้าวกับเธอ แต่กลับมีเวลานั่งกินข้าวกับผู้หญิงอีกคน ยังไม่ทันที่เธอจะอ้าปากพูดอะไร เสียงสัญญาณตัดสายก็ดัง ติ๊ด…เงียบงัน รวดเร็ว และเฉือดเชือนเหมือนคมมีดเฉือนผ่านความรู้สึก มือของหญิงสาวอ่อนแรงจนโทรศัพท์เกือบหลุดจากฝ่ามือ เธอได้แต่มองหน้าจอที่ดับวูบลงอย่างเหม่อลอย ความเงียบในห้องกว้างไล่ต้อนความเจ็บให้ดังขึ้นในอกจนแทบหายใจไม่ออก สิ่งที่เธอกำลังกลัวมันได้เกิดขึ้นแล้ว “ฉันกับแกก็เหมือนกันเลยนะ… ถูกมองข้ามตลอด”เสียงพึมพำของเธอเบาจนแทบกลืนไปกับลมหายใจ เธอมองจานอาหารตรงหน้า อาหารที่เธอใช้เวลาทั้งเย็นทำด้วยความหวังเล็ก ๆ ว่าเขาจะกลับมาทานด้วยกัน แต่ตอนนี้มันเย็นชืดราวกับหัวใจของเธอเอง ปลายเสียงสั่นน้อย ๆ ก่อนเธอจะก้มลงแตะปลายช้อนกับขอบจานเบา ๆ เหมือนจะปลอบตัวเอง หรือปลอบอาหารที่ไม่มีใครชายตามอง ก็ไม่รู้ได้ เธอหัวเราะในลำคอหัวเราะทั้งที่น้ำตาจวนจะไหล “แค่ครั้งหนึ่ง… ขอให้คุณเห็นมันบ้างก็ยังดี” ประโยคที่ไม่เคยมีวันเอ่ยให้ใครได้ยิน ร่วงหล่นออกมาช้า ๆ พร้อมกับรอยยิ้มที่เจือความปวดร้าวจนแทบแตะต้องไม่ได้ หญิงสาวหยิบช้อนขึ้นมาช้า ๆ ราวกับทุกการเคลื่อนไหวหนักอึ้งกว่าปกติ เธอตักอาหารใส่ปากทั้งที่รสชาติแทบไม่รับรู้แล้วว่าเป็นอย่างไรความอ้างว้างที่ก่อตัวอยู่ในอกทำให้ทุกคำที่เคี้ยวเหมือนติดค้างอยู่กลางลำคอ สายตาของเธอเผลอมองไปยังฝั่งตรงข้ามของโต๊ะที่ว่างเปล่า ว่างจนเหมือนความพยายามของเธอทั้งหมดถูกดูดหายไปในช่องว่างนั้น แววตาของอลิษาหม่นลงอย่างเจ็บลึก ความเงียบตรงนั้นเหมือนกำลังเยาะเย้ยว่าคนที่เธอทำทุกอย่างให้ ไม่เคยนั่งอยู่ในที่ของเขาเพื่อเธอสักครั้งลมหายใจนั้นเหมือนพยายามไล่ความเจ็บหน่วงในอกให้เบาลง แม้จะทำได้เพียงนิดเดียวก็ตามเธอรีบก้าวออกจากห้องไปที่ครัว ตั้งใจอุ่นอาหารทุกอย่างให้อยู่ในอุณหภูมิพอดีที่สุด เธอจัดจานใหม่ เพิ่มผักเคียงเล็กน้อย ทั้งที่รู้ว่าเขาอาจไม่สังเกตด้วยซ้ำ แต่เธอก็ทำ เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่เธอพอจะดูแลเขาได้แกร๊ก~เสียงประตูห้องน้ำเปิดทำให้เมยที่กำลังนำจานอาหารไปวางบนโต๊ะเงยหน้าขึ้น เธอรีบยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน ทั้งที่หัวใจยังหวั่นไม่หาย“เมยเตรียมอาหารให้เสร็จแล้วค่ะ คุณกรณ์ทานได้เลยค่ะ” เขาเดินมาที่โต๊ะ มองอาหารตรงหน้าครู่หนึ่ง ก่อนจะเหลือบตามองเธอ“เธอกินรึยัง กินด้วยกันสิ” น้ำเสียงเรียบ ๆ แต่ไม่แข็งจนเกินไป ทำให้เมยใจเต้นวูบหนึ่ง“เมยทานแล้วค่ะ” เธอค้อมศีรษะเล็กน้อย ก่อนถอยไปนั่งโซฟายาวแทน เธอไม่อยากรบกวนเวลาของเขา แม้เพียงนาทีเดียวที่ได้เห็นเขายังรู้สึกโชคดีนักเธอหยิบหนังสือสูตรเค้กเล่มโปรดขึ้นมาเปิดค้างไว้หน้าเดิม ตัวหนังสือพร่าเลือนเพราะสมาธิไม่ได้อยู่ตรงนั้นเลยสักนิด สายตาแอบเหลือบไปทางโต๊ะอาหารทุก ๆ ครู่ชายหนุ่มนั่งกินเงียบ ๆ ท่าทางธรรมดาแต่สำหรับเธอ มันกลับน่ามองอย่างบอกไม่ถูก ปลายนิ้วที่จับช้อ
ตอนที่ 7 ผับใจกลางเมือง กรวิชญ์เดินเข้ามาภายในผับที่มีเสียงดังไปทั่วบริเวณสายตาสอดส่องหาเพื่อนสนิท “กรณ์ ทางนี้” เสียงของคินเพื่อนหนุ่มดังขึ้น เขาหันมองตามเสียงก็เห็นเพื่อนกำลังโบกมืออยู่ที่โต๊ะข้างหน้าเขาและมีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังคลอเคลียไม่ห่าง “ดื่มไม่รอกูเลยนะมึง” “เพิ่งดื่มก่อนมึงมาไม่นานเอง” คินพูดขึ้นจนาดซุกหน้าอยู่ในลำคอของผู้หญิง ชายหนุ่มส่ายหัวไปมากับความหื่นของเพื่อน มันทำอะไรก็ได้นอนะเพราะมันไม่มีพันธะเหมือนเขา แต่เขาไม่มีพันธะก็ไม่คิดจะทำพฤติกรรมแบบนั้นแน่นอน “มึงหยุดหื่นสักที ทึงเรียกกูมาดูมึงนัวเนียกับผู้หญิงสาว งั้นกูกลับดีกว่า” ชายหนุ่มพูดจบก็ทำท่าทางลุกขึ้นยืน คินผละอกจากลำคอขาวทันที “เฮ้ย เดี๋ยวๆ อย่าเพิ่งกลับสิว่ะ” เสียงของคินดังขึ้นกลบจังหวะดนตรีในผับ ชายหนุ่มรีบยกแก้วเหล้าที่เหลืออยู่ขึ้นกระดกจนหมด รสขมเผาแผดลงคอแต่ช่วยกลบความสับสนในหัวไม่ได้ ใบหน้าคมเครียดตึง สายตาเหม่อลอยเหมือนกำลังจมอยู่ในความคิดที่หนักอึ้ง คินเหลือบมองเพื่อนสนิทที่นั่งนิ่งผิดปกติ คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน เหมือนพยายามอ่านสีหน้าของเพื่อนที่กำลังแตกหักอยู่เงียบๆ “มีเรื่องอะไร บอ
“แม่กลับล่ะ ต้องไปช่วยหนูเมยขายของ ช่วงนี้คนเยอะมากด้วย” พิมลรัตน์พูดจบก็หมุนตัวเดินออกไปจากห้องทำงานของลูกชาย ทิ้งความเงียบไว้เพียงลำพัง เสียงส้นสูงก้องเบา ๆ ไปตามพื้นชายหนุ่มส่ายหัวเล็กน้อย ราวกับปล่อยให้ความหงุดหงิดไหลผ่านไป เขาเก็บปิ่นโตบนโต๊ะให้เรียบร้อยก่อนลุกขึ้น เดินไปยังโต๊ะทำงานอีกด้าน เสียงเอกสารกระทบกันเบา ๆ ในห้องสะท้อนความว่างเปล่า ความอารมณ์หดหู่และไร้อารมณ์อยากทานอาหารต่อเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นทำให้ชายหนุ่มต้องหยุดชะงัก ก่อนเหลือบตามองชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอ ‘คิน’ เพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยเรียน เขาถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายเล็กน้อย ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดรับสาย“ว่าไง” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงห้วนจัด‘โทรหาไม่ได้รึไงวะ…เมียขอหย่าเหรอ ถึงได้หงุดหงิดเสียงแบบนี้’ คินพูดแซวด้วยน้ำเสียงทะเล้น เพราะถ้าเพื่อนตัวดีโดนเมียขอหย่าจริงๆ มันคงไม่หงุดหงิดหรอก คงดีใจด้วยซ้ำ“ตกลงโทรมามีอะไร” ชายหนุ่มถามกลับตรงๆ‘อยากชวนไปดื่มหน่อย ว่างมั้ย’“โอเค…เจอกันที่ผับมึงใช่ไหม”‘ใช่ สองทุ่มเจอกันนะเว้ย ห้ามเบี้ยวมา“เออ แค่นี้ล่ะ ฉันทำงานอยู่” เขาพูดจบก็กดวางสายไปทันที ไม่มีแม้แต่ความลังเล
ตอนที่ 6 บริษัท ก๊อก ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูดังขึ้นท่ามกลางความเงียบของห้องทำงานกว้าง ชายหนุ่มที่กำลังก้มหน้าเซ็นเอกสารเงยขึ้นเล็กน้อย ก่อนเอ่ยอนุญาตเสียงเรียบ “เชิญครับ” ประตูถูกผลักเปิดช้าๆ เผยให้เห็นร่างอรชรของ ปริม ที่เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มหวานจาง ๆ “พี่กรณ์ รอนานไหมคะ” น้ำเสียงอ่อนหวานของเธอทำให้บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปทันที “ไม่ครับ พี่ยังทำงานไม่เสร็จเลย” เขาผ่อนลมหายใจออก พร้อมส่งรอยยิ้มอ่อนโยนให้ รอยยิ้มแบบที่ ภรรยาในนามของเขาไม่เคยได้รับ ปริมเดินเข้ามาใกล้ ทำหน้าละห้อยเล็กน้อย คล้ายคนที่เพิ่งผ่านอะไรมา “พี่รู้ไหม… ก่อนที่ปริมจะมาหาพี่ ปริมเจอภรรยาพี่กับคุณแม่พี่ค่ะ พวกเขาว่าปริมกันใหญ่เลย ปริมไม่รู้จริงๆ ว่าร้านขนมนั่นเป็นของภรรยาพี่” เธอเล่า ทั้งสีหน้าทั้งน้ำเสียงเต็มไปด้วยความเศร้าที่ตั้งใจให้เขาเห็น กรณ์ขมวดคิ้วบางๆ “เหรอครับ… พี่ขอโทษแทนแม่พี่ด้วยนะครับ” เขารู้ดีว่าแม่ของเขาไม่ชอบปริม แต่ก็ยังอดรู้สึกผิดไม่ได้ ปริมส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงสั่นเหมือนกลั้นกลืนน้ำตา “ไม่เป็นไรค่ะ ปริมรู้สถานะตัวเองดี แค่ปริมเดินมาหาพี่ คนก็มองว่าปริมเป็นมือที่สามแล้ว…” ชายหน
“เมยวางไว้ตรงนี้นะคะ” เธอวางชุดไว้ปลายเตียงอย่างเป็นระเบียบ ปลายนิ้วสัมผัสเนื้อผ้าแค่เสี้ยววินาที แต่กลับรู้สึกเหมือนกำลังแตะเข้ากับกำแพงที่กั้นเธอออกจากหัวใจเขากำแพงที่ต่อให้เธอพยายามสักแค่ไหน…ก็ไม่มีวันปีนข้ามไปได้หลังจากวางชุด เธอไม่กล้าหันไปมองเขาอีก กลัวจะเจอสายตารำคาญ กลัวจะเห็นความว่างเปล่าที่เขามีให้เธอเสมอ หญิงสาวหมุนตัวออกจากห้องนอน ประตูปิดลงช้า ๆ ตามแรงของเธอและในช่วงวินาทีที่แผ่นประตูแตะเข้ากับวงกบเสียงหัวใจตัวเองก็เหมือนดังขึ้นมาแทนที่ความเงียบในห้อง เสียงที่มีเพียงเธอ…ที่ได้ยินแกร๊ก~เสียงประตูห้องนอนเปิดออกอย่างไร้อารมณ์ ทำให้หญิงสาวที่กำลังยืนชงกาแฟอยู่ในครัวเล็ก ๆ ต้องชะงักมือ เธอเงยหน้าขึ้นแทบจะทันที ก่อนจะรีบคว้าแก้วกาแฟร้อนที่เพิ่งชงเสร็จ เดินกึ่งวิ่งออกมาหยุดตรงหน้าชายหนุ่มร่างสูงที่กำลังจะผ่านเธอไป“คุณกรณ์ดื่มกาแฟก่อนค่ะ เมยชงให้ร้อนๆ เลยค่ะ”เสียงของเธอนุ่มนวลเหมือนเดิม ทั้งที่มือด้านล่างสั่นเล็กน้อยโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว ใบหน้าหวานยิ้มบาง ยิ้มที่เธอพยายามยัดมันขึ้นมาทุกเช้า แม้ในใจเธอจะแตกสลายจนแทบประคองตัวเองไม่ไหวก็ตามชายหนุ่มกวาดตามองแก้วกาแฟเพียงเสี้ยว
ตอนที่ 5 รุ่งเช้า คอนโดมิเนียม แสงแดดอ่อนส่องทะลุกระจกเข้ามาในห้องอย่างไม่ปรานี ทำให้ชายหนุ่มร่างสูงรู้สึกตัวขึ้นอย่างช้าๆ เขาลืมตาเพื่อปรับสายตากับความสว่างที่บาดตา ก่อนจะรู้สึกหนักอึ้งบริเวณขมับและความเจ็บปวดจากฤทธิ์แอลกอฮอล์เมื่อคืน เขายกมือขึ้นนวดเบาๆ เหมือนพยายามจะบอกตัวเองให้พร้อมรับวันใหม่ เมื่อคืนหลังจากแยกกับปริม เขาไปดื่มสังสรรค์ต่อที่ผับของเพื่อนสนิท แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความว้าวุ่น แต่ร่างกายกลับอ่อนล้าและหมดแรง เขาพยายามขยับตัวลุกขึ้น แต่สัมผัสที่ไม่คาดคิดบริเวณเอวทำให้เขาตกใจ เขาก้มมองและเห็นเป็นต้นแขนของภรรยาที่กอดเอวเขาแน่นอยู่ ความรู้สึกขุ่นเคืองและรังเกียจแวบเข้ามา เขาสลัดออกอย่างไม่ใยดี ก่อนจะลุกขึ้นพรวด เสียงผ้าห่มและร่างกายที่เคลื่อนไหวทำให้เธอสะดุ้งตื่น “คุณกรณ์… ตื่นแล้วเหรอคะ” หญิงสาวมองเขาด้วยดวงตางัวเงียและความตกใจปนความน้อยใจ แต่ชายหนุ่มเพียงเงียบ เขาหันหลังแล้วก้าวเข้าไปในห้องน้ำอย่างไม่สบตา ทิ้งให้เธอนั่งอยู่บนเตียง หัวใจของเธอเต็มไปด้วยความเหงาและความเจ็บปนความสงสัย ‘คุณคงรังเกียจเมยมากเลยใช่ไหมคะ…’ เธอพึมพำออกมาเบาๆ เหมือนขอคำตอบจากตัวเอง คำพูดนั้นแ







