LOGINตอนที่ 2
ร้านขนมเค้ก เวลา 10: 35 น. ภายในร้านอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของเนยสดและกลิ่นวานิลลาที่ลอยคลุ้งออกมาจากเตาอบใหม่ ๆ เสียงกระดิ่งเหนือประตูดังกรุ๊งกริ๊งเป็นระยะ เมื่อมีลูกค้าเดินเข้าออกไม่ขาดสาย โต๊ะเกือบทุกตัวถูกจับจองจนแทบไม่มีที่ว่างให้เหลือแม้แต่ที่เดียว ทั้งที่ยังไม่ถึงเวลาเที่ยงดีด้วยซ้ำ หลังเคาน์เตอร์ หญิงสาวเจ้าของร้านในชุดเอี๊ยมผ้ากันเปื้อนลายดอกไม้กำลังจัดจานเค้กอย่างตั้งใจ ใบหน้าเธอมีรอยยิ้มอ่อนโยนทุกครั้งที่ลูกค้าชมว่า “อร่อยมากเลยค่ะ” เสียงหัวเราะเบา ๆ และบรรยากาศอบอุ่นในร้านทำให้ใครหลายคนอยากนั่งอยู่นานกว่าที่ตั้งใจ “ลูกค้าเยอะมากเลยนะคะ พี่เมย” นุ่นพนักงานสาวเอ่ยพูดออกมาด้วยควาตื่นตันใจที่ร้านของเจ้านายขายดีขึ้นทุกวัน “ใช่ นุ่นไหวรึเปล่า ให้พี่เปิดรับพนักงานเพิ่มดีไหม” หญิงสาวเอ่ยถามพนักงานสาวด้วยความเป็นห่วง เพราะช่วงนี้ลูกค้าเยอะมาก “เพิ่มอีกสักคนก็ดีนะคะ” นุ่นตอบกลับพร้อมกับหัวเราะออกมาเบาๆ “ได้เลย” หลังจากนั้นพนักงานก็ขอตัวไปบริการลูกค้าต่อ ส่วนเธอก็เดินกลับหลังร้านเพื่อที่จะไปดูขนมที่เพิ่งอบไปใหม่ เพราะลอตแรกหมดแล้ว หญิงสาวหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากระโปรง ก่อนจะกดเข้าไปในห้องแชทของผู้เป็นสามี ส่วนเป็นฝ่ายเธอที่จะหนักกว่า ส่วนน้อยที่เขาจะตอบกลับมา แต่เธอก็ยังส่งหาถามไถ่เขาตลอด ‘คุณกรณ์ ทานขนมที่เมยฝากไปกับคุณแม่รึยังคะ’ เธอกดส่งแต่ยังไม่ออกจากห้องแชทนั้น เธอยังคงมองมันเพื่อหวังว่าเขาจะอ่านมันเร็วๆ แต่เวลาผ่านไปแล้วห้านาทีก็ไร้วี่แววที่เขาอ่านมัน เธอล้มเลิกที่จะเฝ้ารอ กดปิดโทรศัพท์มือถือลงทันที ใบหน้าที่ยิ้มระรืนตอนนี้ถูกแทรกด้วยความเศร้าหมองเมื่อนึกถึงคนที่เขายังรักหมดหัวใจ เธอรู้ดีว่าในหัวใจของเขายังมี ปริม ที่เป็นรักแรกของเขาอยู่เต็มหัวใจ ไม่มีที่ให้เธอเข้าไปแทรกได้เลย แต่ก็ยังหวังว่าเขาจะแบ่งมาให้เธอบ้างสักเสี้ยวก็ยังดี “สักวันเมยจะเลิกรักคุณให้ได้เลย” หญิงสาวพึมพำออกมาแผ่วเบา ด้วยความเสียใจและผิดหวัง “พี่เมย มีคนมาหาค่ะ” เสียงของนุ่นดังทางข้างหลัง ทำให้เธอสะดุ้งเล็กน้อย ใจเต้นรัวอย่างไม่ทันตั้งตัว เธอค่อยๆ หันไปมองลูกน้อยของร้านด้วยความสงสัย แววตายังเต็มไปด้วยความระแวดระวังและความตื่นเต้นปนกัน “ใครเหรอ…” เธอขมวดคิ้ว ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเบาๆ เต็มไปด้วยความสงสัย “คุณกรณ์ค่ะ…” นุ่นตอบเสียงสั่น แววตาเผยความตื่นเต้นปนตกใจ คำพูดของนุ่นทำให้หญิงสาวแทบล้มทั้งยืน ใจของเธอเต้นแรงจนเหมือนจะหลุดออกมา เธอยืนนิ่งอยู่สักพัก พยายามประคองตัวเองไม่ให้สั่น ก่อนจะรวบรวมความกล้าแล้วเดินออกไปหาชายหนุ่มที่ยืนอยู่หน้าร้าน “คุณกรณ์ มาหาเมยมีอะไรคะ” เธอเอ่ยถามเขาด้วยน้ำเสียงสั่นไหว แต่พยายามเก็บความตื่นเต้นไว้ในลึกๆ ดวงตาของเธอส่องประกายคาดหวัง และหัวใจเต้นแรงราวกับกำลังรอคำตอบที่ไม่คาดคิด “แม่ฉันให้มารับเธอไปกินข้าวด้วยกัน” ชายหนุ่มตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไม่สั่น ไม่ไหวติง ราวกับเป็นคำสั่งง่ายๆ ที่ไม่จำเป็นต้องอธิบาย “แต่ว่า…เมยคงไปไม่ได้คะ ลูกค้าเยอะมาก แถมมีพนักงานแค่คนเดียวคงไม่ไหว” เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงแฝงความเสียดาย น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความอาลัย ร่างกายบางส่วนของเธอเอนไปข้างหน้าอย่างอ่อนแรง เธออยากไป แต่ความรับผิดชอบก็ฉุดรั้งเธอไว้ ชายหนุ่มแสดงสีหน้าเรียบนิ่ง ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีแววตาใดๆ บ่งบอกถึงความรู้สึก เขาหันหลังจะเดินจากไป แต่ก้าวออกไปเพียงก้าวเดียวก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นผู้เป็นแม่เดินเข้ามาในร้าน แววตาของเขาเบิกกว้างเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมามองเธออีกครั้ง “เดี๋ยวแม่ให้คนที่บ้านมาช่วยเองลูก” เสียงของผู้เป็นแม่อ่อนโยน แต่แฝงความมั่นใจ เธอผ่อนคลายลงทันที รู้สึกเหมือนทุกความกังวลถูกละลายไปบางส่วน ดวงตาของเธอเปล่งประกายราวกับเห็นแสงสว่างในวันที่วุ่นวาย “พี่เมยไปเถอะค่ะ นุ่นอยู่ได้เดี๋ยวก็มีคนมาช่วยแล้ว” นุ่นเมื่ออีกเสียงเมื่อเห็นว่าเจ้านายสาวกำลังลังเลอยู่ “ค่ะ เมยขอไปหยิบกระเป๋าก่อนนะคะ” พิมลรัตน์พนักหน้าเบาๆ หญิงสาวรีบเดินไปหยิบกระเป๋าหลังร้านทันที เพราะไม่อยากให้ท่านขอนาน “พี่ฝากร้านด้วยนะ มีเรื่องอะไรก็โทรหาพี่ได้เลย” เมื่อเธอออกมาหน้าหลังไปหยิบกระเป๋า ก่อนจะไปเธอก็ได้สั่งการไว้กับลูกน้องก่อน “ค่ะ พี่เมย”นุ่นตอบกลับด้วยรอยยิ้มที่สดใสเธอรู็เรื่องความรักของเจ้านายสาวมาตลอด เธออยากให้หญิงสาวสมหวังในความรักสักที เธอยากเห็นใบหน้าของหญิงสาวที่อิ่มเอมด้วยความสุขเหมือนคู่รักคนอื่นๆ บ้าง “มาได้สักทีนะ ปล่อยให้แม่กับฉันรออยู่ได้” เสียงของตากรณ์เย็นเยือก ราวกับมีน้ำแข็งไหลผ่านปลายลำคอ เธอก้าวขึ้นรถตู้ประจำของพิมลรัตน์ หัวใจเต้นแรงเมื่อรู้สึกถึงแรงกดดันจากสายตาที่เย็นยะเยือกของเขา “ตากรณ์ ทำไมต้องว่าน้องแบบนั้น น้องต้องห่วงร้านเป็นธรรมดา” เสียงของพิมลรัตน์เอ่ยดุลูกชายด้วยความไม่พอใจ น้ำเสียงของเธอแฝงความห่วงใยและความตึงเครียดไปพร้อมกัน “เมยขอโทษค่ะที่ทำให้ทุกคนต้องรอ” หญิงสาวก้มหน้าลงเล็กน้อย แก้มร้อนผ่าวด้วยความละอาย เสียงของเธอสั่นเล็กน้อย ใบหน้าเจื่อนลง ขณะที่มือเล็กกุมกระเป๋าแน่น รู้สึกถึงความอึดอัดที่แผ่ซ่านในอากาศรอบตัว “ไม่เป็นไรลูก อย่าไปฟังเลย เป็นยังไงบ้างเหนื่อยไหม ตั้งแต่เช้าได้พักบ้างรึยัง” พิมลรัตน์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่นและเป็นห่วง ดวงตาของเธอฉายแววเอาใจใส่ ราวกับอยากโอบอุ้มความเหนื่อยล้าของเมยไว้ทั้งกายใจ “ไม่เหนื่อยเลยค่ะ” หญิงสาวเงยหน้าขึ้น หัวใจอุ่นขึ้นเล็กน้อยกับความห่วงใยนั้น เธอพยายามยิ้มตอบทั้งที่ยังรู้สึกเหนื่อยล้า “แม่เห็นลูกค้าเต็มงาน สงสัยต้องขยายร้านเพิ่มแล้วมั่งลูก จ้างคนเพิ่มด้วยยิ่งดี ลูกจะได้ไม่เหนื่อยมากไป” พิมลรัตน์พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้น ดับการได้เห็นร้านที่ตัวเองช่วยปั่นมากำลังเจิบโตได้ดีเกินความคาดหมายไปมากทีเดียว “ค่ะ เมยกำลังคิดจะขยายร้านแล้วก็อยากเพิ่มสาขาอีกค่ะ” พิมลรัตน์ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ เสียงพูดคุยของพิมลรัตน์และหญิงสาวยังดังไปตลอดทาง ส่วนชายหนุ่มก็นั่งฟังทั้งสองพูดคุยกันอย่างเงียบๆ ไม่แสดงความคิดเห็นอะไรออกไปสักคำ ร้านอาหารหรู รถตู้จอดลงหน้าร้านอาหารหรูย่านใจกลางเมือง พนักงานในร้านรีบเข้ามาต้อนรับด้วยความสุภาพ เธอก้าวลงจากรถตู้ รู้สึกได้ถึงกลิ่นอาหารที่หอมอบอวลและแสงไฟอุ่นที่ส่องจากโคมระย้าหรูบนเพดานเพชรน้ำงาม เงาสะท้อนของแก้วคริสตัลบนโต๊ะทำให้บรรยากาศดูหรูหราแต่ไม่เย็นชาเกินไป “เชิญทางนี้ค่ะ” พนักงานสาวเอ่ยพร้อมโบกมือไปยังโต๊ะกลางร้านซึ่งถูกจัดอย่างเป็นระเบียบ มีดและช้อนเงินวางเรียงอย่างพิถีพิถัน ดอกไม้สดสีขาวประดับอยู่ตรงกลางโต๊ะ เพิ่มความหรูหราและความละมุนให้กับบรรยากาศ ชายหนุ่มเดินตามหลังเธอเข้ามาในร้าน น้ำเสียงเย็น ๆ ของเขาทำให้หัวใจเธอเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย แม้ว่าแววตาของเขาจะนิ่งสงบ แต่การกวาดมองรอบตัวอย่างละเอียดทำให้เธอรู้สึกถึงแรงกดดันเล็ก ๆ พิมลรัตน์เดินนำหน้า หญิงสาวพยายามยิ้มบาง ๆ ให้ลูกค้าและพนักงานที่ผ่านไปมา แต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกถึงความแตกต่างระหว่างความเรียบง่ายของร้านขนมที่เธอดูแลกับความหรูหราของร้านอาหารแห่งนี้ เมื่อทุกคนนั่งประจำที่ พนักงานยกเมนูหนังสือหรูหนาใหญ่ขึ้นมา หญิงสาวรู้สึกมือสั่นเล็กน้อยเมื่อรับมา มือบางของเธอสั่นเพราะความตื่นเต้นผสมกับความเกรงใจชายหนุ่ม หลังจากที่สั่งอาหารเรียบร้อยแล้ว บนโต๊ะอาหารก็เกิดความเงียบ จนหญิงสาวเริ่มประหม่าขึ้นเล็กน้อย พิมลรัตน์ที่เห็นความอึดอัดใจของคู่สามีภรรยาที่ต่างคนต่างเงียบ ได้แต่เห็นใจลูกสะใภ้ที่ต้องรับความเย็นชาของสามี “เมยขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนะคะ” พิมลรัตน์พยักหน้าเบาๆ เธอก็ลุกขึ้นจากโต๊ะอาหาร “แม่ไม่ชอบเลย ที่ลูกทำเหมือนหนูเมยไม่มีตัวตน” หลังจากที่หญิงสาวลุกจากโต๊ะไป เธอก็ดุลูกชายด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “ก็เธอไม่มีตัวตนในสายตาผมจริงๆ นิครับ” ชายหนุ่มยกยิ้มมุมปากอย่างเย้ยหยัน “สักวันลูกจะเสียใจกับสิ่งที่ทำกับหนูเมย” พิมลรัตน์ส่ายหัวไปมาอย่างเอือมระอากับความมั่นหน้ามั่นใจของลูกชาย “ผมจะรอวันนั้นครับ” พิมลรัตน์มองลูกชายตาเขม็งเธอไม่พูดอะไรอกไปอีก เมื่อเห็นลูกสะใภ้กำลังเดนกลับมาที่โต๊ะ พร้อมกับพนักงานที่นำอาหารมาเสิร์ฟ “ขออนุญาตค่ะ” เสียงขอพนักงานเอ่ยก่อนจะวางอาหารลงบนโต๊ะอย่างสุภาพ “พี่กรณ์…”ลมหายใจนั้นเหมือนพยายามไล่ความเจ็บหน่วงในอกให้เบาลง แม้จะทำได้เพียงนิดเดียวก็ตามเธอรีบก้าวออกจากห้องไปที่ครัว ตั้งใจอุ่นอาหารทุกอย่างให้อยู่ในอุณหภูมิพอดีที่สุด เธอจัดจานใหม่ เพิ่มผักเคียงเล็กน้อย ทั้งที่รู้ว่าเขาอาจไม่สังเกตด้วยซ้ำ แต่เธอก็ทำ เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่เธอพอจะดูแลเขาได้แกร๊ก~เสียงประตูห้องน้ำเปิดทำให้เมยที่กำลังนำจานอาหารไปวางบนโต๊ะเงยหน้าขึ้น เธอรีบยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน ทั้งที่หัวใจยังหวั่นไม่หาย“เมยเตรียมอาหารให้เสร็จแล้วค่ะ คุณกรณ์ทานได้เลยค่ะ” เขาเดินมาที่โต๊ะ มองอาหารตรงหน้าครู่หนึ่ง ก่อนจะเหลือบตามองเธอ“เธอกินรึยัง กินด้วยกันสิ” น้ำเสียงเรียบ ๆ แต่ไม่แข็งจนเกินไป ทำให้เมยใจเต้นวูบหนึ่ง“เมยทานแล้วค่ะ” เธอค้อมศีรษะเล็กน้อย ก่อนถอยไปนั่งโซฟายาวแทน เธอไม่อยากรบกวนเวลาของเขา แม้เพียงนาทีเดียวที่ได้เห็นเขายังรู้สึกโชคดีนักเธอหยิบหนังสือสูตรเค้กเล่มโปรดขึ้นมาเปิดค้างไว้หน้าเดิม ตัวหนังสือพร่าเลือนเพราะสมาธิไม่ได้อยู่ตรงนั้นเลยสักนิด สายตาแอบเหลือบไปทางโต๊ะอาหารทุก ๆ ครู่ชายหนุ่มนั่งกินเงียบ ๆ ท่าทางธรรมดาแต่สำหรับเธอ มันกลับน่ามองอย่างบอกไม่ถูก ปลายนิ้วที่จับช้อ
ตอนที่ 7 ผับใจกลางเมือง กรวิชญ์เดินเข้ามาภายในผับที่มีเสียงดังไปทั่วบริเวณสายตาสอดส่องหาเพื่อนสนิท “กรณ์ ทางนี้” เสียงของคินเพื่อนหนุ่มดังขึ้น เขาหันมองตามเสียงก็เห็นเพื่อนกำลังโบกมืออยู่ที่โต๊ะข้างหน้าเขาและมีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังคลอเคลียไม่ห่าง “ดื่มไม่รอกูเลยนะมึง” “เพิ่งดื่มก่อนมึงมาไม่นานเอง” คินพูดขึ้นจนาดซุกหน้าอยู่ในลำคอของผู้หญิง ชายหนุ่มส่ายหัวไปมากับความหื่นของเพื่อน มันทำอะไรก็ได้นอนะเพราะมันไม่มีพันธะเหมือนเขา แต่เขาไม่มีพันธะก็ไม่คิดจะทำพฤติกรรมแบบนั้นแน่นอน “มึงหยุดหื่นสักที ทึงเรียกกูมาดูมึงนัวเนียกับผู้หญิงสาว งั้นกูกลับดีกว่า” ชายหนุ่มพูดจบก็ทำท่าทางลุกขึ้นยืน คินผละอกจากลำคอขาวทันที “เฮ้ย เดี๋ยวๆ อย่าเพิ่งกลับสิว่ะ” เสียงของคินดังขึ้นกลบจังหวะดนตรีในผับ ชายหนุ่มรีบยกแก้วเหล้าที่เหลืออยู่ขึ้นกระดกจนหมด รสขมเผาแผดลงคอแต่ช่วยกลบความสับสนในหัวไม่ได้ ใบหน้าคมเครียดตึง สายตาเหม่อลอยเหมือนกำลังจมอยู่ในความคิดที่หนักอึ้ง คินเหลือบมองเพื่อนสนิทที่นั่งนิ่งผิดปกติ คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน เหมือนพยายามอ่านสีหน้าของเพื่อนที่กำลังแตกหักอยู่เงียบๆ “มีเรื่องอะไร บอ
“แม่กลับล่ะ ต้องไปช่วยหนูเมยขายของ ช่วงนี้คนเยอะมากด้วย” พิมลรัตน์พูดจบก็หมุนตัวเดินออกไปจากห้องทำงานของลูกชาย ทิ้งความเงียบไว้เพียงลำพัง เสียงส้นสูงก้องเบา ๆ ไปตามพื้นชายหนุ่มส่ายหัวเล็กน้อย ราวกับปล่อยให้ความหงุดหงิดไหลผ่านไป เขาเก็บปิ่นโตบนโต๊ะให้เรียบร้อยก่อนลุกขึ้น เดินไปยังโต๊ะทำงานอีกด้าน เสียงเอกสารกระทบกันเบา ๆ ในห้องสะท้อนความว่างเปล่า ความอารมณ์หดหู่และไร้อารมณ์อยากทานอาหารต่อเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นทำให้ชายหนุ่มต้องหยุดชะงัก ก่อนเหลือบตามองชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอ ‘คิน’ เพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยเรียน เขาถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายเล็กน้อย ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดรับสาย“ว่าไง” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงห้วนจัด‘โทรหาไม่ได้รึไงวะ…เมียขอหย่าเหรอ ถึงได้หงุดหงิดเสียงแบบนี้’ คินพูดแซวด้วยน้ำเสียงทะเล้น เพราะถ้าเพื่อนตัวดีโดนเมียขอหย่าจริงๆ มันคงไม่หงุดหงิดหรอก คงดีใจด้วยซ้ำ“ตกลงโทรมามีอะไร” ชายหนุ่มถามกลับตรงๆ‘อยากชวนไปดื่มหน่อย ว่างมั้ย’“โอเค…เจอกันที่ผับมึงใช่ไหม”‘ใช่ สองทุ่มเจอกันนะเว้ย ห้ามเบี้ยวมา“เออ แค่นี้ล่ะ ฉันทำงานอยู่” เขาพูดจบก็กดวางสายไปทันที ไม่มีแม้แต่ความลังเล
ตอนที่ 6 บริษัท ก๊อก ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูดังขึ้นท่ามกลางความเงียบของห้องทำงานกว้าง ชายหนุ่มที่กำลังก้มหน้าเซ็นเอกสารเงยขึ้นเล็กน้อย ก่อนเอ่ยอนุญาตเสียงเรียบ “เชิญครับ” ประตูถูกผลักเปิดช้าๆ เผยให้เห็นร่างอรชรของ ปริม ที่เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มหวานจาง ๆ “พี่กรณ์ รอนานไหมคะ” น้ำเสียงอ่อนหวานของเธอทำให้บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปทันที “ไม่ครับ พี่ยังทำงานไม่เสร็จเลย” เขาผ่อนลมหายใจออก พร้อมส่งรอยยิ้มอ่อนโยนให้ รอยยิ้มแบบที่ ภรรยาในนามของเขาไม่เคยได้รับ ปริมเดินเข้ามาใกล้ ทำหน้าละห้อยเล็กน้อย คล้ายคนที่เพิ่งผ่านอะไรมา “พี่รู้ไหม… ก่อนที่ปริมจะมาหาพี่ ปริมเจอภรรยาพี่กับคุณแม่พี่ค่ะ พวกเขาว่าปริมกันใหญ่เลย ปริมไม่รู้จริงๆ ว่าร้านขนมนั่นเป็นของภรรยาพี่” เธอเล่า ทั้งสีหน้าทั้งน้ำเสียงเต็มไปด้วยความเศร้าที่ตั้งใจให้เขาเห็น กรณ์ขมวดคิ้วบางๆ “เหรอครับ… พี่ขอโทษแทนแม่พี่ด้วยนะครับ” เขารู้ดีว่าแม่ของเขาไม่ชอบปริม แต่ก็ยังอดรู้สึกผิดไม่ได้ ปริมส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงสั่นเหมือนกลั้นกลืนน้ำตา “ไม่เป็นไรค่ะ ปริมรู้สถานะตัวเองดี แค่ปริมเดินมาหาพี่ คนก็มองว่าปริมเป็นมือที่สามแล้ว…” ชายหน
“เมยวางไว้ตรงนี้นะคะ” เธอวางชุดไว้ปลายเตียงอย่างเป็นระเบียบ ปลายนิ้วสัมผัสเนื้อผ้าแค่เสี้ยววินาที แต่กลับรู้สึกเหมือนกำลังแตะเข้ากับกำแพงที่กั้นเธอออกจากหัวใจเขากำแพงที่ต่อให้เธอพยายามสักแค่ไหน…ก็ไม่มีวันปีนข้ามไปได้หลังจากวางชุด เธอไม่กล้าหันไปมองเขาอีก กลัวจะเจอสายตารำคาญ กลัวจะเห็นความว่างเปล่าที่เขามีให้เธอเสมอ หญิงสาวหมุนตัวออกจากห้องนอน ประตูปิดลงช้า ๆ ตามแรงของเธอและในช่วงวินาทีที่แผ่นประตูแตะเข้ากับวงกบเสียงหัวใจตัวเองก็เหมือนดังขึ้นมาแทนที่ความเงียบในห้อง เสียงที่มีเพียงเธอ…ที่ได้ยินแกร๊ก~เสียงประตูห้องนอนเปิดออกอย่างไร้อารมณ์ ทำให้หญิงสาวที่กำลังยืนชงกาแฟอยู่ในครัวเล็ก ๆ ต้องชะงักมือ เธอเงยหน้าขึ้นแทบจะทันที ก่อนจะรีบคว้าแก้วกาแฟร้อนที่เพิ่งชงเสร็จ เดินกึ่งวิ่งออกมาหยุดตรงหน้าชายหนุ่มร่างสูงที่กำลังจะผ่านเธอไป“คุณกรณ์ดื่มกาแฟก่อนค่ะ เมยชงให้ร้อนๆ เลยค่ะ”เสียงของเธอนุ่มนวลเหมือนเดิม ทั้งที่มือด้านล่างสั่นเล็กน้อยโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว ใบหน้าหวานยิ้มบาง ยิ้มที่เธอพยายามยัดมันขึ้นมาทุกเช้า แม้ในใจเธอจะแตกสลายจนแทบประคองตัวเองไม่ไหวก็ตามชายหนุ่มกวาดตามองแก้วกาแฟเพียงเสี้ยว
ตอนที่ 5 รุ่งเช้า คอนโดมิเนียม แสงแดดอ่อนส่องทะลุกระจกเข้ามาในห้องอย่างไม่ปรานี ทำให้ชายหนุ่มร่างสูงรู้สึกตัวขึ้นอย่างช้าๆ เขาลืมตาเพื่อปรับสายตากับความสว่างที่บาดตา ก่อนจะรู้สึกหนักอึ้งบริเวณขมับและความเจ็บปวดจากฤทธิ์แอลกอฮอล์เมื่อคืน เขายกมือขึ้นนวดเบาๆ เหมือนพยายามจะบอกตัวเองให้พร้อมรับวันใหม่ เมื่อคืนหลังจากแยกกับปริม เขาไปดื่มสังสรรค์ต่อที่ผับของเพื่อนสนิท แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความว้าวุ่น แต่ร่างกายกลับอ่อนล้าและหมดแรง เขาพยายามขยับตัวลุกขึ้น แต่สัมผัสที่ไม่คาดคิดบริเวณเอวทำให้เขาตกใจ เขาก้มมองและเห็นเป็นต้นแขนของภรรยาที่กอดเอวเขาแน่นอยู่ ความรู้สึกขุ่นเคืองและรังเกียจแวบเข้ามา เขาสลัดออกอย่างไม่ใยดี ก่อนจะลุกขึ้นพรวด เสียงผ้าห่มและร่างกายที่เคลื่อนไหวทำให้เธอสะดุ้งตื่น “คุณกรณ์… ตื่นแล้วเหรอคะ” หญิงสาวมองเขาด้วยดวงตางัวเงียและความตกใจปนความน้อยใจ แต่ชายหนุ่มเพียงเงียบ เขาหันหลังแล้วก้าวเข้าไปในห้องน้ำอย่างไม่สบตา ทิ้งให้เธอนั่งอยู่บนเตียง หัวใจของเธอเต็มไปด้วยความเหงาและความเจ็บปนความสงสัย ‘คุณคงรังเกียจเมยมากเลยใช่ไหมคะ…’ เธอพึมพำออกมาเบาๆ เหมือนขอคำตอบจากตัวเอง คำพูดนั้นแ







