เข้าสู่ระบบตอนที่ 5
รุ่งเช้า คอนโดมิเนียม แสงแดดอ่อนส่องทะลุกระจกเข้ามาในห้องอย่างไม่ปรานี ทำให้ชายหนุ่มร่างสูงรู้สึกตัวขึ้นอย่างช้าๆ เขาลืมตาเพื่อปรับสายตากับความสว่างที่บาดตา ก่อนจะรู้สึกหนักอึ้งบริเวณขมับและความเจ็บปวดจากฤทธิ์แอลกอฮอล์เมื่อคืน เขายกมือขึ้นนวดเบาๆ เหมือนพยายามจะบอกตัวเองให้พร้อมรับวันใหม่ เมื่อคืนหลังจากแยกกับปริม เขาไปดื่มสังสรรค์ต่อที่ผับของเพื่อนสนิท แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความว้าวุ่น แต่ร่างกายกลับอ่อนล้าและหมดแรง เขาพยายามขยับตัวลุกขึ้น แต่สัมผัสที่ไม่คาดคิดบริเวณเอวทำให้เขาตกใจ เขาก้มมองและเห็นเป็นต้นแขนของภรรยาที่กอดเอวเขาแน่นอยู่ ความรู้สึกขุ่นเคืองและรังเกียจแวบเข้ามา เขาสลัดออกอย่างไม่ใยดี ก่อนจะลุกขึ้นพรวด เสียงผ้าห่มและร่างกายที่เคลื่อนไหวทำให้เธอสะดุ้งตื่น “คุณกรณ์… ตื่นแล้วเหรอคะ” หญิงสาวมองเขาด้วยดวงตางัวเงียและความตกใจปนความน้อยใจ แต่ชายหนุ่มเพียงเงียบ เขาหันหลังแล้วก้าวเข้าไปในห้องน้ำอย่างไม่สบตา ทิ้งให้เธอนั่งอยู่บนเตียง หัวใจของเธอเต็มไปด้วยความเหงาและความเจ็บปนความสงสัย ‘คุณคงรังเกียจเมยมากเลยใช่ไหมคะ…’ เธอพึมพำออกมาเบาๆ เหมือนขอคำตอบจากตัวเอง คำพูดนั้นแผ่วเบาจนแทบจะกลืนหายไปกับเสียงน้ำหยดจากก๊อกในห้องน้ำ แต่กลับสะท้อนความจริงใจและความเจ็บปวดที่เธอเก็บไว้ข้างในอย่างเงียบงัน เธอนั่งอยู่ตรงนั้น มองไปยังประตูห้องน้ำด้วยความอ้างว้าง เสียงหัวใจเต้นรัวและความอุ่นที่เคยมีอยู่ในคืนก่อนกลับรู้สึกเหมือนไกลออกไปทุกที เธอเอามือกุมผ้าห่มแน่น ราวกับจะยึดเหนี่ยวตัวเองให้ทนต่อความเจ็บนี้ได้ หญิงสาวสลัดความคิดที่พร่าเลือนออกไป ก่อนจะลุกขึ้นจากเตียงด้วยท่าทีเรียบเฉย แต่หัวใจกลับเต้นแรงราวกับทุกก้าวเดินต้องใช้ความอดทนมหาศาล เธอเดินไปเตรียมอาหารเช้าให้เขาเหมือนทุกวัน แม้ว่าทุกครั้งที่ทำ จะมีความรู้สึกเจ็บปนความหวังที่ไม่อาจสมหวัง ติ้ง~ ติ้ง~ เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ของชายหนุ่มดังขึ้นก้องในความเงียบ ทำให้สองขาของเธอที่ก้าวออกจากห้องต้องหยุดชะงักไปทันที ราวกับถูกตรึงด้วยความสงสัยและความวิตก สายตาของเธอเหลือบไปมองโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง ดวงตาที่เริ่มพร่ามัวด้วยความกังวล มองไปยังห้องน้ำที่ยังมีเสียงน้ำไหลจากฝักบัว ช่างเป็นภาพชีวิตประจำวันที่เธอคุ้นเคย แต่กลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดและความไม่อาจคาดเดา ด้วยหัวใจที่เต้นแรงและมือสั่นเล็กน้อย เธอเดินตรงไปยังโทรศัพท์ของเขาอย่างช้าๆ ทุกก้าวเหมือนต้องใช้ความกล้าทั้งหมดในตัว เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้น เปิดดูอย่างเสียมารยาท ใจของเธอพองตัวด้วยความเจ็บปวดเมื่อสายตาสัมผัสข้อความที่เพิ่งเข้ามา “ตอนเที่ยงปริมเข้าไปหาที่บริษัทนะคะ” “ปริมจะทำอาหารเที่ยงไปด้วยนะคะ” สองข้อความสั้นๆ แต่เหมือนมีมีดเย็นแทงตรงกลางหัวใจของเธอ ความทรงจำวันเก่าๆ แวบเข้ามา…วันที่เธอทำอาหารไปให้เขาที่บริษัท แต่กลับถูกปฏิเสธและไล่กลับอย่างไร้ความเมตตา เหมือนเธอเป็นเพียงสิ่งไร้ค่า ความเจ็บปวดกดทับอกเธอ ราวกับทุกหยดน้ำที่หยดจากฝักบัวในห้องน้ำกำลังสะท้อนความโดดเดี่ยวและความเสียใจที่เธอไม่อาจบอกใคร เธอยืนค้างอยู่ตรงนั้น เงยหน้ามองเพดานที่สว่างด้วยแสงเช้า แต่ความรู้สึกด้านในกลับมืดมิดราวกับไม่มีทางออก “ทำอะไร” เสียงทุ้มต่ำของชายหนุ่มดังขึ้นในความเงียบ ทำให้หญิงสาวสะดุ้งจนหัวใจเต้นแรง มือที่กำลังถือโทรศัพท์สั่นเล็กน้อย เธอรีบวางโทรศัพท์ของเขาลงบนโต๊ะอย่างว่องไว รู้สึกถึงความละอายและความกลัวในเวลาเดียวกัน “เอ่อ… เปล่าค่ะ เมยขอตัวไปทำอาหารเช้าให้คุณก่อนนะคะ” เสียงของเธอแผ่วเบาแต่พยายามเรียบเฉย เธอก้าวเท้าออกจากห้องนอนด้วยความประมาท ใจหนึ่งอยากจะรีบหนีออกจากสายตาของเขา อีกใจก็เจ็บปวดที่ถูกเขาจับได้ ”ไม่ต้อง วันนี้ฉันไม่อยากกิน “น้ำเสียงของเขาเย็นชาและตัดขาด ทุกคำพูดเหมือนมีความเย็นที่ซุกซ่อนอยู่ในหัวใจเธอ ทำให้ทุกก้าวที่เดินออกจากห้องรู้สึกหนักหน่วงและเปล่าเปลี่ยว ”ค่ะ… “หญิงสาวพึมพำตอบรับเพียงแผ่วเบา ดวงตาหลบสายตาเขา ริมฝีปากสั่นเล็กน้อย ความเจ็บปวดและความอับอายกัดกร่อนหัวใจของเธอ เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พยายามกลืนก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ในลำคอ ก่อนจะขยับตัวจะเดินออกไปจากห้อง หวังจะทิ้งระยะห่างเล็กน้อยให้ตัวเองได้หายใจ แต่ไม่ทันที่ปลายเท้าของเธอจะพ้นจากประตูห้องนอน เสียงทุ้มต่ำของชายหนุ่มก็ดังขึ้นอีกครั้ง “และอีกอย่าง…” เสียงนั้นทำให้เธอหยุดนิ่งทันที เหมือนร่างถูกตรึงไว้กลางอากาศ เธอหันกลับมาช้า ๆ ดวงตาสั่นระริกเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ชายหนุ่มกำลังเช็ดผมด้วยผ้าขนหนู ท่าทีเย็นชาเหมือนไร้ความรู้สึกใด ๆ ต่อคนที่ยืนเจ็บอยู่ตรงหน้า เขาไม่ได้มองเธอด้วยซ้ำ แต่คำพูดกลับเฉือนลึกยิ่งกว่าเดิม “ต่อไป…อย่าแตะโทรศัพท์ฉันอีก ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไร” คำพูดนั้นเหมือนมีดแหลมบาดลงกลางอกเธอช้า ๆ ไม่มีเลือด ไม่มีเสียงร้อง มีเพียงความเจ็บที่เธอต้องกดเอาไว้ให้ลึกที่สุด “…ค่ะ เมยขอโทษค่ะ” หญิงสาวก้มศีรษะทันที เธอพยายามข่มเสียงไม่ให้สั่น แต่หางเสียงที่เล็ดลอดออกมาก็ยังฟ้องถึงความเจ็บปวดที่ไม่อาจปิดบัง ชายหนุ่มถอนหายใจเหมือนรำคาญเล็กน้อย ก่อนจะเดินผ่านเธอไปโดยไม่เหลียวกลับมามอง หญิงสาวกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก รู้สึกได้ถึงก้อนแข็งที่จุกอยู่กลางอก แม้จะอยากยืนอยู่ตรงนั้นอีกสักครู่เพื่อเรียกสติตัวเองกลับมาแต่เธอก็รู้หน้าที่เกินกว่าจะปล่อยให้เขาต้องรออะไรจากเธอ “ให้เมยช่วยเตรียมชุดให้นะคะ” เสียงเธอเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นเขายังเช็ดผมอยู่ แต่ไม่ยอมตอบอะไรกลับมา ความเงียบของเขา…เจ็บยิ่งกว่าคำด่า เพราะมันเหมือนบอกตลอดเวลาว่า เธอไม่มีความหมายขนาดที่จะต้องใช้คำพูดกับเธอ ฝืนยิ้มจาง ๆ ทั้งที่หัวใจปวดจนแทบทรงตัวไม่อยู่ก่อนจะเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าช้า ๆ มือเรียวหยิบชุดทำงานของเขาออกมาอย่างระมัดระวัง เหมือนกลัวจะทำอะไรผิดอีกลมหายใจนั้นเหมือนพยายามไล่ความเจ็บหน่วงในอกให้เบาลง แม้จะทำได้เพียงนิดเดียวก็ตามเธอรีบก้าวออกจากห้องไปที่ครัว ตั้งใจอุ่นอาหารทุกอย่างให้อยู่ในอุณหภูมิพอดีที่สุด เธอจัดจานใหม่ เพิ่มผักเคียงเล็กน้อย ทั้งที่รู้ว่าเขาอาจไม่สังเกตด้วยซ้ำ แต่เธอก็ทำ เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่เธอพอจะดูแลเขาได้แกร๊ก~เสียงประตูห้องน้ำเปิดทำให้เมยที่กำลังนำจานอาหารไปวางบนโต๊ะเงยหน้าขึ้น เธอรีบยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน ทั้งที่หัวใจยังหวั่นไม่หาย“เมยเตรียมอาหารให้เสร็จแล้วค่ะ คุณกรณ์ทานได้เลยค่ะ” เขาเดินมาที่โต๊ะ มองอาหารตรงหน้าครู่หนึ่ง ก่อนจะเหลือบตามองเธอ“เธอกินรึยัง กินด้วยกันสิ” น้ำเสียงเรียบ ๆ แต่ไม่แข็งจนเกินไป ทำให้เมยใจเต้นวูบหนึ่ง“เมยทานแล้วค่ะ” เธอค้อมศีรษะเล็กน้อย ก่อนถอยไปนั่งโซฟายาวแทน เธอไม่อยากรบกวนเวลาของเขา แม้เพียงนาทีเดียวที่ได้เห็นเขายังรู้สึกโชคดีนักเธอหยิบหนังสือสูตรเค้กเล่มโปรดขึ้นมาเปิดค้างไว้หน้าเดิม ตัวหนังสือพร่าเลือนเพราะสมาธิไม่ได้อยู่ตรงนั้นเลยสักนิด สายตาแอบเหลือบไปทางโต๊ะอาหารทุก ๆ ครู่ชายหนุ่มนั่งกินเงียบ ๆ ท่าทางธรรมดาแต่สำหรับเธอ มันกลับน่ามองอย่างบอกไม่ถูก ปลายนิ้วที่จับช้อ
ตอนที่ 7 ผับใจกลางเมือง กรวิชญ์เดินเข้ามาภายในผับที่มีเสียงดังไปทั่วบริเวณสายตาสอดส่องหาเพื่อนสนิท “กรณ์ ทางนี้” เสียงของคินเพื่อนหนุ่มดังขึ้น เขาหันมองตามเสียงก็เห็นเพื่อนกำลังโบกมืออยู่ที่โต๊ะข้างหน้าเขาและมีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังคลอเคลียไม่ห่าง “ดื่มไม่รอกูเลยนะมึง” “เพิ่งดื่มก่อนมึงมาไม่นานเอง” คินพูดขึ้นจนาดซุกหน้าอยู่ในลำคอของผู้หญิง ชายหนุ่มส่ายหัวไปมากับความหื่นของเพื่อน มันทำอะไรก็ได้นอนะเพราะมันไม่มีพันธะเหมือนเขา แต่เขาไม่มีพันธะก็ไม่คิดจะทำพฤติกรรมแบบนั้นแน่นอน “มึงหยุดหื่นสักที ทึงเรียกกูมาดูมึงนัวเนียกับผู้หญิงสาว งั้นกูกลับดีกว่า” ชายหนุ่มพูดจบก็ทำท่าทางลุกขึ้นยืน คินผละอกจากลำคอขาวทันที “เฮ้ย เดี๋ยวๆ อย่าเพิ่งกลับสิว่ะ” เสียงของคินดังขึ้นกลบจังหวะดนตรีในผับ ชายหนุ่มรีบยกแก้วเหล้าที่เหลืออยู่ขึ้นกระดกจนหมด รสขมเผาแผดลงคอแต่ช่วยกลบความสับสนในหัวไม่ได้ ใบหน้าคมเครียดตึง สายตาเหม่อลอยเหมือนกำลังจมอยู่ในความคิดที่หนักอึ้ง คินเหลือบมองเพื่อนสนิทที่นั่งนิ่งผิดปกติ คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน เหมือนพยายามอ่านสีหน้าของเพื่อนที่กำลังแตกหักอยู่เงียบๆ “มีเรื่องอะไร บอ
“แม่กลับล่ะ ต้องไปช่วยหนูเมยขายของ ช่วงนี้คนเยอะมากด้วย” พิมลรัตน์พูดจบก็หมุนตัวเดินออกไปจากห้องทำงานของลูกชาย ทิ้งความเงียบไว้เพียงลำพัง เสียงส้นสูงก้องเบา ๆ ไปตามพื้นชายหนุ่มส่ายหัวเล็กน้อย ราวกับปล่อยให้ความหงุดหงิดไหลผ่านไป เขาเก็บปิ่นโตบนโต๊ะให้เรียบร้อยก่อนลุกขึ้น เดินไปยังโต๊ะทำงานอีกด้าน เสียงเอกสารกระทบกันเบา ๆ ในห้องสะท้อนความว่างเปล่า ความอารมณ์หดหู่และไร้อารมณ์อยากทานอาหารต่อเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นทำให้ชายหนุ่มต้องหยุดชะงัก ก่อนเหลือบตามองชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอ ‘คิน’ เพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยเรียน เขาถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายเล็กน้อย ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดรับสาย“ว่าไง” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงห้วนจัด‘โทรหาไม่ได้รึไงวะ…เมียขอหย่าเหรอ ถึงได้หงุดหงิดเสียงแบบนี้’ คินพูดแซวด้วยน้ำเสียงทะเล้น เพราะถ้าเพื่อนตัวดีโดนเมียขอหย่าจริงๆ มันคงไม่หงุดหงิดหรอก คงดีใจด้วยซ้ำ“ตกลงโทรมามีอะไร” ชายหนุ่มถามกลับตรงๆ‘อยากชวนไปดื่มหน่อย ว่างมั้ย’“โอเค…เจอกันที่ผับมึงใช่ไหม”‘ใช่ สองทุ่มเจอกันนะเว้ย ห้ามเบี้ยวมา“เออ แค่นี้ล่ะ ฉันทำงานอยู่” เขาพูดจบก็กดวางสายไปทันที ไม่มีแม้แต่ความลังเล
ตอนที่ 6 บริษัท ก๊อก ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูดังขึ้นท่ามกลางความเงียบของห้องทำงานกว้าง ชายหนุ่มที่กำลังก้มหน้าเซ็นเอกสารเงยขึ้นเล็กน้อย ก่อนเอ่ยอนุญาตเสียงเรียบ “เชิญครับ” ประตูถูกผลักเปิดช้าๆ เผยให้เห็นร่างอรชรของ ปริม ที่เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มหวานจาง ๆ “พี่กรณ์ รอนานไหมคะ” น้ำเสียงอ่อนหวานของเธอทำให้บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปทันที “ไม่ครับ พี่ยังทำงานไม่เสร็จเลย” เขาผ่อนลมหายใจออก พร้อมส่งรอยยิ้มอ่อนโยนให้ รอยยิ้มแบบที่ ภรรยาในนามของเขาไม่เคยได้รับ ปริมเดินเข้ามาใกล้ ทำหน้าละห้อยเล็กน้อย คล้ายคนที่เพิ่งผ่านอะไรมา “พี่รู้ไหม… ก่อนที่ปริมจะมาหาพี่ ปริมเจอภรรยาพี่กับคุณแม่พี่ค่ะ พวกเขาว่าปริมกันใหญ่เลย ปริมไม่รู้จริงๆ ว่าร้านขนมนั่นเป็นของภรรยาพี่” เธอเล่า ทั้งสีหน้าทั้งน้ำเสียงเต็มไปด้วยความเศร้าที่ตั้งใจให้เขาเห็น กรณ์ขมวดคิ้วบางๆ “เหรอครับ… พี่ขอโทษแทนแม่พี่ด้วยนะครับ” เขารู้ดีว่าแม่ของเขาไม่ชอบปริม แต่ก็ยังอดรู้สึกผิดไม่ได้ ปริมส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงสั่นเหมือนกลั้นกลืนน้ำตา “ไม่เป็นไรค่ะ ปริมรู้สถานะตัวเองดี แค่ปริมเดินมาหาพี่ คนก็มองว่าปริมเป็นมือที่สามแล้ว…” ชายหน
“เมยวางไว้ตรงนี้นะคะ” เธอวางชุดไว้ปลายเตียงอย่างเป็นระเบียบ ปลายนิ้วสัมผัสเนื้อผ้าแค่เสี้ยววินาที แต่กลับรู้สึกเหมือนกำลังแตะเข้ากับกำแพงที่กั้นเธอออกจากหัวใจเขากำแพงที่ต่อให้เธอพยายามสักแค่ไหน…ก็ไม่มีวันปีนข้ามไปได้หลังจากวางชุด เธอไม่กล้าหันไปมองเขาอีก กลัวจะเจอสายตารำคาญ กลัวจะเห็นความว่างเปล่าที่เขามีให้เธอเสมอ หญิงสาวหมุนตัวออกจากห้องนอน ประตูปิดลงช้า ๆ ตามแรงของเธอและในช่วงวินาทีที่แผ่นประตูแตะเข้ากับวงกบเสียงหัวใจตัวเองก็เหมือนดังขึ้นมาแทนที่ความเงียบในห้อง เสียงที่มีเพียงเธอ…ที่ได้ยินแกร๊ก~เสียงประตูห้องนอนเปิดออกอย่างไร้อารมณ์ ทำให้หญิงสาวที่กำลังยืนชงกาแฟอยู่ในครัวเล็ก ๆ ต้องชะงักมือ เธอเงยหน้าขึ้นแทบจะทันที ก่อนจะรีบคว้าแก้วกาแฟร้อนที่เพิ่งชงเสร็จ เดินกึ่งวิ่งออกมาหยุดตรงหน้าชายหนุ่มร่างสูงที่กำลังจะผ่านเธอไป“คุณกรณ์ดื่มกาแฟก่อนค่ะ เมยชงให้ร้อนๆ เลยค่ะ”เสียงของเธอนุ่มนวลเหมือนเดิม ทั้งที่มือด้านล่างสั่นเล็กน้อยโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว ใบหน้าหวานยิ้มบาง ยิ้มที่เธอพยายามยัดมันขึ้นมาทุกเช้า แม้ในใจเธอจะแตกสลายจนแทบประคองตัวเองไม่ไหวก็ตามชายหนุ่มกวาดตามองแก้วกาแฟเพียงเสี้ยว
ตอนที่ 5 รุ่งเช้า คอนโดมิเนียม แสงแดดอ่อนส่องทะลุกระจกเข้ามาในห้องอย่างไม่ปรานี ทำให้ชายหนุ่มร่างสูงรู้สึกตัวขึ้นอย่างช้าๆ เขาลืมตาเพื่อปรับสายตากับความสว่างที่บาดตา ก่อนจะรู้สึกหนักอึ้งบริเวณขมับและความเจ็บปวดจากฤทธิ์แอลกอฮอล์เมื่อคืน เขายกมือขึ้นนวดเบาๆ เหมือนพยายามจะบอกตัวเองให้พร้อมรับวันใหม่ เมื่อคืนหลังจากแยกกับปริม เขาไปดื่มสังสรรค์ต่อที่ผับของเพื่อนสนิท แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความว้าวุ่น แต่ร่างกายกลับอ่อนล้าและหมดแรง เขาพยายามขยับตัวลุกขึ้น แต่สัมผัสที่ไม่คาดคิดบริเวณเอวทำให้เขาตกใจ เขาก้มมองและเห็นเป็นต้นแขนของภรรยาที่กอดเอวเขาแน่นอยู่ ความรู้สึกขุ่นเคืองและรังเกียจแวบเข้ามา เขาสลัดออกอย่างไม่ใยดี ก่อนจะลุกขึ้นพรวด เสียงผ้าห่มและร่างกายที่เคลื่อนไหวทำให้เธอสะดุ้งตื่น “คุณกรณ์… ตื่นแล้วเหรอคะ” หญิงสาวมองเขาด้วยดวงตางัวเงียและความตกใจปนความน้อยใจ แต่ชายหนุ่มเพียงเงียบ เขาหันหลังแล้วก้าวเข้าไปในห้องน้ำอย่างไม่สบตา ทิ้งให้เธอนั่งอยู่บนเตียง หัวใจของเธอเต็มไปด้วยความเหงาและความเจ็บปนความสงสัย ‘คุณคงรังเกียจเมยมากเลยใช่ไหมคะ…’ เธอพึมพำออกมาเบาๆ เหมือนขอคำตอบจากตัวเอง คำพูดนั้นแ
เพราะรู้ดีว่า…ถ้าเขาไม่ได้เมา เขาคงไม่ยอมให้เธอเข้าใกล้ถึงขนาดนี้แสงไฟสลัวในห้องทำให้เงาของทั้งคู่ทอดยาวบนพื้นราวกับฉากดราม่าที่ไม่มีวันจบ เสียงลมหอบของเขา เสียงหัวใจของเธอ ทั้งหมดรวมกันเป็นภาพที่ทั้งเศร้าและเปราะบางจนแทบหายใจไม่ออกหญิงสาวกลืนก้อนสะอื้นลงคอ พยายามประคองเขาให้ดีที่สุด แม้มือของเธอ
ตอนที่ 4 ด้าน กรวิชญ์ ชายหนุ่มกดวางสายของภรรยาในนามอย่างไม่ใยดี เสียงปลายสายดับวูบไปเหมือนหัวใจของเธอที่กำลังหรี่ลง เขายังคงนั่งอยู่ตรงหน้า ปริม ในร้านอาหารหรู รอยยิ้มหวานและแววตาอ่อนโยนของเธอกำลังสะกดเขาไว้ จนไม่เหลือที่ว่างให้ความรู้สึกผิดหรือความห่วงใยต่อภรรยาที่บ้าน เขาไม่สนใจเลยว่าเมื่อกี้เธ
ตอนที่ 3ชายหนุ่มค่อยๆ หันตัวตามเสียงนั้น ใจเต้นแรงขึ้นทันที ทั้งความคุ้นเคยและความประหลาดใจปะปนกัน เขาพยายามกลั้นลมหายใจเพื่อยืนยันว่าตัวเองไม่ได้คิดไปเอง… ใช่จริงๆ ปริม คนรักเก่าของเขากำลังยืนอยู่ตรงหน้า ยิ้มบางๆ ให้เขาอย่างใจดี รอยยิ้มนั้นเหมือนย้อนอดีตกลับมาหาเขาอย่างไม่ทันตั้งตัวเขาลุกขึ้น
ตอนที่ 2 ร้านขนมเค้ก เวลา 10: 35 น.ภายในร้านอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของเนยสดและกลิ่นวานิลลาที่ลอยคลุ้งออกมาจากเตาอบใหม่ ๆ เสียงกระดิ่งเหนือประตูดังกรุ๊งกริ๊งเป็นระยะ เมื่อมีลูกค้าเดินเข้าออกไม่ขาดสาย โต๊ะเกือบทุกตัวถูกจับจองจนแทบไม่มีที่ว่างให้เหลือแม้แต่ที่เดียว ทั้งที่ยังไม่ถึงเวลาเที่ยงดีด้วยซ้ำ







