LOGINบริษัท
เวลา 18 : 00 น. ติ้ง~ เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ดังขึ้นบนโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยแฟ้มเอกสารสูงท่วมหัว ชายหนุ่มเหลือบตามองหน้าจอเพียงแวบเดียว ก่อนจัถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่ายแล้วกลับไปสนใจเอกสารตรงหน้าเหมือนไม่เคยเห็นข้อความนั้นมาก่อน หน้าจอโทรศัพท์ยังคงสว่างโชว์ข้อความจากภรรยาในนาม ลิน : 'เย็นนี้พี่เหนือกลับมาทานข้าวไหมคะ' นิ้วเรียวยาวของเขาเลื่อนปิดหน้าจอโดยไม่แม้แต่จะพิมพ์ตอบสั้นๆ ความเย็นชาของเขาถูกกลืนหายไปในเสียงพลิกกระดาษและเสียงเคาะแป้นพิมพ์ ด้านลิน คอนโดเรือนหอ เวลา 18:05 น. หญิงสาวถือโทรศัพท์ไว้ในมือ มองหน้าจอที่ยังไร้การตอบกลับ แสงไฟในห้องครัวส่องกระทบโต๊ะอาหารที่ถูกจัดเรียงอย่างเรียบร้อย อาหารร้อนๆ หลายอย่างวางรอเจ้าของบ้านอีกคนที่อาจจะไม่กลับมา “คงประชุมอยู่ล่ะมั้ง…” หญิงสาวพยายามฝืนยิ้ม ทั้งที่ความเงียบกำลังกัดกินหัวใจ เธอปลอบตัวเองเบาๆ ก่อนจะยกตะหลิวตักแกงใส่ถ้วยเพิ่มเหมือนจะให้โต๊ะอาหารดูเต็มขึ้น เผื่อว่าเขากลับมาแล้วจะเห็นความตั้งใจของเธอสักครั้ง เวลาผ่านไปหลายนาที…โทรศัพท์ยังคงเงียบงัน ไม่มีข้อความตอบกลับ ไม่มีสายเรียกเข้า มีเพียงเสียงนาฬิกาที่ดังเป็นจังหวะคอยตอกย้ำความว่างเปล่าในหัวใจของเธอ ทันใดนั้น เสียงเปิดประตูดังขึ้น แกร๊ก~ “พี่เหนือกลับมาแล้ว…” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาเป็นประกาย หัวใจเต้นแรงด้วยความดีใจ เธอรีบลุกขึ้นยืนรอรับเขาที่หน้าประตู ร่างสูงของพี่เหนือก้าวเข้ามา เขายังสวมสูทจากที่ทำงาน แต่ไม่ได้มีท่าทีเหนื่อยล้าเหมือนคนอยากพักผ่อน กลับดูรีบร้อน “พี่เหนือ…ลินทำกับข้าวไว้ด้วยนะคะ” เสียงเธออ่อนโยน เต็มไปด้วยความคาดหวัง “ฉันแวะมาเอาของ แล้วก็จะอาบน้ำเปลี่ยนชุดนิดหน่อย” เขาไม่ได้มองโต๊ะอาหารด้วยซ้ำ รอยยิ้มบนใบหน้าลินแข็งค้างไปทันที "พี่จะไปไหนเหรอคะ” หญิงสาวเอ่ยถามสามีด้วยความสงสัยดึกแล้วเขาจะไปไหนอีก “ฉันต้องรายงานเธอทุกเรื่องเลยเหรอ” เขาถามกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชาพลางถอดสูทวางบนโซฟา แล้วเดินตรงเข้าไปในห้องนอนของตนทันที "...." หญิงสาวยืนนิ่งอยู่กับที่ รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน หัวใจที่เพิ่งพองโตกลับถูกบีบจนเจ็บแน่น เธอฝืนยิ้มบาง ทั้งที่ดวงตาสั่นระริก ไม่นานนัก เขาก็ออกมาพร้อมชุดใหม่ที่ดูเรียบร้อยกว่าเดิมและเธอเห็นกล่องขนาดเล็กที่เธอเพิ่งเจอเมื่อเช้า 'ใช่จริงๆด้วยมันไม่ใช่ของเธอ' ชายหนุ่มเดินผ่านหน้าภรรยาไปเหมือนเธอไม่ได้ยืนอยู่ตรงนั้น หญิงสาวมองตามหลังชายหนุ่มจนประตูปิดลงด้วยสายเศร้าหมอง ปัง~ เสียงประตูปิดลงทิ้งไว้เพียงความเงียบก้องกังวานในคอนโดที่ควรจะเป็นเรือนหอ หญิงสาวยกมือขึ้นปิดปากไว้สะกดกลั้นเสียงสะอื้นไม่ให้เล็ดรอดออกมา เธอมองโต๊ะอาหารที่ถูกจัดไว้อย่างสวยงามอีกครั้ง ก่อนร่างเล็กจะทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ น้ำตาไหลรินโดยไม่อาจหยุดได้ ร้านอาหารหรู เวลา 20:30 น. แสงไฟสลัวสาดลงบนโต๊ะหินอ่อนสีขาว กลิ่นหอมของอาหารชั้นเลิศลอยอบอวลในอากาศ ชายหนุ่มในชุดสูทสีเข้มก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มที่ไม่มีแสงแห่งความอบอุ่น “สวัสดีค่ะ พี่เหนือ” เสียงหวานของปริมดังขึ้นเมื่อเธอยืนรออยู่ที่โต๊ะอาหาร หญิงสาวแต่งตัวเรียบหรู แต่ดึงดูดสายตาอย่างเหลือเชื่อ “ช้าไปหน่อยไหม” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเฉียบคม แต่ดวงตาเต็มไปด้วยประกายพิเศษที่ไม่เคยมีให้ภรรยาเห็น "ปริมก็เพิ่งมาถึงค่ะ" ปริมยิ้มบาง ๆ ก่อนนั่งลงตรงข้ามเขา ชายหนุ่มสั่งอาหารด้วยท่าทีมั่นใจ ไม่รีบร้อนแม้เวลาจะค่ำ เขาชมเชยเมนูที่ปริมเลือกด้วยรอยยิ้มสั้น ๆ ราวกับสนใจแต่เธอเพียงคนเดียว ระหว่างนั้น มือของเขาแตะกับมือปริมโดยบังเอิญ รอยยิ้มของเธอสั่นไหว แต่เขากลับมองเธอด้วยแววตาที่อ่อนโยนเป็นพิเศษ ทำให้บรรยากาศรอบโต๊ะอบอุ่นแตกต่างจากความเงียบเย็นในบ้านลินอย่างชัดเจน “วันนี้เหนื่อยไหมคะ” ปริมถามเสียงนุ่ม พยายามสร้างบทสนทนาที่เต็มไปด้วยความใกล้ชิด “งานเยอะเหมือนเดิม” เขาตอบสั้น ๆ แต่เวลาพูดกับปริม น้ำเสียงของเขามีความละมุนละไมมากกว่าที่เคย แสงเทียนส่องบนโต๊ะ สร้างเงาสะท้อนของสองร่างที่นั่งใกล้กัน ชายหนุ่มยื่นแก้วไวน์ให้ปริม และมองเธอด้วยสายตาที่ทำให้หัวใจหญิงสาวเต้นแรง อาหารคอร์สแรกถูกเสิร์ฟบนจานอย่างสวยงาม เขาใช้ส้อมตักอาหารมาลองชิม ริมฝีปากกว้างยกยิ้มเล็ก ๆ ขณะที่สายตาไม่เคยละจากปริม “อร่อยไหมคะ” เธอถามด้วยความตื่นเต้นและเกรงใจ “อร่อย…มาก” เขาพูดเสียงเบา ราวกับกำลังกระซิบกับเธอเพียงคนเดียว แล้วเอื้อมมือมาจับมือเธออีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่แค่สัมผัสบังเอิญ แต่เป็นสัมผัสที่ตั้งใจ ปริมหน้าแดงขึ้นอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ ช่วงเวลานี้เหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน เธอหัวเราะเบา ๆ พยายามกลั้นใจไม่ให้ใจเต้นแรงเกินไป “ปริมดีใจที่พี่เหนือมาทานข้าวด้วยกัน” เธอกระซิบ “ปกติเราก็ทานข้าวด้วยกันบ้อยๆ...แต่วันนี้พิเศษกว่าวันอื่นๆ” ชายหนุ่มเอียงหน้ามองเธออย่างสนใจ รอยยิ้มของเขามีความหมายลึกซึ้งกว่าคำพูดใด ๆ ระหว่างที่อาหารคอร์สหลักถูกเสิร์ฟ เขาโน้มตัวเข้าหาเล็กน้อย ราวกับอยากให้ปริมได้ยินเสียงหายใจใกล้ ๆ เธอหัวใจเต้นแรงเกินบรรยาย ในขณะที่เขาเล่าเรื่องงาน เรื่องชีวิตประจำวันที่ไม่น่าเบื่อกับเธอ “ปริมชอบเวลาที่เราได้มานั่งด้วยกันแบบนี้” ปริมเอ่ย พลางวางมือบนมือเขา “พี่ก็เหมือนกัน” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความอบอุ่น "พี่มีของจะให้ครับ" ชายหนุ่มหยิบกล่องสี่เหลี่ยมออกมาจากกระเป๋าเสื้อยื่นให้กับเธอ "อะไรเหรอคะ" ปริมหยิบขึ้นมาก่อนจะเอ่ยถามชายหนุ่มด้วยความส่งสัย "เปิดดูสิครับ" ปริมเปิดฝาออกก็พบกับกำไลเพชรที่เปล่งปนะกายอย่างงดงาม "สวยจังเลยค่ะ" ปริมหยิบกำไลเพชรออกจากกล่องก่อนจะสวมใส่ทันที "ชอบมั้ยครับ...พี่ตั้งใจเลือกให้เลยน้า" ปริมที่ได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มไม่หุบ "ชอบมากเลยค่ะ...ขอบคุณนะคะ" ชายหนุ่มยิ้มออกเมื่อเห็นว่าคนรักของตนชอบกำไลที่เขาเลือกให้ ขณะที่ทั้งสองหัวเราะและสนทนาอย่างเป็นธรรมชาติของทั้งคู่ที่กำลังมีความสุขนั้นไม่รู้เลยว่าตอนนี้มีผู้หญิงอีกคนกำลังกำลังร้องไห้อยู่คนเดียวภายในเรือนหอที่เงียบงัน "เมื่อไหร่พี่จะหันมามองลินบ้าง" หญิงสาวนั่งมองภาพถ่ายแต่งงานของเธอและเขาที่มีรูปคู่เพียงรูปเดียว ขณะที่น้ำตาไหลริน ความเงียบในห้องเหมือนก้อนน้ำแข็งกดทับหัวใจของเธอ ในขณะที่เขากำลังหัวเราะและสนุกสนานกับใครอีกคน ความเงียบในห้องเหมือนก้อนน้ำแข็งกดทับหัวใจของเธอเวลา 20:30 น.เรือนหอภายในห้องครัวที่เงียบสงบ มีเพียงเสียงน้ำไหลจากก๊อกและเสียงจานกระทบกันเบา ๆ หญิงสาวร่างบางกำลังล้างจานอย่างเพลิดเพลิน ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มบาง ๆ อย่างไม่รู้ตัว เธอรู้สึกอบอุ่นเล็กน้อยในหัวใจ… เป็นความสุขเล็ก ๆ ที่แทรกตัวขึ้นมาโดยไม่คาดคิดทันใดนั้น เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เธอรีบล้างมือหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดรับสายทันที เมื่อเห็นชื่อเพื่อนสนิทโชว์ขึ้นมาบนหน้าจอ“ฮัลโหล… แพรว มีอะไรรึเปล่า” เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสดใส“เปล่าหรอก แค่จะชวนแกไปเที่ยวทะเลด้วยกัน… อีกอย่าง พรุ่งนี้วันเกิดแกไม่ใช่เหรอ”น้ำเสียงปลายสายแฝงความสงสัยเล็กน้อยหญิงสาวชะงักไปชั่วครู่ เธอรีบหันไปมองปฏิทินตั้งโต๊ะที่วางอยู่ไม่ไกล ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ“จริงด้วย… ฉันลืมวันเกิดตัวเองไปได้ยังไงเนี่ย…” เธอพึมพำออกมาแผ่วเบา ราวกับเพิ่งตระหนักว่าเธอเศร้าจนหลงลืมแม้แต่วันสำคัญของตัวเอง“แกไม่มีนัดใช่มั้ย? พรุ่งนี้ฉันไปรับสิบโมงนะ โอเค บ๊ายบาย”“เดี๋ยว… ยัยแพรว”เธอยังพูดไม่ทันจบดี เพื่อนสาวก็วางสายไปเสียแล้ว“ก็ดีเหมือนกัน… ไม่ได้ไปทะเลนานแล้ว” หญิงสาวถอนหายใจเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะน้อย ๆ
เรือนหอรุ่งเช้า เสียงนาฬิกาดิจิทัลที่หัวเตียงดังแผ่ว ๆ บอกเวลาเจ็ดโมงครึ่ง ร่างสูงที่นอนตะแคงอยู่พลิกตัวช้า ๆ เปลือกตาคมค่อย ๆ เปิดขึ้นรับแสงแดดยามเช้าที่ลอดเข้ามาทางผ้าม่านสีอ่อนชายหนุ่มถอนหายใจยาว มือหนายกขึ้นกดขมับ ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างยังคงวนเวียนอยู่ในอกตั้งแต่เมื่อคืน ความว่างเปล่าในห้องของเธอ ภาพห้องที่ถูกเก็บเรียบร้อยแต่ไร้ร่างของมาลินี ยังติดตาอยู่ไม่หาย เขาไม่ควรจะคิดอะไรเลยด้วยซ้ำไม่ควรจะใส่ใจ…แต่ก็หงุดหงิดอยู่อย่างบอกไม่ถูก“จะไปไหนก็เรื่องของเธอสิ…ฉันไม่จำเป็นต้องรู้” เขาพึมพำกับตัวเองเสียงต่ำ แต่พอเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ ความเงียบที่รายล้อมกลับก่อให้เกิดความรำคาญเล็ก ๆ ราวกับข้างในมันคอยย้ำว่ามีบางอย่างขาดหายชายหนุ่มพลิกตัวลุกขึ้นจากเตียงในที่สุด เขาเดินเข้าห้องน้ำ ใช้เวลานานกว่าปกติในการล้างหน้า แช่ตัวอยู่กับสายน้ำเหมือนต้องการไล่ความคิดฟุ้งซ่าน แต่กลับไม่สำเร็จเมื่อออกมาแต่งตัวเรียบร้อย เขาไม่ได้ตรงไปบริษัทเหมือนเช่นทุกวัน แต่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดต่อสายหาเลขา“เอางานทั้งหมดของวันนี้มาส่งที่คอนโด ฉันจะทำที่นี่”เสียงทุ้มเอ่ยสั้น ๆ 'ครับท่านประธาน' เลขาหนุ่
เวลา 19 : 30 น.ห้องอาหารแสงไฟอุ่นในห้องอาหารขนาดใหญ่ถูกเปิดขึ้น โต๊ะยาวไม้สักถูกจัดวางอาหารที่แม่บ้านตั้งใจทำอย่างประณีต กลิ่นหอมของกับข้าวที่มาลินีชอบตั้งแต่เด็ก ๆ ลอยอบอวลอยู่ทั่วห้อง“คุณลุงคะ กลิ่นหอมมากเลยค่ะ ดูก็รู้ว่าเป็นอาหารโปรดของลินทั้งนั้น” แพรวพูดพร้อมรอยยิ้ม พลางช่วยแม่บ้านจัดจานเพิ่ม“ก็ต้องสิ…ลูกสาวพ่อกลับมาทั้งที จะให้พลาดได้ยังไง” คุณอภิสิทธิ์หัวเราะเบา ๆ ก่อนจะหันไปมองลูกสาวที่นั่งเงียบ ยกช้อนตักแกงจืดรสอ่อนที่เธอเคยโปรดปรานใส่ถ้วยของเธอ“กินเยอะ ๆ นะลูก ช่วงนี้ผอมไปหรือเปล่า พ่อเห็นแล้วไม่สบายใจเลย” คุณอภิสิทธิ์มองลูกสาวด้วยสายตาที่เป็นห่วง“ค่ะคุณพ่อ ลินจะกินเยอะ ๆ เลย” หญิงสาวชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็ฝืนยิ้มรับ แพรวนั่งมองเพื่อนพลางยิ้มบาง ๆ เธอเห็นได้ชัดว่าลินพยายามฝืนเก็บความเศร้าไว้ข้างใน แต่ต่อหน้าคุณอภิสิทธิ์ เธอก็ยังคงเป็น “ลูกสาวที่สดใส” ของคุณพ่ออยู่เสมอ“แพรวก็ทานเยอะ ๆ นะลูก อยู่เมืองนอกไม่ค่อยได้กินอาหารไทยแท้ ๆ แบบนี้ใช่ไหม” คุณอภิสิทธิ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงอบอุ่น“ใช่เลยค่ะคุณลุง…ห่างบ้านทีไรก็คิดถึงอาหารฝีมือแม่บ้านที่นี่ทุกที” แพรวตอบด้วยความจริงใจ พลางเ
เสียงหัวเราะของแพรวยังคงดังคลอไปกับบรรยากาศในห้าง มาลินีพยายามยิ้มตาม แม้ในใจยังเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและว่างเปล่า แต่เธอก็รู้สึกว่าการมีเพื่อนอยู่ด้วยทำให้โลกไม่เงียบเหงาเหมือนเคยทั้งคู่เดินทอดน่องเรื่อยๆ เดินผ่านโซนอาหารของห้าง กลิ่นอาหารหอมกรุ่นจากร้านต่าง ๆ ลอยมาแตะจมูก ผู้คนมากมายจับจองโต๊ะ บางคนหัวเราะ บางคู่จับมือกันแน่น เสียงเหล่านั้นบาดลึกลงไปในหัวใจของหญิงสาวโดยไม่รู้ตัว สายตาของหญิงสาวเผลอกวาดมองไปรอบ ๆ อย่างเลื่อนลอย ทว่าในเสี้ยววินาทีหนึ่ง เธอกลับชะงักฝีเท้าลงแทบจะทันทีที่มุมหนึ่งของร้านอาหารตกแต่งหรู โต๊ะริมกระจกซึ่งมีแสงไฟอุ่นส่องกระทบ เธอเห็นร่างสูงสง่าของชายคนหนึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามหญิงสาวอีกคน...'พี่เหนือ' หัวใจของหญิงสาวแทบหยุดเต้น ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกตรึงเอาไว้ เธอไม่จำเป็นต้องกะพริบตาซ้ำก็รู้แน่ว่าเป็นเขา สามีในนามของเธอและผู้หญิงคนนั้น...ก็คือ ปริม หญิงสาวที่เขารักหมดใจปริมกำลังยิ้มอย่างสดใส ดวงตาทอประกายความสุขเมื่อมองชายหนุ่มตรงหน้า เสียงหัวเราะเบา ๆ ของเธอเล็ดลอดออกมา ขณะที่เหนือเองก็ยกมือขึ้นตักอาหารป้อนปริมด้วยท่าทีอ่อนโยน แววตาที่เขาใช้มองผู้หญิงคนน
ร้านอาหารย่านใจกลางเมืองบรรยากาศยามบ่ายหญิงสาวมาถึงก่อนเวลาเล็กน้อย เธอเลือกโต๊ะริมกระจกที่มองออกไปเห็นถนนที่รถพลุกพล่านตรงหน้า หญิงสาวนั่งเงียบ ๆ พลางกอดแขนตัวเองไว้หลวม ๆ ราวกับต้องการที่พึ่งทางใจ เสียงช้อนส้อมกระทบกันและเสียงพูดคุยจอแจรอบข้างไม่สามารถกลบความเหงาลึก ๆ ในใจได้ไม่นานนัก ร่างสูงโปร่งของหญิงสาวคนหนึ่งก็เดินเข้ามาในร้านด้วยท่าทีร่าเริง ผมยาวสลวยปลิวไหวตามแรงก้าวเดิน ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มสดใสจนมาลินีเผลอลุกขึ้นยืนต้อนรับทันที“แพรว” น้ำเสียงของมาลินีสั่นเครือ แต่เต็มไปด้วยความดีใจ“ลิน” เพื่อนสาวโผเข้ามากอดทันที แรงกอดแน่นนั้นทำให้หัวใจที่แหลกสลายของมาลินีอบอุ่นขึ้นเล็กน้อย ราวกับได้รับกำลังใจที่ไม่เคยมีในบ้านหลังนั้น“คิดถึงเธอที่สุดเลย...แกสบายดีมั้ย” แพรวเอ่ยพลางผละออกมามองหน้าเพื่อนอย่างสำรวจ "อืม...ฉันสบายดี" หญิงสาวตอบกลับเพื่อนสาวด้วยรอยยิ้มแต่ภายในใจเธอแตกสลายไม่เหลือชิ้นดี"แต่ฉันดูออกว่าแกไม่มีความสุข..แกไม่สดใสเหมือนเมื่อก่อน" แพรวมองหญิงสาวด้วยสายตากังวล สีหน้าเธอเต็มไปด้วยคำถามมากมายที่อยากรู้ แต่ก็พยายามไม่จี้จุดจนเกินไปหญิงสาวไม่ตอบ เพียงแค่ก้มลงมองแก้วน
หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปเวลาที่ล่วงเลยไปเหมือนไม่มีความหมายอะไรสำหรับมาลินี ทุกเช้าเธอยังคงตื่นขึ้นมาเจอเพียงความเชยชาของผู้เป็นสามี ทุกคืนยังคงจบลงด้วยน้ำตาที่ซึมเปื้อนผ้าห่ม ทุกวันเหมือนถูกบังคับให้ใช้ชีวิตอยู่ในเรือนหอที่ไร้ความอบอุ่น แม้จะมีสถานะว่าเป็น 'ภรรยา' แต่ในความจริงแล้วเธอไม่ต่างอะไรกับแขกที่ไร้ตัวตนเจ็ดวันที่ผ่านมา เขาแทบไม่พูดกับเธอเลยสักคำ วันหยุดเขาแทบจะไม่อยู่บ้านเลยเพราะเขาจะพาคนรักของเขาเที่ยวไปดินเนอร์ ทิ้งให้เธออยู่กับความเงียบที่กัดกินใจทีละน้อย เธอคิดว่าตัวเองคงชินแล้ว แต่ความเจ็บปวดบางอย่างต่อให้ซ้ำซากแค่ไหนก็ไม่เคยเบาบางลง มีแต่ทับถมจนหนาแน่นขึ้นทุกทีและวันนี้เธอไม่สามารถหลบหนีได้เหมือนทุกวันเพราะครอบครัวของเขานัดให้เธอและเขาไปรับประทานอาหารร่วมกันที่บ้านเสียงล้อรถบดไปบนถนนราวกับเคลื่อนช้าเป็นพิเศษในความรู้สึกของเธอ หญิงสาวนั่งเบียดชิดประตูอีกฝั่ง ปล่อยให้ความเงียบโรยตัวเข้าครอบคลุมทั่วทั้งรถ ร่างสูงที่นั่งข้างเธอขับรถด้วยสีหน้าเรียบเฉย ดวงตาจับจ้องถนนตรงหน้าโดยไม่เหลือบมามองแม้แต่น้อยหญิงสาวบีบมือตัวเองแน่น พยายามควบคุมแรงสั่นของปลายนิ้ว วันนี้เธอต้องทำเหมือนท