Masukบริษัท
เวลา 18 : 00 น. ติ้ง~ เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ดังขึ้นบนโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยแฟ้มเอกสารสูงท่วมหัว ชายหนุ่มเหลือบตามองหน้าจอเพียงแวบเดียว ก่อนจัถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่ายแล้วกลับไปสนใจเอกสารตรงหน้าเหมือนไม่เคยเห็นข้อความนั้นมาก่อน หน้าจอโทรศัพท์ยังคงสว่างโชว์ข้อความจากภรรยาในนาม ลิน : 'เย็นนี้พี่เหนือกลับมาทานข้าวไหมคะ' นิ้วเรียวยาวของเขาเลื่อนปิดหน้าจอโดยไม่แม้แต่จะพิมพ์ตอบสั้นๆ ความเย็นชาของเขาถูกกลืนหายไปในเสียงพลิกกระดาษและเสียงเคาะแป้นพิมพ์ ด้านลิน คอนโดเรือนหอ เวลา 18:05 น. หญิงสาวถือโทรศัพท์ไว้ในมือ มองหน้าจอที่ยังไร้การตอบกลับ แสงไฟในห้องครัวส่องกระทบโต๊ะอาหารที่ถูกจัดเรียงอย่างเรียบร้อย อาหารร้อนๆ หลายอย่างวางรอเจ้าของบ้านอีกคนที่อาจจะไม่กลับมา “คงประชุมอยู่ล่ะมั้ง…” หญิงสาวพยายามฝืนยิ้ม ทั้งที่ความเงียบกำลังกัดกินหัวใจ เธอปลอบตัวเองเบาๆ ก่อนจะยกตะหลิวตักแกงใส่ถ้วยเพิ่มเหมือนจะให้โต๊ะอาหารดูเต็มขึ้น เผื่อว่าเขากลับมาแล้วจะเห็นความตั้งใจของเธอสักครั้ง เวลาผ่านไปหลายนาที…โทรศัพท์ยังคงเงียบงัน ไม่มีข้อความตอบกลับ ไม่มีสายเรียกเข้า มีเพียงเสียงนาฬิกาที่ดังเป็นจังหวะคอยตอกย้ำความว่างเปล่าในหัวใจของเธอ ทันใดนั้น เสียงเปิดประตูดังขึ้น แกร๊ก~ “พี่เหนือกลับมาแล้ว…” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาเป็นประกาย หัวใจเต้นแรงด้วยความดีใจ เธอรีบลุกขึ้นยืนรอรับเขาที่หน้าประตู ร่างสูงของพี่เหนือก้าวเข้ามา เขายังสวมสูทจากที่ทำงาน แต่ไม่ได้มีท่าทีเหนื่อยล้าเหมือนคนอยากพักผ่อน กลับดูรีบร้อน “พี่เหนือ…ลินทำกับข้าวไว้ด้วยนะคะ” เสียงเธออ่อนโยน เต็มไปด้วยความคาดหวัง “ฉันแวะมาเอาของ แล้วก็จะอาบน้ำเปลี่ยนชุดนิดหน่อย” เขาไม่ได้มองโต๊ะอาหารด้วยซ้ำ รอยยิ้มบนใบหน้าลินแข็งค้างไปทันที "พี่จะไปไหนเหรอคะ” หญิงสาวเอ่ยถามสามีด้วยความสงสัยดึกแล้วเขาจะไปไหนอีก “ฉันต้องรายงานเธอทุกเรื่องเลยเหรอ” เขาถามกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชาพลางถอดสูทวางบนโซฟา แล้วเดินตรงเข้าไปในห้องนอนของตนทันที "...." หญิงสาวยืนนิ่งอยู่กับที่ รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน หัวใจที่เพิ่งพองโตกลับถูกบีบจนเจ็บแน่น เธอฝืนยิ้มบาง ทั้งที่ดวงตาสั่นระริก ไม่นานนัก เขาก็ออกมาพร้อมชุดใหม่ที่ดูเรียบร้อยกว่าเดิมและเธอเห็นกล่องขนาดเล็กที่เธอเพิ่งเจอเมื่อเช้า 'ใช่จริงๆด้วยมันไม่ใช่ของเธอ' ชายหนุ่มเดินผ่านหน้าภรรยาไปเหมือนเธอไม่ได้ยืนอยู่ตรงนั้น หญิงสาวมองตามหลังชายหนุ่มจนประตูปิดลงด้วยสายเศร้าหมอง ปัง~ เสียงประตูปิดลงทิ้งไว้เพียงความเงียบก้องกังวานในคอนโดที่ควรจะเป็นเรือนหอ หญิงสาวยกมือขึ้นปิดปากไว้สะกดกลั้นเสียงสะอื้นไม่ให้เล็ดรอดออกมา เธอมองโต๊ะอาหารที่ถูกจัดไว้อย่างสวยงามอีกครั้ง ก่อนร่างเล็กจะทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ น้ำตาไหลรินโดยไม่อาจหยุดได้ ร้านอาหารหรู เวลา 20:30 น. แสงไฟสลัวสาดลงบนโต๊ะหินอ่อนสีขาว กลิ่นหอมของอาหารชั้นเลิศลอยอบอวลในอากาศ ชายหนุ่มในชุดสูทสีเข้มก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มที่ไม่มีแสงแห่งความอบอุ่น “สวัสดีค่ะ พี่เหนือ” เสียงหวานของปริมดังขึ้นเมื่อเธอยืนรออยู่ที่โต๊ะอาหาร หญิงสาวแต่งตัวเรียบหรู แต่ดึงดูดสายตาอย่างเหลือเชื่อ “ช้าไปหน่อยไหม” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเฉียบคม แต่ดวงตาเต็มไปด้วยประกายพิเศษที่ไม่เคยมีให้ภรรยาเห็น "ปริมก็เพิ่งมาถึงค่ะ" ปริมยิ้มบาง ๆ ก่อนนั่งลงตรงข้ามเขา ชายหนุ่มสั่งอาหารด้วยท่าทีมั่นใจ ไม่รีบร้อนแม้เวลาจะค่ำ เขาชมเชยเมนูที่ปริมเลือกด้วยรอยยิ้มสั้น ๆ ราวกับสนใจแต่เธอเพียงคนเดียว ระหว่างนั้น มือของเขาแตะกับมือปริมโดยบังเอิญ รอยยิ้มของเธอสั่นไหว แต่เขากลับมองเธอด้วยแววตาที่อ่อนโยนเป็นพิเศษ ทำให้บรรยากาศรอบโต๊ะอบอุ่นแตกต่างจากความเงียบเย็นในบ้านลินอย่างชัดเจน “วันนี้เหนื่อยไหมคะ” ปริมถามเสียงนุ่ม พยายามสร้างบทสนทนาที่เต็มไปด้วยความใกล้ชิด “งานเยอะเหมือนเดิม” เขาตอบสั้น ๆ แต่เวลาพูดกับปริม น้ำเสียงของเขามีความละมุนละไมมากกว่าที่เคย แสงเทียนส่องบนโต๊ะ สร้างเงาสะท้อนของสองร่างที่นั่งใกล้กัน ชายหนุ่มยื่นแก้วไวน์ให้ปริม และมองเธอด้วยสายตาที่ทำให้หัวใจหญิงสาวเต้นแรง อาหารคอร์สแรกถูกเสิร์ฟบนจานอย่างสวยงาม เขาใช้ส้อมตักอาหารมาลองชิม ริมฝีปากกว้างยกยิ้มเล็ก ๆ ขณะที่สายตาไม่เคยละจากปริม “อร่อยไหมคะ” เธอถามด้วยความตื่นเต้นและเกรงใจ “อร่อย…มาก” เขาพูดเสียงเบา ราวกับกำลังกระซิบกับเธอเพียงคนเดียว แล้วเอื้อมมือมาจับมือเธออีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่แค่สัมผัสบังเอิญ แต่เป็นสัมผัสที่ตั้งใจ ปริมหน้าแดงขึ้นอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ ช่วงเวลานี้เหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน เธอหัวเราะเบา ๆ พยายามกลั้นใจไม่ให้ใจเต้นแรงเกินไป “ปริมดีใจที่พี่เหนือมาทานข้าวด้วยกัน” เธอกระซิบ “ปกติเราก็ทานข้าวด้วยกันบ้อยๆ...แต่วันนี้พิเศษกว่าวันอื่นๆ” ชายหนุ่มเอียงหน้ามองเธออย่างสนใจ รอยยิ้มของเขามีความหมายลึกซึ้งกว่าคำพูดใด ๆ ระหว่างที่อาหารคอร์สหลักถูกเสิร์ฟ เขาโน้มตัวเข้าหาเล็กน้อย ราวกับอยากให้ปริมได้ยินเสียงหายใจใกล้ ๆ เธอหัวใจเต้นแรงเกินบรรยาย ในขณะที่เขาเล่าเรื่องงาน เรื่องชีวิตประจำวันที่ไม่น่าเบื่อกับเธอ “ปริมชอบเวลาที่เราได้มานั่งด้วยกันแบบนี้” ปริมเอ่ย พลางวางมือบนมือเขา “พี่ก็เหมือนกัน” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความอบอุ่น "พี่มีของจะให้ครับ" ชายหนุ่มหยิบกล่องสี่เหลี่ยมออกมาจากกระเป๋าเสื้อยื่นให้กับเธอ "อะไรเหรอคะ" ปริมหยิบขึ้นมาก่อนจะเอ่ยถามชายหนุ่มด้วยความส่งสัย "เปิดดูสิครับ" ปริมเปิดฝาออกก็พบกับกำไลเพชรที่เปล่งปนะกายอย่างงดงาม "สวยจังเลยค่ะ" ปริมหยิบกำไลเพชรออกจากกล่องก่อนจะสวมใส่ทันที "ชอบมั้ยครับ...พี่ตั้งใจเลือกให้เลยน้า" ปริมที่ได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มไม่หุบ "ชอบมากเลยค่ะ...ขอบคุณนะคะ" ชายหนุ่มยิ้มออกเมื่อเห็นว่าคนรักของตนชอบกำไลที่เขาเลือกให้ ขณะที่ทั้งสองหัวเราะและสนทนาอย่างเป็นธรรมชาติของทั้งคู่ที่กำลังมีความสุขนั้นไม่รู้เลยว่าตอนนี้มีผู้หญิงอีกคนกำลังกำลังร้องไห้อยู่คนเดียวภายในเรือนหอที่เงียบงัน "เมื่อไหร่พี่จะหันมามองลินบ้าง" หญิงสาวนั่งมองภาพถ่ายแต่งงานของเธอและเขาที่มีรูปคู่เพียงรูปเดียว ขณะที่น้ำตาไหลริน ความเงียบในห้องเหมือนก้อนน้ำแข็งกดทับหัวใจของเธอ ในขณะที่เขากำลังหัวเราะและสนุกสนานกับใครอีกคน ความเงียบในห้องเหมือนก้อนน้ำแข็งกดทับหัวใจของเธอหนึ่งสัปดาห์ผ่านไปคอนโดมิเนียมหญิงสาวยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ในห้องพักส่วนตัวที่คอนโด แสงไฟนวลส่องกระทบผิวขาวเนียนพร้อมเงาสะท้อนชุดเดรสยาวสีงาช้างที่เธอสวมอยู่ เดรสถูกออกแบบอย่างเรียบหรูแต่แฝงความอ่อนหวาน โอบเอวคอดกิ่วพอดีตัว ทำให้รูปร่างบอบบางของเธอยิ่งดูสง่างามขึ้น มาลินีหันซ้ายหันขวา ก่อนจะถอนหายใจยาว ๆ ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นก๊อก ก๊อก ก๊อก“เปิดประตูเร็ว ๆ ยัยลิน ฉันมาแล้ว” น้ำเสียงคุ้นหูดังลอดเข้ามาพร้อมเสียงหัวเราะร่าเริงหญิงสาวรีบวิ่งไปเปิดประตู แล้วร่างโปร่งบางของแพรว เพื่อนรักที่เปรียบเสมือนน้องสาวก็โผล่เข้ามาทันที “ว้าววววว… ยัยลิน วันนี้สวยเหมือนหลุดออกมาจากนิยายเลยนะ” แพรวอ้าปากค้าง ทำท่าตกตะลึงเกินจริงก่อนจะหัวเราะคิกคัก“อย่ามาล้อเลยน่า ฉันก็แต่งปกติ” หญิงสาวแก้มขึ้นสี ยกมือดันไหล่เพื่อนเบา ๆ“ปกติบ้านเธอสิ นี่มันสวยเวอร์ไปแล้ว ดูสิ หน้าแดงเชียว” แพรวยกคิ้วล้อเลียน ก่อนจะหันไปวางกระเป๋าลงบนโซฟา “ว่าแต่…ใจเต้นใช่มั้ยล่ะ เพราะคืนนี้พี่พีทจะมีเซอร์ไพรส์นะจ๊ะ” หญิงสาใสะดุ้งเฮือก หันขวับมาจ้องหน้าเพื่อน “อะไรนะ แพรว เธอรู้อะไรมาอีกแล้วใช่มั้ย” แพรวยิ้มกรุ้มกริ
หนึ่งปีต่อมา Lin’s Wardrobeแสงแดดยามสายสาดเข้ามาในร้านตัดเย็บเสื้อผ้าที่ใหม่เอี่ยมของมาลินี ผนังไม้โทนอ่อนและโคมไฟสไตล์วินเทจส่องประกายสะท้อนกับกระจกใส ทุกมุมของร้านถูกจัดวางอย่างเรียบร้อย เฟอร์นิเจอร์และเครื่องประดับตกแต่งเสร็จสมบูรณ์ ทำให้ร้านทั้งสวยงามและอบอุ่นหญิงสาวเดินสำรวจร้านด้วยรอยยิ้มกว้าง รู้สึกภูมิใจที่ฝันหลายปีของเธอถูกสร้างขึ้นจริง พีทยืนอยู่ข้าง ๆ คอยส่งรอยยิ้มให้เธออยู่ห่าง ๆ ด้วยสายตาเต็มไปด้วยความภูมิใจ“เอาล่ะ วันนี้เรามาฉลองการเริ่มต้นใหม่ของลินกันครับ” คุณอภิสิทธิ์ถือกรรไกรทองคำยืนรอหน้าโต๊ะพิธี เขาพูดพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะตัดริบบิ้นสีแดงผืนใหญ่ สัญลักษณ์แห่งการเปิดร้านวันแรก“ลินเก่งที่สุดเลย! วันนี้ฉันภูมิใจในตัวแกจริง ๆ” แพรว เพื่อนสาวสุดที่รักยืนอยู่ข้าง ๆ มาลินี หัวเราะชอบใจหญิงสาวหัวเราะเบา ๆ น้ำตาคลอเล็กน้อย แต่เธอไม่ได้เสียใจนี่คือความสำเร็จที่เธอคว้าเองด้านนอกหน้าร้าน ทิศเหนือยืนอยู่ห่าง ๆ มองภาพของมาลินีด้วยสายตาที่ผสมระหว่างความอาลัยและยอมรับ เขารู้แล้วว่า…เธอที่เขาไม่อาจครอบครองอีกต่อไป ได้ก้าวไปสู่ความสุขของตัวเองแล้ว และคนที่อยู่เคียงข้างเธอตอนนี
ด้านมาลินีรถยุโรปสีเงินคันหรูเลี้ยวเข้ามาจอดตรงริมฟุตบาท หญิงสาวก้าวลงจากรถอย่างระมัดระวัง มือยังถือแฟ้มเอกสารแน่นอยู่ในอ้อมแขน“ตรงนี้แหละครับ ที่พี่บอกว่าทำเลดี เจ้าของที่ต้องการขายขาดเลย ไม่ใช่ปล่อยเช่า” พีทเอ่ยขึ้นพลางหันไปยิ้มอุ่น ๆ ให้เธอดวงตาของหญิงสาวทอดมองไปยังพื้นที่เบื้องหน้า แม้ยังเป็นแค่ที่ดินเปล่าที่มีรั้วกั้นเก่า ๆ และหญ้ารกขึ้นบ้าง แต่ในจินตนาการของเธอกลับเห็นเป็นร้านตัดเย็บเล็ก ๆ ที่มีแสงไฟส่องอบอุ่น และหน้าต่างกระจกใสโชว์ชุดสวย ๆ ที่เธอออกแบบเอง“ลินอยากได้ค่ะ…” เธอพึมพำเบา ๆ เหมือนบอกกับตัวเองมากกว่าคนข้าง ๆ“งั้นก็ดีเลย วันนี้เจ้าของเขาจะเข้ามาเซ็นสัญญา ถ้าลินมั่นใจพี่จะช่วยดูรายละเอียดเรื่องเอกสารการซื้อขายให้” พีทยิ้มกว้างขึ้น ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างหนักแน่น เขาพร้อมที่จะซัพพอร์ตเธอทุกด้านหญิงสาวก้มหน้ามองแฟ้มในอ้อมแขนแน่น เธอใช้เวลาคิดมานาน กว่าจะกล้าก้าวออกจากความผิดหวังที่ยืดเยื้อมานับปี วันนี้เป็นวันแรกที่เธอเลือกตัวเองจริง ๆ“ลินอยากซื้อด้วยน้ำพักน้ำแรงของลินเองค่ะ เงินเก็บที่ลินมีอาจไม่มาก แต่พอรวมกับที่คุณพ่อให้มาเพิ่ม ก็คงเพียงพอสำหรับการเริ่มต้น” เสียงเธ
รุ่งเช้าแสงแดดอ่อนลอดผ้าม่านเข้ามาในห้อง มาลินีลุกขึ้นทั้งที่ตาบวมแดงจากการร้องไห้เมื่อคืน เธอไม่รอให้ใจตัวเองอ่อนแอไปมากกว่านี้ มือเรียวค่อย ๆ หยิบเสื้อผ้าบางส่วนใส่กระเป๋า เพื่อจะได้ย้ายออกไปได้ง่ายที่สุดในวันที่ทุกอย่างสิ้นสุดเสียงซิปกระเป๋า แกร๊ก... ดังสะท้อนในความเงียบ โดยที่เธอไม่รู้เลยว่าทุกการเคลื่อนไหวกำลังปลุกใครอีกคนชายหนุ่มที่นอนอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่น ขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเสียงดังผิดปกติ เขาลุกขึ้นอย่างสงสัย ก้าวไปหยุดที่หน้าประตูห้องของเธอ ก่อนบิดลูกบิดเข้าไป“ลิน…เธอทำอะไร” เสียงทุ้มต่ำแฝงความไม่พอใจดังขึ้น“ลินแค่เก็บของไว้ล่วงหน้า…จะได้ออกไปง่าย ๆ เมื่อถึงเวลาหย่า” หญิงสาวชะงัก มือที่กำลังพับเสื้อหยุดค้างกลางอากาศ ก่อนเงยหน้ามองเขา ดวงตาแดงช้ำแต่เด็ดเดี่ยวหัวใจของชายหนุ่มสะท้านวูบ ร่างสูงยืนนิ่งมองเธอเก็บของทีละชิ้น ราวกับทุกสิ่งที่เคยเป็นของเขากำลังถูกดึงออกไปทีละน้อย เขาไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมถึงรู้สึกใจหายขนาดนี้“ฉันบอกแล้วไง…ฉันไม่หย่า” เสียงของเขาขรึมต่ำ แต่หนักแน่น“พี่เหนือมีคุณปริมอยู่แล้ว และพี่ก็บอกเองว่ารักเธอ..พี่ยังรั้งลินไว้ทำไม...ทำไมถึงไม่ยอมหย่า” ห
เย็นวันสุดท้ายห้องพักริมชายหาดหญิงสาวยืนอยู่กลางห้องพักเล็ก ๆ บนเตียงขนาดคิงไซส์ เสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวถูกวางระเกะระกะ หญิงสาวค่อย ๆ พับเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเดินทางด้วยมือที่มั่นคงกว่าก่อนมา วันแรกที่เธอมาถึง ที่นี่เต็มไปด้วยน้ำตาและความสับสน แต่วันนี้…หัวใจกลับเบากว่าเดิมมากเธอยิ้มบางเมื่อหยิบชุดเดรสสีขาวลายดอกเล็กที่ใส่เดินริมทะเลในเช้าวันนั้นขึ้นมา ภาพตัวเองที่หัวเราะกับแพรว เสียงพีทที่บอกให้ยิ้มบ่อย ๆ และสายตาอบอุ่นของพ่อยังชัดเจนราวเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่“กลับไป…ฉันก็ต้องเข้มแข็งให้ได้” เธอพึมพำกับตัวเอง พลางรูดซิปกระเป๋าปิดดัง แกร็ก ราวกับสัญญากับหัวใจว่าจะไม่กลับไปเป็นคนที่อ่อนแออีกก๊อก ก๊อก ก๊อกเสียงเคาะประตูดังขึ้นเบา ๆ“ลิน เสร็จหรือยังลูก” เสียงทุ้มอบอุ่นของพ่อดังลอดเข้ามา“เสร็จแล้วค่ะพ่อ ลินกำลังออกไปค่ะ” เธอลุกขึ้นยกกระเป๋า รวบผมยาวขึ้นเป็นหางม้าหลวม ๆ ก่อนจะหันมามองห้องอีกครั้ง รอยยิ้มเล็กปรากฏบนใบหน้าเหมือนกำลังบอกลา ความเศร้าที่ทิ้งไว้ที่นี่เมื่อก้าวออกจากห้องพัก กลิ่นทะเลที่คุ้นเคยพัดมากระทบอีกครั้ง หญิงสาวสูดลมหายใจลึก ๆ เก็บความรู้สึกอบอุ่นไว้ในใจเป็นครั้งสุดท
รุ่งเช้า ริมทะเลสายลมอุ่น ๆ ของเช้าวันใหม่พัดพากลิ่นไอทะเลสดชื่นเข้ามา นกทะเลบินโฉบไปเหนือผืนน้ำที่สะท้อนแสงแดดระยิบระยับ เสียงคลื่นซัดเบา ๆ กลายเป็นท่วงทำนองที่ทำให้บรรยากาศเช้านี้แตกต่างจากเมื่อวานโดยสิ้นเชิง หญิงสาวเดินเท้าเปล่าบนหาดทรายละเอียด เธอสวมชุดเดรสสีขาวลายดอกเล็ก ๆ ที่ปลิวไสวตามแรงลม เส้นผมยาวสลวยสะบัดเบา ๆ เมื่อเธอหันมายิ้มให้พีทและแพรวสองพี่น้องที่กำลังวิ่งไล่จับกันอยู่ไม่ไกล รอยยิ้มสดใสที่เคยเลือนหายไปกลับมาอีกครั้ง แววตาที่เคยหม่นเศร้ากลับส่องประกายคล้ายเด็กสาวที่ได้ปลดปล่อยหัวใจ“ลิน วันนี้แกยิ้มเก่งจังเลย” แพรวหัวเราะคิก วิ่งเข้ามากอดแขนเธออย่างเอ็นดู“อืม…ทะเลมันทำให้ฉันสดชื่นขึ้นเยอะเลย” ลินตอบเสียงใส หันไปมองทะเลกว้างด้วยสายตาเปี่ยมพลัง ความรู้สึกหนักอึ้งในใจเมื่อวานเหมือนถูกคลื่นซัดพาออกไปไกลพีทยืนมองภาพตรงหน้า เขายกกล้องขึ้นกดชัตเตอร์เก็บรอยยิ้มของเธอไว้โดยไม่พูดอะไร เพราะภาพหญิงสาวในตอนนี้มีค่ามากกว่าคำพูดใด ๆด้านหลัง พ่อของเธอยืนกอดอกมองลูกสาวด้วยสายตาโล่งใจ เขาเห็นรอยยิ้มจริง ๆ จากหัวใจของลูกสาวอีกครั้งหลังจากที่ห่างหายไปนาน ความสุขของลูกสาวทำให้หัวใจคน
เสียงหัวเราะของแพรวยังคงดังคลอไปกับบรรยากาศในห้าง มาลินีพยายามยิ้มตาม แม้ในใจยังเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและว่างเปล่า แต่เธอก็รู้สึกว่าการมีเพื่อนอยู่ด้วยทำให้โลกไม่เงียบเหงาเหมือนเคยทั้งคู่เดินทอดน่องเรื่อยๆ เดินผ่านโซนอาหารของห้าง กลิ่นอาหารหอมกรุ่นจากร้านต่าง ๆ ลอยมาแตะจมูก ผู้คนมากมายจับจองโต๊ะ
ร้านอาหารย่านใจกลางเมืองบรรยากาศยามบ่ายหญิงสาวมาถึงก่อนเวลาเล็กน้อย เธอเลือกโต๊ะริมกระจกที่มองออกไปเห็นถนนที่รถพลุกพล่านตรงหน้า หญิงสาวนั่งเงียบ ๆ พลางกอดแขนตัวเองไว้หลวม ๆ ราวกับต้องการที่พึ่งทางใจ เสียงช้อนส้อมกระทบกันและเสียงพูดคุยจอแจรอบข้างไม่สามารถกลบความเหงาลึก ๆ ในใจได้ไม่นานนัก ร่างสูงโ
หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปเวลาที่ล่วงเลยไปเหมือนไม่มีความหมายอะไรสำหรับมาลินี ทุกเช้าเธอยังคงตื่นขึ้นมาเจอเพียงความเชยชาของผู้เป็นสามี ทุกคืนยังคงจบลงด้วยน้ำตาที่ซึมเปื้อนผ้าห่ม ทุกวันเหมือนถูกบังคับให้ใช้ชีวิตอยู่ในเรือนหอที่ไร้ความอบอุ่น แม้จะมีสถานะว่าเป็น 'ภรรยา' แต่ในความจริงแล้วเธอไม่ต่างอะไรกับแขกท
หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปเวลาที่ล่วงเลยไปเหมือนไม่มีความหมายอะไรสำหรับมาลินี ทุกเช้าเธอยังคงตื่นขึ้นมาเจอเพียงความเชยชาของผู้เป็นสามี ทุกคืนยังคงจบลงด้วยน้ำตาที่ซึมเปื้อนผ้าห่ม ทุกวันเหมือนถูกบังคับให้ใช้ชีวิตอยู่ในเรือนหอที่ไร้ความอบอุ่น แม้จะมีสถานะว่าเป็น 'ภรรยา' แต่ในความจริงแล้วเธอไม่ต่างอะไรกับแขกท







