เข้าสู่ระบบเรือนหอ
รุ่งเช้า แสงแดดยามเช้าส่องลอดผ่านผ้าม่านผืนบางเข้ามาในห้องนอน แสงอบอุ่นที่ควรปลุกให้วันใหม่สดใสกลับทำให้หญิงสาวบนเตียงนอนรู้สึกหนักอึ้งในอกมากกว่าเดิม เปลือกตาบางค่อย ๆ ลืมขึ้น ดวงตาที่บวมช้ำจากการร้องไห้ทั้งคืนยังคงแดงเรื่อ เธอขยับตัวเล็กน้อย ก่อนจะหลับตาลงอีกครั้งด้วยความอ่อนล้า ราวกับร่างกายปฏิเสธที่จะเริ่มต้นวันใหม่ "อื้อ…ปวดหัวจัง" เสียงบ่นเบาหวิวเล็ดลอดจากริมฝีปาก เธอฝืนยันกายลุกขึ้นนั่ง แต่แรงบีบที่ขมับทั้งสองข้างก็ทำให้ร่างเล็กต้องล้มตัวลงไปบนหมอนอีกครั้ง อาการไมเกรนกำเริบขึ้นทุกครั้งที่ความเครียดกดทับ และเมื่อคืน…เธอก็ร้องไห้จนไม่รู้ว่าหลับไปตอนไหน เวลาผ่านไปหลายนาที เธอค่อย ๆ พยายามฝืนตัวเองให้ลุกขึ้นอีกครั้ง แม้ขาจะสั่นไหวเล็กน้อยก็ตาม มือเรียวเอื้อมไปเปิดลิ้นชักข้างเตียงด้วยความหวังว่าจะเจอยาที่ช่วยบรรเทา แต่เมื่อค้นหาไปทั่วก็พบเพียงความว่างเปล่า “หมดเหรอเนี่ย…” เธอพึมพำเสียงแผ่ว สายตาไหวระริก น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง หญิงสาวทรุดตัวนั่งลงข้างเตียง มือกำขอบลิ้นชักแน่นเล็กน้อยเพื่อสะกดความเจ็บปวดทั้งกายทั้งใจที่รุมเร้า หญิงสาวพยายามฝืนกายลุกขึ้น แม้ศีรษะยังหนักอึ้งอยู่ทุกย่างก้าว เธอพยุงตัวเองเข้าห้องน้ำ ล้างหน้าเบา ๆ ให้ความเย็นของน้ำช่วยลดความร้อนผ่าวที่แผ่กระจายอยู่บนขมับ ร่างกายยังสั่นเล็กน้อย แต่เธอก็รวบรวมแรงเพื่อจะเปลี่ยนชุดลงไปซื้อยาไมเกรนที่ร้านขายยาด้านล่าง เมื่อบิดกลอนประตูห้องนอนแล้วก้าวออกมา เสียงวางแก้วกระทบโต๊ะดังขึ้นเบา ๆ ทำให้เธอเงยหน้าขึ้นอย่างประหลาดใจ “พี่เหนือ…” น้ำเสียงสั่นเล็กน้อย ดวงตากลมเบิกกว้างเมื่อเห็นร่างสูงของสามีนั่งไขว่ห้างอยู่ตรงโซฟา โต๊ะกระจกตรงหน้ามีแก้วกาแฟร้อนวางอยู่ กลิ่นหอมกรุ่นตลบอบอวลไปทั่วห้องนั่งเล่น เมื่อคืนเขากลับมาหรือเพิ่งกลับมากันแน่ เธอไม่แน่ใจ รอยยิ้มเล็กน้อยที่กำลังจะปรากฏกลับหยุดชะงักเมื่อเห็นสีหน้าของเขาที่เรียบเฉยเกินไป "พี่เหนือจะทานข้าวเช้ามั้ยคะ" เสียงหวานเอ่ยถามสามีเธอพยายามฝืนยิ้มแต่ดวงตาของเธอไม่ได้ยิ้มตาม "ฉันไม่กิน" ชายหนุ่มตอบกลับน้ำเสียงห้วนๆ เธอที่ได้รับความเย็นชาจากเขาก็เริ่มชินเสียแล้ว "พี่เหนือ...จะซื้ออะไรมั้ยคะลินจะลงไปซื้อยาค่ะ" หญิงสาวเอ่ยถามชายหนุ่มเสียงแหบแผ่ว "ยาอะไร" ชายหนุ่มหันมามองหญิงสาวก่อนจะถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง คิ้วขมวดชนกันด้วยสงสัย "ยาไมเกรนค่ะ...พอดีมันหมด" ชายหนุ่มจ้องมองหญิงสาวอย่างพิจารณา เขาไม่เคยรู้เลยว่าภรรยาในนามของเขาเป็นไมเกรนมาก่อน แต่จะรู้ได้ไงแค่วันหนึ่งคุยกันไม่ถึงสิบคำด้วยซ้ำ "ฉันไม่อยากได้อะไร..." ชายหนุ่มพูดจบก็ก้มลงเล่นโทรศัพท์ต่อ หญิงสาวเตรียมจะเดินออกจากห้องแต่ต้องหลุดชะงักหันมาถามเขาด้วยความสงสัย "พี่เหนือไม่ไปทำงานเหรอคะ" หญิงสาวเอ่ยถามชายหนุ่มด้วยความสงสัยเพราะตอนนี้ชายหนุ่มอยู่ในชุดลำลองสบายๆ แค่น้อยมากที่เขาจะหลุดงานแบบนี้ "อืม.." ชายหนุ่มออกเสียงภายในลำคอ หญิงสาวที่ได้ยินแบบนั้นก็พยักหน้าเข้าใจก่อนจะเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบๆ เวลาผ่านไปหญิงสาวก็เปิดประตูเข้ามาภายในห้องหลังจากไปซื้อยาและของใช้ในครัวเล็กน้อย ในมือของเธอมีทั้งถุงยาและของกินมากมาย เธอมองหาชายหนุ่มไปรอบห้องนั่งเล่นแต่ก็ไม่เจอคนเป็นสามี เธอหันตัวเดินเข้าไปในห้องครัวเพื่อที่จะนำของไปเก็บและเธอเองก็จะได้ทานยาด้วยเพราะตอนนี้อาการปวดมันเพิ่มมากขึ้นจนปวดไปถึงดวงตา แกร๊ก~ เสียงเปิดประตูห้องนอนของชายหนุ่มดังแวบหนึ่ง หญิงสาวที่กำลังกินยาและดื่มน้ำหันไปมองชายหนุ่มแต่ก็พบเพียงสายตาเรียบเฉยของชายหนุ่ม เขาเปลี่ยนชุดใหม่เหมือนจะออกไปข้าง “พี่เหนือ…จะไปไหนเหรอคะ” น้ำเสียงเธอสั่นเล็กน้อย แต่ไม่กล้าแม้แต่จะสบตา ชายหนุ่มเหลือบมองเธอเพียงเสี้ยววินาที ก่อนเอ่ยคำตอบเย็นชาที่ตัดใจของเธอออกจากใจทันที "ฉันจะไปหาปริม" เพียงคำสั้น ๆ นั้น หัวใจของลินเหมือนถูกกระแทกจนจุกจนแทบหายใจไม่ออก เขาก็เห็นอยู่ว่าเธอไม่สบายแต่ก็อย่างว่านะเธอไม่ได้สำคัญอะไรสำหรับเขาไม่ว่าเธอจะเป็นตายร้ายดียังไงเขาก็ไม่สนใจหรอก เธอเฝ้ามองร่างสูงของเขาเดินออกไป มือเรียวยกถุงยาแน่นเกร็งราวกับต้องพยุงตัวเองไม่ให้ล้ม ลินเดินเข้าไปในห้องนอนอีกครั้ง พิงตัวกับประตูช้า ๆ ปล่อยให้น้ำตาไหลรินเงียบ ๆ ในความมืดของห้อง ร่างเล็กทรุดตัวลงบนเตียง ผ้าห่มคลุมตัวเองแน่นเพื่อหนีความเจ็บปวดทั้งกายและใจ เสียงของความเงียบเย็นชาในห้องทำให้หัวใจเธอเหมือนถูกบีบแน่นยิ่งกว่าเดิมในที่สุด เธอหลับตาลงอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะได้พักผ่อน…แต่เพื่อหนีความจริงที่ว่า เขาไม่เคยมองเห็นเธอเลย ด้านทิศเหนือ ลานหน้าคอนโดของปริม แสงแดดยามสายสาดลงมากระทบพื้นลานจอดรถ เงาของต้นไม้เล็ก ๆ สะท้อนบนพื้นปูนทำให้บรรยากาศดูสดชื่นและสงบ ปริมก้าวขึ้นมาบนรถด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน "รอนนานมั้ย" ชายหนุ่มเอ่ยคนรักด้วยน้ำเสียงอ่อนนุ่มทันทีเมื่อเธอขึ้นมาบนรถ "ไม่ค่ะ...ปริมเพิ่งลงมา" ปริมหันไปยิ้มหวานให้ชายหนุ่มก่อนจะเอ่ยตอบเขา "ปริมอยากกินข้าวร้านไหนบอกพี่มาได้เลย" ชายหนุ่มพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนมีรอยยิ้มเล็กๆ แต้มอยู่บนหน้า "อื้อ...ร้านเดิมก็ได้ค่ะ" ปริมทำท่าทางคิดก่อนจะบอกร้านที่อยากทาน ชายหนุ่มที่ได้ยินแบบนั้นก็พยักหน้าให้เธอก่อนจะขับออกจากคอนโดของเธอทันที "พี่ไปไหนมาไหนกับปริมแบบนี้ภรรยาของพี่ไม่ว่าเหรอคะ" ปริมหันมาถามชายหนุ่มด้วยความอยากรู้ "เขาจะว่าอะไรได้พี่กับเขาแค่แต่งงานกันเพราะธุรกิจเท่านั้น" ปริมยกยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะเมื่อได้ขายหนุ่มพูดออกมาแบบนั้น "แล้วเมื่อไหร่พี่จะหย่ากับเขาค่ะ..." ปริมแสร้งทำหน้าเศร้าเพื่อเรียกคะแนนจากชายหนุ่ม และมันมั่งจะได้ผลเสมอ "อีกไม่นาน" ปริมยิ้มกว่างทันทีเมื่อได้ว่าเขากำลังจะหย่ากับภรรยาในนามหนึ่งสัปดาห์ผ่านไปคอนโดมิเนียมหญิงสาวยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ในห้องพักส่วนตัวที่คอนโด แสงไฟนวลส่องกระทบผิวขาวเนียนพร้อมเงาสะท้อนชุดเดรสยาวสีงาช้างที่เธอสวมอยู่ เดรสถูกออกแบบอย่างเรียบหรูแต่แฝงความอ่อนหวาน โอบเอวคอดกิ่วพอดีตัว ทำให้รูปร่างบอบบางของเธอยิ่งดูสง่างามขึ้น มาลินีหันซ้ายหันขวา ก่อนจะถอนหายใจยาว ๆ ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นก๊อก ก๊อก ก๊อก“เปิดประตูเร็ว ๆ ยัยลิน ฉันมาแล้ว” น้ำเสียงคุ้นหูดังลอดเข้ามาพร้อมเสียงหัวเราะร่าเริงหญิงสาวรีบวิ่งไปเปิดประตู แล้วร่างโปร่งบางของแพรว เพื่อนรักที่เปรียบเสมือนน้องสาวก็โผล่เข้ามาทันที “ว้าววววว… ยัยลิน วันนี้สวยเหมือนหลุดออกมาจากนิยายเลยนะ” แพรวอ้าปากค้าง ทำท่าตกตะลึงเกินจริงก่อนจะหัวเราะคิกคัก“อย่ามาล้อเลยน่า ฉันก็แต่งปกติ” หญิงสาวแก้มขึ้นสี ยกมือดันไหล่เพื่อนเบา ๆ“ปกติบ้านเธอสิ นี่มันสวยเวอร์ไปแล้ว ดูสิ หน้าแดงเชียว” แพรวยกคิ้วล้อเลียน ก่อนจะหันไปวางกระเป๋าลงบนโซฟา “ว่าแต่…ใจเต้นใช่มั้ยล่ะ เพราะคืนนี้พี่พีทจะมีเซอร์ไพรส์นะจ๊ะ” หญิงสาใสะดุ้งเฮือก หันขวับมาจ้องหน้าเพื่อน “อะไรนะ แพรว เธอรู้อะไรมาอีกแล้วใช่มั้ย” แพรวยิ้มกรุ้มกริ
หนึ่งปีต่อมา Lin’s Wardrobeแสงแดดยามสายสาดเข้ามาในร้านตัดเย็บเสื้อผ้าที่ใหม่เอี่ยมของมาลินี ผนังไม้โทนอ่อนและโคมไฟสไตล์วินเทจส่องประกายสะท้อนกับกระจกใส ทุกมุมของร้านถูกจัดวางอย่างเรียบร้อย เฟอร์นิเจอร์และเครื่องประดับตกแต่งเสร็จสมบูรณ์ ทำให้ร้านทั้งสวยงามและอบอุ่นหญิงสาวเดินสำรวจร้านด้วยรอยยิ้มกว้าง รู้สึกภูมิใจที่ฝันหลายปีของเธอถูกสร้างขึ้นจริง พีทยืนอยู่ข้าง ๆ คอยส่งรอยยิ้มให้เธออยู่ห่าง ๆ ด้วยสายตาเต็มไปด้วยความภูมิใจ“เอาล่ะ วันนี้เรามาฉลองการเริ่มต้นใหม่ของลินกันครับ” คุณอภิสิทธิ์ถือกรรไกรทองคำยืนรอหน้าโต๊ะพิธี เขาพูดพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะตัดริบบิ้นสีแดงผืนใหญ่ สัญลักษณ์แห่งการเปิดร้านวันแรก“ลินเก่งที่สุดเลย! วันนี้ฉันภูมิใจในตัวแกจริง ๆ” แพรว เพื่อนสาวสุดที่รักยืนอยู่ข้าง ๆ มาลินี หัวเราะชอบใจหญิงสาวหัวเราะเบา ๆ น้ำตาคลอเล็กน้อย แต่เธอไม่ได้เสียใจนี่คือความสำเร็จที่เธอคว้าเองด้านนอกหน้าร้าน ทิศเหนือยืนอยู่ห่าง ๆ มองภาพของมาลินีด้วยสายตาที่ผสมระหว่างความอาลัยและยอมรับ เขารู้แล้วว่า…เธอที่เขาไม่อาจครอบครองอีกต่อไป ได้ก้าวไปสู่ความสุขของตัวเองแล้ว และคนที่อยู่เคียงข้างเธอตอนนี
ด้านมาลินีรถยุโรปสีเงินคันหรูเลี้ยวเข้ามาจอดตรงริมฟุตบาท หญิงสาวก้าวลงจากรถอย่างระมัดระวัง มือยังถือแฟ้มเอกสารแน่นอยู่ในอ้อมแขน“ตรงนี้แหละครับ ที่พี่บอกว่าทำเลดี เจ้าของที่ต้องการขายขาดเลย ไม่ใช่ปล่อยเช่า” พีทเอ่ยขึ้นพลางหันไปยิ้มอุ่น ๆ ให้เธอดวงตาของหญิงสาวทอดมองไปยังพื้นที่เบื้องหน้า แม้ยังเป็นแค่ที่ดินเปล่าที่มีรั้วกั้นเก่า ๆ และหญ้ารกขึ้นบ้าง แต่ในจินตนาการของเธอกลับเห็นเป็นร้านตัดเย็บเล็ก ๆ ที่มีแสงไฟส่องอบอุ่น และหน้าต่างกระจกใสโชว์ชุดสวย ๆ ที่เธอออกแบบเอง“ลินอยากได้ค่ะ…” เธอพึมพำเบา ๆ เหมือนบอกกับตัวเองมากกว่าคนข้าง ๆ“งั้นก็ดีเลย วันนี้เจ้าของเขาจะเข้ามาเซ็นสัญญา ถ้าลินมั่นใจพี่จะช่วยดูรายละเอียดเรื่องเอกสารการซื้อขายให้” พีทยิ้มกว้างขึ้น ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างหนักแน่น เขาพร้อมที่จะซัพพอร์ตเธอทุกด้านหญิงสาวก้มหน้ามองแฟ้มในอ้อมแขนแน่น เธอใช้เวลาคิดมานาน กว่าจะกล้าก้าวออกจากความผิดหวังที่ยืดเยื้อมานับปี วันนี้เป็นวันแรกที่เธอเลือกตัวเองจริง ๆ“ลินอยากซื้อด้วยน้ำพักน้ำแรงของลินเองค่ะ เงินเก็บที่ลินมีอาจไม่มาก แต่พอรวมกับที่คุณพ่อให้มาเพิ่ม ก็คงเพียงพอสำหรับการเริ่มต้น” เสียงเธ
รุ่งเช้าแสงแดดอ่อนลอดผ้าม่านเข้ามาในห้อง มาลินีลุกขึ้นทั้งที่ตาบวมแดงจากการร้องไห้เมื่อคืน เธอไม่รอให้ใจตัวเองอ่อนแอไปมากกว่านี้ มือเรียวค่อย ๆ หยิบเสื้อผ้าบางส่วนใส่กระเป๋า เพื่อจะได้ย้ายออกไปได้ง่ายที่สุดในวันที่ทุกอย่างสิ้นสุดเสียงซิปกระเป๋า แกร๊ก... ดังสะท้อนในความเงียบ โดยที่เธอไม่รู้เลยว่าทุกการเคลื่อนไหวกำลังปลุกใครอีกคนชายหนุ่มที่นอนอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่น ขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเสียงดังผิดปกติ เขาลุกขึ้นอย่างสงสัย ก้าวไปหยุดที่หน้าประตูห้องของเธอ ก่อนบิดลูกบิดเข้าไป“ลิน…เธอทำอะไร” เสียงทุ้มต่ำแฝงความไม่พอใจดังขึ้น“ลินแค่เก็บของไว้ล่วงหน้า…จะได้ออกไปง่าย ๆ เมื่อถึงเวลาหย่า” หญิงสาวชะงัก มือที่กำลังพับเสื้อหยุดค้างกลางอากาศ ก่อนเงยหน้ามองเขา ดวงตาแดงช้ำแต่เด็ดเดี่ยวหัวใจของชายหนุ่มสะท้านวูบ ร่างสูงยืนนิ่งมองเธอเก็บของทีละชิ้น ราวกับทุกสิ่งที่เคยเป็นของเขากำลังถูกดึงออกไปทีละน้อย เขาไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมถึงรู้สึกใจหายขนาดนี้“ฉันบอกแล้วไง…ฉันไม่หย่า” เสียงของเขาขรึมต่ำ แต่หนักแน่น“พี่เหนือมีคุณปริมอยู่แล้ว และพี่ก็บอกเองว่ารักเธอ..พี่ยังรั้งลินไว้ทำไม...ทำไมถึงไม่ยอมหย่า” ห
เย็นวันสุดท้ายห้องพักริมชายหาดหญิงสาวยืนอยู่กลางห้องพักเล็ก ๆ บนเตียงขนาดคิงไซส์ เสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวถูกวางระเกะระกะ หญิงสาวค่อย ๆ พับเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเดินทางด้วยมือที่มั่นคงกว่าก่อนมา วันแรกที่เธอมาถึง ที่นี่เต็มไปด้วยน้ำตาและความสับสน แต่วันนี้…หัวใจกลับเบากว่าเดิมมากเธอยิ้มบางเมื่อหยิบชุดเดรสสีขาวลายดอกเล็กที่ใส่เดินริมทะเลในเช้าวันนั้นขึ้นมา ภาพตัวเองที่หัวเราะกับแพรว เสียงพีทที่บอกให้ยิ้มบ่อย ๆ และสายตาอบอุ่นของพ่อยังชัดเจนราวเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่“กลับไป…ฉันก็ต้องเข้มแข็งให้ได้” เธอพึมพำกับตัวเอง พลางรูดซิปกระเป๋าปิดดัง แกร็ก ราวกับสัญญากับหัวใจว่าจะไม่กลับไปเป็นคนที่อ่อนแออีกก๊อก ก๊อก ก๊อกเสียงเคาะประตูดังขึ้นเบา ๆ“ลิน เสร็จหรือยังลูก” เสียงทุ้มอบอุ่นของพ่อดังลอดเข้ามา“เสร็จแล้วค่ะพ่อ ลินกำลังออกไปค่ะ” เธอลุกขึ้นยกกระเป๋า รวบผมยาวขึ้นเป็นหางม้าหลวม ๆ ก่อนจะหันมามองห้องอีกครั้ง รอยยิ้มเล็กปรากฏบนใบหน้าเหมือนกำลังบอกลา ความเศร้าที่ทิ้งไว้ที่นี่เมื่อก้าวออกจากห้องพัก กลิ่นทะเลที่คุ้นเคยพัดมากระทบอีกครั้ง หญิงสาวสูดลมหายใจลึก ๆ เก็บความรู้สึกอบอุ่นไว้ในใจเป็นครั้งสุดท
รุ่งเช้า ริมทะเลสายลมอุ่น ๆ ของเช้าวันใหม่พัดพากลิ่นไอทะเลสดชื่นเข้ามา นกทะเลบินโฉบไปเหนือผืนน้ำที่สะท้อนแสงแดดระยิบระยับ เสียงคลื่นซัดเบา ๆ กลายเป็นท่วงทำนองที่ทำให้บรรยากาศเช้านี้แตกต่างจากเมื่อวานโดยสิ้นเชิง หญิงสาวเดินเท้าเปล่าบนหาดทรายละเอียด เธอสวมชุดเดรสสีขาวลายดอกเล็ก ๆ ที่ปลิวไสวตามแรงลม เส้นผมยาวสลวยสะบัดเบา ๆ เมื่อเธอหันมายิ้มให้พีทและแพรวสองพี่น้องที่กำลังวิ่งไล่จับกันอยู่ไม่ไกล รอยยิ้มสดใสที่เคยเลือนหายไปกลับมาอีกครั้ง แววตาที่เคยหม่นเศร้ากลับส่องประกายคล้ายเด็กสาวที่ได้ปลดปล่อยหัวใจ“ลิน วันนี้แกยิ้มเก่งจังเลย” แพรวหัวเราะคิก วิ่งเข้ามากอดแขนเธออย่างเอ็นดู“อืม…ทะเลมันทำให้ฉันสดชื่นขึ้นเยอะเลย” ลินตอบเสียงใส หันไปมองทะเลกว้างด้วยสายตาเปี่ยมพลัง ความรู้สึกหนักอึ้งในใจเมื่อวานเหมือนถูกคลื่นซัดพาออกไปไกลพีทยืนมองภาพตรงหน้า เขายกกล้องขึ้นกดชัตเตอร์เก็บรอยยิ้มของเธอไว้โดยไม่พูดอะไร เพราะภาพหญิงสาวในตอนนี้มีค่ามากกว่าคำพูดใด ๆด้านหลัง พ่อของเธอยืนกอดอกมองลูกสาวด้วยสายตาโล่งใจ เขาเห็นรอยยิ้มจริง ๆ จากหัวใจของลูกสาวอีกครั้งหลังจากที่ห่างหายไปนาน ความสุขของลูกสาวทำให้หัวใจคน
ร้านอาหารย่านใจกลางเมืองบรรยากาศยามบ่ายหญิงสาวมาถึงก่อนเวลาเล็กน้อย เธอเลือกโต๊ะริมกระจกที่มองออกไปเห็นถนนที่รถพลุกพล่านตรงหน้า หญิงสาวนั่งเงียบ ๆ พลางกอดแขนตัวเองไว้หลวม ๆ ราวกับต้องการที่พึ่งทางใจ เสียงช้อนส้อมกระทบกันและเสียงพูดคุยจอแจรอบข้างไม่สามารถกลบความเหงาลึก ๆ ในใจได้ไม่นานนัก ร่างสูงโ
หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปเวลาที่ล่วงเลยไปเหมือนไม่มีความหมายอะไรสำหรับมาลินี ทุกเช้าเธอยังคงตื่นขึ้นมาเจอเพียงความเชยชาของผู้เป็นสามี ทุกคืนยังคงจบลงด้วยน้ำตาที่ซึมเปื้อนผ้าห่ม ทุกวันเหมือนถูกบังคับให้ใช้ชีวิตอยู่ในเรือนหอที่ไร้ความอบอุ่น แม้จะมีสถานะว่าเป็น 'ภรรยา' แต่ในความจริงแล้วเธอไม่ต่างอะไรกับแขกท
หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปเวลาที่ล่วงเลยไปเหมือนไม่มีความหมายอะไรสำหรับมาลินี ทุกเช้าเธอยังคงตื่นขึ้นมาเจอเพียงความเชยชาของผู้เป็นสามี ทุกคืนยังคงจบลงด้วยน้ำตาที่ซึมเปื้อนผ้าห่ม ทุกวันเหมือนถูกบังคับให้ใช้ชีวิตอยู่ในเรือนหอที่ไร้ความอบอุ่น แม้จะมีสถานะว่าเป็น 'ภรรยา' แต่ในความจริงแล้วเธอไม่ต่างอะไรกับแขกท
บริษัท เวลา 18 : 00 น.ติ้ง~ เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ดังขึ้นบนโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยแฟ้มเอกสารสูงท่วมหัว ชายหนุ่มเหลือบตามองหน้าจอเพียงแวบเดียว ก่อนจัถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่ายแล้วกลับไปสนใจเอกสารตรงหน้าเหมือนไม่เคยเห็นข้อความนั้นมาก่อน หน้าจอโทรศัพท์ยังคงสว่างโชว์ข้อความจากภรรยาในนามลิน :







