LOGINรุ่งเช้า
แสงแดดอ่อนส่องผ่านผ้าม่านผืนบาง ทำให้ลินตื่นขึ้นด้วยความอ่อนเพลีย เธอพลิกตัวไปมาบนเตียง แต่ใจกลับไม่อาจสงบลงได้และเช่นเคย…เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยความว่างเปล่าที่หัวใจ "ฮื่อ…สายแล้ว" เธอพึมพำ พลางลุกขึ้นจากเตียง ลมหายใจร้อนๆ ของเธอเหมือนสะท้อนความเหนื่อยล้าในหัวใจ เดินเข้าห้องน้ำโดยไม่พูดอะไร แม้ในใจจะอยากให้ทุกวันมีรอยยิ้มจากเขา…แต่ก็รู้ว่ามันคงไม่เกิดขึ้น ผ่านไปสักพักหญิงสาวก็ออกมาจากห้องนอนเธอเดินไปที่ห้องครัวทันที เธอจะเตรียมกาแฟและมื้อเย็นไว้รอสามีทุกวันแต่รู้อยู่แล้วว่าเขาไม่เคยจะสนใจอาหารที่เตรียมตั้งใจเตรียมไว้ให้เขาแต่เธอก็ยังคงทำหน้าที่ภรรยาอย่างสม่ำเสมอ เมื่อเตรียมอาหารเช้าเธอเดินไปที่ห้องนอนของเขา เธอเคาะก่อนจะเปิดเข้าไปเมืีอเข้ามาก็ไม่เห็นที่เตียงนอนแล้วแต่ได้ยินสายน้ำไหลออกมาจากห้องน้ำ เธอเห็นแบบนั้นก็รีบเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าของชายหนุ่มเธอจะค่อยเตรียมชุดทำงานไว้ให้เขาทุกเช้าแต่ก็ยังดีที่เขาใส่ชุดที่เธอเตรียมไว้ให้ หญิงสาวหยิบสูทสีเทาเข้มออกมาจากตู้ มือเล็กลูบเบาไปบนเนื้อผ้าเรียบหรู ราวกับกำลังสัมผัสเจ้าของชุดโดยที่เขาไม่เคยยินยอมให้สัมผัส เธอเลือกเนคไทสีดำเข้มเข้าคู่กัน เพราะรู้ว่าเวลาเขาสวม มันยิ่งขับความสง่างามที่เธอแอบภาคภูมิใจอยู่เงียบๆ แม้จะรู้ดีว่าความตั้งใจเล็กน้อยนี้ไม่เคยมีความหมายสำหรับเขาเลย เมื่อสิ้นเสียงประตูปิดชายหนุ่มที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จออกมาจากห้องน้ำ เมื่อชายหนุ่มเดินออกมาก็เจอกับชุดที่ภรรยาในนามเตรียมไว้ให้ เขามองชุดด้วยสายตาว่างเปล่าก่อนจะหยิบมันไปใส่ทันที ครืน ครืน ครืน ชายหนุ่มที่กำลังในนาฬิกาหยุดชะงักทันทีเมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์ของตนมีสายเข้า เขาหยิบขึ้นมาดูก่อนจะยิ้มออกมาเมื่อเห็นว่าเป็นคนรักของเขาที่โทรมา "ครับ" ชายหนุ่มรับสายพร้อมกับพูดกับคนในสายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน 'พี่เหนือเที่ยงอยากทานอะไรคะ' "อะไรก็ได้ครับ ถ้าเป็นฝีมือของปริม…พี่ทานได้ทั้งนั้น" น้ำเสียงทุ้มอ่อนโยนของเขาถูกส่งผ่านปลายสาย อบอุ่นเสียจนแม้แต่ใบหน้าที่เคร่งขรึมก็ยังมีรอยยิ้มผ่อนคลายติดขึ้นมา 'โอเคค่ะ..พี่ไปทำงานรึยังคะ' "พี่กำลังแต่งตัวครับ" 'งั้นปริมไม่กวนแล้วค่ะเดี๋ยวไปทำงานสาย' "ครับ" ชายหนุ่มกดวางสายก่อนจะส่ายหัวไปมากับความน่ารักของคนรักเขาอยากใช้ชีวิตคู่กับมาโดยตลอดแต่ไม่เป็นดั่งหวังเมื่อเขาต้องมาแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รักเมื่อนึกถึงแบบนั้นก็ยิ่งโมโห "ค่ะ...คุณพ่อคือช่วงนี้พี่เหนือยุ่งๆ นะคะคงไม่ได้ไปทานข้าวที่บ้านหรอกค่ะ" ชายหนุ่มเปิดประตูออกเล็กน้อยมาเขาก็ได้ยินเสียงภรรยาในนามกำลังโทรศัพท์กับพ่อของเธออยู่ "ลินสบายดีค่ะ…พี่เหนือเขาดูแลลินดีมากเลยค่ะ" น้ำเสียงสดใสที่เอ่ยออกไปไม่สอดคล้องกับสายตาที่กำลังสั่นไหว หญิงสาวกำโทรศัพท์แน่น ราวกับจะใช้มันบังความจริงที่แหลกสลายภายในหัวใจ "ค่ะ...ช่วงบ่ายลินเข้าไปหานะคะ" ชายหนุ่มที่เห็นว่าหญิงสาววางสายจากผู้เป็นพ่อเขาก็เปิดประตูออกมา หญิงสาวที่เห็นชายหนุ่มออกมาจากห้องนอนแล้วเธอวางโทรศัพท์ลงก่อนจะหยิบแก้วกาแฟเดินไปดักหน้าชายหนุ่มที่กำลังเดินไปที่ประตู "พี่เหนือดื่มกาแฟก่อนมั้ยคะ...กำลังร้อนๆ เลย" หญิงสาวยื่นแก้วกาแฟให้เขาก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานพร้อมกับรอยยิ้มสดใส "ไม่ล่ะ..ฉันรีบ" ชายหนุ่มตอบกลับเสียงห้วนสั้นทำลายความหวังนั้นในพริบตา เขาเดินผ่านไปโดยไม่แม้แต่จะเหลือบมองแก้วกาแฟในมือเธอ มือเล็กที่กำแก้วไว้สั่นระริก ความร้อนของกาแฟไม่อาจกลบความเย็นชาที่แผ่ซ่านอยู่ในหัวใจได้เลย เธอมองตามหลังชายหนุ่มจนประตูปิดลงด้วยสายเศร้าหมอง "เมื่อไหร่พี่จะเห็นความตั้งใจของลินบ้าง" หญิงสาวก้มแก้วกาแฟก่อนจะพึมพำออกมาแผ่วเบา หญิงสาวเดินกลับมาที่โต๊ะก่อนจะนั่งทานมื้อเช้าคนเงียบๆ อย่างทุกวัน แกร๊ก หลังจากเธอทานข้าวเช้าเสร็จเธอก็เดินเข้าไปทำความสะอาดภายในห้องนอนของเขาอย่างทุกครั้งและสิ่งที่ทำให้เธอต้องหยุดมองทุกครั้งคือรูปคู่ของเขาและรักที่ตั้งอยู่หัวเตียงนอนเธอได้แต่อิจฉาหญิงสาวรูปที่ได้ทั้งหัวใจและความอ่อนโยนจากเขา หญิงสาวสลัดความคิดที่ทำให้เธอเศร้าใจก่อนจะลงมือทำความสะอาดของห้องนอนให้อย่างรวดเร็วเพื่อที่จะไม่เห็นที่ทำให้เธอปวดใจ ปึก "เอ๊ะ.." หญิงสาวหยิบกางเกงกองอยู่ข้าตะกร้าใส่ตะกร้าใหม่ให้เรียบร้อยแต่พอเธอใส่ลงในตะกร้าก็เกิดเสียงดังขึ้น เธอจึงหยิบมันขึ้นมาดูว่ามีอะไรอยู่ในกระเป๋ารึเปล่า เธอล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงมือของเธอจับถูกกล่องสี่เหลี่ยมขนาดเล็กจึงหยิบออกมาดูว่ามันคืออะไร "สวยจัง" หญิงสาวเปิดกล่องสีเหลี่ยมที่มีขนาดเล็กออกก็พบกับกำไลเพชรหรูหรา งดงามเปล่งประกาย เธอมองกำไลข้อมือด้วยความอิจฉาเมื่อนึกถึงว่าเขาคงจะซื้อให้คนรักของเขาเพราะตลอดที่เธอแต่งงานกับเขามาเธอไม่เคยได้รับของแบบนี้จากเขาเลยสักชิ้น "เก็บดีกว่าคงไม่ใช่ของเราแน่เลย" หญิงสาวพูดออกมาแผ่วก่อนจะปิดฝากล่องวางไว้ที่โต๊ะหัวเตียง เธอหันหลังก้าวออกจากห้องแล้วแต่ก็ยังหันกลับไปมองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยทั้งความอิจฉาและความเจ็บปวดที่ไม่เคยเอื้อมถึง คฤหาสน์ เวลา 11:45 น. หญิงสาวก้าวลงจากรถแท็กซี่ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ราวกับอยากเก็บแรงใจกลับมาใช้ใหม่ ก่อนจะเดินเข้าไปยังบ้านของตนเอง ในมือเต็มไปด้วยผลไม้และของกินมากมายที่ตั้งใจซื้อมาฝากผู้เป็นพ่อ “สวัสดีค่ะ คุณพ่อ” ลินวางข้าวของลงก่อนจะยกมือไหว้ผู้เป็นพ่ออย่างนอบน้อม “ซื้ออะไรมาตั้งเยอะแยะลูก” คุณอภิสิทธิ์เอ่ยถามพลางหันไปมองถุงมากมายที่แม่บ้านช่วยกันถือเข้าไปข้างใน ก่อนจะเดินเข้ามาหาลูกสาว “ผลไม้ที่คุณพ่อชอบค่ะ…ลินคิดถึงคุณพ่อจังเลยค่ะ” หญิงสาวยิ้มบาง ก้าวเข้าไปกอดคุณพ่อด้วยท่าทางออดอ้อนก่อนจะพากันเดินไปนั่งที่โซฟา “โตจนแต่งงานแล้วนะ ยังทำตัวอ้อนพ่อเหมือนเด็กอยู่เลย” คุณอภิสิทธิ์ลูบศีรษะลูกสาวแผ่วเบา ความเอ็นดูยังคงเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน หญิงสาวไม่ได้ตอบอะไร เพียงเอนกายลงหนุนตักผู้เป็นพอเหมือนตอนยังเป็นเด็กน้อย ดวงตาหลุบต่ำคล้ายเก็บซ่อนน้ำตา เพราะที่นี่เธอยังรู้สึกว่าได้รับความรักเสมอ ต่างจากบ้านที่เพิ่งจากมา ที่เต็มไปด้วยความว่างเปล่าและเย็นชา "ลินลูกเป็นอะไรรึเปล่าบอกพ่อได้มั้ย" คุณอภิสิทธิ์เอ่ยถามลูกสาวที่ช่วงนี้เขาสังเกตได้ว่าลูกสาวของตนไม่สดใสเหมือนเมื่อก่อน "...." หญิงสาวมองคุณพ่อก่อนจะส่ายหัวไปมาโดยพยายามหลบสายตาคุณพ่อเพื่อที่เขาจะได้ไม่จับสังเกตได้ว่าเธอกำลังมีเรื่องทุกข์ใจ "ตอนนี้ลูกไม่อย่าบอกพ่อก็ไม่เป็นไร...แต่ถ้าวันหนึ่งลูกพร้อมพ่อก็พร้อมจะรับฟังลูกได้เสมอ เรายังกันอยู่สองคนพ่อลูกแล้วนะ" หญิงสาวที่ได้ยินคุณพ่อพูดแบบนั้นก็รีบลุกขึ้นนั่งก่อนจะกอดคุณพ่อ เธอรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่ได้รับจากอ้อมโอบนี้ "เอาแล้วไม่คุยเรื่องนี้แล้ว...กินส้มดีกว่าเดี๋ยวลินแกะให้นะคะ" หญิงสาวยิ้มหวานให้คุณพ่อก่อนจะหยิบส้มขึ้นแกะ ที่แม่บ้านเพิ่งยกมาให้ คุณอภิสิทธิ์แอบมองลูกสาวเงียบๆ ในใจเต็มไปด้วยความห่วง เขารู้แน่ว่าลูกมีเรื่องบางอย่างเก็บซ่อนอยู่ เพียงแต่ยังไม่พร้อมจะเล่าให้ฟังเท่านั้นเอง คฤหาสน์ เวลา 16:19 น. แสงสุดท้ายของยามเย็นคล้อยต่ำ สีส้มหม่นเจือปนความเงียบสงบทอดผ่านหน้าต่างบานใหญ่ หญิงสาวนั่งอยู่เคียงข้างคุณพ่อบนโซฟา ความเงียบระหว่างสองพ่อลูกไม่ได้อึดอัด หากเต็มไปด้วยความอบอุ่นที่เธอพยายามจะซึมซับให้มากที่สุด เธอยกผลไม้ใส่จานให้คุณพ่อ พลางคุยเรื่องเล็กน้อยทั่วๆ ไป รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนใบหน้าที่ซ่อนความเหนื่อยล้าไว้ลึกในหัวใจ และยิ่งค่ำลงเท่าไร หญิงสาวก็ยิ่งรู้ว่าช่วงเวลาที่เธออยากยืดออกไป…ใกล้สิ้นสุดลงแล้ว “เย็นมากแล้วนะลูก กลับคอนโดเถอะ เดี๋ยวพี่เหนือเขาจะรอ” น้ำเสียงคุณอภิสิทธิ์อ่อนโยน แต่แฝงความกังวลอยู่ในที หญิงสาวเงยหน้าขึ้น ริมฝีปากคลี่ยิ้มบางที่ดูเหมือนจะสดใส หากแววตากลับหม่นเศร้า 'รอเหรอคงไม่มีวันนั้นหรอก' เธอคิดในใจ “ขออยู่กับคุณพ่ออีกนิดได้มั้ยคะ…ลินยังไม่อยากกลับเลย” คุณอภิสิทธิ์หัวเราะเบาๆ พลางยื่นมือมาลูบเส้นผมลูกสาวอย่างแผ่วเบา “พ่อก็อยากให้อยู่เหมือนกัน แต่ลูกก็ต้องไปทำหน้าที่ของตัวเองนะ” หัวใจเธอเจ็บหน่วงเหมือนถูกดึงรั้ง หญิงสาวซุกตัวกอดคุณพ่อแน่น ราวกับต้องการความอบอุ่นสุดท้ายเพื่อพกพากลับไปยังที่ซึ่งเธอเรียกว่า บ้าน แต่กลับเต็มไปด้วยความว่างเปล่า “ลินรักคุณพ่อนะคะ” เสียงเธอสั่นไหว น้ำตารื้นขึ้นมาจนต้องกะพริบกลืนมันกลับไป “พ่อก็รักลินที่สุด อย่าลืมสิ ถ้ามีเรื่องอะไร พ่ออยู่ตรงนี้เสมอ” คุณอภิสิทธิ์กอดตอบลูกสาวสุดที่รักแน่นขึ้น “งั้น…ลินกลับก่อนนะคะ คุณพ่อพักผ่อนเยอะๆ นะคะ” เธอพยักหน้าช้าๆ ก่อนจะค่อยๆ ผละออกมา ฝืนยิ้มแม้ดวงตาแดงก่ำเวลา 20:30 น.เรือนหอภายในห้องครัวที่เงียบสงบ มีเพียงเสียงน้ำไหลจากก๊อกและเสียงจานกระทบกันเบา ๆ หญิงสาวร่างบางกำลังล้างจานอย่างเพลิดเพลิน ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มบาง ๆ อย่างไม่รู้ตัว เธอรู้สึกอบอุ่นเล็กน้อยในหัวใจ… เป็นความสุขเล็ก ๆ ที่แทรกตัวขึ้นมาโดยไม่คาดคิดทันใดนั้น เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เธอรีบล้างมือหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดรับสายทันที เมื่อเห็นชื่อเพื่อนสนิทโชว์ขึ้นมาบนหน้าจอ“ฮัลโหล… แพรว มีอะไรรึเปล่า” เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสดใส“เปล่าหรอก แค่จะชวนแกไปเที่ยวทะเลด้วยกัน… อีกอย่าง พรุ่งนี้วันเกิดแกไม่ใช่เหรอ”น้ำเสียงปลายสายแฝงความสงสัยเล็กน้อยหญิงสาวชะงักไปชั่วครู่ เธอรีบหันไปมองปฏิทินตั้งโต๊ะที่วางอยู่ไม่ไกล ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ“จริงด้วย… ฉันลืมวันเกิดตัวเองไปได้ยังไงเนี่ย…” เธอพึมพำออกมาแผ่วเบา ราวกับเพิ่งตระหนักว่าเธอเศร้าจนหลงลืมแม้แต่วันสำคัญของตัวเอง“แกไม่มีนัดใช่มั้ย? พรุ่งนี้ฉันไปรับสิบโมงนะ โอเค บ๊ายบาย”“เดี๋ยว… ยัยแพรว”เธอยังพูดไม่ทันจบดี เพื่อนสาวก็วางสายไปเสียแล้ว“ก็ดีเหมือนกัน… ไม่ได้ไปทะเลนานแล้ว” หญิงสาวถอนหายใจเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะน้อย ๆ
เรือนหอรุ่งเช้า เสียงนาฬิกาดิจิทัลที่หัวเตียงดังแผ่ว ๆ บอกเวลาเจ็ดโมงครึ่ง ร่างสูงที่นอนตะแคงอยู่พลิกตัวช้า ๆ เปลือกตาคมค่อย ๆ เปิดขึ้นรับแสงแดดยามเช้าที่ลอดเข้ามาทางผ้าม่านสีอ่อนชายหนุ่มถอนหายใจยาว มือหนายกขึ้นกดขมับ ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างยังคงวนเวียนอยู่ในอกตั้งแต่เมื่อคืน ความว่างเปล่าในห้องของเธอ ภาพห้องที่ถูกเก็บเรียบร้อยแต่ไร้ร่างของมาลินี ยังติดตาอยู่ไม่หาย เขาไม่ควรจะคิดอะไรเลยด้วยซ้ำไม่ควรจะใส่ใจ…แต่ก็หงุดหงิดอยู่อย่างบอกไม่ถูก“จะไปไหนก็เรื่องของเธอสิ…ฉันไม่จำเป็นต้องรู้” เขาพึมพำกับตัวเองเสียงต่ำ แต่พอเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ ความเงียบที่รายล้อมกลับก่อให้เกิดความรำคาญเล็ก ๆ ราวกับข้างในมันคอยย้ำว่ามีบางอย่างขาดหายชายหนุ่มพลิกตัวลุกขึ้นจากเตียงในที่สุด เขาเดินเข้าห้องน้ำ ใช้เวลานานกว่าปกติในการล้างหน้า แช่ตัวอยู่กับสายน้ำเหมือนต้องการไล่ความคิดฟุ้งซ่าน แต่กลับไม่สำเร็จเมื่อออกมาแต่งตัวเรียบร้อย เขาไม่ได้ตรงไปบริษัทเหมือนเช่นทุกวัน แต่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดต่อสายหาเลขา“เอางานทั้งหมดของวันนี้มาส่งที่คอนโด ฉันจะทำที่นี่”เสียงทุ้มเอ่ยสั้น ๆ 'ครับท่านประธาน' เลขาหนุ่
เวลา 19 : 30 น.ห้องอาหารแสงไฟอุ่นในห้องอาหารขนาดใหญ่ถูกเปิดขึ้น โต๊ะยาวไม้สักถูกจัดวางอาหารที่แม่บ้านตั้งใจทำอย่างประณีต กลิ่นหอมของกับข้าวที่มาลินีชอบตั้งแต่เด็ก ๆ ลอยอบอวลอยู่ทั่วห้อง“คุณลุงคะ กลิ่นหอมมากเลยค่ะ ดูก็รู้ว่าเป็นอาหารโปรดของลินทั้งนั้น” แพรวพูดพร้อมรอยยิ้ม พลางช่วยแม่บ้านจัดจานเพิ่ม“ก็ต้องสิ…ลูกสาวพ่อกลับมาทั้งที จะให้พลาดได้ยังไง” คุณอภิสิทธิ์หัวเราะเบา ๆ ก่อนจะหันไปมองลูกสาวที่นั่งเงียบ ยกช้อนตักแกงจืดรสอ่อนที่เธอเคยโปรดปรานใส่ถ้วยของเธอ“กินเยอะ ๆ นะลูก ช่วงนี้ผอมไปหรือเปล่า พ่อเห็นแล้วไม่สบายใจเลย” คุณอภิสิทธิ์มองลูกสาวด้วยสายตาที่เป็นห่วง“ค่ะคุณพ่อ ลินจะกินเยอะ ๆ เลย” หญิงสาวชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็ฝืนยิ้มรับ แพรวนั่งมองเพื่อนพลางยิ้มบาง ๆ เธอเห็นได้ชัดว่าลินพยายามฝืนเก็บความเศร้าไว้ข้างใน แต่ต่อหน้าคุณอภิสิทธิ์ เธอก็ยังคงเป็น “ลูกสาวที่สดใส” ของคุณพ่ออยู่เสมอ“แพรวก็ทานเยอะ ๆ นะลูก อยู่เมืองนอกไม่ค่อยได้กินอาหารไทยแท้ ๆ แบบนี้ใช่ไหม” คุณอภิสิทธิ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงอบอุ่น“ใช่เลยค่ะคุณลุง…ห่างบ้านทีไรก็คิดถึงอาหารฝีมือแม่บ้านที่นี่ทุกที” แพรวตอบด้วยความจริงใจ พลางเ
เสียงหัวเราะของแพรวยังคงดังคลอไปกับบรรยากาศในห้าง มาลินีพยายามยิ้มตาม แม้ในใจยังเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและว่างเปล่า แต่เธอก็รู้สึกว่าการมีเพื่อนอยู่ด้วยทำให้โลกไม่เงียบเหงาเหมือนเคยทั้งคู่เดินทอดน่องเรื่อยๆ เดินผ่านโซนอาหารของห้าง กลิ่นอาหารหอมกรุ่นจากร้านต่าง ๆ ลอยมาแตะจมูก ผู้คนมากมายจับจองโต๊ะ บางคนหัวเราะ บางคู่จับมือกันแน่น เสียงเหล่านั้นบาดลึกลงไปในหัวใจของหญิงสาวโดยไม่รู้ตัว สายตาของหญิงสาวเผลอกวาดมองไปรอบ ๆ อย่างเลื่อนลอย ทว่าในเสี้ยววินาทีหนึ่ง เธอกลับชะงักฝีเท้าลงแทบจะทันทีที่มุมหนึ่งของร้านอาหารตกแต่งหรู โต๊ะริมกระจกซึ่งมีแสงไฟอุ่นส่องกระทบ เธอเห็นร่างสูงสง่าของชายคนหนึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามหญิงสาวอีกคน...'พี่เหนือ' หัวใจของหญิงสาวแทบหยุดเต้น ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกตรึงเอาไว้ เธอไม่จำเป็นต้องกะพริบตาซ้ำก็รู้แน่ว่าเป็นเขา สามีในนามของเธอและผู้หญิงคนนั้น...ก็คือ ปริม หญิงสาวที่เขารักหมดใจปริมกำลังยิ้มอย่างสดใส ดวงตาทอประกายความสุขเมื่อมองชายหนุ่มตรงหน้า เสียงหัวเราะเบา ๆ ของเธอเล็ดลอดออกมา ขณะที่เหนือเองก็ยกมือขึ้นตักอาหารป้อนปริมด้วยท่าทีอ่อนโยน แววตาที่เขาใช้มองผู้หญิงคนน
ร้านอาหารย่านใจกลางเมืองบรรยากาศยามบ่ายหญิงสาวมาถึงก่อนเวลาเล็กน้อย เธอเลือกโต๊ะริมกระจกที่มองออกไปเห็นถนนที่รถพลุกพล่านตรงหน้า หญิงสาวนั่งเงียบ ๆ พลางกอดแขนตัวเองไว้หลวม ๆ ราวกับต้องการที่พึ่งทางใจ เสียงช้อนส้อมกระทบกันและเสียงพูดคุยจอแจรอบข้างไม่สามารถกลบความเหงาลึก ๆ ในใจได้ไม่นานนัก ร่างสูงโปร่งของหญิงสาวคนหนึ่งก็เดินเข้ามาในร้านด้วยท่าทีร่าเริง ผมยาวสลวยปลิวไหวตามแรงก้าวเดิน ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มสดใสจนมาลินีเผลอลุกขึ้นยืนต้อนรับทันที“แพรว” น้ำเสียงของมาลินีสั่นเครือ แต่เต็มไปด้วยความดีใจ“ลิน” เพื่อนสาวโผเข้ามากอดทันที แรงกอดแน่นนั้นทำให้หัวใจที่แหลกสลายของมาลินีอบอุ่นขึ้นเล็กน้อย ราวกับได้รับกำลังใจที่ไม่เคยมีในบ้านหลังนั้น“คิดถึงเธอที่สุดเลย...แกสบายดีมั้ย” แพรวเอ่ยพลางผละออกมามองหน้าเพื่อนอย่างสำรวจ "อืม...ฉันสบายดี" หญิงสาวตอบกลับเพื่อนสาวด้วยรอยยิ้มแต่ภายในใจเธอแตกสลายไม่เหลือชิ้นดี"แต่ฉันดูออกว่าแกไม่มีความสุข..แกไม่สดใสเหมือนเมื่อก่อน" แพรวมองหญิงสาวด้วยสายตากังวล สีหน้าเธอเต็มไปด้วยคำถามมากมายที่อยากรู้ แต่ก็พยายามไม่จี้จุดจนเกินไปหญิงสาวไม่ตอบ เพียงแค่ก้มลงมองแก้วน
หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปเวลาที่ล่วงเลยไปเหมือนไม่มีความหมายอะไรสำหรับมาลินี ทุกเช้าเธอยังคงตื่นขึ้นมาเจอเพียงความเชยชาของผู้เป็นสามี ทุกคืนยังคงจบลงด้วยน้ำตาที่ซึมเปื้อนผ้าห่ม ทุกวันเหมือนถูกบังคับให้ใช้ชีวิตอยู่ในเรือนหอที่ไร้ความอบอุ่น แม้จะมีสถานะว่าเป็น 'ภรรยา' แต่ในความจริงแล้วเธอไม่ต่างอะไรกับแขกที่ไร้ตัวตนเจ็ดวันที่ผ่านมา เขาแทบไม่พูดกับเธอเลยสักคำ วันหยุดเขาแทบจะไม่อยู่บ้านเลยเพราะเขาจะพาคนรักของเขาเที่ยวไปดินเนอร์ ทิ้งให้เธออยู่กับความเงียบที่กัดกินใจทีละน้อย เธอคิดว่าตัวเองคงชินแล้ว แต่ความเจ็บปวดบางอย่างต่อให้ซ้ำซากแค่ไหนก็ไม่เคยเบาบางลง มีแต่ทับถมจนหนาแน่นขึ้นทุกทีและวันนี้เธอไม่สามารถหลบหนีได้เหมือนทุกวันเพราะครอบครัวของเขานัดให้เธอและเขาไปรับประทานอาหารร่วมกันที่บ้านเสียงล้อรถบดไปบนถนนราวกับเคลื่อนช้าเป็นพิเศษในความรู้สึกของเธอ หญิงสาวนั่งเบียดชิดประตูอีกฝั่ง ปล่อยให้ความเงียบโรยตัวเข้าครอบคลุมทั่วทั้งรถ ร่างสูงที่นั่งข้างเธอขับรถด้วยสีหน้าเรียบเฉย ดวงตาจับจ้องถนนตรงหน้าโดยไม่เหลือบมามองแม้แต่น้อยหญิงสาวบีบมือตัวเองแน่น พยายามควบคุมแรงสั่นของปลายนิ้ว วันนี้เธอต้องทำเหมือนท







