เข้าสู่ระบบเดิมทีเฟิงจื่อรุ่ยตั้งใจจะพาอีกฝ่ายออกไปเที่ยวเปิดหูเปิดตาสักหน่อย เพราะตั้งแต่มาอยู่เซี่ยงไฮ้ก็ไม่เคยได้ออกไปไหนเลย นอกจากอุดอู้อยู่ในคฤหาสน์ ครั้นเมื่อเหตุการณ์ทุกอย่างกลับกลายเป็นแบบนี้ก็จำต้องพากลับเท่านั้น
บรรยากาศภายในรถเงียบสนิท ไม่มีแม้แต่เสียงของใครเล็ดลอดออกมา ถ้าจะมีก็คงแค่เสียงแอร์แผ่วเบาเท่านั้นแหละ ไม่นานล้อก็พลันหยุดหมุนอยู่ตรงหน้าคฤหาสน์ตระกูลเฟิงอีกครั้ง หลังจากออกมาจัดการธุระเกือบหนึ่งวันเต็ม ๆ ร่างบางไม่รอช้ารีบพาตัวเองก้าวพ้นออกมาจากบรรยากาศอันน่าอึดอัดในรถคันหรูนี้ทันที โดยไม่คิดรอให้หยงอี้เปิดประตูให้เหมือนทุกครั้ง
ดวงตาสีรัตติกาลจ้องมองแผ่นหลังบางของคนที่เดินออกไปแล้วด้วยความหนักใจ ก่อนจะเหลือบไปเห็นเสื้อสูทของตัวเองที่ถูกถอดถอดทิ้งเอาไว้บนเบาะนั่งข้างหลังประหนึ่งสิ่งของไร้ค่าไม่จำเป็นอย่างไรอย่างนั้น
อวี่เฉินเมื่อกลับถึงห้องก็เขวี้ยงกระเป๋าลงบนเตียงพลางนั่งทรุดกายลงแนบชิดติดกับประตูทันที เพราะตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ก็แทบไม่เคยมีวันไหนได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขสักที ทั้งที่ไม่เคยขออะไรมากมาย อย่างน้องก็เพียงที่พึ่งพิงยามเหนื่อยล้าให้กันสักหน่อยเท่านั้น
ดวงตาคู่งามเจือหยาดน้ำตาได้แต่นั่งสะอื้นไห้อยู่แบบนั้นหลายนาที จนเริ่มรู้สึกดีขึ้นก็หยัดกายลุกขึ้นยืนเพื่อปาดน้ำตาที่ยังคงเกาะพราวอยู่บนใบหน้าออกอย่างลวก ๆ จากนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไร ภาวนาขอแค่ให้ตัวเองไม่ต้องเจออะไรที่หนักหนาไปกว่านี้อีกแล้วก็พอ
มือบางเอื้อมหมุนลูกบิดประตูห้องน้ำเพื่อเตรียมแช่กายลงอ่างไม้หอมที่ถูกเตรียมเอาไว้ล่วงหน้าจากแม่บ้านของที่นี่ และไม่ลืมจุดกำยานพร้อมกับหรี่ไฟลงในห้องเพื่อสร้างบรรยากาศอีกด้วย
เสื้อคลุมกายถูกถอดทิ้งเอาไว้อยู่บนพื้นข้างล่าง ก่อนเรือนกายขาวเนียน พร้อมบั้นท้ายกลมกลึง และสัดส่วนได้รูปประหนึ่งหุ่นปั้นจะหยัดกายเปลือยเปล่าลงไป
“เฮ้อ สบายจัง” ทันทีที่ก้าวเข้ามา ทั้งความหงุดหงิดพร้อมกับเรื่องราวแย่ ๆ ที่พบเจอมาในวันนี้ก็พลันมลายหายไปในพริบตา ก่อนปิดเปลือกตาลงเพื่อทำสมาธิให้ใจสงบลง
ถ้าหากตอนนี้อยากจะสงสารใครสักคนก็คงไม่พ้นเจ้าของคฤหาสน์นั่นแหละ ที่บัดนี้กำลังเดินวนเวียนไปมาอยู่ตรงหน้าประตูห้องของอวี่เฉิน รอแล้วรอเล่าก็ไม่มีทีท่าว่าเจ้าของห้องจะเปิดออกมาสักที
แต่ดูเหมือนในความโชคร้ายก็ยังคงมีความโชคดีหลงเหลืออยู่ เมื่อเห็นแม่บ้านใหญ่กำลังเดินตรงเข้ามาทางนี้พอดี
“อ้าว นายท่านมายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้ค่ะ”
“เปล่า ฉันแค่เดินผ่านมาน่ะ” คนมีศักดิ์เป็นเจ้านายพยายามปั้นหน้าให้ปกติ และไม่ลืมทำทีปฏิเสธ
“ค่ะ ถ้าอย่างนั้นดิฉันขอตัวก่อนนะคะ” ว่าแล้ว แม่บ้านใหญ่ก็หยิบพวงกุญแจขนาดเขื่องขึ้นมาไขห้องตรงหน้าต่อทันที
“แล้วมาทำอะไรที่ห้องของนายหญิงเหรอ”
“อ๋อ ดิฉันจะเข้ามาเก็บอ่างไม้หอมให้นายหญิงน่ะค่ะ”
“งั้นเอามาให้ฉัน เพราะฉันกะจะเข้าไปหาเขาอยู่พอดีเลย” แม่บ้านใหญ่ยกมือขึ้นเกาศีรษะเล็กน้อย เพราะหากจำไม่ผิดเมื่อครู่นายท่านเพิ่งบอกว่าตัวเองแค่เดินผ่านมาเท่านั้นไม่ใช่เหรอ ?
สุดท้ายก็ไม่ได้คิดสนใจต่อ ในเมื่อเจ้านายว่าอย่างไรเธอก็มีเพียงแค่ต้องยอมทำตามแต่โดยดี
ร่างสูงใหญ่ถือวิสาสะเข้ามาในห้องของอีกคนโดยไม่บอกกล่าว จ้องมองผ้าคลุมสีแดงถูกถอดเอาไว้อยู่ตรงเบื้องหน้าประตู
ครืด…
อวี่เฉินถอนหายใจออกเล็กน้อย ครั้นได้ยินก็รู้ว่าแม่บ้านคงมาทำหน้าที่ของเขาแล้ว จึงไม่ได้สนใจจะลืมตาขึ้นมามองแต่อย่างใด หนำซ้ำยังเอ่ยปากขอให้บุคคลดังกล่าวมาช่วยถูหลังให้อีกต่างหาก
“ช่วยถูหลังให้ฉันหน่อยสิ แล้วหยิบสบู่และผ้าขนหนูตรงนั้นนะ” แขนเรียวยาวชี้ไปยังจุดที่ตั้งเอาไว้ แต่กระนั้นก็ยังคงไม่คิดลืมตาขึ้นมามองเหมือนเดิม ก่อนหันหลังเปลือยเปล่าที่สะท้อนกับแสงรำไรจากช่องบานหน้าต่างเล็กน้อยที่ยังคงเปิดอ้าอยู่ให้คนข้างหลังได้เชยชม
จื่อรุ่ยเงียบและทำตามคำขออย่างดี ในเมื่อไม่คิดจะหันมาถามอะไร งั้นก็จะเลยตามเลยแล้วกัน มารู้ทีหลังก็อย่ามาโวยวายล่ะ
มือใหญ่หยิบสบู่ขึ้นมาสัมผัสและถูลงบนแผ่นหลังเนียนจนทั่ว ก่อนใช้มืออีกข้างลูบไล้ต่ออย่างแผ่วเบา
“ลงมาอีกหน่อยสิ ถูแค่ตรงนั้นมันจะสะอาดได้ยังไง” มือของคนอายุมากกว่าหยุดกึกเล็กน้อย
“...” คนที่กำลังนั่งหลับสบายอยู่บนอ่างขมวดคิ้วเข้าหากัน เมื่อเริ่มเห็นว่าแม่บ้านเงียบไป เลยตัดสินใจอธิบายเพิ่มอีกเล็กน้อย
“ไม่ต้องห่วง ฉันไม่ได้ให้เธอถูเข้ามาถึงตรงนั้น แค่ให้เลยกลางหลังไปอีกนิดเอง” อวี่เฉินว่า ก่อนหลับตาลงไปอีกครั้ง
กลางแผนหลังถูกปรนนิบัติด้วยความละเมียดละไมอยู่อย่างนั้นหลายนาทีจนอวี่เฉินเริ่มรู้สึกสบายตัวมากขึ้นแล้ว ก่อนคิดได้ว่าควรลุกออกมาจากตรงนี้เสียที ขืนอยู่นานคงได้เป็นไข้กันพอดี
“พอแล้ว ฉันจะลุกขึ้น เธอช่วยหยิบเสื้อคลุมข้างล่างขึ้นมาสวมใส่ให้ฉันหน่อยสิ” ไม่พูดเปล่า แถมร่างขาวไร้ซึ่งสิ่งปกปิดยังโผล่พ้นขึ้นเหนือผืนน้ำอย่างย่ามใจ ก่อนดวงตาของคนอายุมากกว่าที่ยังไม่ทันได้เตรียมใจว่าเจอกับก้นกลมกลึงสองลูกใต้แสงไฟสลัวนั่นคาตา ใบหน้าหล่อเหลาแข็งค้าง จากนั้นรีบโยนเสื้อคลุมให้อีกฝ่ายอย่างลวก ๆ
“...ขอบใจ” ทว่าเมื่อเตรียมหันหลังกลับไปเพื่อกล่าวขอบคุณ สุดท้ายกลับต้องเบิกตากว้างและถลาตัวถอยร่นด้วยความตกใจ เมื่อเห็นคนที่ไม่ควรอยู่ที่นี่กลับยืนมองอยู่ตรงหน้าในระยะแค่คืบ
!!!
“ใครสั่งให้เข้ามาว่ะ!” อวี่เฉินส่งเสียงติดสั่น ตามตัวแข็งทื่อไปหมด เพราะไม่รู้ว่าคนตรงหน้ามายืนอยู่ตรงนี้นานแค่ไหนแล้ว และเห็นอะไรไปบ้าง
“แล้วเราคิดว่า…เฮียเข้ามาตั้งแต่ตอนไหนกันล่ะ”
“สะกดคำว่ามารยาทเป็นมั้ย ประตูห้องก็มีหัดเคาะบ้างเถอะ” อวี่เฉินที่เพิ่งรู้สึกดีขึ้นแท้ ๆ แต่ก็ยังไม่วายต้องมาหงุดหงิดหัวเสียขึ้นมาอีกครั้งจากคนเดิม ๆ จึงทำเพียงชี้นิ้วเพื่อไล่ผู้บุกรุกออกไปทางประตูเท่านั้น
“เฮียไปก็ได้ ว่าแต่...ก้นเราสวยดีนะ” จื่อรุ่ยพูดพลางแสดงออกพร้อมใบหน้ากรุ้มกริ่ม ก่อนแกล้งทำทีเหลือบมองกายเปียกปอนตั้งแต่หัวจรดเท้า และกว่าที่เจ้าของห้องจะได้สติกลับคืนตัวต้นเรื่องก็เดินเหินออกไปไกลแล้ว
“อะ…ไอ้ ไอ้คนโรคจิต!” เสียงของอวี่เฉินสบถตามไล่หลัง และไม่ลืมคว้าหมอนบนเตียงขึ้นมาเขวี้ยงใส่ไปทางประตูด้วย
[เ ฟิ ง จื่ อ รุ่
ย]จะเรียกว่าชีวิตของจื่อรุ่ยมีสีสันขึ้นมากกว่าเดิมก็ได้ เพราะตั้งแต่มีอวี่เฉินกลับเข้ามาอีกครั้ง การมีชีวิตอยู่ในตอนนี้ก็ดูเหมือนจะสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ หากไม่ใช่เพราะอดีตเมื่อหลายปีก่อนที่ทำให้ความสัมพันธ์ของเราสองคนต้องจบสิ้นลง วันนี้มันจะดีขนาดไหนกันนะ
คิดแล้วก็อดเสียดายไม่ได้เหมือนกัน แต่หากจะต้องโทษใครสักคนก็ขอให้เป็นเขาเองแล้วกัน ถ้าตอนนั้นไม่ยอมแพ้ ป่านนี้คงเห็นอาเฉินน้อยคนเดิมคอยวิ่งตามออดอ้อนเหมือนเคยแล้ว
แต่ตอนนี้ก็ไม่นับว่าสายเกินไปที่จะเริ่มต้นปราบเด็กดื้อให้กลับมาอยู่เคียงข้างกันอีกครั้งหรอก…
“นะ…นี่อั๋วกำลังจะเป็นอาม่าแล้วงั้นเหรอ?” เสียงติดสั่นของคนที่เพิ่งได้รับรู้ว่าตัวเองกำลังจะมีหลานฉายชัดแสดงออกถึงความดีใจจนแทบปกปิดเอาไว้ไม่อยู่“ตอนแรกที่อั๋วรู้ก็มีท่าทีแบบนี้นี่แหละ” ใบหน้าสวยกล่าวอย่างติดตลก แต่ทว่าในใจกลับสุขล้นเหลือเกิน“จากนี้พวกลื้อสองคนต้องถ้อยทีถ้อยอาศัยกันนะ ทำอะไรก็นึกถึงลูกกันให้มาก ๆ เพราะทุกอย่างล้วนส่งผลต่อเขาทั้งหมด แล้วอย่าคิดจะทำอะไรเกินตัว หากมีอะไรก็ให้รีบพูดหันหน้าเข้าหากัน ไม่ใช่ช่วยกันปกปิดเหมือนที่เคยทำกับม้า” คำกล่าวอวยพรแต่กลับแฝงไปด้วยความจริงตีแสกหน้า ทำเอาทั้งสองคนที่ได้ยินถึงกับใบหน้าถอดสี“ม้า…” เสียงสั่นของลูกชายคนเล็ก พร้อมกับเตรียมเอื้อมฝ่ามือเข้าปลอบ“ไม่ต้องร้อง เพราะอั๊วทำใจได้แล้ว ตอนนี้ก็พยายามอยู่กับความจริง ดูแลเตี้ยลื้อ ดูแลอาเจ๋อ ในเมื่อจะเดินไปทางไหนก็มีค่าเท่ากัน เอาเป็นว่าจากนี้อย่าให้หลานของอั๊วต้องมาซ้ำรอยเดิมไปอีกคนก็แล้วกัน”“อั๊วเองก็เพิ่งรู้ไม่นานนี่เอง” หานอวี่เฉินเอ่ยเสียงแผ่ว“ถ้าจะมีใครผิดสักคนก็คงเป็นผมเอง” ร่างสูงเตรียมลุกขึ้นยืนเพื่อโค้งตัวขอโทษ“พอ ๆ พวกลื้อนี่ยังไง อั๋วบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าทำใจได้แล้ว งั้นเ
“อ้าว แล้วฉันจะโกหกแกทำไมล่ะ” ผู้เป็นพ่อย้อนถามกลับทันที“จริงครับเฮีย คุณหมอเพิ่งบอกไปเมื่อครู่นี่เอง คราวนี้ ยังดีที่ผมช่วยอาซ้อไว้ได้ทันนะ ไม่อย่างนั้นแย่แน่” เฟิ่งจื่อหานรีบเสริมทัพเพื่อย้ำว่าทุกอย่างเป็นความจริง ก่อนค่อย ๆ เล่าเหตุการณ์ในวันนี้ให้พี่ชายฟังตั้งแต่ต้น“ขอบใจมาก จากนี้เฮียจะกลับมาให้เงินเดือนเราเท่าเดิม”“เย้!” จื่อหานชูกำปั้นขึ้น ก่อนแสดงท่าทีของความดีใจออกมา“ชู่ว! เบา ๆ หน่อยสิ อาซ้อของลื้อยังนอนอยู่เลยนะ” เสียงของมารดาเอ่ยปรามเพราะเกรงจะรบกวนคนป่วย“ก็คนมันดีใจนี่นา!” ระหว่างที่ทุกคนกำลังพูดคุยกันอยู่ คนบนเตียงก็ลืมตาตื่นขึ้นมาได้สักพักแล้ว ก่อนยกยิ้มอ่อนกับภาพและบทสนทนาตรงหน้า“เฮีย…” น้ำเสียงอ่อนแรงเอ่ยเรียกผู้เป็นสามี เฟิงจื่อรุ่ยครั้นได้ยิน ก่อนรีบวิ่งเข้าไปเกาะขอบเตียงอีกครั้ง“เป็นไงบ้าง อยากจะทานน้ำสักหน่อยไหม”“ครับ” หานอวี่เฉินส่งเสียงตอบสั้น ๆ ก่อนรีบหยัดกายลุกขึ้นนั่งบนเตียง ด้วยการประคองจากสามี“ผมสลบไปนานแค่ไหนเหรอ?”“ราวสามชั่วโมงครับ ส่วนเฮียไม่รู้หรอก เพราะเพิ่งมาถึงไม่นานนี่เอง” เฟิงจื่อหานเป็นคนตอบแทน เพราะอยู่ตรงนี้มาตั้งแต่ต้น“ขอบคุณนะ” หานอ
“น้องทำได้แล้ว และในที่สุดเราก็สามารถผ่านมันมาได้สักที!” เสียงใสตะโกนออกมาดังสนั่นทันทีที่ทุกอย่างสิ้นสุดลง“แล้วมีรางวัลอะไรให้กับผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการบ้างล่ะ” ใบหน้าสวยขมวดคิ้วค้อนขวับ ก่อนพุ่งตัวเข้าไปสวมกอดผู้เป็นสามีด้วยความดีใจ“...งั้นเฮียอยากได้อะไรล่ะ” คนเด็กกว่าที่กำลังแนบแก้มอยู่บนอกแกร่งของอีกฝ่ายถามเสียงอู้อี้กลับ“ปั๊มลูกให้เฮียหน่อยสิ” เสียงแหบพร่ากระซิบกระซาบอยู่ข้างใบหูจนอวี่เฉินต้องย่นคอหลบหนี ก่อนใบหน้าเหนียมอายจะหลุบต่ำลง เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าในนี้ยังมีหยงอี้อยู่อีกคน“เฮีย ในนี้ไม่ได้มีแค่เราสองคนนะ ไว้กลับถึงบ้านเมื่อไหร่ น้องจะจัดเต็มให้เฮียทุกอย่างเลย ดีไหม?”“พูดแล้ว ห้ามคืนคำทีหลังล่ะ” คนโตกว่าพูดดักเอาไว้ ก่อนโอบเอวบางเข้ามาใกล้“แน่นอนสิ น้องจะโกหกทำไมล่ะ”“ได้ หยงอี้เป็นพยานนะ” จื่อรุ่ยหันหน้าตะโกนบอกบอดี้การ์ดคนสนิทลั่นรถ“ครับนาย”18.04 น.อวี่เฉินกลับมาถึงคฤหาสน์ตระกูลเฟิงก็เจอเข้ากับสองครอบครัวที่ต่างออกมายืนรอต้อนรับกันอย่างพร้อมเพรียง“ผลออกมาเป็นไงบ้างอาเฉิน ไม่ได้ก็ไม่เป็นไรนะ เราแค่กลับมาอยู่กันแบบเดิมก็พอ”“ใช่ เพราะไม่ว่ายังไงตระกูลหานเร
“ไม่เป็นไร อั๊วแค่ทำสิ่งที่ควรทำเท่านั้นเอง” แม้ว่าคำพูดจะดูสวนทางกับความรู้สึกในใจ แต่ทว่าทุกอย่างในตอนนี้มันลงตัวดีที่สุดแล้ว จึงไม่ควรไปขุดหรือรื้อฟื้นอดีตมันกลับขึ้นมาอีกครั้ง“ถึงอย่างนั้น อั๊วก็ยังต้องขอบคุณพวกลื้ออีกครั้งอยู่ดีนั่นแหละ” กล่าวจบ อดีตผู้นำตระกูลหานก็รีบลุกยืนขึ้นเต็มความสูง ก่อนรีบโค้งกายลงเพื่อเป็นการขอบคุณอีกครั้ง แต่ใครจะรู้ว่าอีกนัย หานเจี๋ยนกั๋วทำเพื่อต้องการขอโทษกับรูปภาพตรงหน้าของเจิ้งเหม่ยฮวาที่ติดอยู่บนผนังด้านหลังห้องรับแขกต่างหากณ กว่างโจวเช้าตรู่สองสัปดาห์ต่อมา อวี่เฉินเดินทางกลับสู่บ้านเกิดอีกครั้ง หลังจากพาครอบครัวมาอยู่ในความดูแลของตระกูลเฟิงเรียบร้อยแล้ว พอเรื่องราวในวันนี้จบลง ต่อยพาทั้งสามคนกลับมาที่นี่อีกครั้ง“แล้วทนายล่ะครับเฮีย” เสียงเล็กเอ่ยถามขณะชะเง้อใบหน้ามองหาทนายที่สามีเป็นคนจัดหามาให้“เดี๋ยวก็มาแล้ว รออีกหน่อยแล้วกัน”ทว่าพูดได้เพียงไม่นาน รถยนต์คันสีเทาเข้มทะเบียนเรียบง่ายก็ค่อย ๆ เคลื่อนมาจอดลงตรงหน้าโรงแรมหรูใจกลางเมืองของกว่างโจว ก่อนชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมจะก้าวลงจารถดังกล่าว พร้อมหอบกองเอกสารจำนวนไม่น้อยถือมาด้วย“สวัสดีครับค
ณ คฤหาสน์ตระกูลเฟิงสามชั่วโมงให้หลัง ในที่สุดเอกสารที่ต้องการก็หาเจอสักที หลังพยายามขุ้นหาจนทั่วทั้วใบหุ้นบริษัทตัวจริง พร้อมตราประทับที่ถูกกลุ่มตระกูลหลี่ปลอมแปลงมันขึ้นมา“หลักฐานการชำระเงิน และเอกสารสำคัญอย่างการก่อตั้งบริษัท เรามีครบหมดแล้วใช่มั้ย” เสียงของเฟิงจื่อรุ่ยเอ่ยถาม หลังจากค้นหาเอกสารมาได้สักพักแล้ว“ครับ รวมถึงเอกสารการซื้อขายหุ้นก็มีครบ”“ดี งั้นพรุ่งนี้ตอนเช้าก็รีบเดินทางกลับบ้านเกิดของเรา แล้วรวบรวมเอกสารจัดการให้เสร็จเรียบร้อย”“ครับ” หานอวี่เฉินพยักหน้าตอบ แต่สายตายังคงนึกสงสัยกับกองแผ่นตรงหน้าว่ามันคืออะไรกันแน่“เฮีย น้องขอเปิดมันดูหน่อยได้หรือเปล่า?” เสียงใสเอ่ยขณะส่งสายตาเป็นเชิงบอก“หยงอี้เอาไปเปิดสิ”“ครับนาย” ลูกน้องคนสนิทขานรับ ก่อนหยิบแผ่นทรงกลมใส่เข้าไปในช่องเครื่องเล่นดีวีดีเพียงไม่กี่นาทีต่อมา ภาพเคลื่อนไหวก็เริ่มปรากฏออกมาอย่างช้า ๆ จากที่คราแรกเหมือนแผ่นติดขัดอยู่เล็กน้อย ก็เริ่มเผยออกมาเป็นรูปเป็นรางชัดเจนมากขึ้น นัยน์ตาคู่งามเบิกกว้างแทบนั่งไม่ติดทันที เมื่อเห็นเสื้อคุ้นเคยที่จำได้ว่าเป็นของพี่ชายตัวเองขณะพวกมันกำลังพยายามรุมล้อมเพื่อกระทำบางอย่างก
20.00 น.เฟิงจื่อรุ่ยมองผ่านช่องเลนส์ประตู เมื่อมองเห็นว่าพนักงานคนเดิมกำลังเดินผ่านไปมาราวกับต้องการสอดส่องเส้นทาง ขณะเดียวกัน หยงอี้เองก็ปรับเปลี่ยนการแต่งกายให้ดูอ่อนวัยลง เสื้อเชิ้ตเผยแผงอกสีชมพู และกางเกงลำลองขาสั้นสีขาว“นายครับ ผมรู้สึกไม่ค่อยชินเลย”“ทน ๆ ไปก่อนแล้วกัน ผ่านคืนนี้ไปก็จบแล้ว”“แต่ผมว่าดูหล่อดีนะครับ ไม่ค่อยเห็นคุณหยงอี้ใส่แบบนี้เท่าไหร่เลย” เสียงใสเอ่ยแทรก ขณะเดินวนเวียนอยู่ตรงหน้าคนทั้งคู่พอดี“แล้วนั่นเราเป็นอะไรน่ะ” เฟิงจื่อรุ่ยถามขึ้น ขณะเห็นคนเป็นภรรยากำลังอยู่ในท่าทีลุกลี้ลุกลนไม่อยู่กับเนื้อกับตัว“เครียดสิเฮีย หวังว่าคืนนี้จะผ่านมันไปได้ด้วยดีนะ”“แน่นอนอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงหรอก”เคร้ง!“เวรเอ๊ย! เจ็บฉิบ!!” เสียงสบถหยาบดังเล็ดลอดออกมาจากบริเวณด้านนอก เฟิงจื่อรุ่ยได้ยินดังนั้นก็รีบตามสอดส่องตรงเลนส์ช่องประตูอีกครั้ง มองเห็นหลี่เหว่ย พร้อมพรรคพวกมันอีกสองคนกำลังเดินตรงมายังหน้าประตูห้องของหยงอี้ ก่อนทำการไขกุญแจที่คาดว่าพนักงานเป็นคนสำรองไว้เข้าไปเวลานี้เฟิงจื่อรุ่ยก็ได้แต่รอสัญญาณส่งมาจากหยงอี้ เพราะก่อนไปก็ได้วางแผนกับลูกน้องคนสนิทเอาไว้แล้วว่า หากทุกอย่
คนต้นเรื่องได้ยินก็ถึงกับต้องเม้มปากแน่น รีบดึงรั้งร่างบางบนตักเข้ามากอดเอาไว้อย่างหวงแหน ดวงตาสีรัตติกาลพลันแดงก่ำ นึกโทษตัวเองซ้ำ ๆ ที่ได้เผลอพลาดสร้างบาดแผลให้กับเด็กน้อยตรงหน้าอย่างไม่ตั้งใจเวลานี้ทุกอย่างพลันเงียบสงัด ไม่มีการเอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกจากปากทั้งคู่ นอกเสียจากเสียงสะอื้นไห้และกายแนบช
ช่วงบ่ายสองวันต่อมา อวี่เฉินถูกแม่บ้านของตระกูลเฟิงเดินขึ้นมาปลุกถึงภายในห้องนอนใหญ่ จากที่ง่วงงุนอยู่ถึงกับต้องตกใจ เมื่อเห็นจำนวนผู้คนมากหน้าหลายตาจากที่ไหนบ้างก็ไม่รู้ต่างกรูเข้ามารุมล้อมกันจับตัวเขา พร้อมเปลื้องผ้าจับกายยัดลงในถังไม้แช่ตัวอยู่นานสองนาน แถมยังถูกขัดผิวกายจนแสบหนังกำพร้าไปหมด จนอ
อวี่เฉินเดินทอดน่องเลยออกมาจากบริษัทเฟิงซื่อกรุ๊ปไม่ไกล แค่เพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงย่านการค้าของท่าเรือในผู่ตงแล้ว ซึ่งตรงนี้คงไม่ต้องเดาว่าเป็นของใคร เพราะดูจากความวุ่นวายของลูกเรือเช้านี้คงทำรายได้มูลค่าสูงต่อปีได้เป็นกอบเป็นกำทีเดียวส่วนอีกฟากฝั่ง ก็จะเป็นแหล่งการค้าแข็งขันเต็มรูปแบบ โดยมีตั้งแต่ผู
ยามเช้าของนครเซี่ยงไฮ้ อวี่เฉินจำต้องลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อถูกปลุกด้วยแสงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามาผ่านช่องว่างหน้าต่าง ร่างบางขยับกายเล็กน้อยเพื่อเตรียมลุกขึ้นจากเตียง ทว่าจังหวะนั้นความทรงจำจากภาพเหตุการณ์เมื่อคืนทั้งหมดก็พลันหลั่งไหลย้อนกลับเข้ามาในสมองเป็นฉาก ๆ จนแทบอยากจะแทรกห







