Mag-log inในที่สุดก็มาถึงวันแห่งฤกษ์งามยามดี วันมงคลของกลุ่มตระกูลเฟิงถูกจัดขึ้นอยู่ภายในคฤหาสน์หลังใหญ่ บรรยากาศการแต่งงานเช้านี้ยังคงมีพิธีสืบทอดตามวัฒนธรรมจีนดั้งเดิม หากจะต่างก็คงแขกที่ได้รับการเชื้อเชิญอาจจะเยอะเป็นพิเศษสักหน่อยเท่านั้น เรียกว่ามีอีกหนึ่งนัยยะสำคัญแฝง เพราะมันคือรวมตัวของเหล่าผู้มีอิทธิพลทั้งสาม และถือเป็นการเจอหน้ากันในรอบหลายปีด้วย
เจ้าบ่าวเจ้าสาวคนสำคัญของงานคล้องแขนกันเดินออกมายลโฉมสู่สายตาเครือญาตินับหลายชีวิต โดยทั้งคู่ต่างอยู่กันในชุดกี่เพ้าแดงงามสง่า หากแต่ต่างกันตรงของอวี่เฉินจะเป็นชุดปกคลุมยาวจนถึงปลายข้อเท้า ส่วนเฟิงจื่อรุ่ยจะสวมกางเกงสีดำหรูหราเอาไว้อยู่ตรงช่วงล่างแทน
ทั้งคู่ต่างหยุดยืนอยู่ตรงกึ่งกลาง ก่อนต่างฝ่ายจะไหว้คับนับฟ้าดินและผู้ใหญ่จากทั้งสองฝั่ง ถึงแม้ว่าทางที่นั่งตระกูลหานจะว่างเปล่า ไม่มีทั้งเตี่ย มาม้าและเกอ แต่ยังดีที่มีเสี่ยวอัน บอดี้การ์ดของตระกูลหานซึ่งถือเป็นตัวแทนสำคัญของในครั้งนี้
ทุกอย่างถูกดำเนินต่อไป กระทั่งเจ้าบ่าวเจ้าสาวโค้งคำนับให้แก่กัน เรียกว่าเป็นอันเสร็จสิ้นพิธียามเช้าอย่างสมบูรณ์
“เฮ้อ เหนื่อยจัง นี่ขนาดแค่พิธีเช้านะ” เสียงบ่นปนหงุดหงิดของอวี่เฉินพูดพลางนั่งลงนวดปลายข้อเท้าของตัวเอง เพื่อหวังให้บรรเทาจากความเมื่อยขบ ใบหน้าสวยแต่งแต้มไปด้วยสีสันจากเครื่องประทินโฉมพลันเหลือบมองไปยังนาฬิกาใหญ่ที่ติดตั้งอยู่บนผนัง แสดงให้เห็นว่าใกล้ได้เวลาผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าอีกครั้ง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับพิธีเฉลิมฉลองของค่ำคืนนี้
“อีกนิดเดียวเอง อดทนหน่อยสิ” เจ้าบ่าวหมาด ๆ ที่ไม่รู้มายืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่เอ่ยขึ้น พร้อมกับนั่งลงข้าง ๆ
“ถ้าฉันไม่อดทนคงไม่อยู่จนถึงตอนนี้หรอก” เสียงกระเง้ากระงอดของคนเด็กกว่าว่า ก่อนจื่อรุ่ยจะพยักหน้า เพราะเห็นด้วยทุกประการ
“อาเฉินน้อยของเฮียคนนี้ เก่งจริง ๆ เลยนะ” ฝ่ามือใหญ่เตรียมยื่นไปจับศีรษะเล็กนั่น แต่กลับถูกคนตรงข้ามขยับถอยหนี
“ดื้อจริงตัวแค่นี้”
“ยุ่ง!”
“รู้ใช่มั้ย ว่าคืนนี้เราต้องอยู่ด้วยกัน ระวังตัวไว้ล่ะ”
“ไม่กลัวหรอก...เพราะมันจะไม่มีวันเกิดขึ้นอีกครั้งแน่” เสียงของอวี่เฉินตอบกลับอย่างแน่วแน่ ก่อนเจ้าตัวจะหันหลังเดินออกไป โดยไม่ทันสังเกตเห็นสายตาคมดุที่จ้องมองแผ่นหลังบางนั้นจนแทบจะทะลุทะลวงไปทั้งตัวอยู่แล้ว
.
.
.
ค่ำคืนสุดท้าย เจ้าบ่าวเจ้าสาวต่างก็อยู่ในชุดที่ตัวเองต่างเลือกกันเอาไว้ หากจะผิดอะไรไปจากนี้สักหน่อยก็คงเป็นชุดของคนข้ายกายนั่นแหละ
“หนาวหรือเปล่า”
“ไม่”
แต่ระหว่างที่ทั้งคู่กำลังถกเถียงกันอยู่นั้น จื่อรุ่ยก็เหลือบไปเห็นสายตาของพวกฝูงจระเข้ที่ต่างกำลังจดจ้องมาทางภรรยาเขาอยู่พอดี และไม่รู้เลยว่ามันกำลังจินตนาการไปถึงไหนต่อไหนกันบ้างแล้ว
“คลุมซะ จะได้ไม่หนาว” เสียงเข้มของจื่อรุ่ยว่า ก่อนถอดเสื้อสูทของตัวเองขึ้นมาคลุมกายอีกฝ่ายเอาไว้ โดยไม่สนใจว่าคนเป็นภรรยาจะยินยอมหรือเปล่า
“ไม่หนาว เอาออกไป” ดวงตาคู่งามมองค้อนขวับ
“หยุดดื้อได้มั้ย เฮียบอกให้ใส่ก็ใส่” เสียงที่ค่อนไปทางติดดุทำให้อวี่เฉินจำต้องยอมทำตามแต่โดยดี เพราะขี้เกียจจะต่อล้อต่อเถียงด้วยแล้ว
กระทั่งเวลาผ่านไปไม่นานระหว่างที่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวกำลังเดินสายเพื่อขอบคุณแขกที่ต่างมาร่วมงานในวันนี้ กระทั่งมีแขกคนสำคัญที่จื่อรุ่ยจำได้ว่าส่งคำเชิญไปตามมารยาทเท่านั้น แต่ก็ไม่คาดคิดว่าจะกล้าโผล่มาที่นี่จริงๆ
ตระกูลหลี่ซึ่งมีสองพ่อลูกอย่างหลี่เจิ้ง ผู้นำจากฝั่งเหนือของปักกิ่งคนปัจจุบัน และหลี่เหว่ยลูกชายเพียงคนเดียว รีบตบเท้าเข้ามาพร้อมเหล่าลูกน้องคอยตามหลังราวกับยกโขยงกันมา
“ยินดีด้วยนะ อารุ่ย…ส่วนนี่ก็คือของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ จากตระกูลหลี่มอบให้ หวังว่าคงจะถูกใจลื้อนะ” เสียงของหลี่เจิ้งเอ่ยทักทายผู้นำตระกูลฝั่งตะวันออกอย่างจื่อรุ่ยด้วยน้ำเสียงเปี่ยมความยินดี พร้อมส่งสัญญาณให้ลูกน้องยกกล่องไม้ที่บรรจุแจกันหยกคู่สีเขียวมรกตราคาแพงให้กับสองคู่เจ้าบ่าวเจ้าสาวตรงหน้า
“ขอบคุณ” จื่อรุ่ยพยักหน้า ก่อนเรียกให้หยงอี้เอาไปเก็บไว้
“จากนี้ตระกูลหานก็คงเชิดหน้าชูตาได้อย่างสง่าผ่าเผยแล้วสินะ อาเฉิน…อั๊วยินดีด้วยนะ” ทุกถ้อยคำของหลี่เจิ้งเสมือนมีมีดคอยกรีดเชือดเฉือนคนฟังเหลือเกิน อวี่เฉินแทบจะอดรนทนไม่ไหว มือทั้งสองข้างกำหมัดเอาไว้แน่น ก่อนเตรียมปรี่เข้าไปเอาเรื่อง แต่กลับถูกฝ่ามือใหญ่ของคนข้างกายดึงรั้งเอาไว้เสียก่อน
“จะเอาคืนเฮียไม่ว่าเลย แต่ขอเป็นหลังจากนี้ได้ไหม”
“แต่มัน…”
“ถือว่าเฮียขอ” เสียงกระซิบแผ่วเบาแฝงความอ้อนวอนอยู่ในที ทำให้อวี่เฉินจำต้องพยายามเก็บระงับโทสะเอาไว้ เพราะสถานะตอนนี้ตัวเองยังคงตกเป็นรอง ดีไม่ดีอาจทำให้แขกเหรื่อในงานต้องมาเดือดร้อนไปด้วย
“เชิดหน้าชูตาอะไรล่ะป๊า แต่มอง ๆ ดูแล้วก็เหมาะสมกันดีนะ เพราะผิดเพศทั้งตระกูล!”
“เสี่ยวเหว่ย ลื้ออย่าเสียมารยาทแบบนี้สิ” ผู้นำตระกูลหลี่เอ่ยกับลูกชายเพียงคนเดียวด้วยสีหน้าขัดกับคำพูด เพราะรู้ว่าในสถานการณ์แบบนี้จื่อรุ่ยคงไม่กล้าทำอะไรเหิมเกริมแน่
“แต่ถึงจะเป็นผู้ชายก็น่า…อยู่ดีนะป๊า” หลี่เหว่ยยังคงใช้วาจาสกปรกใส่อวี่เฉินไม่หยุด แถมยังจงใจใช้สายตาทุเรศนั่นมองภรรยาของเขาอย่างโลมเลียอีก
คราวนี้ร่างสูงใหญ่ในฐานะผู้นำตระกูลเฟิงคนปัจจุบันกลับขยับตัวขึ้นมาเผชิญหน้ากับบุคคลดังกล่าว พร้อมดันตัวให้ภรรยาหมาด ๆ หลบอยู่กลางแผ่นหลังแทน
“ลองพูดอีกสิ คราวนี้…ลูกน้องของมึงที่ยกโขยงกันมาทั้งหมดก็ช่วยอะไรมึงไม่ได้นะ หลี่เหว่ย” ใบหน้าของผู้นำตระกูลเฟิงแสดงออกว่าไม่ได้พูดเล่นคราวนี้สองพ่อลูกหน้าเจื่อนลงเล็กน้อย เมื่อหันไปเห็นลูกน้องของตัวเองกำลังถูกปลายกระบอกปืนจี้อยู่ข้างหลังแทบทุกคน
“ใจเย็นสิอารุ่ย ลูกชายอั๊วมันก็แค่ล้อเล่นนิดหน่อยเท่านั้นเอง”
“...”
จื่อรุ่ยยังคงนิ่งเงียบ สายตาเอาเรื่อง เพราะเวลานี้ความโมโหเริ่มถูกจุดติดแล้ว อะไรจะเกิดก็ย่อมได้ แต่ขอเพียงอวี่เฉินไม่ถูกดูหมิ่นอีกก็เพียงพอแล้ว
สองพ่อลูกกระซิบกระซาบอยู่พักหนึ่ง ก่อนเตรียมขยับกายถอยร่นกันออกไป แต่ก็ไม่ลืมพูดทิ้งท้ายเอาไว้อยู่ดี
“วันหน้า กูกลับมาเอาคืนแน่”
เมื่อทุกอย่างกลับสู่ภาวะปกติ เฟิงจื่อรุ่ยก็หันกลับมามองหานอวี่เฉินด้วยความเป็นห่วงอีกครั้ง
“เป็นอะไรหรือเปล่า” อวี่เฉินทำเพียงส่ายหน้า ก่อนบิดาอย่างเฟิงเหยียนจะรีบรุดเข้ามาสอบถามคนทั้งคู่ถึงเรื่องราวดังกล่าว
“ไม่มีอะไรหรอกอาป๊า ก็แค่พวกหมาลอบกัดน่ะ”
“อืม…ดีแล้ว อย่าให้มันมาทำลายวันมงคลของตระกูลเราเลย ส่วนลื้อตอนนี้ก็รีบพาอาเฉินเตรียมเข้าห้องหอได้แล้ว”
“นะ…นี่อั๋วกำลังจะเป็นอาม่าแล้วงั้นเหรอ?” เสียงติดสั่นของคนที่เพิ่งได้รับรู้ว่าตัวเองกำลังจะมีหลานฉายชัดแสดงออกถึงความดีใจจนแทบปกปิดเอาไว้ไม่อยู่“ตอนแรกที่อั๋วรู้ก็มีท่าทีแบบนี้นี่แหละ” ใบหน้าสวยกล่าวอย่างติดตลก แต่ทว่าในใจกลับสุขล้นเหลือเกิน“จากนี้พวกลื้อสองคนต้องถ้อยทีถ้อยอาศัยกันนะ ทำอะไรก็นึกถึงลูกกันให้มาก ๆ เพราะทุกอย่างล้วนส่งผลต่อเขาทั้งหมด แล้วอย่าคิดจะทำอะไรเกินตัว หากมีอะไรก็ให้รีบพูดหันหน้าเข้าหากัน ไม่ใช่ช่วยกันปกปิดเหมือนที่เคยทำกับม้า” คำกล่าวอวยพรแต่กลับแฝงไปด้วยความจริงตีแสกหน้า ทำเอาทั้งสองคนที่ได้ยินถึงกับใบหน้าถอดสี“ม้า…” เสียงสั่นของลูกชายคนเล็ก พร้อมกับเตรียมเอื้อมฝ่ามือเข้าปลอบ“ไม่ต้องร้อง เพราะอั๊วทำใจได้แล้ว ตอนนี้ก็พยายามอยู่กับความจริง ดูแลเตี้ยลื้อ ดูแลอาเจ๋อ ในเมื่อจะเดินไปทางไหนก็มีค่าเท่ากัน เอาเป็นว่าจากนี้อย่าให้หลานของอั๊วต้องมาซ้ำรอยเดิมไปอีกคนก็แล้วกัน”“อั๊วเองก็เพิ่งรู้ไม่นานนี่เอง” หานอวี่เฉินเอ่ยเสียงแผ่ว“ถ้าจะมีใครผิดสักคนก็คงเป็นผมเอง” ร่างสูงเตรียมลุกขึ้นยืนเพื่อโค้งตัวขอโทษ“พอ ๆ พวกลื้อนี่ยังไง อั๋วบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าทำใจได้แล้ว งั้นเ
“อ้าว แล้วฉันจะโกหกแกทำไมล่ะ” ผู้เป็นพ่อย้อนถามกลับทันที“จริงครับเฮีย คุณหมอเพิ่งบอกไปเมื่อครู่นี่เอง คราวนี้ ยังดีที่ผมช่วยอาซ้อไว้ได้ทันนะ ไม่อย่างนั้นแย่แน่” เฟิ่งจื่อหานรีบเสริมทัพเพื่อย้ำว่าทุกอย่างเป็นความจริง ก่อนค่อย ๆ เล่าเหตุการณ์ในวันนี้ให้พี่ชายฟังตั้งแต่ต้น“ขอบใจมาก จากนี้เฮียจะกลับมาให้เงินเดือนเราเท่าเดิม”“เย้!” จื่อหานชูกำปั้นขึ้น ก่อนแสดงท่าทีของความดีใจออกมา“ชู่ว! เบา ๆ หน่อยสิ อาซ้อของลื้อยังนอนอยู่เลยนะ” เสียงของมารดาเอ่ยปรามเพราะเกรงจะรบกวนคนป่วย“ก็คนมันดีใจนี่นา!” ระหว่างที่ทุกคนกำลังพูดคุยกันอยู่ คนบนเตียงก็ลืมตาตื่นขึ้นมาได้สักพักแล้ว ก่อนยกยิ้มอ่อนกับภาพและบทสนทนาตรงหน้า“เฮีย…” น้ำเสียงอ่อนแรงเอ่ยเรียกผู้เป็นสามี เฟิงจื่อรุ่ยครั้นได้ยิน ก่อนรีบวิ่งเข้าไปเกาะขอบเตียงอีกครั้ง“เป็นไงบ้าง อยากจะทานน้ำสักหน่อยไหม”“ครับ” หานอวี่เฉินส่งเสียงตอบสั้น ๆ ก่อนรีบหยัดกายลุกขึ้นนั่งบนเตียง ด้วยการประคองจากสามี“ผมสลบไปนานแค่ไหนเหรอ?”“ราวสามชั่วโมงครับ ส่วนเฮียไม่รู้หรอก เพราะเพิ่งมาถึงไม่นานนี่เอง” เฟิงจื่อหานเป็นคนตอบแทน เพราะอยู่ตรงนี้มาตั้งแต่ต้น“ขอบคุณนะ” หานอ
“น้องทำได้แล้ว และในที่สุดเราก็สามารถผ่านมันมาได้สักที!” เสียงใสตะโกนออกมาดังสนั่นทันทีที่ทุกอย่างสิ้นสุดลง“แล้วมีรางวัลอะไรให้กับผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการบ้างล่ะ” ใบหน้าสวยขมวดคิ้วค้อนขวับ ก่อนพุ่งตัวเข้าไปสวมกอดผู้เป็นสามีด้วยความดีใจ“...งั้นเฮียอยากได้อะไรล่ะ” คนเด็กกว่าที่กำลังแนบแก้มอยู่บนอกแกร่งของอีกฝ่ายถามเสียงอู้อี้กลับ“ปั๊มลูกให้เฮียหน่อยสิ” เสียงแหบพร่ากระซิบกระซาบอยู่ข้างใบหูจนอวี่เฉินต้องย่นคอหลบหนี ก่อนใบหน้าเหนียมอายจะหลุบต่ำลง เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าในนี้ยังมีหยงอี้อยู่อีกคน“เฮีย ในนี้ไม่ได้มีแค่เราสองคนนะ ไว้กลับถึงบ้านเมื่อไหร่ น้องจะจัดเต็มให้เฮียทุกอย่างเลย ดีไหม?”“พูดแล้ว ห้ามคืนคำทีหลังล่ะ” คนโตกว่าพูดดักเอาไว้ ก่อนโอบเอวบางเข้ามาใกล้“แน่นอนสิ น้องจะโกหกทำไมล่ะ”“ได้ หยงอี้เป็นพยานนะ” จื่อรุ่ยหันหน้าตะโกนบอกบอดี้การ์ดคนสนิทลั่นรถ“ครับนาย”18.04 น.อวี่เฉินกลับมาถึงคฤหาสน์ตระกูลเฟิงก็เจอเข้ากับสองครอบครัวที่ต่างออกมายืนรอต้อนรับกันอย่างพร้อมเพรียง“ผลออกมาเป็นไงบ้างอาเฉิน ไม่ได้ก็ไม่เป็นไรนะ เราแค่กลับมาอยู่กันแบบเดิมก็พอ”“ใช่ เพราะไม่ว่ายังไงตระกูลหานเร
“ไม่เป็นไร อั๊วแค่ทำสิ่งที่ควรทำเท่านั้นเอง” แม้ว่าคำพูดจะดูสวนทางกับความรู้สึกในใจ แต่ทว่าทุกอย่างในตอนนี้มันลงตัวดีที่สุดแล้ว จึงไม่ควรไปขุดหรือรื้อฟื้นอดีตมันกลับขึ้นมาอีกครั้ง“ถึงอย่างนั้น อั๊วก็ยังต้องขอบคุณพวกลื้ออีกครั้งอยู่ดีนั่นแหละ” กล่าวจบ อดีตผู้นำตระกูลหานก็รีบลุกยืนขึ้นเต็มความสูง ก่อนรีบโค้งกายลงเพื่อเป็นการขอบคุณอีกครั้ง แต่ใครจะรู้ว่าอีกนัย หานเจี๋ยนกั๋วทำเพื่อต้องการขอโทษกับรูปภาพตรงหน้าของเจิ้งเหม่ยฮวาที่ติดอยู่บนผนังด้านหลังห้องรับแขกต่างหากณ กว่างโจวเช้าตรู่สองสัปดาห์ต่อมา อวี่เฉินเดินทางกลับสู่บ้านเกิดอีกครั้ง หลังจากพาครอบครัวมาอยู่ในความดูแลของตระกูลเฟิงเรียบร้อยแล้ว พอเรื่องราวในวันนี้จบลง ต่อยพาทั้งสามคนกลับมาที่นี่อีกครั้ง“แล้วทนายล่ะครับเฮีย” เสียงเล็กเอ่ยถามขณะชะเง้อใบหน้ามองหาทนายที่สามีเป็นคนจัดหามาให้“เดี๋ยวก็มาแล้ว รออีกหน่อยแล้วกัน”ทว่าพูดได้เพียงไม่นาน รถยนต์คันสีเทาเข้มทะเบียนเรียบง่ายก็ค่อย ๆ เคลื่อนมาจอดลงตรงหน้าโรงแรมหรูใจกลางเมืองของกว่างโจว ก่อนชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมจะก้าวลงจารถดังกล่าว พร้อมหอบกองเอกสารจำนวนไม่น้อยถือมาด้วย“สวัสดีครับค
ณ คฤหาสน์ตระกูลเฟิงสามชั่วโมงให้หลัง ในที่สุดเอกสารที่ต้องการก็หาเจอสักที หลังพยายามขุ้นหาจนทั่วทั้วใบหุ้นบริษัทตัวจริง พร้อมตราประทับที่ถูกกลุ่มตระกูลหลี่ปลอมแปลงมันขึ้นมา“หลักฐานการชำระเงิน และเอกสารสำคัญอย่างการก่อตั้งบริษัท เรามีครบหมดแล้วใช่มั้ย” เสียงของเฟิงจื่อรุ่ยเอ่ยถาม หลังจากค้นหาเอกสารมาได้สักพักแล้ว“ครับ รวมถึงเอกสารการซื้อขายหุ้นก็มีครบ”“ดี งั้นพรุ่งนี้ตอนเช้าก็รีบเดินทางกลับบ้านเกิดของเรา แล้วรวบรวมเอกสารจัดการให้เสร็จเรียบร้อย”“ครับ” หานอวี่เฉินพยักหน้าตอบ แต่สายตายังคงนึกสงสัยกับกองแผ่นตรงหน้าว่ามันคืออะไรกันแน่“เฮีย น้องขอเปิดมันดูหน่อยได้หรือเปล่า?” เสียงใสเอ่ยขณะส่งสายตาเป็นเชิงบอก“หยงอี้เอาไปเปิดสิ”“ครับนาย” ลูกน้องคนสนิทขานรับ ก่อนหยิบแผ่นทรงกลมใส่เข้าไปในช่องเครื่องเล่นดีวีดีเพียงไม่กี่นาทีต่อมา ภาพเคลื่อนไหวก็เริ่มปรากฏออกมาอย่างช้า ๆ จากที่คราแรกเหมือนแผ่นติดขัดอยู่เล็กน้อย ก็เริ่มเผยออกมาเป็นรูปเป็นรางชัดเจนมากขึ้น นัยน์ตาคู่งามเบิกกว้างแทบนั่งไม่ติดทันที เมื่อเห็นเสื้อคุ้นเคยที่จำได้ว่าเป็นของพี่ชายตัวเองขณะพวกมันกำลังพยายามรุมล้อมเพื่อกระทำบางอย่างก
20.00 น.เฟิงจื่อรุ่ยมองผ่านช่องเลนส์ประตู เมื่อมองเห็นว่าพนักงานคนเดิมกำลังเดินผ่านไปมาราวกับต้องการสอดส่องเส้นทาง ขณะเดียวกัน หยงอี้เองก็ปรับเปลี่ยนการแต่งกายให้ดูอ่อนวัยลง เสื้อเชิ้ตเผยแผงอกสีชมพู และกางเกงลำลองขาสั้นสีขาว“นายครับ ผมรู้สึกไม่ค่อยชินเลย”“ทน ๆ ไปก่อนแล้วกัน ผ่านคืนนี้ไปก็จบแล้ว”“แต่ผมว่าดูหล่อดีนะครับ ไม่ค่อยเห็นคุณหยงอี้ใส่แบบนี้เท่าไหร่เลย” เสียงใสเอ่ยแทรก ขณะเดินวนเวียนอยู่ตรงหน้าคนทั้งคู่พอดี“แล้วนั่นเราเป็นอะไรน่ะ” เฟิงจื่อรุ่ยถามขึ้น ขณะเห็นคนเป็นภรรยากำลังอยู่ในท่าทีลุกลี้ลุกลนไม่อยู่กับเนื้อกับตัว“เครียดสิเฮีย หวังว่าคืนนี้จะผ่านมันไปได้ด้วยดีนะ”“แน่นอนอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงหรอก”เคร้ง!“เวรเอ๊ย! เจ็บฉิบ!!” เสียงสบถหยาบดังเล็ดลอดออกมาจากบริเวณด้านนอก เฟิงจื่อรุ่ยได้ยินดังนั้นก็รีบตามสอดส่องตรงเลนส์ช่องประตูอีกครั้ง มองเห็นหลี่เหว่ย พร้อมพรรคพวกมันอีกสองคนกำลังเดินตรงมายังหน้าประตูห้องของหยงอี้ ก่อนทำการไขกุญแจที่คาดว่าพนักงานเป็นคนสำรองไว้เข้าไปเวลานี้เฟิงจื่อรุ่ยก็ได้แต่รอสัญญาณส่งมาจากหยงอี้ เพราะก่อนไปก็ได้วางแผนกับลูกน้องคนสนิทเอาไว้แล้วว่า หากทุกอย่
คนต้นเรื่องได้ยินก็ถึงกับต้องเม้มปากแน่น รีบดึงรั้งร่างบางบนตักเข้ามากอดเอาไว้อย่างหวงแหน ดวงตาสีรัตติกาลพลันแดงก่ำ นึกโทษตัวเองซ้ำ ๆ ที่ได้เผลอพลาดสร้างบาดแผลให้กับเด็กน้อยตรงหน้าอย่างไม่ตั้งใจเวลานี้ทุกอย่างพลันเงียบสงัด ไม่มีการเอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกจากปากทั้งคู่ นอกเสียจากเสียงสะอื้นไห้และกายแนบช
ช่วงบ่ายสองวันต่อมา อวี่เฉินถูกแม่บ้านของตระกูลเฟิงเดินขึ้นมาปลุกถึงภายในห้องนอนใหญ่ จากที่ง่วงงุนอยู่ถึงกับต้องตกใจ เมื่อเห็นจำนวนผู้คนมากหน้าหลายตาจากที่ไหนบ้างก็ไม่รู้ต่างกรูเข้ามารุมล้อมกันจับตัวเขา พร้อมเปลื้องผ้าจับกายยัดลงในถังไม้แช่ตัวอยู่นานสองนาน แถมยังถูกขัดผิวกายจนแสบหนังกำพร้าไปหมด จนอ
อวี่เฉินเดินทอดน่องเลยออกมาจากบริษัทเฟิงซื่อกรุ๊ปไม่ไกล แค่เพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงย่านการค้าของท่าเรือในผู่ตงแล้ว ซึ่งตรงนี้คงไม่ต้องเดาว่าเป็นของใคร เพราะดูจากความวุ่นวายของลูกเรือเช้านี้คงทำรายได้มูลค่าสูงต่อปีได้เป็นกอบเป็นกำทีเดียวส่วนอีกฟากฝั่ง ก็จะเป็นแหล่งการค้าแข็งขันเต็มรูปแบบ โดยมีตั้งแต่ผู
ยามเช้าของนครเซี่ยงไฮ้ อวี่เฉินจำต้องลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อถูกปลุกด้วยแสงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามาผ่านช่องว่างหน้าต่าง ร่างบางขยับกายเล็กน้อยเพื่อเตรียมลุกขึ้นจากเตียง ทว่าจังหวะนั้นความทรงจำจากภาพเหตุการณ์เมื่อคืนทั้งหมดก็พลันหลั่งไหลย้อนกลับเข้ามาในสมองเป็นฉาก ๆ จนแทบอยากจะแทรกห



![What is a divorce? [Mpreg]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



