LOGINหลี่จือหลินได้แต่มองท่าทางอิ่มเอมเหมือนเด็กที่ขโมยกินของหวานสำเร็จของนาง ก่อนหัวเราะเบาๆ
ฝากไว้ก่อนเถอะ ภรรยาตัวแสบ…
เมื่อค่ำคืนล่วงผ่าน ลมหนาวก็ยิ่งแรงขึ้น เซียงหรงที่ลากแพมาหยุดอยู่ใต้ชะง่อนหินตัวสั่นเทา
ทว่าเมื่อหันกลับไปมองหลี่จือหลินที่นอนหลับตาอยู่ ยามนี้ริมฝีปากเขาซีดเซียว ลมหายใจที่พ่นออกมาก็เป็นไอสีขาว เนื้อตัวสั่นเทาอย่างที่ไม่เคยได้เห็นมาก่อน…ดูเหมือนจะหนาวกว่านางเสียอีก
"ถ้าท่านเป็นอะไรไป...ข้าคงเสียใจตลอดชีวิต" นางพึมพำเบาๆ
เซียงหรงตัดสินใจถอดเสื้อคลุมของตัวเองออกคลุมทับให้เขาอีกชั้น แล้วมุดเสื้อคลุมหนาๆ ทั้งสองตัวเข้าไปนอนข้างๆ คนเจ็บ สอดแขนนางโอบรอบตัวเขาเบาๆ
ความอุ่นจากตัวนางทำให้หลี่จือหลินค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาด้วยสีหน้าประหลาดใจ
"เจ้า...ทำอะไร?"
"อย่าพูดมาก!" นางตอบกลับเสียงดุ "ข้าแค่ไม่อยากให้ท่านหนาวตาย!"
หลี่จือหลินมองใบหน้าของนางในระยะใกล้ ก่อนจะหลับตาลงอีกครั้งด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“มีคนงามคอยโอบกอดข้าไว้เช่นนี้ ต่อให้ต้องตายกลายเป็นผี ก็เป็นผีที่สำราญ…”
“บอกว่าอย่าพูดเรื่องตาย!”
“ขอรับ น้องหญิง ทุกอย่างล้วนเชื่อฟังน้องหญิง” เขาหัวเราะเบาๆ ซึมซาบไออุ่นจากร่างเล็กบางของนางตลอดทั้งคืน
ทว่าที่พูดกับนางเมื่อครู่ล้วนเป็นความจริงทุกคำ
หากตอนตาย ได้ตายจากโลกนี้ไปด้วยสภาพเช่นยามนี้ มีนางคอยกอดเขาเอาไว้เช่นนี้…ถึงตอนนั้น เขาก็ไม่เสียดายชีวิตแล้วจริงๆ
ล่วงเข้าวันที่สาม เซียงหรงรู้สึกว่าพละกำลังของนางเริ่มลดลงทุกขณะ ร่างกายเล็กๆ ของนางไม่เคยต้องออกแรงเช่นนี้มาก่อน มือไม้ที่เคยเกลี้ยงเกลาเนียนนุ่ม ยามนี้ล้วนเต็มไปด้วยรอยแผลแตกจากการออกแรงลากแพไม้ และรอยขีดข่วนจากหินแหลม กิ่งไม้ ใบหญ้า คมหนาม ที่เกิดขึ้นขณะปรับพื้นดินให้ราบเรียบ
เส้นทางที่นับว่าไม่ไกลหากขี่ม้า กลับดูห่างไกลยิ่งนักเมื่อต้องเดินด้วยสองขา ซ้ำยังต้องลากแพที่มีร่างหนักๆ นอนอยู่บนนั้นไปด้วย
ดังเช่นทุกครั้งที่หลี่จือหลินรู้สึกตัว นางอดถามให้แน่ใจอีกสักคำไม่ได้
“ท่านบอกว่าเรามาถูกทางแล้ว เหตุใดยังไม่ถึงหมู่บ้านที่ว่าเสียที!”
“มาถูกทางแล้วจริงๆ” ครั้งนี้เขาไม่ได้หลอกลวงนางสักนิด “หากจำไม่ผิด...พวกเราใกล้ถึงปากทางเข้าหมู่บ้านเต็มทีแล้ว...” เขาบอกอย่างอ่อนล้า
“ว่อหลงเป็นหมู่บ้านอะไรกันแน่ เหตุใดจึงลึกลับซับซ้อนเช่นนี้!”
“เพราะเจ้าเหนื่อยล้าต่างหาก จึงรู้สึกว่าระยะทางเท่านี้ไกลนัก...”
เซียงหรงไม่เถียงในเรื่องนี้ แต่เดิมนางก็เป็นเพียงคุณหนูในห้องหอผู้หนึ่ง แม้แต่เรี่ยวแรงจะมัดไก่ยังไม่มีเลยด้วยซ้ำ ยามคนเราเหนื่อยล้าย่อมจะรู้สึกว่าระยะทางที่เดินนั้นไกลกว่าปกติ ก่อนหน้านี้ตอนเดินทางกับเขาที่อยู่ในคราบ ‘จอมยุทธตงหยาง’ เขาเคยสอนให้นางเข้าใจเรื่องนี้ไปถึงแก่น เส้นทางที่เหลืออีกไม่เท่าไหร่ ยามนี้กลับให้ความรู้สึกเหมือนไกลสุดโค้งขอบฟ้า
“พอเถอะ...ทิ้งข้าไว้ที่นี่...เมื่อเจ้าไปถึงหมู่บ้านว่อหลงอย่างปลอดภัยแล้ว ค่อยบอกให้ตงหลินกับตงหยางมารับข้า”
“ที่แท้ ‘ตงหยาง’ ก็มีตัวตนอยู่ด้วยหรือ!” นางรีบซักทันที “หลี่จือหลิน เพื่อหลอกลวงข้า ท่านถึงกับหน้าไม่อาย แอบอ้างเอาชื่อองครักษ์ของตัวเองมาใช้หรือ!”
หลี่จือหลินยิ้มเจือจาง เอ่ยทีเล่นทีจริง “ตอนที่เจ้าถาม จวนตัวยิ่งนัก...ข้านึกไม่ทัน”
“น้อยไปสิ! คนเจ้าเล่ห์อย่างท่านที่ไหนจะนึกสิ่งใดไม่ทัน เหอะ! จวนตัวงั้นรึ? ไม่แน่ว่าเดิมทีท่านอาจตั้งใจจะแอบอ้างตัวเป็นองครักษ์ มาสั่งสอนบทเรียนให้ข้ามากกว่า!”
“...ภรรยาของข้าคือผู้รู้ใจ...” หลี่จือหลินยังคงแย้มยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ดูอ่อนล้าจนน่าใจหาย
เซียงหรงหมดแก่ใจจะต่อปากต่อคำกับเขาทันที
“ถูกแล้ว ข้ารู้ทันท่าน” นางประชด “พักผ่อนเถอะ ข้าจะลองเดินไปดูสักครู่ ระหว่างทางจะได้หายากับอาหารให้ท่านด้วย ถ้าเจอหมู่บ้านอะไรนั่นที่ท่านว่าก็คงดี”
หลี่จือหลินยังคงยิ้มให้นางเช่นเดิม เขาค่อยๆ ปิดเปลือกตาลงอย่างว่าง่าย
อา...หิวเหลือเกิน...
...ไก่...ตอนนั้น ก่อนเกิดเรื่อง หลี่จือหลินกำลังย่างไก่อยู่นี่นา...
ทำไมข้าถึงทิ้งไก่ขอทานไว้ที่นั่นกันนะ...
“แน่นอน ใครจะดีใจที่เจ้าบ่าวเมามายเสียหมดสภาพทั้งที่เป็นวันเข้าหอวันแรกเล่า” องค์ชายสามยืนยันหนักแน่น สองมือประคองเจ้าบ่าวมุ่งหน้าไปทางห้องพักแขก หางตาก็คอยเหลือบมองเฉินเหม่ยลี่เป็นระยะเมื่อเห็นชายกระโปรงสีอ่อนของเฉินเหม่ยลี่ รู้ว่านางยังคงลอบเดินตามมาห่างๆ และคิดว่าเขามองไม่เห็น องค์ชายสามหลี่เจี๋ยก็ได้แต่นึกขันในอกโง่เง่ายิ่งนัก!สตรีผู้นี้โง่เง่าถึงเพียงนี้ได้อย่างไรนะ...นางไม่คิดหรืออย่างไรว่าหูตาของตำหนักจวิ้นหวังมีมากมายเพียงใด เป็นเพียงลูกอนุที่ตระกูลมารดากำลังตกต่ำย่ำแย่ผู้หนึ่งของจวนกั๋วกง กลับต้องการเข้าหาจ๋างจื่อของตำหนักจวิ้นหวังในวันสมรส ใช่รนหาที่ตายหรือไม่?แต่ช่างเถิด... หลี่เจี๋ยลอบยิ้มกับตนเองในเมื่อนางกับเขาต่างก็มี ‘เป้าหมายเดียวกัน’ อำนวยความสะดวกให้นางสักหน่อยจะเป็นไร…องค์ชายสามค่อยๆ พาหลี่จือหลินเข้าไปนั่งพักบนตั่งในห้องพักแขก อันที่จริงเขาก็อยากจะส่งให้ถึงเตียงอยู่หรอก แต่จ๋างจื่อผู้นี้ไม่รู้ว่ากินอะไรเข้าไป รูปร่างก็ไม่ได้อวบอ้วน แต่กลับตัวหนักนัก!“พี่จือหลินนอนพักรอน้ำแกงสร่างเมาอยู่ที่นี่สักเดี๋ยวก็แล้วกัน”เห็นเจ้าบ่าวหมาดๆ พยักหน้าอย่างว่าง่าย องค์ชาย
องค์ชายสามรีบปราดเข้ามาประคองเจ้าบ่าวหมาดๆ เอาไว้ น้ำเสียงอบอุ่นอ่อนโยนยิ่ง“ให้ข้าได้ประคองพี่จือหลินไปส่งเถอะ” หลี่เจี๋ยประคองร่างสูงโปร่งของหลี่จือหลินเอาไว้แล้วเดินออกจากห้องโถงไปตามทางเดิน ก่อนจะออกจากห้องก็หันหน้าไปหาบ่าวคนสนิทของตนแวบหนึ่ง ครั้นเห็นว่าเขาพยักหน้าแล้วหายไปในฝูงชนก็ประคองหลี่จือหลิน ออกเดินไปอย่างช้าๆ ไปตามทางเดินที่ทอดอยู่ในสวนอันเงียบสงบ ทางเดินในสวนยามนี้ล้วนตกแต่งด้วยเสาโคมไฟที่แขวนโคมแดงเอาไว้ ดูงดงามเป็นสิริมงคลเป็นอย่างยิ่ง “พี่จือหลินจากไปสนามรบไม่ได้กลับมาเมืองหลวงบ้างเลย ข้าเองอยากสนิทสนมกับพี่จือหลินมานานแล้ว” องค์ชายสาม หลี่เจี๋ย เอ่ยปากอย่างเชื่องช้า พลางหัวเราะในลำคอ “วันนี้ถือว่าสบโอกาส ขอข้าทำหน้าที่น้องชายอารักขาพี่จือหลินไปที่ห้องหอ ระหว่างทางเราจะได้คุยกันให้มากหน่อย” แม้ว่าใบหน้าจะแย้มยิ้ม ทว่าในใจหลี่เจี๋ยกลับคั่งแค้นเหลือจะกล่าวเดิมเขาเองควรจะได้ตบแต่งกับโฉมงามยอดเมธีในปีนี้...เฉินเซียงหรงช่างงดงามและเปี่ยมด้วยความสามารถชวนให้ผู้อื่นชื่นชมยิ่งนัก ทว่านางกลับมีเจ้าของอยู่ก่อนแล้ว เสด็จแม่ของเขา
เซียงหรงถูกพาไปนั่งบนเตียงที่ปูผ้าคลุมสีแดงปักลายยวนยาง ตอนนั้นเองที่จวิ้นหวังเฟยเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า พร้อมบุตรชายที่ยามนี้ทุกคนในตำหนักได้เห็นแล้วว่าจ๋างจื่อของพวกตนช่างยิ้มได้งดงามนัก จวิ้นหวังเฟยรับจานเกี๊ยวมาจากแม่สื่อ ก่อนคีบป้อนสะใภ้หมาดๆ ของตนเองผ่านผ้าคลุมหน้า เซียงหรงได้แต่อ้าปากรับ ก่อนจะเคี้ยวแล้วเบิกตาโพลง …คายออกได้หรือไม่ มันยังดิบอยู่เลย... จวิ้นหวังเฟยหัวเราะเบาๆ ก่อนถาม “ดิบหรือไม่” เซียงหรงไม่กล้าเบ้ปาก ได้แต่พยักหน้าเบาๆ “ดิบเจ้าค่ะ” “ดีแล้ว ดิบก็ดีแล้ว” สตรีที่แต่งงานแล้วทุกคนในที่นั้นหัวเราะเสียงใส ก่อนที่พระชายาจะวางเกี๊ยวกลับไปให้กับแม่สื่อ “เอาล่ะ พักผ่อนเถิด จือหลิน เจ้ายังคงต้องไปรับแขกอยู่นะ” “ขอรับท่านแม่” เขาพยักหน้า รอจนกระทั่งมารดาและคนอื่นๆ เดินออกไป หลี่จือหลินจึงหันกลับมาหาเจ้าสาวของตนเองอีกครั้ง พลางยกน้ำชาให้นางอย่างเอาใจ “ค่อยๆ ดื่ม อาหารเหล่านี้เจ้ากินได้ทั้งหมดเลย ไม่ต้องรอข้ากลับมาหรอก หากง่วงก็นอนก่อนเสีย” “…เกี๊ยวเมื่อครู่ไม่เห็นอร่อยสักน
เฉินเหม่ยลี่กับเฉินชิวเยว่ ผู้หนึ่งเตรียมตัวก่อเรื่อง ผู้หนึ่งหวังชมเรื่องสนุก ต่างฝ่ายต่างแย้มยิ้มให้กันขณะนั่งร่วมเกี้ยวเล็กๆ ตามเกี้ยวเจ้าสาวแปดคนหาม ดูรักใคร่กลมเกลียวเป็นอย่างมาก จนเฉินเหม่ยเซียงและเฉินหมิงเยว่อดตะขิดตะขวงใจแทนไม่ได้ขบวนแห่เจ้าสาวครั้งนี้ยาวเหยียด มีผู้คนมาโห่ร้องยินดีมากมาย ส่วนหนึ่งเพราะต้องการเห็นขบวนสินเดิมเจ้าสาวที่กล่าวกันว่ายาวหลายลี้ อีกส่วนหนึ่งก็เพราะพ่อบ้านของตำหนักจวิ้นหวังช่างมือหนัก โปรยเหรียญมงคลให้กับผู้ที่อำนวยพรคู่บ่าวสาวไม่หยุดหย่อนเพียงพริบตาเดียว ทั่วทั้งถนนก็เต็มไปด้วยคำอวยพรยินดี มาถึงตรงนี้ เหล่าบุตรสาวสกุลเฉินในเกี้ยวต่างสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความหงุดหงิด ดวงตาฉายแววริษยาอย่างไม่อาจปิดบัง แม้เฉินชิวเยว่เองจะไม่ได้รู้สึกว่าตนเองด้อยไปกว่าเฉินเซียงหรงที่ใด ซ้ำคู่ครองในอนาคตของนาง ก็ยังเป็นถึงผู้สูงศักดิ์ที่จ๋างจื่อตำหนักจวิ้นหวังอย่างหลี่จือหลินเทียบไม่ติด แต่นางกลับอดสงสัยไม่ได้เลยว่าองค์ชายสามจะทุ่มเทให้กับนาง ดังเช่นที่จวิ้นหวังจ๋างจื่อทำให้น้องสามสารเลวสมควรตายหรือไม่ ไม่ต้องพูดถึงเฉินเหม่ยลี่ ที่ยามนี้ผ้าเช็ดหน้า
เซียงหรงเม้มปากแน่น แต่นางถอยหลังไม่ได้แล้ว มีแต่ต้องเดินหน้าเท่านั้นแม้ว่าเทียนจินในยามนี้จะมิได้เคร่งครัดในเรื่องการยกอนุขึ้นเป็นภรรยาเอกเช่นรัชสมัยอื่นๆ แต่ว่านางก็หวังไม่ให้บิดาดำเนินไปในทางผิดมากกว่านี้...อนุหานไม่ใช่คนที่จะสามารถเป็นหน้าเป็นตาให้กับจวนกั๋วกงได้จริงๆเซียงหรงตามองจมูก จมูกมองใจ [1]นางได้ยินเสียงบิดาพูดอวยพร ทว่ากลับฟังไม่รู้ความแล้วสักคำนางไร้มารดา จึงมีเพียงแต่ป้ายวิญญาณเท่านั้นที่นางเคารพกราบไหว้แม้ว่าอนุหานจะนั่งอยู่ด้านข้างเฉินกั๋วกง สวมชุดสีเดียวกับอาทิตย์อัสดงที่เกือบคล้ายสีแดงสด ทว่าอนุผู้หนึ่งก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้รับการคารวะจากคุณหนูสายตรงเช่นนางกว่าที่เซียงหรงจะรู้ตัวอีกที ก็ถูกพี่ชายใหญ่แบกขึ้นหลัง พาเดินออกจากจวนกั๋วกงทีละก้าวๆ ด้วยฝีเท้ามั่นคงชั่วอึดใจนั้น ร่างบอบบางซบลงบนแผ่นหลังกว้างของพี่ชาย นางจับเสื้อเขาเอาไว้แน่น น้ำตาร้อนๆ ไหลออกมาทีละหยดตกต้องบ่าของคุณชายใหญ่แห่งจวนเฉินกั๋วกง“จำไว้ หรงเอ๋อร์ เจ้ากลับมาที่นี่ได้เสมอ” พี่ชายนาง เฉินจิ้งอี้ พูดเสียงทุ้มต่ำ “อย่าได้กลัว อย่าได้กังวล ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จวนเฉินกั๋วกงและพี่ใหญ่จะยืนเคียงข้า
อนุหาน หานชิงเยว่ รีบฉวยโอกาสขณะเฉินกั๋วกงกำลังรับคำแสดงความยินดีจากอดีตเสนาบดีสวีผู้มีศักดิ์เป็นปู่ของสวีหวงโฮ่ว ซึ่งกำลังจะเกี่ยวดองเป็นทองแผ่นเดียวกัน และท่านปู่กับท่านลุงของนาง มุ่งหน้าไปบอกกล่าวหว่านล้อมขออนุญาตให้ ‘บุตรสาว’ อีกสี่คนสามารถติดตามขบวนแห่เกี้ยวเจ้าสาวไปส่งตัวพี่หญิงน้องหญิงของตนออกเรือนได้ ขณะที่ด้านนอกเริ่มมีเสียงเอะอะ เสียงหัวเราะเฮฮาประสมกันเมื่อพี่ชายน้องชายของเจ้าสาวทดสอบว่าที่ท่านเขยของตนเองด้วยปัญหาเชาว์เซียงหรงได้ยินเสียงทุ้มนุ่มของหลี่จือหลินตอบคำถามแต่ละข้อจนครบ ร่ายบทกวีที่แต่งขึ้นสดๆ ร้อนๆ ต่อหน้าผู้ทดสอบและแขกเหรื่อที่มาร่วมงานคนอื่นๆเสียงของผู้คนมากมายเริ่มย้ายไปที่ห้องโถงบรรพบุรุษเมื่อหลี่จือหลิน ต้องคำนับบรรพบุรุษในจวนกั๋วกงเพื่อบอกกล่าวว่าเขาได้มารับเจ้าสาวสกุลเฉินแล้ว แล้วจึงกลับมารอเจ้าสาวของตนที่หน้าห้องโถงพิธี รอให้นางออกไปกราบไหว้บิดามารดาอีกครั้งแล้วจึงออกขบวนเซียงหรงรู้สึกเหมือนตนเองเป็นตุ๊กตาที่ได้แต่เคลื่อนไหวไปตามการจับจูงของผู้คน เริ่มจากฟูเหรินมงคล จากนั้นก็เป็นมือใหญ่ของหลี่จือหลินที่รอรับอยู่อย่างมั่นคง ก่อนที่เขาจะพานางไปกราบไหว้บิ







