Masuk“...ไก่ขอทานของข้า...” นางพึมพำเมื่อแน่ใจว่าตนเองปลีกตัวออกมาไกลมากพอ
เสบียงอาหารหมดไปแล้วตั้งแต่เมื่อวาน ตอนนี้นางได้แต่เก็บผลไม้ป่าที่พอจะหาได้มากินและคอยนำของเหล่านั้นมาคั้นเป็นน้ำ ป้อนให้เขา
หากก่อนหน้านี้หลี่จือหลินในคราบตงหยางไม่เคยสอนให้นางได้เผชิญความยากลำบาก เกรงว่าผลไม้ป่าชนิดใดกินได้ ชนิดใดกินไม่ได้ นางก็ยังแยกไม่ออกเลยด้วยซ้ำ
นับว่าสวรรค์ยังมีเมตตาต่อนางอยู่บ้าง ปลีกตัวมาได้เพียงราวหนึ่งถ้วยชา แม้จะไม่เห็นวี่แววของหมู่บ้านที่ว่า แต่ครั้งนี้นางพบสมุนไพรที่อาจต้องใช้ โสมภูเขา รวมถึงผลไม้ดีๆ ฉ่ำน้ำ มากมายนัก
เซียงหรงเพียรขุดโสม สู้อุตส่าห์เก็บสมุนไพรและผลไม้เหล่านั้นไปวางลงบนเสื้อคลุมที่ถอดวางรอไว้ กัดฟันหอบหิ้วพวกมันฝ่าความหนาวกลับมาเสียมากมาย ตั้งใจว่าจะคั้นเอาน้ำของสมุนไพรบำรุงและผลไม้เหล่านี้ไปป้อนให้คนเจ็บที่กำลังอ่อนแรงลงทุกขณะ
น่าเสียดายที่ยามเมื่อนางกลับมาหาเขาอีกครั้งและตระเตรียมอาหารกับยาไว้พร้อมสรรพ ไม่ว่านางจะพยายามเรียกสักเท่าไหร่ หลี่จือหลินก็ไม่ได้ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกแล้ว
จู่ๆ หลี่จือหลินก็ไข้ขึ้นสูง เซียงหรงเดาว่าคงเป็นเพราะเขาบาดเจ็บเสียเลือดมากมายถึงเพียงนั้น จึงจับไข้
อันที่จริง การที่เขาฝืนทน พยายามทำตัวเป็นปกติ ปกปิดอาการของตัวเองมาได้เนิ่นนานถึงเพียงนี้ ก็นับว่าน่าอัศจรรย์มากแล้ว
เซียงหรงพบว่าตนเองไม่ได้โกรธ นางไม่ได้โกรธ แต่นางรู้สึกสะเทือนใจ
"ข้าไม่ได้ทำเพราะเป็นคนดีหรอก" นางพึมพำกับตัวเอง ขณะนั่งกอดเข่าข้างแพไม้ มองแสงจันทร์ที่ลอดผ่านกิ่งไม้ สูงไกลสุดสายตา "ข้าก็แค่...ไม่อยากเห็นคนตายต่อหน้าข้า ข้าทิ้งเขาไม่ได้จริงๆ"
นางหวนคิดถึงช่วงเวลาที่เคยอยู่ในจวนกั๋วกง ยามนั้นแม้จะไม่ได้สบายใจมากนัก แต่อย่างน้อยนางก็ไม่เคยต้องหิวเลยสักครั้ง
ทั้งไม่เคยต้องหิว และยังสามารถหยิบยื่นสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่อย่างเหลือ เฟือให้คนอื่นได้ด้วย
ยามนั้นนางได้แต่เพียรเฝ้าคิดว่าสมควรทำอย่างไรตนเองจึงจะไม่ต้องแต่งงานหรือสามารถออกบวช…นั่นคือความหนักใจที่สุดแล้วในชีวิตตอนนั้น
ทุกอย่างเคยปกติดี…แม้ไม่ถูกใจไปทุกอย่าง ทว่ายังนับว่าปกติดี ทว่าในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เพียงไม่ถึงสามเดือนมานี้ นางกลับต้องพบเจอกับสิ่งที่ไม่เคยคาดคิด
เริ่มจากโดนวางยาปลุกกำหนัดถึงในจวนกลางงานเลี้ยงที่มีผู้คนมากมาย ต่อมาก็เกือบถูกพี่ชายต่างมารดาล่วงเกิน และเกือบจะถูกบุรุษกลุ่มหนึ่งรุมย่ำยี แล้วสุดท้าย…แม้จะหนีมาไกลเพียงใด นางก็หนีไม่พ้นคู่หมั้นของตนเอง กลายเป็นว่านางหลบหลุมมาเจอกับดัก[1] ยามนี้ยิ่งกว่าข้องเกี่ยวพัวพันจนไม่รู้เลยว่าหลังจากจบเรื่องแล้วจะสามารถหลีกหนีเขาได้อย่างไร
หลังจากนั้นก็ยังมาเจอกลุ่มนักฆ่าที่เดาว่าคงตามร่องรอยหลี่จือหลิน มาจนพบ ทำให้ทั้งนางและเขาเกือบจะเอาชีวิตมาทิ้งกลางป่า กระทั่งตอนนี้ก็ยังไม่รู้เลยว่าสองขาของนางจะพาบุรุษร่างใหญ่บนแพลากไปขอความช่วย เหลือที่หมู่บ้านที่มีคนของเขาและพี่ซู่ซินของนางรออยู่สำเร็จหรือไม่
ความหวาดกลัวการเดินทางในป่าใหญ่และการต้องแบกความรับผิด ชอบเรื่องชีวิตคนผู้หนึ่งทำให้นางเหนื่อยล้ายิ่งนัก ทั้งยังเคร่งเครียดและรู้สึกผิดอยู่ร่ำไป
ป่านนี้ไม่รู้ว่าพี่ซู่ซินจะเป็นอย่างไรบ้าง จะปลอดภัยสบายดีจริงหรือ ไม่…
พี่ซู่ซินก็เหมือนคนในครอบครัวของนาง หากยังไม่ได้เห็นด้วยตาตนเอง นางก็ยังไม่อาจวางใจ
ไม่ใช่เพราะไม่เชื่อคำพูดของบุรุษข้างกาย แต่เพราะรู้แล้วว่าในโลกนี้ไม่ได้มีแต่เรื่องที่ง่ายดาย ต่อให้คนผู้หนึ่งระมัดระวังตัวดีเพียงใด และมีผู้อื่นคอยปกป้องคุ้มครองอย่างไร เรื่องราวเลวร้ายเหนือความคาดหมายก็อาจเกิดขึ้นได้…หากไม่ระวัง
เซียงหรงมองสารร่างตนเองก่อนจะไล่สายตาสำรวจจวิ้นหวังจ๋างจื่อ
นางที่ไม่เคยต้องคมดาบคมกระบี่ เพียงแต่หกล้ม โดนหินบาด โดนหนามตำ โดนมีดบาด ไม่ได้เสียเลือดมากมายนัก ยังเจ็บปวดเหนื่อยล้าถึงเพียงนี้ แล้วหลี่จือหลินที่เอาตนเองมาเป็นโล่กำบังให้นางเล่า เขาจะสามารถเข้มแข็งและรอดพ้นจากพิษบาดแผลไปได้จริงหรือ...
สมุนไพรแก้ไข้แก้พิษที่นางพอจะรู้จักอยู่บ้างและเคยเรียนรู้มาว่าสามารถกินร่วมกันได้ ไม่เป็นพิษต่อร่างกาย นางล้วนเก็บเอามาบดและคั้นเอาน้ำป้อนให้เขาแล้วทุกอย่าง แม้ตอนนี้ไข้จะลดลง ตัวไม่ร้อนสักเท่าใดแล้ว แต่ยามนี้ล่วงเข้าวันที่สามแล้ว บาดแผลล้วนยังไม่ได้เย็บ แม้นางจะเอาใจใส่เรื่องความสะอาด คอยทำแผลเปลี่ยนผ้าที่ใช้พันให้เช้าเย็น แต่หากนางทำได้ไม่ดีพอเล่า หากเขาเกิดได้รับพิษใดมาโดยที่นางไม่ทันเฉลียวใจเล่า?
ไม่!
เขาต้องไม่เป็นไร!
[1] อุตส่าห์หลบเลี่ยงสิ่งหนึ่งมาได้ กลับต้องมาเจออันตราย หรือสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาอีกสิ่ง เทียบกับสำนวนไทยได้ว่า ‘หนีเสือปะจระเข้’
“แน่นอน ใครจะดีใจที่เจ้าบ่าวเมามายเสียหมดสภาพทั้งที่เป็นวันเข้าหอวันแรกเล่า” องค์ชายสามยืนยันหนักแน่น สองมือประคองเจ้าบ่าวมุ่งหน้าไปทางห้องพักแขก หางตาก็คอยเหลือบมองเฉินเหม่ยลี่เป็นระยะเมื่อเห็นชายกระโปรงสีอ่อนของเฉินเหม่ยลี่ รู้ว่านางยังคงลอบเดินตามมาห่างๆ และคิดว่าเขามองไม่เห็น องค์ชายสามหลี่เจี๋ยก็ได้แต่นึกขันในอกโง่เง่ายิ่งนัก!สตรีผู้นี้โง่เง่าถึงเพียงนี้ได้อย่างไรนะ...นางไม่คิดหรืออย่างไรว่าหูตาของตำหนักจวิ้นหวังมีมากมายเพียงใด เป็นเพียงลูกอนุที่ตระกูลมารดากำลังตกต่ำย่ำแย่ผู้หนึ่งของจวนกั๋วกง กลับต้องการเข้าหาจ๋างจื่อของตำหนักจวิ้นหวังในวันสมรส ใช่รนหาที่ตายหรือไม่?แต่ช่างเถิด... หลี่เจี๋ยลอบยิ้มกับตนเองในเมื่อนางกับเขาต่างก็มี ‘เป้าหมายเดียวกัน’ อำนวยความสะดวกให้นางสักหน่อยจะเป็นไร…องค์ชายสามค่อยๆ พาหลี่จือหลินเข้าไปนั่งพักบนตั่งในห้องพักแขก อันที่จริงเขาก็อยากจะส่งให้ถึงเตียงอยู่หรอก แต่จ๋างจื่อผู้นี้ไม่รู้ว่ากินอะไรเข้าไป รูปร่างก็ไม่ได้อวบอ้วน แต่กลับตัวหนักนัก!“พี่จือหลินนอนพักรอน้ำแกงสร่างเมาอยู่ที่นี่สักเดี๋ยวก็แล้วกัน”เห็นเจ้าบ่าวหมาดๆ พยักหน้าอย่างว่าง่าย องค์ชาย
องค์ชายสามรีบปราดเข้ามาประคองเจ้าบ่าวหมาดๆ เอาไว้ น้ำเสียงอบอุ่นอ่อนโยนยิ่ง“ให้ข้าได้ประคองพี่จือหลินไปส่งเถอะ” หลี่เจี๋ยประคองร่างสูงโปร่งของหลี่จือหลินเอาไว้แล้วเดินออกจากห้องโถงไปตามทางเดิน ก่อนจะออกจากห้องก็หันหน้าไปหาบ่าวคนสนิทของตนแวบหนึ่ง ครั้นเห็นว่าเขาพยักหน้าแล้วหายไปในฝูงชนก็ประคองหลี่จือหลิน ออกเดินไปอย่างช้าๆ ไปตามทางเดินที่ทอดอยู่ในสวนอันเงียบสงบ ทางเดินในสวนยามนี้ล้วนตกแต่งด้วยเสาโคมไฟที่แขวนโคมแดงเอาไว้ ดูงดงามเป็นสิริมงคลเป็นอย่างยิ่ง “พี่จือหลินจากไปสนามรบไม่ได้กลับมาเมืองหลวงบ้างเลย ข้าเองอยากสนิทสนมกับพี่จือหลินมานานแล้ว” องค์ชายสาม หลี่เจี๋ย เอ่ยปากอย่างเชื่องช้า พลางหัวเราะในลำคอ “วันนี้ถือว่าสบโอกาส ขอข้าทำหน้าที่น้องชายอารักขาพี่จือหลินไปที่ห้องหอ ระหว่างทางเราจะได้คุยกันให้มากหน่อย” แม้ว่าใบหน้าจะแย้มยิ้ม ทว่าในใจหลี่เจี๋ยกลับคั่งแค้นเหลือจะกล่าวเดิมเขาเองควรจะได้ตบแต่งกับโฉมงามยอดเมธีในปีนี้...เฉินเซียงหรงช่างงดงามและเปี่ยมด้วยความสามารถชวนให้ผู้อื่นชื่นชมยิ่งนัก ทว่านางกลับมีเจ้าของอยู่ก่อนแล้ว เสด็จแม่ของเขา
เซียงหรงถูกพาไปนั่งบนเตียงที่ปูผ้าคลุมสีแดงปักลายยวนยาง ตอนนั้นเองที่จวิ้นหวังเฟยเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า พร้อมบุตรชายที่ยามนี้ทุกคนในตำหนักได้เห็นแล้วว่าจ๋างจื่อของพวกตนช่างยิ้มได้งดงามนัก จวิ้นหวังเฟยรับจานเกี๊ยวมาจากแม่สื่อ ก่อนคีบป้อนสะใภ้หมาดๆ ของตนเองผ่านผ้าคลุมหน้า เซียงหรงได้แต่อ้าปากรับ ก่อนจะเคี้ยวแล้วเบิกตาโพลง …คายออกได้หรือไม่ มันยังดิบอยู่เลย... จวิ้นหวังเฟยหัวเราะเบาๆ ก่อนถาม “ดิบหรือไม่” เซียงหรงไม่กล้าเบ้ปาก ได้แต่พยักหน้าเบาๆ “ดิบเจ้าค่ะ” “ดีแล้ว ดิบก็ดีแล้ว” สตรีที่แต่งงานแล้วทุกคนในที่นั้นหัวเราะเสียงใส ก่อนที่พระชายาจะวางเกี๊ยวกลับไปให้กับแม่สื่อ “เอาล่ะ พักผ่อนเถิด จือหลิน เจ้ายังคงต้องไปรับแขกอยู่นะ” “ขอรับท่านแม่” เขาพยักหน้า รอจนกระทั่งมารดาและคนอื่นๆ เดินออกไป หลี่จือหลินจึงหันกลับมาหาเจ้าสาวของตนเองอีกครั้ง พลางยกน้ำชาให้นางอย่างเอาใจ “ค่อยๆ ดื่ม อาหารเหล่านี้เจ้ากินได้ทั้งหมดเลย ไม่ต้องรอข้ากลับมาหรอก หากง่วงก็นอนก่อนเสีย” “…เกี๊ยวเมื่อครู่ไม่เห็นอร่อยสักน
เฉินเหม่ยลี่กับเฉินชิวเยว่ ผู้หนึ่งเตรียมตัวก่อเรื่อง ผู้หนึ่งหวังชมเรื่องสนุก ต่างฝ่ายต่างแย้มยิ้มให้กันขณะนั่งร่วมเกี้ยวเล็กๆ ตามเกี้ยวเจ้าสาวแปดคนหาม ดูรักใคร่กลมเกลียวเป็นอย่างมาก จนเฉินเหม่ยเซียงและเฉินหมิงเยว่อดตะขิดตะขวงใจแทนไม่ได้ขบวนแห่เจ้าสาวครั้งนี้ยาวเหยียด มีผู้คนมาโห่ร้องยินดีมากมาย ส่วนหนึ่งเพราะต้องการเห็นขบวนสินเดิมเจ้าสาวที่กล่าวกันว่ายาวหลายลี้ อีกส่วนหนึ่งก็เพราะพ่อบ้านของตำหนักจวิ้นหวังช่างมือหนัก โปรยเหรียญมงคลให้กับผู้ที่อำนวยพรคู่บ่าวสาวไม่หยุดหย่อนเพียงพริบตาเดียว ทั่วทั้งถนนก็เต็มไปด้วยคำอวยพรยินดี มาถึงตรงนี้ เหล่าบุตรสาวสกุลเฉินในเกี้ยวต่างสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความหงุดหงิด ดวงตาฉายแววริษยาอย่างไม่อาจปิดบัง แม้เฉินชิวเยว่เองจะไม่ได้รู้สึกว่าตนเองด้อยไปกว่าเฉินเซียงหรงที่ใด ซ้ำคู่ครองในอนาคตของนาง ก็ยังเป็นถึงผู้สูงศักดิ์ที่จ๋างจื่อตำหนักจวิ้นหวังอย่างหลี่จือหลินเทียบไม่ติด แต่นางกลับอดสงสัยไม่ได้เลยว่าองค์ชายสามจะทุ่มเทให้กับนาง ดังเช่นที่จวิ้นหวังจ๋างจื่อทำให้น้องสามสารเลวสมควรตายหรือไม่ ไม่ต้องพูดถึงเฉินเหม่ยลี่ ที่ยามนี้ผ้าเช็ดหน้า
เซียงหรงเม้มปากแน่น แต่นางถอยหลังไม่ได้แล้ว มีแต่ต้องเดินหน้าเท่านั้นแม้ว่าเทียนจินในยามนี้จะมิได้เคร่งครัดในเรื่องการยกอนุขึ้นเป็นภรรยาเอกเช่นรัชสมัยอื่นๆ แต่ว่านางก็หวังไม่ให้บิดาดำเนินไปในทางผิดมากกว่านี้...อนุหานไม่ใช่คนที่จะสามารถเป็นหน้าเป็นตาให้กับจวนกั๋วกงได้จริงๆเซียงหรงตามองจมูก จมูกมองใจ [1]นางได้ยินเสียงบิดาพูดอวยพร ทว่ากลับฟังไม่รู้ความแล้วสักคำนางไร้มารดา จึงมีเพียงแต่ป้ายวิญญาณเท่านั้นที่นางเคารพกราบไหว้แม้ว่าอนุหานจะนั่งอยู่ด้านข้างเฉินกั๋วกง สวมชุดสีเดียวกับอาทิตย์อัสดงที่เกือบคล้ายสีแดงสด ทว่าอนุผู้หนึ่งก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้รับการคารวะจากคุณหนูสายตรงเช่นนางกว่าที่เซียงหรงจะรู้ตัวอีกที ก็ถูกพี่ชายใหญ่แบกขึ้นหลัง พาเดินออกจากจวนกั๋วกงทีละก้าวๆ ด้วยฝีเท้ามั่นคงชั่วอึดใจนั้น ร่างบอบบางซบลงบนแผ่นหลังกว้างของพี่ชาย นางจับเสื้อเขาเอาไว้แน่น น้ำตาร้อนๆ ไหลออกมาทีละหยดตกต้องบ่าของคุณชายใหญ่แห่งจวนเฉินกั๋วกง“จำไว้ หรงเอ๋อร์ เจ้ากลับมาที่นี่ได้เสมอ” พี่ชายนาง เฉินจิ้งอี้ พูดเสียงทุ้มต่ำ “อย่าได้กลัว อย่าได้กังวล ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จวนเฉินกั๋วกงและพี่ใหญ่จะยืนเคียงข้า
อนุหาน หานชิงเยว่ รีบฉวยโอกาสขณะเฉินกั๋วกงกำลังรับคำแสดงความยินดีจากอดีตเสนาบดีสวีผู้มีศักดิ์เป็นปู่ของสวีหวงโฮ่ว ซึ่งกำลังจะเกี่ยวดองเป็นทองแผ่นเดียวกัน และท่านปู่กับท่านลุงของนาง มุ่งหน้าไปบอกกล่าวหว่านล้อมขออนุญาตให้ ‘บุตรสาว’ อีกสี่คนสามารถติดตามขบวนแห่เกี้ยวเจ้าสาวไปส่งตัวพี่หญิงน้องหญิงของตนออกเรือนได้ ขณะที่ด้านนอกเริ่มมีเสียงเอะอะ เสียงหัวเราะเฮฮาประสมกันเมื่อพี่ชายน้องชายของเจ้าสาวทดสอบว่าที่ท่านเขยของตนเองด้วยปัญหาเชาว์เซียงหรงได้ยินเสียงทุ้มนุ่มของหลี่จือหลินตอบคำถามแต่ละข้อจนครบ ร่ายบทกวีที่แต่งขึ้นสดๆ ร้อนๆ ต่อหน้าผู้ทดสอบและแขกเหรื่อที่มาร่วมงานคนอื่นๆเสียงของผู้คนมากมายเริ่มย้ายไปที่ห้องโถงบรรพบุรุษเมื่อหลี่จือหลิน ต้องคำนับบรรพบุรุษในจวนกั๋วกงเพื่อบอกกล่าวว่าเขาได้มารับเจ้าสาวสกุลเฉินแล้ว แล้วจึงกลับมารอเจ้าสาวของตนที่หน้าห้องโถงพิธี รอให้นางออกไปกราบไหว้บิดามารดาอีกครั้งแล้วจึงออกขบวนเซียงหรงรู้สึกเหมือนตนเองเป็นตุ๊กตาที่ได้แต่เคลื่อนไหวไปตามการจับจูงของผู้คน เริ่มจากฟูเหรินมงคล จากนั้นก็เป็นมือใหญ่ของหลี่จือหลินที่รอรับอยู่อย่างมั่นคง ก่อนที่เขาจะพานางไปกราบไหว้บิ







