LOGINค่ำคืนดึกสงัด เสียงฝีเท้าของใครบางคนกำลังวิ่งตรงไปเบื้องหน้าอย่างเร่งรีบ เพราะด้านหลังมีกลุ่มคนวิ่งตามนับสิบ
“หยุด! ข้าบอกให้หยุด” เสียงตะโกนนั้นแว่วมาแต่ไกล ทว่าร่างอรชรที่ยังคงตั้งหน้าตั้งตาวิ่งหาได้ฟังคำของคนเหล่านั้นไม่ แม้ร่างกายจะโชกไปด้วยโลหิตจากการต่อสู้ ถึงกระนั้นหญิงสาวนางนี้กลับมิได้หยุดพักเพราะความเจ็บปวด หากเมื่อใดที่นางยอมแพ้ คงได้ถูกคนเหล่านี้จับตัวไปบำเรอกามเป็นแน่ ฉะนั้นนางขอไปตายเอาดาบหน้าดีกว่า “อดทนไว้ไป่ฮวา” เสียงแผ่วเปล่งออกมาเตือนตนเอง สองเท้ายังคงมุ่งหน้าวิ่งตรงไปไม่หยุด กระทั่งหนทางที่หนีนั้นมันเริ่มไร้ทางไป เพราะเบื้องหน้าคือผาและด้านล่างยังมีแม่น้ำไหลเชี่ยว “ยอมจำนนเสีย คิดหรือว่าเจ้าจะรอดพ้นเงื้อมือพวกเราไปได้ ต่อให้หนีไปสุดหล้าฟ้าเขียว เราก็ตามเจ้าพบอยู่ดี ฉะนั้นอย่าทำให้เสียเวลาเลย มันเปล่าประโยชน์” ผู้ที่เป็นหัวหน้าส่งเสียงเตือนหญิงสาวที่ยืนนิ่งอยู่ริมหน้าผา เพื่อยับยั้งไม่ให้นางกระโดด “ฝันไปเถิด ข้ายอมตายเสียดีกว่า” ไป่ฮวาแผดเสียงใส่กลุ่มคนตรงหน้า ซึ่งพวกมันกำลังก้าวเข้ามาหาอย่างใจเย็น ร่างอรชรขยับถอย ในมือยังคงถือดาบเล่มยาวตั้งท่าจะต่อสู้อีกหน ทว่าด้วยแรงที่เหลือน้อยผนวกกับอาการบาดเจ็บที่มี ไป่ฮวาจึงมีความคิดใหม่ในการพาตนเองข้ามผ่านชะตานี้ไป นั่นคือเสี่ยงตายด้วยการกระโดดหน้าผาที่สูงเท่าเรือนสามชั้นนี้เสีย “ตายเป็นตาย ไหน ๆ ชีวิตก็พบเจอแต่เรื่องยากลำบากแล้ว พบอีกสักหนจะเป็นไรไป” สิ้นคำร่างอรชรก็หมุนตัวเปลี่ยนทิศทาง กระโดดลงสู่แม่น้ำเบื้องล่างอย่างไม่รีรอ “ปัดโธ่!” เสียงสบถของชายที่เป็นหัวหน้าดังขึ้น ก่อนที่พวกมันจะวิ่งกรูมาที่ริมผา ยืนมองกระแสน้ำพัดพาร่างของสตรีที่พวกตนตามล่าพัดลอยห่างออกไปเรื่อย ๆ “ทำอย่างไรดีพี่ใหญ่” “จะทำอย่างไรได้ ก็ตามไปน่ะสิ” สิ้นคำร่างสูงของพวกมันก็วิ่งไปตามกระแสน้ำ ทว่าสุดท้ายชายฉกรรจ์กลุ่มนี้ก็จำต้องหยุดเท้าลง เมื่อร่างที่ลอยอยู่นั้นถูกสายน้ำพัดพาไปอีกแยกของแม่น้ำแล้ว ทำให้พวกเขาไม่อาจติดตามนางได้ เพราะจุดที่ยืนอยู่มันคนละฝั่งกับเส้นทางน้ำที่แยกออกไป “พะ… พี่ใหญ่ทำเยี่ยงไรดี นายท่านต้องตำหนิพวกเราแน่” “ก็อย่าให้รู้สิ บอกแค่ว่านางปลิดชีพตน กระโดดหน้าผาตกลงไปตายแล้วแค่นี้ก็สิ้นเรื่อง คนตายแล้วใครจะไปอยากได้” “จริงด้วย เช่นนั้นเราก็กลับกันได้แล้วใช่หรือไม่” “ก็ไปสิ” ผู้เป็นหัวหน้าเอ่ยจบ ก็หมุนตัวเดินจากไป เช้ามืดวันถัดมา… ในความมืดสลัว ร่างของใครบางคนกำลังตะเกียกตะกายขึ้นจากคลองน้ำ ก่อนจะมาทรุดนั่งพิงต้นไม้ใหญ่ พร้อมกับกวาดตามองไปโดยรอบเพื่อหาที่พักพิงให้ตนเอง “ที่นี่ที่ไหนกัน ทำไมไม่มีแสงไฟเลย” เสียงพึมพำแผ่วเบาเปล่งออกมาอย่างอ่อนแรง ก่อนจะยกมือขึ้นมากุมท้องตนเองเพื่อสำรวจ “เราโดนยิงหลายจุด แต่ทำไมบนตัวมีแค่แผลเดียว” หญิงสาวยังคงมึนงงสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะบาดแผลที่ได้รับมันต่างออกไป หากเดาไม่ผิด แผลบนตัวน่าจะเกิดจากการถูกแทง ทำไมมันไม่ใช่แผลถูกยิง? คิ้วสวยผูกเป็นปมทันที “ช่างเถอะ ตอนนี้หาที่รักษาและซ่อนตัวก่อนแล้วกัน” จากนั้นหญิงสาวก็พาร่างสะบักสะบอมของตนขยับลุก เพราะยามนี้นางต้องการหมอและอาหารเป็นที่สุด ทว่าเดินมาสักพักคิ้วสวยก็เริ่มย่นเข้าหากันอีกหน “ทำไมมันเงียบขนาดนี้ล่ะ” แม้จะแปลกใจ ถึงกระนั้นนางก็ยังกัดฟันเดินต่อ มุ่งหน้าไปตามเส้นทางลูกรังที่ดูกันดาร ไร้ซึ่งความเจริญ “ฟูหลิง! แกคงไม่ได้ตกน้ำแล้วหลุดมิติเข้ามาอยู่ในยุคโบราณเหมือนซีรี่ย์ที่ฉายให้ดูทุกวันหรอกนะ ดูสิ…ไฟส่องทางก็ไม่มี บ้านสักหลังก็ไม่เห็น รถสักคันก็ไม่มีผ่านมา ทำไมมันกันดารขนาดนี้เนี่ยะ” ถ้อยคำที่นางเอื้อนเอ่ย ยังเป็นประโยคเดิมซ้ำ ๆ ในเวลาต่อมาคนเจ็บก็เริ่มไร้แรงเดิน นางจึงทรุดนั่งลงข้างต้นไม้ ก่อนที่ดวงตาคู่สวยจะจับจ้องไปยังแสงสว่างที่กำลังสาดส่องขึ้นมาจากขอบฟ้า ริมฝีปากแห้งผาดเผยยิ้มบาง แต่เพียงไม่นานมันก็เหือดหายไป พร้อมกับทุกสิ่งที่ดับวูบโดยไม่ทันตั้งตัว ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม… เสียงคนพูดคุยกลั้วหัวเราะก็แว่วมาปลุกให้คนหมดสติได้รู้สึกตัว เปลือกตาเรียวงามจึงพยายามเปิดขึ้น ทว่ามันกลับหนักอึ้งเสียเหลือเกิน และไม่นานมันก็ดับวูบไปอีกครั้ง จนเวลาผ่านไปถึงยามใดไม่รู้ กลับมีเสียงเหล็กกระทบกันแว่วมาให้ได้ยินอีกหน ทว่ามันมิใช่แค่เสียงต่อสู้กันที่ปลุกให้ตื่น ยังมีสัมผัสที่ถูกเหวี่ยงไปมาซึ่งมันชวนให้คลื่นไส้ยิ่งนัก พอเปิดเปลือกตาขึ้น นางก็เห็นแค่แผ่นหลังของใครบางคน กับพื้นดินที่ส่ายไปมา ยามนี้ร่างนางกำลังถูกแบก และวิ่งไปด้วยความเร็ว หญิงสาวจึงพยายามดิ้นเพื่อเอาตัวรอด และช่วงเวลานั้นใบหน้างามได้เงยขึ้นไปเห็นกลุ่มคนควบม้าตรงมา ใครคนหนึ่งกำลังน้าวสายธนู จุดหมายคงเป็นร่างกำยำที่กำลังแบกตนนี่กระมัง เห็นเช่นนั้นร่างที่เหลือแรงเพียงน้อยนิดก็รีบเอี้ยวตัวหลบ และปลายแหลมคมก็เฉียดฉิวไปเพียงนิด ฟิ้ว! ฉึก! เสียงแหวกว่ายผ่านอากาศของคมธนูช่างน่าหวั่นใจนัก ร่างกำยำของชายตัวโตทรุดลงกับพื้นในทันที เป็นเหตุให้หญิงสาวที่ถูกแบกร่วงหล่นลงพื้นเสียงดัง ตุ้บ! และทุกอย่างก็ดับวูบไปอีกครา… #ชีวิตนางเอกก็จะรันทดหน่อยนะคะ 555ฟูหลิงนิ่งงันมองสามีที่ยังมีท่าทางของคนเมา ทว่ามันไม่มากเหมือนคราแรกที่ถูกพามา เพราะเท่าที่เห็นยามนี้เขาดูมีสติดี ไม่พร่ำไปเรื่อย และยังลุกขึ้นมาต่อว่าพระนัดดาตนอีก “เสแสร้งเก่งจริงนะเพคะ” นางเอ่ยเย้า ก่อนจะนั่งลงบนเตียง คนตัวโตจึงรีบขยับเข้ามาโอบเอว “หากไม่ทำเช่นนี้จะได้กอดเจ้าง่าย ๆ หรือ” เหยียนตี้ป้อนคำหวาน ก่อนจะเกยคางบนไหล่ชายารัก แล้วซุกใบหน้าลงที่ซอกคอขาว นำพาให้บ่าวที่คอยรับใช้ต้องรีบพากันออกไป “อื้อ...เจ้าเล่ห์เหลือเกินนะเพคะ” ฟูหลิงตำหนิไม่จริงจัง “พี่ทำเพื่อเจ้านะน้องหญิง” เหยียนตี้เอ่ยบอกเสียงพร่า ก่อนจะยกมือขึ้นมารั้งให้นางหันมาหากัน นัยน์ตาคมทอดมองใบหน้าอ่อนหวานที่อยู่ห่างแค่เพียงคืบ ก่อนจะค่อย ๆ ใช้นิ้วเกลี่ยแก้มเนียนที่เริ่มขึ้นสีแดงเรื่อ ซึ่งมันน่ามองยิ่งนักสำหรับเหยียนตี้ “น้องหญิงเจ้ารู้หรือไม่ว่าแต่ละวันพี่คิดถึงเจ้ามากเพียงใด” ถ้อยคำหวานถูกเปล่งออกมาพร้อมสายตากรุ้มกริ่ม ฟูหลิงส่งเสียงหัวระเบา ๆ ให้กับท่าทางเจ้าชู้ของสามี ดูท่าที่เขาปากหวานได้ถึงเพียงนี้ คงเป็นฤทธิ์สุราขับกล่อมกระมัง “มากแค่ไหนหรือเพคะ” นางแสร้งเย้าเขา พร้อมกับขยับกายขึ้นมานั่งคร่อมผู้
ไม่นานนักความเงียบงันอันเปี่ยมสุขก็ถูกรบกวนด้วยเสียงหัวเราะเบา ๆ ของเหล่าคนสนิท ตามด้วยเสียงกระซิบกระซาบถึงความอบอุ่นและความรักที่ฉินอ๋องมีต่อพระชายา เหยียนตี้จึงคลายริมฝีปากตนออก ก่อนจะเอ่ยตำหนิไม่จริงจังนัก “ขัดใจจริงคนพวกนี้ น่าลงโทษให้หลังลายจริง ๆ” “วันมงคลนะเพคะ อย่าทรงหงุดหงิดเลย เรารีบไปเข้าพิธีกันเถิดเพคะ” คนในอ้อมกอดส่งสายตามีเลศนัยให้ ผู้เป็นสามีจึงยิ้มกริ่ม ก่อนจะพาร่างอรชรของชายารักตนออกไป เหยียนตี้ก้าวเดินออกมาอย่างมั่นคง ท่ามกลางสายตาของทุกคนที่กำลังจับจ้องเขาและคนในอ้อมกอด ซึ่งบัดนี้ใบหน้างามได้ซบลงที่ไหล่แกร่งอย่างมีความสุข ฟูหลิงกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องที่ผ่านมาและเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นในยามนี้ ซึ่งมันช่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง จากชีวิตที่เคยยากลำบากมาตั้งแต่เป็นนักฆ่าในโลกปัจจุบัน จนมาเกิดใหม่ในโลกนิยายที่ตนเป็นผู้เขียนขึ้นมา ไม่มีช่วงเวลาที่ได้พบกับความสุขอย่างจริงจังเลย และนับจากนี้ หวังว่าบทสรุปตอนท้าย มันจะสมปรารถนาเสียที ในเมื่อพระเอกและนางร้ายรวมถึงตัวประกอบของเรื่องมีครอบครัวที่ผาสุกแล้ว เช่นนั้นต่อจากนี้ไป มันก็ควรเป็นเวลาของนางเอกแล้วมิใช่หรือ “คิดสิ่งใดอยู่ฮ
เวลาต่อมา หลังจากพูดคุยกันต่อพักใหญ่ ฟูหลิงก็ถูกเชิญไปพักที่จวนของตนเอง โดยมีสองพี่น้องตามมาส่ง และอยู่พูดคุยกันต่อพักหนึ่ง ก่อนจะแยกย้ายกันกลับ และเมื่อไม่มีคนพูดคุยด้วย ฟูหลิงก็เริ่มรู้สึกอ้างว้างขึ้นมา แม้รอบตัวจะมีคนคุ้นหน้าอยู่ด้วยก็ตาม ทว่าสำหรับนางแล้ว ใครอยู่ด้วย มันก็ไม่เหมือนฉินอ๋อง ซึ่งมันก็เป็นปกติของสามีภรรยา “พระชายา เข้าบรรทมเถิดเพคะ” จินจูท้วงด้วยความเป็นห่วง เพราะนี่เลยเวลานอนมาพอสมควรแล้ว “จินจู ทำไมห้าวันมันถึงเหมือนห้าปีเช่นนี้ล่ะ ข้าคิดถึงท่านอ๋องมากเลย เขาจะคิดถึงข้าบ้างไหมนะ” ฟูหลิงรำพึงโดยไม่ได้หันกลับมามองผู้ที่ตนเอ่ยด้วยแม้แต่น้อย “คิดถึงสิ พี่คิดถึงเจ้าที่สุด” เสียงคุ้นหูดังขึ้น ทำให้ร่างอรชรที่ยืนอยู่ริมหน้าต่างต้องรีบหันกลับมา “ยอดดวงใจของพี่” เหยียนตี้อ้าแขนรอภรรยาตัวน้อยที่โผเข้าหาตน “ท่านอ๋องมาได้อย่างไรเพคะ” “พี่คิดถึงเจ้าเลยลอบออกมา” ฟูหลิงรีบขยับถอยออก หมายจะตำหนิเขา ทว่าการเผยอปากของนาง กลับกลายเป็นการเปิดทางให้อีกฝ่ายได้สอดลิ้นอุ่นเข้ามา และใจที่โหยหาก็บอกให้นางคล้อยตาม อย่าได้ต่อต้านสัมผัสของสามีเป็นอันขาด และมันก็นำไปสู่บทรักในที่สุด ครึ่
ณ จวนโหว ฟูหลิงกำลังย่อกายให้ไท่ฮูหยิน ผู้ที่เคยเอ็นดูนางอย่างจริงใจ “ฟูหลิงคารวะไท่ฮูหยิน และต้องขออภัยที่คราวก่อนหลอกลวง หมายใช้ประโยชน์จากความเมตตาของไท่ฮูหยิน วันนี้ฟูหลิงสำนึกผิดแล้ว ขอเชิญไท่ฮูหยินลงโทษได้ตามสบายเจ้าค่ะ” หญิงสาวเอ่ยโดยไม่กล้าเงยขึ้นมองหน้าผู้ที่นั่งหน้าขรึมเลยสักนิด ทว่าไม่นานใบหน้านี้กลับเปลี่ยนเป็นอ่อนโยน และยังเผยยิ้มอ่อนให้ด้วย “เด็กดีมานี่เถิด ย่าแค่เย้าเจ้าเล่นเท่านั้น มานั่งนี่มา อินหลางเล่าให้ย่าฟังหมดแล้ว เจ้าอย่าได้รู้สึกผิดกับเรื่องเหล่านั้นเลย หากเจ้าเป็นคนชั่วช้าอย่างที่ว่า มีหรือสวรรค์จะเมตตาถึงเพียงนี้” คนแก่กล่าวอย่างมีเหตุผล “ใช่ ๆ หากอาสะใภ้เป็นคนชั่วจริง สวรรค์ไม่มีทางให้พระองค์ได้ครองคู่กับเสด็จอาฉินอ๋องเป็นแน่ ท่านย่าพูดถูกเจ้าค่ะ หลานเห็นด้วย” ตันหยางรีบสำทับคำ ตามด้วยเสียงของตันหยง “ก็จริงนะฟูหลิง ฉะนั้นเจ้าอย่าได้คิดว่าตนทำเรื่องไม่ดีเป็นเด็ดขาด ประเดี๋ยวมันจะส่งผลถึงเจ้าตัวน้อยในครรภ์ด้วย” “หา! อะไรนะ นะ…นี่ฟูหลิงตั้งครรภ์แล้วหรือ” ไท่ฮูหยินรีบหันมาถามหลานสะใภ้ตนที่นั่งอยู่ไม่ไกล “เจ้าค่ะ สองเดือนแล้ว” ตันหยงเอ่ยตอบ ที่นางรู้ เพราะ
เวลาต่อมา เมื่อทั้งคู่ทานอาหารเรียบร้อยแล้ว เหยียนตี้ก็พาภรรยารักตนออกมาเดินเล่น และท่าทางเขาดูใจเย็นมาก “ท่านอ๋อง เรื่องศึกสงครามเป็นอย่างไรบ้างเพคะ” ดวงตาคู่สวยกะพริบถี่ รอคำตอบจากเขาด้วยใจจดจ่อ “หลังจากช่วยเจ้าออกมาได้ พี่ก็นำทัพบุกโจมตีพวกมันทันที ฝ่ายนั้นสูญเสียไปมาก แม้จะมีทัพเสริมที่องค์หญิงใหญ่ส่งมาช่วย ก็ไม่อาจเอาชนะได้ สุดท้ายฝ่ายนั้นจึงยอมแพ้ ขอเจรจาสงบศึก โดยยอมส่งบรรณาการให้เราทุกปี รวมถึงเมืองที่เราตีมาได้เมื่อคืน แคว้นเหลียงก็ยินดียกให้ ขอเพียงเราไม่โจมตีอีกก็พอ” “หา! เพียงแค่คืนเดียว พระองค์ทรงกรีธาทัพบุกยึดเมืองมาได้เลยหรือเพคะ” ดวงตาคู่สวยโตเท่าไข่ห่านแล้วในยามนี้ “หึหึ ที่เราทำสำเร็จได้ก็เพราะอาวุธของเจ้าช่วยเอาไว้มาก ทหารของเราแทบไม่ต้องทำอันใดเลย ฝ่ายนั้นขี้ขลาดมาก พอได้ยินเสียงตูมตาม ก็พากันตื่นกลัวหนีหายไปหมด ก่อนหน้านี้ที่ทำเป็นเก่ง คงเป็นเพราะเห็นว่าฝ่ายตนเองมีอาวุธร้ายกระมัง” “เช่นนั้น เราก็ไม่ต้องทำสงครามแล้วใช่ไหมเพคะ” ฟูหลิง นึกหวั่น นางเกรงว่าฉินอ๋องจะใช้อาวุธที่ตนสร้าง แสวงหาผลประโยชน์ เพื่อขยายขอบเขตแผ่นดินในวันหน้า “เจ้าอย่ากังวลไปเลยนะ อาวุธที่เ
สายของวันใหม่… เปลือกตาเรียวงามก็ได้เปิดขึ้นมาอีกครั้ง คิ้วสวยผูกกันเป็นปมอย่างไม่เข้าใจ เพราะภาพตรงหน้าคือแผงอกแกร่งที่ดูคุ้นตา นางจึงค่อย ๆ ขยับใบหน้าขึ้นไปมองอย่างเชื่องช้า ‘นี่เรายังไม่ตายหรือ ถึงได้มาอยู่ในอ้อมกอดเขา’ ฟูหลิงนึกในใจ พร้อมกับยกมือขึ้นลูบแก้มสากที่มีหนวดขึ้นรำไร ราวกับต้องการจะดูให้แน่ชัดว่าสิ่งที่ปรากฏตรงหน้าคือเรื่องจริงหรือไม่ “เด็กดี ตื่นแล้วหรือ” เหยียนตี้เอ่ยพร้อมกับขยับขึ้นมาคร่อมร่างที่ตนกอด ก่อนจะเผยยิ้มอ่อนเอ็นดูผู้ที่มองตนตาแป๋ว “ท่านอ๋อง หม่อมฉันมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรเพคะ” “พี่พาเจ้ากลับมาเอง ทำไมหรือ” เหยียนตี้เอ่ยพร้อมกับยกมือเรียวขึ้นมาเกลี่ยแก้มเนียนแผ่วเบา แววตาที่เผยออกมาช่างกรุ้มกริ่มนัก และท่าทางเจ้าชู้นี้เขาไม่เคยทำให้นางเห็นมาก่อน ฟูหลิงจึงรีบหันหนี ในใจครุ่นคิดถึงการกระทำของเขา ที่ดูอ่อนโยนมากกว่าแต่ก่อนนัก ‘นี่เขาไม่โกรธที่เราพูดเช่นนั้นหรือ’ นางนึกถึงเรื่องเมื่อวานก่อนที่ตนจะจากไป ฟูหลิงได้เอ่ยตัดสัมพันธ์กับเขา นางย้ำถึงสองคราว่าตนมิได้มีใจให้ ที่ทำดีก็เพื่อหาทางรอดให้กับตนเอง ทุกอย่างแค่เรื่องหลอกลวง แต่ความจริงแล้ว ที่ฟูหลิงเอ่ยเช่
ฟูหลิงตื่นขึ้นด้วยอาการอ่อนเพลีย เพราะหลังจากเสร็จสมกันบนรถม้า ฉินอ๋องก็พานางมากินต่อที่ห้อง กระทั่งเขาอิ่มหนำ ผู้เป็นสามีก็จากไปโดยไม่ไยดี ปล่อยให้นางหลับไปทั้งอย่างนั้น “ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ” จินจูเอ่ยถามเสียงอ่อน พร้อมกับมองผู้เป็นนายอย่างเป็นห่วง ดวงตาที่เผยออกมายังคงเศร้าสร้อย “ตื่นแล้ว” ฟูหลิ
ฟูหลิงได้แต่ตาโต นี่นางเสียรู้บุรุษร้ายกาจผู้นี้กระนั้นหรือ เขาจงใจทำให้นางคิดว่าไม่มีแรง แต่แท้ที่จริงกลับไม่ได้เป็นอันใดเลย ช่างเป็นคนที่มีเล่ห์เหลี่ยมมากยิ่งนัก เป็นเช่นนี้นางควรจัดการกับเขาอย่างไรดี หรือว่า… นางควรใช้เล่ห์หญิงงามกับเขาคืนบ้าง ไม่แน่…หนทางรอด มันอาจง่ายดายกว่าการหนีไปตายเอาดา
วันต่อมา… ฟูหลิงยังคงใช้เวลาว่างไปกับการวาดภาพ เพราะมันช่วยให้นางผ่อนคลาย และเอาไว้หาเงินด้วย นางตั้งใจว่าจะวาดเอาไว้เยอะ ๆ แล้วค่อยเอาออกไปขายในคราวเดียว ถึงยามนั้นน่าจะมีเงินมากพอสำหรับหาหนทางหนี เพราะการเดินทางมันต้องใช้เงิน ยิ่งอยู่ในยุคที่ไร้ความเจริญ พาหนะแพงกว่าข้าวสารด้วยแล้ว นางยิ่งต้องห
เพราะก่อนนี้ฟูหลิงถูกสามีจับกินจนสลบไป พอตื่นขึ้นมาก็เหลือแค่สาวใช้ข้างกาย และองครักษ์อีกสิบคนที่เดินไปมาในจวน รวมถึงหวังจินเยว่ ผู้ที่บอกว่าตนก็เป็นอนุฉินอ๋องเช่นกัน พอถูกคนที่มีฐานะเท่ากันก่นด่า มีหรือนางจะยอมลงให้ง่าย อีกทั้งยามนี้ร่างกายตนก็หายดีแล้วด้วย ใครร้ายมา ฟูหลิงจะคืนให้สิบเท่าเลยคอยด







